เพราะท้ายที่สุดไอเดียหรือผลลัพธ์ของ AI ก็อยู่ในความรับผิดชอบของนักการตลาดอย่างเราที่เป็นคนปล่อยผลงานนั้นออกสู่สาธารณะอยู่ดี ดังนั้นผมเลยคิดว่าไม่ใช่ AI-Driven Marketing หรอกครับ แต่มันคือ Creativity-Driven AI หรือไอเดียของ Marketer อย่างเราต่างหากที่จะไปสั่ง AI ให้ช่วยงานเราได้ดีขึ้นกว่าเดิมจนแตกต่างจากทุกคนที่ใช้ AI อย่างไรได้บ้าง
เพราะ 4 ปีผ่านมา AI ที่ว่าแน่ที่เรากลัวนักหนาว่าหมดยุคของความคิดสร้างสรรค์อีกต่อไป เพราะ AI สามารถวาดรูปได้ แต่งเพลงได้ เขียนบทความ แคปชั่น หรือหนังสือได้ เราก็ยังไม่ได้เห็นหนังสือขายดีจาก AI หรือยังไม่มีเพลงฮิตที่มาจาก AI อย่างที่เคยกังวลไว้ในตอนแรกเลย
แต่แน่นอนว่า Generative AI นั้นทำให้ผลงานขั้นต่ำ หรือจะเรียกว่ามาตรฐานการคิดและการทำงานสร้างสรรค์ยกระดับสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จากเดิมต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะคิดได้แต่ละไอเดียไปขายงาน หรือใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะทำ Art Work เสร็จหนึ่งชิ้น หรือต้องใช้เงินหลายพันไปจนถึงหลักหมื่น บวกกับเวลาอีกหลายวันถึงจะสามารถแต่งเพลงได้สักหนึ่งเพลง
มาวันนี้เหลือแค่ไม่กี่วินาที หรืออย่างมากก็ไม่กี่นาที ผลงานทั้งหลายเหล่านี้สามารถเนรมิตให้เสร็จได้ด้วย Generative AI
ในตอนแรกกระแสต่อต้าน Geneative AI มีสูงมาก ถึงขนาดกลุ่มวิชาชีพมากมายออกมารวมตัวกันประท้วงว่าห้ามเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอุตสาหกรรมของตัวเอง ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมผู้เขียนบทภาพยนต์ กลุ่มนักแต่งเพลง ไปจนถึงดารานักแสดงเองก็ตาม
แต่เวลาผ่านไปไม่นานดูเหมือนว่าพอทุกคนเริ่มใช้กัน ก็ไม่มีใครต่อต้านเพราะล้วนไปเข้าร่วมทั้งหมด AI วันนี้กลายเป็นเครื่องมือทำงานประจำวันไม่ต่างจาก Internet, Google หรือ Social Media ด้วยซ้ำครับ
Generative AI Advertising ยุคแรกที่ถูกต่อต้าน
โฆษณาชิ้นแรกที่บอกว่าใช้ Generative AI ทำทั้งหมดของแบรนด์ใหญ่ระดับโลกเผยแพร่สู่สาธารณะชนในเดือนมิถุนายน 2024 เป็นโฆษณาของ Toy’R’Us ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมาก
เป็นโฆษณาที่สร้างขึ้นโดย Sora ของ OpenAI ซึ่งถูกสื่อยักษ์ใหญ่มากมายให้ความเห็นไปทางลบมากกว่าบวก ก็เลยทำเอากระแสการสร้างโฆษณาด้วย AI 100% หายไปจากแบรนด์ใหญ่เหมือนกัน
จากกระแสในแง่ลบของโฆษณาที่มาจาก Generative AI ล้วนชิ้นนี้ก็ทำให้คนที่ยอมดูโฆษณาที่มีนักแสดงนำเป็น AI มีแค่ 47% เท่านั้น เรียกว่าไม่ถึงครึ่งก็ว่าได้ และคนอีก 76% ก็บอกว่าสุดท้ายแล้วเรื่องความคิดสร้างสรรค์ Creativity ก็ต้องมาจากมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นแหละ ต่อให้ AI จะฉลาดล้ำแค่ไหนเรื่องนี้ก็ยังเป็นพื้นที่ของมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี
และจากกระแสเหล่านี้ก็ทำให้หลายแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกออกมาประกาศจุดยืนว่าจะไม่ใช้ AI เด็ดขาดในส่วนงานที่เป็นครีเอทีฟ จากรายงานของ Ad Age ในเดือนเมษายน 2024 ก็บอกว่าแบรนด์อย่าง H&M เองก็กำลังตีกรอบเพื่อจำกัดการใช้ AI ในงานคอนเทนต์และโฆษณาอย่างชัดเจน ว่าตรงไหนจะใช้ และตรงไหนจะไม่ใช้
ส่วนแบรนด์อย่าง Dove เองก็ประกาศว่าจะไม่ใช้ AI เพื่อสร้างภาพแทนมนุษย์ในแคมเปญการตลาดต่างๆ ของแบรนด์ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สอดคล้องกับรายงานที่บอกว่า 53% ของคนทั่วไปจะรู้สึกผิดหวังมากถ้าพบว่าแบรนด์ที่ตัวเองชอบใช้ AI ในการทำโฆษณา
แวดวงการตลาดไทยกับการใช้ Generative AI ทำงาน
ในขณะที่ทั่วโลกเกิดกระแสตีกลับ ทัวร์ลงฉ่ำถ้ารู้ว่างานครีเอทีฟไหนใช้ AI ทำ แต่ในบ้านเรากลับต่างออกไปค่อนข้างมาก ดูเหมือนว่านักการตลาดและครีเอทีฟไทยจะปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ด้วย Generative AI ได้เป็นอย่างดี
จากความกลัวว่าเอไอจะมาแย่งงานเรา สู่การยอมรับว่าเอไอคือเครื่องมือที่ใช้ทำงาน เหมือนกับ Google, Power Point, PhotoShop, Canva และอื่นๆ อีกมากมายที่เราเคยเปลี่ยนผ่านกันมาแล้ว