เคยไหมคะที่เพิ่งทำ MBTI Test เสร็จ แล้วรีบโพสต์ผลลง X พร้อมแคปชันว่า “INFJ พวกเราเป็น 1% ของโลก” ก่อนจะนั่งรอคนมาเมนต์ว่าเป็นไทป์เดียวกัน ซึ่งตอนนี้ MBTI ไม่ได้เป็นแค่แบบทดสอบบุคลิกภาพแล้วค่ะ แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ไปเรียบร้อยจนใครหลายคนใส่ไว้ใน Bio ก่อนบอกชื่อตัวเองซะอีก แต่รู้ไหมคะว่าในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเล่น MBTI เพื่อความสนุก แบรนด์ระดับโลกกลับกำลังมองสิ่งนี้ในอีกมุมหนึ่งค่ะ เพราะตอนนี้เราเริ่มเข้าสู่ยุคของ “MBTI Marketing” ยุคที่ AI และ Data สามารถวิเคราะห์ Personality ของผู้บริโภคได้จากพฤติกรรมออนไลน์
พวกเขามองว่า MBTI คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยถอดวิธีคิดและการตัดสินใจของลูกค้า และตอนนี้มันได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วค่ะ เมื่อ AI เริ่มสามารถอ่าน MBTI ของคนได้ โดยที่เขาไม่ต้องทำแบบทดสอบเลยสักครั้ง บทความนี้เบลล์จึงอยากจะพาไปดูว่าเทรนด์นี้มันทำงานยังไง และแบรนด์ต่าง ๆ กำลังใช้มันสร้างผลลัพธ์ที่น่าสนใจอะไรบ้างค่ะ
ทำไม MBTI Marketing ถึงมาแรงในยุคนี้
ที่ผ่านมาการตลาดส่วนใหญ่มักใช้วิธีแบ่งลูกค้าด้วย Demographic Segmentation หรือการดูจากข้อมูลพื้นฐานอย่าง อายุ เพศ รายได้ หรือที่อยู่อาศัย ซึ่งก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการแบ่งกลุ่มลูกค้าจนถึงทุกวันนี้ค่ะ แต่ปัญหาก็คือ คนที่มี Demographic เหมือนกัน ไม่ได้มีวิธีคิดหรือซื้อของด้วยเหตุผลเดียวกันเสมอไปค่ะ
ลองนึกภาพคนสองคนที่อายุ 28 เท่ากันนะคะ อยู่กรุงเทพฯ เหมือนกัน และมีรายได้ใกล้เคียงกัน คนแรกเป็น INTJ ที่ใช้เวลาอ่านรีวิว เปรียบเทียบสเปก และดู Benchmark ก่อนซื้อโน้ตบุ๊กเป็นเดือน ส่วนอีกคนเป็น ESFP ที่ตัดสินใจซื้อทันที เพราะชอบดีไซน์และรู้สึกว่าใช้แล้วดูดี แล้วคำถามคือ แบรนด์ควรใช้การสื่อสารเดียวกับทั้งสองคนจริง ๆ หรอคะ?
