คำตอบของเล่มนี้ค่อนข้างชัดครับว่า AI กำลังทำหน้าที่เป็นพลังกระจายอำนาจ คือมันดึงเครื่องมือที่เมื่อก่อนต้องใช้ทั้งทักษะและทุนหนา ๆ ลงมาให้กลายเป็นของที่ใครมีไอเดียก็หยิบไปใช้ได้ทันที Mustafa Suleyman ซีอีโอของ Microsoft AI พูดบนเวที Cannes Lions 2025 ไว้ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากว่า ต่อไปคอมพิวเตอร์จะคุยกับเราด้วยภาษาคนจนแทบไม่ต้องแตะโค้ด และตอนนี้คือช่วงเวลาที่กำแพงระหว่าง “การมีไอเดีย” กับ “การทำมันออกมาเป็นชิ้นงาน” กำลังพังลงจนแทบไม่เหลือ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือฝั่งผู้บริโภคเองก็เริ่มใจอ่อนให้งาน AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ในรายงานบอกว่าคนกว่าครึ่งหรือ 56% รู้สึกเฉย ๆ ถ้ารู้ว่าโฆษณาชิ้นนี้ทำโดย AI แถมมี 23% ที่บอกว่าชอบขึ้นด้วยซ้ำ เหลือแค่ 21% เท่านั้นที่บอกว่าชอบน้อยลง แต่พอสลับจากโฆษณามาเป็นเพลง ตัวเลขกลับพลิกทันที
เพราะคนที่บอกว่าชอบเพลง AI น้อยลงพุ่งขึ้นไปเป็น 32% เห็นไหมครับว่าช่องว่างตรงนี้มันกำลังบอกอะไรบางอย่าง คือยิ่งงานไหนที่คนคาดหวังความเป็นมนุษย์และอารมณ์สูง อย่างเพลงหรืองานที่ผูกกับตัวศิลปิน คนก็ยิ่งอ่อนไหวกับการรู้ว่ามันมาจาก AI มากขึ้นเท่านั้น
จุดที่ผมว่าคมที่สุดในเทรนด์นี้คือมุมของ Brenda Milis หัวหน้าฝ่าย Consumer and Creative Insights ของ Adobe เธอบอกว่า Generative AI กำลังทำให้ Creativity เป็นของทุกคน ด้วยการทำให้เครื่องมือที่ทรงพลังเข้าถึงได้สำหรับทุกคนที่มีไอเดีย แต่เธอย้ำต่ออีกประโยคที่สำคัญมากว่า AI ไม่ได้มาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์หรอก มันเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยเปิดประตูให้คนที่ไม่เคยมีทักษะหรืออุปกรณ์ระดับมืออาชีพมาก่อน ได้ลงมือทำสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเป็นจริงได้ ในขณะที่มนุษย์ยังถือ 3 อย่างสำคัญไว้ในมือ คือ Taste รสนิยม, เจตนา และการตัดสินใจว่าอะไรดีพอ
แล้วในมุมของคนทำงานสร้างสรรค์เองล่ะ จากผลสำรวจของ Adobe ร่วมกับ The Harris Poll เมื่อกันยายน 2025 พบว่า 76% ของ Creator บอกว่า AI ช่วยให้ธุรกิจและแบรนด์ส่วนตัวโตขึ้น อีก 81% บอกว่าช่วยให้ทำสิ่งที่ไม่มีทางทำได้มาก่อน และ 85% เชื่อว่าสุดท้าย AI ส่งผลบวกต่อ Creator Economy โดยรวม แต่ความตื่นเต้นทั้งหมดนี้ก็มีเสียงเตือนถ่วงไว้เหมือนกันครับ
James Blake นักดนตรีเจ้าของรางวัล Grammy พูดบนเวที Cannes Lions 2025 เดียวกันว่าเทคนิคพื้นฐานคือรากที่ทำให้เขามั่นใจพอจะออกไปแสดงได้ และเตือนว่าหลายบริษัทกำลังจะพลาดครั้งใหญ่ ตรงที่ประเมินค่าความสามารถในการเชื่อมโยงทางอารมณ์ของมนุษย์กับงาน AI ต่ำเกินไป ซึ่งพอดีกับที่ Brenda Milis ทิ้งท้ายไว้ ว่า AI เร่งการผลิตได้ก็จริง แต่มันเล่าเรื่องไม่เป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องราวและความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังชิ้นงานนั้น
