อนาคต E-commerce Trend เมื่อ Data ลูกค้า กลายเป็นอำนาจใหม่เราจึงต้องมี Own Channel ของเราเอง

E-Commerce Trend จะไปทางไหน? ทุกคนลองนึกภาพร้านค้าที่ขายดีมาก มีคนเข้ามาซื้อของทุกวัน แต่เจ้าของร้านไม่เคยเห็นหน้าคนซื้อ ไม่รู้ว่าใครซื้อซ้ำ และไม่รู้เลยว่าคนที่จ่ายเงินให้เราคือใคร ในโลก Offline สิ่งนี้อาจดูแปลกมากครับ เพราะร้านค้าที่ดีมักจำลูกค้าได้ ทักทายได้ และดูแลเขาได้ดีขึ้นทุกครั้งที่กลับมา

แต่ในโลกออนไลน์ หลายธุรกิจกลับเจอสถานการณ์นี้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อยอดขายจำนวนมากเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มที่ร้านค้าอาจเห็นตัวเลข แต่ไม่เห็นลูกค้าจริง ๆ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในวันที่ Data กลายเป็นอำนาจ การมี Own Channel จึงไม่ใช่แค่ช่องทางขายอีกทางหนึ่ง แต่คือพื้นที่ที่ทำให้แบรนด์กลับมารู้จักลูกค้าของตัวเองได้อีกครั้งครับ

เนื้อหานี้ผมได้รับฟังมาจาก Session “อนาคต E-commerce ไทยในโลกที่ Data คืออำนาจ” ภายในงาน “ตื่นเถิดชาวไทย” งานเปิดตัวแพลตฟอร์มไทยมาร์ท ซึ่ง Session นี้ได้พูดโดยคุณหนุ่ย – ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน โดยได้เล่าถึงอนาคตของ E-commerce ไทยในวันที่การขายผ่าน Marketplace อาจทำให้ร้านค้าเห็นยอดขายมากขึ้น แต่กลับรู้จักลูกค้าน้อยลง และทำไมการมี Data กับ Own Channel จึงอาจกลายเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจออนไลน์ในระยะยาวครับ

ทุกวันนี้การขายออนไลน์อาจไม่ได้มีอนาคตเสมอไป ถ้าร้านค้าขายได้มากขึ้น แต่กลับไม่รู้ว่าปลายทางของธุรกิจจะไปทางไหน เพราะหลายครั้งเวลาขายผ่าน Marketplace หรือแพลตฟอร์มใหญ่ ร้านค้าอาจรู้ว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ สินค้าอะไรขายดี หรือยอดเงินเข้ามาเท่าไหร่ แต่กลับไม่รู้ว่าเงินจริง ๆ เหล่านั้นมาจากใครและใครคือคนที่เป็นลูกค้าของเรา

ภาพนี้เหมือนกับการเปิดร้านที่มีคนเดินเข้ามาจ่ายเงินทุกวัน แต่เจ้าของร้านไม่เคยเห็นหน้าคนซื้อครับ ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกค้าเก่า ใครควรถูกดูแลเป็นพิเศษ หรือใครกำลังจะหายไปจากแบรนด์ สิ่งที่เหลืออยู่จึงอาจเป็นแค่ยอดขายในระบบ แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับลูกค้าจริง ๆ

E-commerce Trend Who is my Customer

คุณหนุ่ยเล่าว่า ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาให้กับหลายธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่มักแนะนำลูกค้าเสมอคือ พยายามหาช่องทางการขายที่แบรนด์สามารถติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรง เพราะอย่างน้อยที่สุด ธุรกิจของคุณ คุณก็ควรรู้จักลูกค้าของตัวเอง รู้ว่าใครซื้อ และสามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นกลับมาดูแลเขาต่อได้ ไม่ใช่ขายแค่หน้างานอย่างเดียว