นี่แหละค่ะที่ทำให้ Personality-Based Segmentation หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามบุคลิกและวิธีคิด เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น และ MBTI ก็กลายเป็น framework ที่หลายแบรนด์หยิบมาใช้ เพราะคนจำนวนมากเข้าใจความหมายและให้ความสำคัญมากขึ้นอยู่แล้ว ทำให้แบรนด์เชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้เร็วขึ้นนั่นเองค่ะ ลูกค้าที่มีข้อมูลพื้นฐานและโปรไฟล์ที่ใกล้เคียงกัน อาจตัดสินใจซื้อด้วย “เหตุผลคนละชุด” และนั่นอาจเป็นช่องว่างสำคัญที่หลายแบรนด์ยังมองไม่เห็นค่ะ
และ MBTI ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแบ่งคนออกเป็น 16 แบบ ค่ะ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการอธิบายว่า “คนแต่ละแบบคิด รู้สึก และตัดสินใจยังไง” ผ่าน 4 มิติหลัก ซึ่งแต่ละมิติก็ส่งผลกับพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรง ดังนี้ค่ะ
I / E (Introvert – Extrovert) บ่งบอกว่าคนคนนั้นชอบเติมพลังจากการอยู่คนเดียว หรือจากการอยู่กับคนอื่น สิ่งนี้ส่งผลกับพฤติกรรมบนโซเชียลและการตัดสินใจซื้อ เช่น บางคนชอบอ่านรีวิวเงียบ ๆ ก่อนตัดสินใจเอง ขณะที่บางคนชอบดูว่าคนรอบตัวกำลังใช้อะไร หรือชอบสินค้าที่แชร์ต่อได้บนโซเชียล
S / N (Sensing – Intuition) บ่งบอกว่าคนคนนั้นสนใจ “รายละเอียดจริง” หรือ “ภาพใหญ่และความเป็นไปได้” มากกว่า บางคนชอบข้อมูลแน่น ๆ รีวิวละเอียด มีตัวเลขครบ แต่บางคนอินกับ storytelling, branding หรือ vision ของแบรนด์มากกว่า
T / F (Thinking – Feeling) บ่งบอกว่าคนตัดสินใจด้วยเหตุผลหรือความรู้สึก บางคนซื้อเพราะสเปกและความคุ้มค่า ขณะที่บางคนเลือกเพราะความรู้สึกที่แบรนด์ทำให้เกิดขึ้น เช่น ความอบอุ่น ความเข้าใจ หรือความรู้สึกว่าแบรนด์นี้เหมือนเรา
J / P (Judging – Perceiving) บ่งบอกว่าคนชอบวางแผน หรือชอบความยืดหยุ่นและตัดสินใจตามสถานการณ์ เช่น บางคนชอบที่มีกำหนดชัดเจนและชอบวางแผนก่อนซื้อ แต่บางคนไม่ชอบถูกเร่งและตัดสินใจจากอารมณ์ในตอนนั้นมากกว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ AI เริ่มอ่าน Personality จากพฤติกรรมจริง
สิ่งที่ทำให้ MBTI Marketing ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือการเข้ามาของ AI ค่ะ และมันได้เปลี่ยนวิธีทำความเข้าใจผู้บริโภคไปพอสมควร เพราะ MBTI แบบที่เราคุ้นเคยกันผ่านเว็บหรือแอปต่าง ๆ เป็น Self-Report Test หรือแบบทดสอบที่ให้คน “ตอบเกี่ยวกับตัวเอง” แต่มีปัญหาใหญ่อยู่อย่างนึ่งค่ะคือ คนเราไม่ได้ตอบตามความจริงเสมอไป บางครั้งเราตอบตามสิ่งที่อยากเป็น หรือภาพที่อยากมองตัวเองมากกว่าค่ะ ซึ่งบางครั้งมันต่างจากพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันพอสมควรเลยค่ะ
แต่ AI ใช้วิธีที่ต่างออกไปค่ะ แทนที่จะถามว่า “คุณชอบอยู่คนเดียวไหม?” AI อาจดูว่าคุณโพสต์บ่อยแค่ไหน มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นยังไง ใช้ภาษาแบบไหนเวลาเขียน หรือ มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ประเภทใดมากที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า Behavioral Signals หรือ “สัญญาณจากพฤติกรรมจริง” ที่สะท้อนตัวตนของคนได้ละเอียดกว่าการตอบแบบสอบถามเพียงครั้งเดียวค่ะ
จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Communications Psychology ปี 2025 พบว่า AI สามารถวิเคราะห์ Personality จากข้อความได้แม่นยำถึง 80% สำหรับ MBTI Preference และ 85% สำหรับ Emotional Expression Patterns โดยที่เจ้าตัวไม่เคยทำแบบทดสอบเลยด้วยซ้ำค่ะ และในปีเดียวกันนักวิจัยจาก ACM International Conference on Knowledge Management 2025 ก็พัฒนา Framework ที่ใช้ LLMs หรือ Large Language Models คือ AI ที่ถูกเทรนด้วยข้อความจำนวนมหาศาล อย่างเช่น ChatGPT หรือ Claude นี่แหละค่ะ นำมาวิเคราะห์โซเชียลมีเดียโพสต์ เพื่อระบุแนวโน้ม MBTI Type ได้โดยตรง ผ่านการอ่าน 4 แกนหลักของ MBTI ได้แก่ I/E, S/N, T/F และ J/P
พูดง่ายๆ คือ วันนี้แบรนด์ไม่จำเป็นต้องถามลูกค้าแล้วค่ะ เพราะแค่มี Behavioral Data เช่น ประวัติการคลิก สินค้าที่เคยดู คำที่ค้นหา หรือแม้แต่เวลาที่ใช้มองแต่ละรูป AI ก็สามารถคาดเดา Personality ของลูกค้าได้ในระดับหนึ่งแล้วโดยไม่ต้องถามเลยสักคำนั่นเองค่ะ พูดเรื่องทฤษฎีกันมาพอสมควรแล้วค่ะ ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า แบรนด์ระดับโลกเริ่มนำแนวคิดแบบ Personality-Based Marketing ไปใช้จริงยังไงบ้าง และแต่ละแบรนด์ใช้ “ความต่างของวิธีคิดผู้บริโภค” มาสร้างประสบการณ์ที่เฉพาะตัวได้ขนาดไหน
แบรนด์ระดับโลกใช้ MBTI Marketing กันยังไงบ้าง?
Perfect Diary ใช้ AI กับการสร้างประสบการณ์ความงามที่เฉพาะตัว
Perfect Diary เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หยิบกระแส MBTI มาใช้ได้อย่างน่าสนใจมากเลยทีเดียวค่ะ โดยแบรนด์ได้เคยทำแคมเปญจับคู่ “เครื่องสำอาง” กับบุคลิกภาพทั้ง 16 แบบตามหลัก MBTI จนเกิดเป็นเทรนด์ “MBTI Makeup” ที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโซเชียลมีเดียจีน แต่สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่การเอา MBTI มาเพิ่มลูกเล่นทางการการตลาดเท่านั้นค่ะ แต่เป็นเบื้องหลังว่าแบรนด์นำ AI เข้ามาช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง
Perfect Diary ใช้ AI และ Big Data เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมจริงของผู้บริโภคผ่านระบบดิจิทัลของแบรนด์เองค่ะ ตั้งแต่ประวัติการกดดูสินค้า โทนสีที่ชอบค้นหา ไปจนถึงบทสนทนาและคำปรึกษาที่ลูกค้าคุยกับ “Xiao Wanzi” บน WeChat ซึ่ง เสี่ยวหวานจื่อ คือ Virtual Beauty Advisor หรือผู้ช่วยความงามดิจิทัลของแบรนด์ค่ะ ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยพูดคุยและให้คำแนะนำกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวผ่านแชต ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำลิปสติก โทนสีที่เหมาะกับลุคในวันนั้น แจ้งโปรโมชัน หรือแม้แต่ตอบคำถามเรื่องการแต่งหน้าแบบเป็นกันเอง