ลองอ่านต่อเรื่องการใช้ AI ยกระดับงานสร้างสรรค์ได้ที่ Creativity Driven AI เพราะพอ AI ทำให้ทุกคนผลิตงานได้เร็วเท่ากันหมด สิ่งที่จะแยกงานเราออกจากคนอื่นกลับเป็นรสนิยมและการเล่าเรื่องที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ ลองนึกถึงงานโฆษณาไทยที่เราจำได้และอยากแชร์ต่อสิครับ ส่วนใหญ่ไม่ได้จำเพราะโปรดักชันอลังการ แต่จำเพราะ Insight ที่มันแตะใจกับเรื่องที่มันเล่าให้เราอินตาม
Start with This: หยิบไอเดียที่เคยจดโน้ตเก็บไว้แต่ยังไม่เคยได้ลงมือทำ มาลองสร้างด้วย AI ดูสัก 1 ชิ้นในสัปดาห์นี้เลยครับ แล้วดูว่ามันทำออกมาได้ใกล้เคียงกับภาพในหัวเราแค่ไหน จากนั้นค่อยเอา Taste และมุมมองของเราไปขัดเกลาต่อ เพราะวิธีที่เร็วที่สุดที่จะรู้ว่า AI ช่วยเราได้แค่ไหน คือลงมือลองกับงานจริงของตัวเอง ไม่ใช่แค่นั่งอ่านว่าคนอื่นเขาทำอะไรได้บ้างครับ
4. New-Wave Sport Fandom เมื่อแฟนหญิงและ Gen Z นิยามวงการกีฬาใหม่
เทรนด์ต่อไปของ Marketing Trends 2027 เป็นเรื่องที่ผมว่าสนุกมาก เพราะมันคือคลื่นลูกใหม่ของแฟนกีฬา โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้หญิง ที่กำลังเปลี่ยนโฉมวงการและเปิดประตูให้เกิด Partnership แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
Formula 1 คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดครับ รู้มั้ยว่าจากงานวิจัยที่ F1 ทำร่วมกับ Motorsport Network ในปี 2025 แฟนหน้าใหม่ของกีฬานี้ 3 ใน 4 เป็นผู้หญิง แถมในสหรัฐฯ 70% ของแฟน Gen Z ยังเสพคอนเทนต์ F1 กันทุกวัน และพอพูดถึงอิทธิพลต่อการซื้อ 39% ของ Gen Z กับ 41% ของผู้หญิงบอกว่ามีแนวโน้มพิจารณาสินค้าที่ F1 สปอนเซอร์มากขึ้น ตัวเลขพวกนี้เองที่เปิดประตูให้เกิดพาร์ตเนอร์ชิปข้ามสายแบบที่แต่ก่อนไม่มีทางเกิด
อย่าง Aston Martin จับมือกับแบรนด์เล็บ Glaize ออกเจลทาเล็บสี Racing Green ส่วน Charlotte Tilbury ก็เป็นพาร์ตเนอร์กับ F1 Academy รายการแข่งรถสำหรับนักแข่งหญิงมาตั้งแต่ปี 2024 และแบรนด์สกินแคร์ Elemis ก็จับมือกับทีม Aston Martin เหมือนกัน
ฝั่งบาสเกตบอลหญิงก็มาแรงไม่แพ้กันครับ Nike ครองตลาดรองเท้า Sneaker ด้วยการเซ็นดาวเด่นหลายคน ทั้ง Caitlin Clark ที่ได้ดีล 8 ปีมูลค่า 28 ล้านดอลลาร์, A’ja Wilson ที่รองเท้ารุ่น A’One ขายหมดภายใน 5 นาที และ Sabrina Ionescu ที่น่าทึ่งคือฐานแฟนของ WNBA โตขึ้นกว่า 31% ในสองปี และยอดผู้ชมพุ่งขึ้น 201% ตามข้อมูล Nielsen 2025 Global Sports Report ส่วนฟุตบอลหญิงก็คาดว่าจะติดหนึ่งใน 5 กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2030 ด้วยฐานแฟนกว่า 800 ล้านคน จน Vodafone รีบเซ็นเป็นพาร์ตเนอร์กับ UEFA Women’s Football
และตัวเร่งสำคัญเบื้องหลังกระแสทั้งหมดนี้คือหนังกับสารคดีครับ ทั้งซีรีส์ Drive to Survive ของ F1 บน Netflix และภาพยนตร์ F1: The Movie ที่ทำรายได้ไป 629 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนังกีฬาที่ทำเงินสูงที่สุดตลอดกาล ขณะที่มูลค่าตลาดกีฬาทั่วโลกก็คาดว่าจะทะลุ 6 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตามการคาดการณ์ของ Kearney