ในโลก Offline เรื่องนี้อาจเห็นชัดมากครับ เวลาเราไปร้านเดิมซ้ำ ๆ แล้วเจ้าของร้านจำได้ ทักทายเรา หรือดูแลเราเป็นพิเศษ ความรู้สึกประทับใจมักเกิดขึ้นจากรายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้ แต่ในโลกออนไลน์ หลายร้านค้ากลับไม่มีโอกาสทำสิ่งนี้เลย เพราะข้อมูลสำคัญจำนวนมากถูกเก็บไว้บนแพลตฟอร์ม และร้านค้าเห็นเพียงแค่ตัวเลขยอดขาย แทนที่จะเห็นว่าใครเป็นคนซื้อสินค้าจริง ๆ

คุณหนุ่ยมองว่า ร้านค้าออนไลน์ควรเริ่มมีช่องทางของตัวเอง หรืออย่างน้อยต้องมีพื้นที่บางอย่างที่สามารถติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรง เพราะการมี Own Channel ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์แค่มีช่องทางขายเพิ่ม แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่แบรนด์สามารถเก็บ Data เห็นพฤติกรรม และดูแลลูกค้าต่อหลังจากการซื้อขายครั้งแรกได้

คุณหนุ่ยยกตัวอย่างลูกค้ารายหนึ่งที่ไม่ได้พึ่ง Marketplace เป็นหลัก แม้ข้อเสียคืออาจไม่ได้มีแรงส่งหรือยอดจากแพลตฟอร์มใหญ่เท่าคนอื่น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ Contact และ Data ของลูกค้า ทำให้แบรนด์สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปทำ CRM ต่อได้ และเมื่อรู้จักลูกค้ามากขึ้น ผลลัพธ์บางส่วนก็ดีขึ้นอีกประมาณ 10% ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้ธุรกิจโตต่อได้ อาจไม่ใช่แค่การหาลูกค้าใหม่เพิ่ม แต่คือการดูแลลูกค้าเดิมให้ดีขึ้นด้วย

E-commerce Trend Own Chanel

ในมุมนี้ ไทยมาร์ทจึงอาจเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับคนขายออนไลน์ครับ เพราะในวันที่ร้านค้าจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าการขายผ่านแพลตฟอร์มใหญ่ทำให้เราเห็นยอดขาย แต่ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์กับลูกค้า การมีพื้นที่ที่ช่วยให้ร้านค้าได้ Data และกลับมาติดต่อกับลูกค้าของตัวเองได้มากขึ้น จึงอาจเป็นทางเลือกสำคัญของธุรกิจออนไลน์ไทยในระยะยาว

เพราะสุดท้ายแล้ว ช่องทางขายที่ดีอาจไม่ได้วัดกันแค่ว่าช่องทางไหนทำยอดได้มากที่สุด แต่ต้องดูด้วยว่าหลังจากขายได้แล้ว แบรนด์ได้อะไรกลับมาบ้าง ได้แค่ยอดขายหนึ่งครั้ง หรือได้ข้อมูลบางอย่างที่ทำให้เรารู้จักลูกค้าดีขึ้น ดูแลเขาได้ดีขึ้น และทำให้เขาอยากกลับมาซื้อกับเราอีกครั้งครับ

สำหรับคุณหนุ่ยนั้นไม่ได้มองว่า Marketplace เป็นสิ่งที่ไม่ดีครับ เพราะในความเป็นจริง Marketplace ยังเป็นช่องทางที่มี Traffic สูง มีคนพร้อมซื้อ และทำให้ร้านค้าหลายรายสร้างยอดขายได้เร็วกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะสำหรับร้านที่ยังต้องการให้คนรู้จักสินค้า การอยู่บนแพลตฟอร์มใหญ่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้าง Awareness ได้ดี