จากนั้น AI จะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดเรื่องบุคลิกภาพและไลฟ์สไตล์ เพื่อดูว่าลูกค้าแต่ละแบบน่าจะชอบสไตล์ไหน หรือรู้สึกเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์แบบใดค่ะ เช่น คนที่มีแนวโน้มชอบความเรียบง่าย สุขุม และไม่หวือหวา อาจถูกแนะนำลิปสติกโทนสีแดงก่ำที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและดูเรียบง่ายมีสไตล์
และลูกค้ายังสามารถทดลองสีผ่านระบบ AR Virtual Try-On ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดรู้สึกเฉพาะบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่การค้นหา ไปจนถึงการลองสินค้านั่นเองค่ะ และ AI นี้ไม่ได้เรียนรู้แค่จากยอดขายเท่านั้นค่ะ แต่ยังเรียนรู้จากกระแสวัฒนธรรมบนโลกออนไลน์ด้วย ช่วงที่ MBTI กลายเป็นเทรนด์ใหญ่บน Xiaohongshu ผู้คนเริ่มพูดถึงตัวเองผ่านบุคลิกภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องความรัก การทำงาน ไปจนถึงการแต่งหน้า ทำให้แบรนด์มองเห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกเครื่องสำอางจากแค่สีที่สวยอีกต่อไป แต่เลือกจากความรู้สึกถึงสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้บริโภคเองค่ะ
และจุดนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิด “Unlimited Beauty” ของแบรนด์อีกด้วยค่ะ เพราะ Perfect Diary ไม่ได้พยายามบอกว่าความสวยควรมีแบบเดียว แต่กำลังสื่อสารว่า ทุกคนสามารถนิยามความสวยในแบบของตัวเองได้ ไม่ว่าจะมีบุคลิก ไลฟ์สไตล์ หรือวิธีแสดงออกแบบไหนก็ตามค่ะ ซึ่ง AI คือสิ่งที่ทำให้ Personalization แบบนี้เกิดขึ้นได้กับลูกค้าหลักล้านคนพร้อมกันนั่นเองค่ะ
Spotify Wrapped บทเรียนสำคัญของ Personality Marketing ในยุค AI
Spotify เป็นหนึ่งในบริษัทที่หยิบเรื่องบุคลิกภาพ มาผูกกับ Data ได้อย่างน่าสนใจมากเลยค่ะ โดยใน Spotify Wrapped ปี 2022 แพลตฟอร์มได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Listening Personality” ซึ่งบอกว่าคุณมีบุคลิกภาพการฟังเพลงแบบไหน โดยแบ่งออกเป็น 16 แบบ ใช่ค่ะเหมือนกันกับ MBTI เลย แต่แทนที่จะให้ทำแบบทดสอบ Spotify กลับใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในมือ นั่นคือ “พฤติกรรมการฟังจริง ๆ ของคุณ” แทนนั่นเองค่ะ
โดย Spotify จะวัดพฤติกรรมของคุณผ่าน 4 มิติ ได้แก่ หนึ่ง คุณฟังศิลปินคนเดิมซ้ำ ๆ หรือชอบค้นหาหน้าใหม่อยู่เสมอ สอง คุณเปิดเพลงโปรดซ้ำหลายรอบหรือเดินหน้าหาเพลงใหม่ตลอด สาม คุณฟังเพลงเก่าคลาสสิกหรือตามกระแสใหม่เสมอ และสี่ คุณฟังเพลง Mainstream ที่ทุกคนรู้จักหรือชอบของที่ไม่ค่อยมีคนฟัง โดย AI จะวัดว่าแนวโน้มของคุณว่าเอียงไปทางไหน แล้วแปลงออกมาเป็นตัวอักษร 4 ตัวคล้ายกับ MBTI นั่นเองค่ะ
แต่ข้อมูลที่ Spotify ใช้ไม่ได้มีแค่นั้นค่ะ ระบบยังสามารถอ่านสัญญาณพฤติกรรมที่ละเอียดอีกเยอะมาก เช่น คุณกดข้ามเพลงเร็วแค่ไหนหลังจากที่มันเริ่มเล่น คุณเปิดเพลงเดิมซ้ำกี่รอบติดกัน คุณมักฟังเพลงช่วงไหนของวัน และเปิด Playlist ของตัวเองหรือของคนอื่น สัญญาณเหล่านี้ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อนำมารวมกันหลายร้อยจุด มันกลายเป็นภาพที่บอกได้ชัดมากว่าคุณเป็นคนแบบไหนค่ะ
