เพราะถ้า Marketplace คือพื้นที่ที่ทำให้คนเจอเรา Own Channel ก็คือพื้นที่ที่ทำให้คนอยู่กับเรานานขึ้น และนี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่มีแค่ยอดขาย กับธุรกิจที่เริ่มมีฐานลูกค้าของตัวเองจริง ๆ ครับ
6P Framework เมื่อการมอง Data ให้ลึกพอ จะทำให้แบรนด์รู้จักและรู้ใจลูกค้า
หลังจากร้านค้าเริ่มเก็บ Data ของลูกค้าแล้ว คำถามถัดมาคือเราจะเอา Data เหล่านั้นไปใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์จริงครับ เพราะการมีข้อมูลเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะเข้าใจลูกค้ามากขึ้นเสมอไป ถ้าเราไม่รู้ว่าจะหยิบข้อมูลตรงไหนมาดู หรือไม่รู้ว่าจะตั้งคำถามกับมันอย่างไร
คุณหนุ่ยได้เล่าถึงการมอง Data ผ่าน 6P Framework ซึ่งไม่ได้ดูแค่ Product, Price, Place และ Promotion แบบเดิมเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม Period และ Personal เข้ามาด้วย เพราะการขายออนไลน์ในวันนี้ไม่ได้ต้องรู้แค่ว่าเราขายอะไรได้ แต่ต้องรู้ด้วยว่าลูกค้ามาซื้อเมื่อไหร่ ซื้อแบบไหน รอโปรหรือเปล่า และรู้ว่าใครคือคนที่แบรนด์ควรดูแลเป็นพิเศษ
อีกมิติหนึ่งคือ Persona x Product เพราะเมื่อลูกค้าบางกลุ่มซื้อซ้ำบ่อย บางกลุ่มซื้อเฉพาะตอนลดราคา หรือบางกลุ่มซื้อสินค้าบางประเภทเป็นประจำ การเอาข้อมูลลูกค้าไปผสานกับข้อมูลสินค้า จะช่วยให้แบรนด์เห็นว่าใครคือกลุ่มที่ควรดูแลต่อ ใครเหมาะกับข้อเสนอแบบไหน และใครอาจกลายเป็นลูกค้าที่พาแบรนด์เติบโตต่อได้
สิ่งที่คุณหนุ่ยพยายามชี้ให้เห็นคือ Data ไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูกราฟสวย ๆ หรือสรุปยอดขายเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาอยู่กับมัน ลองจับข้อมูลหลายชุดมาผสมกัน และค่อย ๆ ดูว่าแต่ละมุมกำลังบอกอะไรเรา เพราะหลายครั้ง Insight ที่ดีไม่ได้เกิดจาก Data ตัวเดียว แต่เกิดจากการเอา Data หลายตัวมาบิดดู จนเราเริ่มเห็นคำตอบใหม่ที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่เคยบอกมาก่อนครับ
SPICE Framework บรีฟที่ดี ทำให้ AI เห็น Insight ที่ดีขึ้น
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือคุณหนุ่ยได้พูดถึงคือการใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ Data ครับ เพราะในวันนี้ AI สามารถช่วยทำให้การอ่านข้อมูล การทำกราฟ หรือการหาไอเดียจาก Data ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ AI จะช่วยได้ดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราป้อนบริบทและตั้งคำถามกับมันดีพอหรือเปล่า
คุณหนุ่ยจึงพูดถึง SPICE Framework ในการบรีฟ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยหลักคิดคือ ก่อนจะให้ AI วิเคราะห์อะไร เราต้องไม่โยนข้อมูลเข้าไปแบบลอย ๆ แต่ต้องบอกให้ชัดว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน อยากให้ AI รับบทเป็นใคร ต้องการผลลัพธ์แบบไหน มีเงื่อนไขอะไร และมีตัวอย่างอ้างอิงแบบใด
Situation – ก่อนใช้ AI ต้องระบุบริบทหรือสถานการณ์ให้ชัด เช่น ธุรกิจของเราขายอะไร มี Data แบบไหน กำลังเจอปัญหาอะไร และอยากใช้ข้อมูลเพื่อแก้โจทย์อะไร
Persona – บอก AI ว่าอยากให้รับบทเป็นใคร เช่น นักการตลาด นักวิเคราะห์ Data หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน E-commerce เพื่อให้มุมมองของคำตอบสอดคล้องกับโจทย์มากขึ้น
Example – ให้ตัวอย่างหรือ Reference ของผลลัพธ์ที่อยากได้ เพื่อให้ AI เข้าใจรูปแบบ น้ำเสียง หรือทิศทางของคำตอบมากขึ้น
AI ไม่ได้เก่งขึ้นเพราะเราโยน Data เข้าไปให้มันเฉย ๆ แต่เก่งขึ้นเมื่อเรารู้ว่าจะถามอะไรกับมัน และจัดบริบทให้มันเข้าใจธุรกิจของเรามากพอ เพราะสุดท้ายแล้วบรีฟที่ดีมักพาไปสู่ไอเดียที่ดี และ Data ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้ AI สามารถสกัด Insight ออกมาได้คมมากขึ้นกว่าเดิมครับ
บทสรุป E-commerce Trend เมื่อ Data ลูกค้า กลายเป็นอำนาจใหม่
สุดท้ายแล้วอนาคตของ E-commerce ไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครขายของได้เยอะที่สุดเพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่ว่าใครยังมีพื้นที่ที่ทำให้ตัวเองรู้จักลูกค้าได้มากพอ เพราะถ้าแบรนด์มีแค่ยอดขาย แต่ไม่มี Data ไม่มี Contact ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าก็อาจถูกตัดให้จบลงตั้งแต่วันที่คำสั่งซื้อสำเร็จครับ
Data จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขหลังบ้าน แต่คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์รู้ว่าใครกำลังซื้อสินค้าเรา เขาซื้ออะไร เขาควรถูกดูแลแบบไหน และเราจะทำยังไงให้การกลับมาซื้อกับเราอีกครั้งไม่ใช่แค่การซื้อของธรรมดา
เพราะในวันที่ Marketplace ยังเป็นประตูสำคัญของการขายออนไลน์ Own Channel จึงกลายเป็นบ้านที่ทำให้แบรนด์ได้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของตัวเองจริง ๆ และบางทีอำนาจของ Data อาจไม่ใช่การมีข้อมูลเยอะที่สุด แต่คือการหยิบ Data มาประยุกต์ บิดมุมมอง และนำไปใช้ให้เกิดความเข้าใจลูกค้าจริง ๆ มากกว่าครับ