แต่ปัญหาอาจเริ่มเกิดขึ้นเมื่อร้านค้าฝากทุกอย่างไว้กับ Marketplace เพียงอย่างเดียวครับ เพราะถ้าวันหนึ่งกฎเปลี่ยน ค่า GP สูงขึ้น การมองเห็นลดลง หรือแพลตฟอร์มปรับอะไรบางอย่าง ร้านค้าก็อาจแทบไม่มีอะไรอยู่ในมือมากพอจะรับมือได้ นอกจากยอดขายที่ผ่านมาและข้อมูลบางส่วนที่อาจไม่ได้ทำให้เรารู้จักลูกค้าจริง ๆ

E-commerce Trend Door

คุณหนุ่ยจึงมองว่า แบรนด์ยังสามารถใช้ Marketplace เป็นประตูบานแรกได้ ใช้เป็นพื้นที่สร้าง Awareness ใช้เป็นช่องทางขาย และใช้เป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกค้ารู้จักเรา หลังจากนั้นแบรนด์ควรค่อย ๆ Lead ลูกค้ากลับมาสู่ช่องทางของตัวเอง เพื่อให้เรามีโอกาสติดต่อกับเขา ดูแลเขา และสร้างความสัมพันธ์ต่อในระยะยาว

เพราะถ้า Marketplace คือพื้นที่ที่ทำให้คนเจอเรา Own Channel ก็คือพื้นที่ที่ทำให้คนอยู่กับเรานานขึ้น และนี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่มีแค่ยอดขาย กับธุรกิจที่เริ่มมีฐานลูกค้าของตัวเองจริง ๆ ครับ

หลังจากร้านค้าเริ่มเก็บ Data ของลูกค้าแล้ว คำถามถัดมาคือเราจะเอา Data เหล่านั้นไปใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์จริงครับ เพราะการมีข้อมูลเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะเข้าใจลูกค้ามากขึ้นเสมอไป ถ้าเราไม่รู้ว่าจะหยิบข้อมูลตรงไหนมาดู หรือไม่รู้ว่าจะตั้งคำถามกับมันอย่างไร

คุณหนุ่ยได้เล่าถึงการมอง Data ผ่าน 6P Framework ซึ่งไม่ได้ดูแค่ Product, Price, Place และ Promotion แบบเดิมเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม Period และ Personal เข้ามาด้วย เพราะการขายออนไลน์ในวันนี้ไม่ได้ต้องรู้แค่ว่าเราขายอะไรได้ แต่ต้องรู้ด้วยว่าลูกค้ามาซื้อเมื่อไหร่ ซื้อแบบไหน รอโปรหรือเปล่า และรู้ว่าใครคือคนที่แบรนด์ควรดูแลเป็นพิเศษ

Product

เรื่องแรกเริ่มจากสิ่งที่ดูเหมือนเล็กมากอย่างการตั้งชื่อสินค้าครับ คุณหนุ่ยมองว่าการตั้งชื่อสินค้าไม่ควรตั้งตามใจคนขายอย่างเดียว แต่ควรวางโครงสร้างให้ Data อ่านออก เช่น Category, Series, Color, Size หรือรายละเอียดสำคัญของสินค้า เพราะถ้าเราจัดข้อมูลไว้ดีตั้งแต่ต้น เวลากลับมาวิเคราะห์ เราจะเห็นว่าสีไหนขายดี ไซซ์ไหนไปต่อได้ หรือสินค้ากลุ่มไหนควรพัฒนาเพิ่มได้ง่ายขึ้น

Price

เมื่อเอาราคามาแยกเป็นช่วง ๆ เราจะเริ่มเห็นว่าลูกค้าชอบซื้อสินค้าราคาเท่าไหร่ เช่น บางร้านอาจพบว่าช่วงราคา 1,500 – 2,000 บาท เป็นช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจง่ายกว่า ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้แบรนด์คิดต่อได้ว่าสินค้ารอบหน้าควรอยู่ในช่วงราคาไหน ควรเพิ่มคุณภาพเพื่อขยับราคาไหม หรือควรหาสินค้าใหม่ที่เข้ากับช่วงราคาที่ลูกค้าพร้อมจ่ายมากกว่าเดิม