และสิ่งนี้มีงานวิจัยที่ช่วยยืนยันด้วยค่ะ Spotify Research ได้เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสาร Social Psychological and Personality Science โดยพบว่าคนที่มีคะแนน Extraversion สูงมักฟัง Playlist ของคนอื่นมากกว่าของตัวเอง ขณะที่คนที่มีแนวโน้มแบบ Introvert กลับขุดลึกลงไปในผลงานของศิลปินที่ชอบ ฟังหลายเพลงในอัลบั้มเดิม แทนที่จะกระโดดไปหาคนใหม่ นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่า MBTI Type อย่าง INFJ, ISFJ และ INFP มีแนวโน้มฟังเพลงที่ให้ความรู้สึกเศร้าหรือเงียบสงบมากกว่า ในขณะที่ ESFP และ ESTP มักเลือกเพลงที่ให้พลังงานและความสนุกสนานกว่าค่ะ
จุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ Spotify ต่างจากแพลตฟอร์มเพลงทั่วไปค่ะ เพราะ Spotify ไม่ได้แค่แนะนำเพลงแนวเดียวกันกับที่คุณเคยฟัง แต่แนะนำเพลงที่เหมาะกับ “ตัวตนของคุณ” ณ ช่วงเวลานั้นด้วย และความสำเร็จของ Spotify Wrapped ที่กลายเป็น Cultural Moment ที่ทุกคนอยากแชร์ทุกปี ส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกของผู้ใช้ว่า Spotify ไม่ได้เข้าใจแค่พฤติกรรมการฟังเพลง แต่เข้าใจรสนิยม อารมณ์ และตัวตนของพวกเขาจริง ๆ ค่ะ
Automotive Brands in China เมื่อ MBTI กลายเป็นภาษาของคนซื้อรถยุคใหม่
เรื่องของอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนนั้น น่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เริ่มต้นจากการที่แบรนด์ออกมาบอกว่าจะทำ MBTI Marketing แต่อย่างใดค่ะ แต่เริ่มจากการที่ผู้บริโภคทำสิ่งนี้เองบนโซเชียลมีเดียก่อนเลยค่ะ บน Xiaohongshu หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Rednote แพลตฟอร์มแชร์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยมในจีน มีผู้ใช้เริ่มตั้งคำถามกันเองว่า “คนไทป์ INTJ ควรขับ Tesla หรือ Porsche?” หรือ “แบรนด์รถแบบไหนเหมาะกับไทป์ ENFP ที่สุด?” การสนทนาเหล่านี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากค่ะ
จนข้อมูลจาก Omnicom Media Group พบว่า การพูดถึง MBTI บนโซเชียลมีเดียจีนเพิ่มขึ้นถึง 55% ต่อปีในปี 2024 ค่ะ สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือตรงนี้แหล่ะค่ะ เมื่อผู้บริโภคสร้างข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาเอง นักวิจัยและแบรนด์ก็มองเห็นว่ามันคือ Data ที่มีคุณค่ามากชุดหนึ่ง
โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปี 2025 ได้รวบรวมโพสต์และคอมเมนต์กว่า 273,000 รายการ จากผู้ใช้งานจริงกว่า 12,000 คน บน Weibo, Xiaohongshu, Bilibili และ Autohome จากนั้นใช้ NLP หรือ Natural Language Processing เทคโนโลยีที่ช่วยให้ AI อ่านและเข้าใจภาษาของมนุษย์ได้ มาวิเคราะห์ว่าผู้บริโภคพูดถึงรถยนต์อย่างไร มีความต้องการหรือค่านิยมด้านไหน แล้วแบ่งออกมาเป็น 5 กลุ่มบุคลิกภาพที่ชัดเจนค่ะ เช่น กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ กับอีกกลุ่มที่ชอบความตื่นเต้นและการแสดงออกถึงตัวตนค่ะ
และ Omnicom Media Group ก็ระบุว่า การจับคู่บุคลิกภาพ MBTI กับรถยนต์คือหนึ่งในเทรนด์ Automotive Marketing ที่สำคัญที่สุดของปี 2025 ค่ะ เพราะเมื่อแบรนด์รู้ว่าคนขับแต่ละบุคลิกให้ความสำคัญกับรถที่ต่างกัน ข้อมูลแบบนี้ก็เปลี่ยนวิธีที่แบรนด์จะสื่อสาร เลือกฟีเจอร์นำเสนอ หรือแม้แต่ออกแบบโฆษณาได้เลยค่ะ