Start with This: ลองสำรวจดูว่ากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เราดูกีฬาอะไรที่มีฐานแฟนหญิงหรือ Gen Z กำลังโต แล้วประเมินคร่าว ๆ ว่าการเข้าไปทำคอนเทนต์ร่วมหรือสปอนเซอร์เล็ก ๆ ตอนนี้ มีต้นทุนถูกกว่าการรอกระโดดเข้าไปปีหน้าแค่ไหน ตัวเลขที่ได้จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าควรขยับตอนนี้เลยหรือยังครับ
นอกจากน้องเนยแล้ว ไทยยังมี Mascot สายการเงิน สายค้าปลีก Character LINE ที่คนไทยผูกพันเป็นพิเศษ ไปจนถึงกระแส Art Toy อย่าง Crybaby หรือ POP MART ที่คนไทยเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก จุดที่เหมือนเทรนด์ Global คือ Character พวกนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่น่ารัก แต่มีตัวตนและเรื่องราวที่คนอยากติดตาม ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่ามันคือความต่างระหว่าง “มี Mascot” กับ “Mascot ที่มีชีวิต” ครับ
แบรนด์ไทยจำนวนมากมี Mascot อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่โลโก้น่ารักที่นิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่พลังจริงมันอยู่ที่การให้ Mascot มีบุคลิก มีมุมมอง และกล้าเพี้ยนบนโซเชียลแบบที่ Duo หรือ Scrub Daddy ทำ ลองสังเกตดูสิครับว่าน้องเนยดังได้เพราะมี Character และท่าเต้นที่คนอยากถ่ายคลิปตาม ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ารักเฉย ๆ ข้อควรระวังนิดหนึ่งคือ ข้อได้เปรียบเรื่องการ์ตูนไม่โดนแคนเซิลนั้นเป็นจริงเฉพาะเมื่อเราคุมโทน Character ให้สอดคล้องกับคุณค่าแบรนด์ กล้าเพี้ยนได้ แต่ต้องเพี้ยนอย่างมีทิศทางที่คิดมาแล้วนะครับ
เคสที่เป็นตัวแม่ของเทรนด์นี้คือ The White Lotus ที่จับมือกับ Four Seasons จนทำให้ความสนใจในโรงแรมสาขา Maui พุ่งขึ้น 425% และชุดกิโมโนของแบรนด์ไทย Jim Thompson ที่ตัวละครในเรื่องสวมใส่ ก็มียอดขายพุ่งขึ้นถึง 671% ภายในเวลาแค่ 4 วัน
ที่น่าจับตากว่านั้นคือเทรนด์ถัดไป ที่แบรนด์จะเลิกเป็นแค่พาร์ตเนอร์ แล้วขยับขึ้นมาเป็น Producer เอง อย่างที่ Gap แต่งตั้ง Chief Entertainment Officer คนแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จนมีคนตั้งข้อสังเกตแบบติดตลกว่า The White Lotus เรื่องถัดไปอาจถูก Produce โดย Four Seasons ก็เป็นได้ ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนข้อมูลที่ว่า 61% ของคนชอบไอเดียการเป็นแฟนแบรนด์ เพราะมันทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ Community