Place

การดูยอดขายตามจังหวัดหรือภูมิภาคก็สำคัญครับ เพราะลูกค้าแต่ละพื้นที่อาจไม่ได้ต้องการสินค้าเหมือนกันทั้งหมด ถ้าแบรนด์เห็นว่ายอดขายส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือบางภูมิภาคมีสัดส่วนการซื้อบางสินค้าเยอะเป็นพิเศษ ก็อาจทำให้เริ่มตั้งคำถามต่อได้ว่า พื้นที่นั้นต้องการไซซ์ สี หรือรูปแบบสินค้าที่ต่างจากพื้นที่อื่นหรือเปล่า ตรงนี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้มองตลาดเป็นก้อนเดียว แต่เริ่มเห็นความต่างของลูกค้าในแต่ละพื้นที่มากขึ้น และสามารถนำไปปรับกลยุทธ์การรุกตลาดได้แม่นขึ้นด้วยครับ

Promotion

บางครั้งแบรนด์อาจคิดว่าการใช้ดารา Influencer หรือการทำโปรโมชันบางแบบจะช่วยดันยอดได้ดีที่สุด แต่พอกลับมาดู Data จริง ๆ อาจพบว่าสินค้าที่ขายดีที่สุดกลับไม่ใช่ตัวที่มีดาราประกบอยู่ก็ได้ ตรงนี้ทำให้แบรนด์รู้ว่าองค์ประกอบไหนกันแน่ที่กระตุ้นให้คนอยากซื้อ อาจเป็น Feature ของสินค้า สีใหม่ วิธีเล่าเรื่อง หรือโปรโมชันบางแบบที่เราอาจมองข้ามไป และบางครั้ง Data อาจไม่ได้บอกแค่ว่าเราควรทำอะไรเพิ่ม แต่บอกด้วยว่าอะไรที่ไม่ควรทำต่อ

Period

อีกมิติหนึ่งที่คุณหนุ่ยพูดถึงคือเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นเดือนไหนขายดี ช่วงไหนของปีที่ยอดเริ่มตก วันไหนคนซื้อเยอะ หรือแม้แต่ช่วงเวลาแบบเที่ยงคืน เที่ยงวัน หรือหัวค่ำที่ลูกค้าเข้ามาซื้อมากเป็นพิเศษ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ดูเล่น ๆ แต่เอาไปใช้วางแผนจริงได้ เช่น จัดคนตอบแชทให้ตรงช่วงที่ลูกค้าพร้อมซื้อ ปล่อยแคมเปญให้ตรงเวลา หรือวางกลยุทธ์ราย Quarter ให้แม่นขึ้น เพราะบางครั้งการตลาดที่ดีอาจเริ่มจากการรู้ว่า ลูกค้าพร้อมจะซื้อเราในเวลาไหน

Personal

สุดท้ายคือ Personal หรือการรู้จักลูกค้าในระดับคนมากขึ้นครับ เมื่อลูกค้าบางคนซื้อซ้ำ 20-30 ครั้ง บางคนซื้อบ่อย บางคนรอโปร บางคนอาจเหมาะกับการมาเป็น Partner รวมไปถึงการดูว่าลูกค้าแบบไหนที่เราควรปล่อยไป การตลาดที่รู้ใจจึงไม่ใช่การดูแลทุกคนเหมือนกันหมด แต่ต้องรู้ว่าใครควรถูกดูแลแบบไหน ใครควรได้รับข้อเสนอแบบไหน และใครคือคนที่แบรนด์ควรใส่ใจเป็นพิเศษ

สิ่งที่ 6P Framework ทำให้เห็นคือ Data ไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกว่ายอดขายขึ้นหรือลง แต่ช่วยให้แบรนด์เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างหลังยอดขายเหล่านั้นมากขึ้น และเมื่อแบรนด์เริ่มเห็นรายละเอียดเหล่านี้ การตลาดก็จะเริ่มเปลี่ยนจากการเดา ไปสู่การดูแลลูกค้าแบบรู้ใจมากขึ้นครับ