โดยวิธีการทำงาน AI จะเข้าไปอ่านโพสต์ รีวิว และคอมเมนต์จำนวนมหาศาล เพื่อดูว่าแต่ละบุคลิกภาพมีการพูดถึงรถในมุมไหนบ้างค่ะ หลังจากนั้น AI ก็จะสรุปออกมาเป็น Buyer Persona หรือภาพรวมของลูกค้าแต่ละแบบ แล้วส่งให้ทีมการตลาดและผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์จริง ๆ เข้ามาช่วยปรับต่อก่อนนำไปใช้จริงในแคมเปญ
เช่น แบรนด์รถยนต์จีนอย่าง OMODA ที่วางตัวเองเป็นรถสำหรับคนรุ่นใหม่ค่ะ แบรนด์นี้ได้สร้าง Ecosystem ที่ชื่อว่า “O-Universe” พร้อมใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อนำมาปรับทั้งการสื่อสารและภาพลักษณ์ของรถในแต่ละรุ่น และอีกแบรนด์ที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ อย่าง BYD ซึ่งปัจจุบันเริ่มใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้บริโภคจากเว็บรีวิวรถยนต์และโซเชียลมีเดีย แทนการทำแบบสอบถามแบบเดิมค่ะ โดย AI จะช่วยอ่านว่า คนกำลังพูดถึงรถรุ่นไหนในมุมไหน มีปัญหาหรือความกังวลเรื่องอะไร และฟีเจอร์แบบใดที่ถูกพูดถึงบ่อยเป็นพิเศษ จากนั้นแบรนด์จึงนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ทั้งในการพัฒนาฟังก์ชันของรถยนต์ และปรับการสื่อสารหรือโฆษณาให้เข้ากับผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากขึ้นค่ะ
และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Cultural Conversation Strategy หรือการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่คนกำลังพูดถึงกันอยู่แล้วค่ะ แทนที่จะพยายามสร้างกระแสใหม่จากศูนย์ แบรนด์รถยนต์ของจีนเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่ผู้คนกำลังคุยกันอยู่แล้วบนอินเทอร์เน็ตค่ะ และใช้ AI เข้ามามีหน้าที่ช่วยอ่านและวิเคราะห์ว่าบทสนทนาเหล่านั้นกำลังไปทางไหน คนแต่ละกลุ่มสนใจอะไร หรือใช้ภาษาแบบไหนเวลาพูดถึงรถ จากนั้นแบรนด์จึงนำอินไซต์เหล่านั้นมาปรับการสื่อสารให้เข้ากับสิ่งที่ผู้คนรู้สึกและพูดกันอยู่จริง ๆ ทำให้การสื่อสารของแบรนด์ดูเข้าถึงได้ง่าย มากกว่าการพยายามสร้างแคมเปญใหม่ที่คนไม่ได้อินตั้งแต่แรกค่ะ
สรุป MBTI Marketing ในยุค AI เมื่อแบรนด์เริ่มวิเคราะห์ Personality ผู้บริโภคจากพฤติกรรม ไม่ใช่แบบทดสอบ
ท้ายที่สุดแล้ว MBTI Marketing อาจไม่ได้สำคัญเพราะมันช่วย “จัดประเภทคน” ได้แม่นยำที่สุดค่ะ แต่สำคัญเพราะมันทำให้แบรนด์เข้าใจว่า ผู้บริโภคแต่ละคนมีวิธีคิด รู้สึก และตัดสินใจที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อ AI สามารถอ่านพฤติกรรมเหล่านี้ได้จากข้อมูลจริงมากขึ้น การตลาดก็เริ่มขยับจากการสื่อสารแบบเดียวกับทุกคน ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่รู้สึกเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองได้ การเข้าใจ ถึง Personality อาจกลายเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญที่สุดของการตลาดยุค AI ก็เป็นได้ค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