เทรนด์นี้มีจุดที่ผมว่าคนไทยควรภูมิใจซ่อนอยู่ครับ เพราะแบรนด์ไทยอย่าง Jim Thompson ถูกยกเป็นเคสระดับ Global โดยตรง เพียงแต่ในเคสนี้ไทยยังอยู่ในฐานะแบรนด์ที่ถูกเลือกใช้ มากกว่าจะเป็นเจ้าของจักรวาลเอง ถ้ามองหาเคสที่ไทยเป็นเจ้าของจักรวาลเรื่องเล่าเอง ผมว่าใกล้เคียงที่สุดคือวงการซีรีส์วายและ T-POP ที่ไม่ได้ขายแค่ตัวคอนเทนต์ แต่ต่อยอดเป็นระบบนิเวศทั้งจักรวาล ทั้งคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง สินค้า Merchandise การท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำ ไปจนถึงพรีเซนเตอร์สินค้า ซึ่งตรงกับแก่นเทรนด์ที่ว่าคอนเทนต์กลายเป็นช่องทางการค้าและสร้าง Community ที่แฟนอยากใช้ชีวิตอยู่ข้างใน
ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือให้เลือกบทบาทของตัวเองในจักรวาลให้ชัดครับ เล่มนี้แบ่งให้เห็น 3 ระดับพอดี ระดับแรกคือเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกใช้ในคอนเทนต์คนอื่นแบบ Jim Thompson ระดับสองคือเป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมสร้างประสบการณ์แบบ Four Seasons และระดับสามคือขยับเป็น Producer สร้างคอนเทนต์ของตัวเองแบบ Gap
เราเคยเห็นกระแสแบนแบรนด์บนโซเชียลไทยที่จุดติดเร็วมากเวลาแบรนด์หรือพรีเซนเตอร์ไปแตะประเด็นอ่อนไหว เพียงแต่ประเด็นที่จุดกระแสในไทยมักผูกกับการเมืองภายในและความรู้สึกชาตินิยมหรือวัฒนธรรม มากกว่าประเด็น DEI หรือสงครามระหว่างประเทศแบบตะวันตก
เทรนด์ปิดท้ายของ Marketing Trends 2027 บอกว่าในยุค Post-Truth ที่คนเชื่อถือข้อมูลจากแบรนด์ที่ตัวเองใช้อยู่แค่ 44% แบรนด์เริ่มจัดการความไม่ไว้ใจของผู้บริโภคแบบเผชิญหน้าตรง ๆ ด้วยการฝัง Radical Honesty หรือความซื่อสัตย์แบบสุดโต่งลงไปในตัวแบรนด์และการกระทำ นักอนาคตศาสตร์อย่าง Sean Pillot de Chenecey ชี้ว่า ท่ามกลางความไม่น่าไว้ใจทางการเมืองและการบิดเบือนข้อมูลด้วย AI ความจริงกำลังตกอยู่ในภาวะกดดันอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างจากอุตสาหกรรม Streaming เพลง Spotify ประกาศเมื่อกันยายน 2025 ว่าจะออกกฎที่เข้มขึ้นเรื่องการเลียนแบบเสียงศิลปิน พร้อมเพิ่มตัวกรองสแปม และบังคับให้เปิดเผยการใช้ AI ส่วน Deezer ก็ให้คำมั่นว่าจะตรวจจับและติดป้ายคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 100% พร้อมดันมันออกจากเพลย์ลิสต์แนะนำ
ฝั่งอุตสาหกรรมความงาม The Ordinary เปิดตัว The Wikileaks of Beauty คลังข้อมูลฟรีที่ย่อยงานวิจัยซับซ้อนออกมาเพื่อทลายมายาคติเรื่องความงาม ตามด้วยแคมเปญ The Periodic Fable ที่กล้าออกมาบอกตรง ๆ ว่าอุตสาหกรรมนี้สอนเรื่องความงามผิด ๆ มานาน
ส่วน Ryanair ก็เลือกใช้ความซื่อสัตย์แบบกวน ๆ ยอมรับข้อจำกัดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาผ่านสโลแกนอย่าง Catch Flights not Feelings ในเชิงข้อมูลก็สนับสนุนแนวทางนี้ เพราะ 86% ของคนชอบโฆษณาที่ถ่อมตัวและไม่โอเวอร์ และหัวใจสำคัญตามหลักคิดของอริสโตเติลที่ Sean Pillot de Chenecey ย้ำก็คือ การทำดีเพราะเชื่อว่าต้องทำ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังคำชม เพราะผู้บริโภคจะมองทะลุการทำดีที่หวังผลได้เสมอ