หลังจากเราเริ่มมอง Data ผ่าน 6P แล้ว การประยุกต์ในอีกขั้นคือการเอา Data มากกว่าหนึ่งมิติมา Cross กันครับ เพราะบางครั้งการดูตัวเลขแยกเป็นเรื่อง ๆ อาจบอกเราได้แค่ว่าอะไรขายดี ราคาไหนขายได้ หรือจังหวัดไหนมียอดเยอะ แต่ยังไม่พอจะทำให้เราเห็น Insight ที่ลึกขึ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราดูแค่ Product เราอาจรู้ว่าสินค้าชิ้นไหนขายดี แต่ถ้าเอา Product ไป Cross กับ Price เราอาจเริ่มเห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้ขายดีที่สุดในช่วงราคาเท่าไหร่ หรือสินค้าแบบไหนที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงขึ้นได้ ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้แบรนด์คิดต่อได้ว่า เราควรเพิ่มคุณภาพเพื่อขยับราคาหรือไม่ หรือควรหาสินค้าใหม่ที่อยู่ในช่วงราคาที่ลูกค้าพร้อมจ่ายมากกว่าเดิม

หรือถ้าเอา Product ไป Cross กับ Place เราอาจเริ่มเห็นว่าสินค้าบางแบบขายดีในบางจังหวัดหรือบางภูมิภาคมากกว่าที่อื่น เช่น ภาคหนึ่งอาจชอบสีหนึ่ง อีกภาคหนึ่งอาจชอบอีกสีหนึ่ง ถ้าข้อมูลเยอะเกินไป คุณหนุ่ยก็แนะนำว่าอาจเริ่มจากการ Group ให้ดูง่ายขึ้น เช่น ดูเฉพาะ Top 5 หรือแบ่งเป็นภูมิภาค เพื่อให้เราเห็น Pattern บางอย่างที่เอาไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง

ส่วน Product x Promotion ก็ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งครับว่า สินค้าแบบไหนขายดีเมื่อมีโปรโมชัน และโปรโมชันแบบไหนเหมาะกับสินค้ากลุ่มไหน เพราะบางครั้งโปรที่เราคิดว่าเวิร์ก อาจไม่ได้เวิร์กกับทุกสินค้า และบางสินค้าที่ขายดีอาจไม่ได้เกิดจากดารา Influencer หรือแคมเปญใหญ่เสมอไป แต่เกิดจากองค์ประกอบอื่นที่เราอาจมองข้าม

อีกมิติหนึ่งคือ Persona x Product เพราะเมื่อลูกค้าบางกลุ่มซื้อซ้ำบ่อย บางกลุ่มซื้อเฉพาะตอนลดราคา หรือบางกลุ่มซื้อสินค้าบางประเภทเป็นประจำ การเอาข้อมูลลูกค้าไปผสานกับข้อมูลสินค้า จะช่วยให้แบรนด์เห็นว่าใครคือกลุ่มที่ควรดูแลต่อ ใครเหมาะกับข้อเสนอแบบไหน และใครอาจกลายเป็นลูกค้าที่พาแบรนด์เติบโตต่อได้

สิ่งที่คุณหนุ่ยพยายามชี้ให้เห็นคือ Data ไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูกราฟสวย ๆ หรือสรุปยอดขายเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาอยู่กับมัน ลองจับข้อมูลหลายชุดมาผสมกัน และค่อย ๆ ดูว่าแต่ละมุมกำลังบอกอะไรเรา เพราะหลายครั้ง Insight ที่ดีไม่ได้เกิดจาก Data ตัวเดียว แต่เกิดจากการเอา Data หลายตัวมาบิดดู จนเราเริ่มเห็นคำตอบใหม่ที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่เคยบอกมาก่อนครับ

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือคุณหนุ่ยได้พูดถึงคือการใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ Data ครับ เพราะในวันนี้ AI สามารถช่วยทำให้การอ่านข้อมูล การทำกราฟ หรือการหาไอเดียจาก Data ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ AI จะช่วยได้ดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราป้อนบริบทและตั้งคำถามกับมันดีพอหรือเปล่า

คุณหนุ่ยจึงพูดถึง SPICE Framework ในการบรีฟ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยหลักคิดคือ ก่อนจะให้ AI วิเคราะห์อะไร เราต้องไม่โยนข้อมูลเข้าไปแบบลอย ๆ แต่ต้องบอกให้ชัดว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน อยากให้ AI รับบทเป็นใคร ต้องการผลลัพธ์แบบไหน มีเงื่อนไขอะไร และมีตัวอย่างอ้างอิงแบบใด

  • Situation – ก่อนใช้ AI ต้องระบุบริบทหรือสถานการณ์ให้ชัด เช่น ธุรกิจของเราขายอะไร มี Data แบบไหน กำลังเจอปัญหาอะไร และอยากใช้ข้อมูลเพื่อแก้โจทย์อะไร
  • Persona – บอก AI ว่าอยากให้รับบทเป็นใคร เช่น นักการตลาด นักวิเคราะห์ Data หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน E-commerce เพื่อให้มุมมองของคำตอบสอดคล้องกับโจทย์มากขึ้น
  • Instruction – ระบุให้ชัดว่าอยากได้อะไร เช่น อยากให้ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ทำกราฟ หา Content Idea หรือสรุป Insight จากข้อมูลที่มี
  • Criteria – ใส่เงื่อนไขที่ต้องการ เช่น อยากดูเฉพาะ Top 5 สินค้าขายดี อยากแยกตามจังหวัด แยกตามช่วงราคา หรืออยากให้วิเคราะห์เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด
  • Example – ให้ตัวอย่างหรือ Reference ของผลลัพธ์ที่อยากได้ เพื่อให้ AI เข้าใจรูปแบบ น้ำเสียง หรือทิศทางของคำตอบมากขึ้น

AI ไม่ได้เก่งขึ้นเพราะเราโยน Data เข้าไปให้มันเฉย ๆ แต่เก่งขึ้นเมื่อเรารู้ว่าจะถามอะไรกับมัน และจัดบริบทให้มันเข้าใจธุรกิจของเรามากพอ เพราะสุดท้ายแล้วบรีฟที่ดีมักพาไปสู่ไอเดียที่ดี และ Data ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้ AI สามารถสกัด Insight ออกมาได้คมมากขึ้นกว่าเดิมครับ

สุดท้ายแล้วอนาคตของ E-commerce ไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครขายของได้เยอะที่สุดเพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่ว่าใครยังมีพื้นที่ที่ทำให้ตัวเองรู้จักลูกค้าได้มากพอ เพราะถ้าแบรนด์มีแค่ยอดขาย แต่ไม่มี Data ไม่มี Contact ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าก็อาจถูกตัดให้จบลงตั้งแต่วันที่คำสั่งซื้อสำเร็จครับ

Data จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขหลังบ้าน แต่คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์รู้ว่าใครกำลังซื้อสินค้าเรา เขาซื้ออะไร เขาควรถูกดูแลแบบไหน และเราจะทำยังไงให้การกลับมาซื้อกับเราอีกครั้งไม่ใช่แค่การซื้อของธรรมดา

เพราะในวันที่ Marketplace ยังเป็นประตูสำคัญของการขายออนไลน์ Own Channel จึงกลายเป็นบ้านที่ทำให้แบรนด์ได้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของตัวเองจริง ๆ และบางทีอำนาจของ Data อาจไม่ใช่การมีข้อมูลเยอะที่สุด แต่คือการหยิบ Data มาประยุกต์ บิดมุมมอง และนำไปใช้ให้เกิดความเข้าใจลูกค้าจริง ๆ มากกว่าครับ

สวัสดีครับผม “น้ำเย็น” น้องใหม่การตลาดวันละตอน ตอนนี้ทำงานเป็น Junior Marketing content creator & Data insight researcher ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับบ ^^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *