AI everywhere performance anywhere?.

Ai everywhere performance anywhere? เมื่อความเร็วไม่ได้แปลว่างานจะออกมาดีเสมอไป สรุปจากงาน People Performance Conference 2026

ทุกคนสังเกตมั้ยครับ ว่าในยุคนี้ ทุกองค์กรต่างนำ AI เข้ามาเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน แต่คำถามคือ “ทำงานเร็วขึ้น แปลว่าทำงานดีขึ้นจริงมั้ย?” ในเซสชัน Ai everywhere performance anywhere โดย ดร. ชนนิกานต์ จิรา วิทยากรจาก True Digital Academy ได้พาเราไปถอดรหัสการใช้ AI ผ่านสมการแห่งความสำเร็จ พร้อมเจาะลึกตั้งแต่การวัดผล การออกแบบกระบวนการทำงาน ไปจนถึงการอัปสกิลคนอย่างพวกเราครับ

ในวันนี้ ผมจะขอเอาแนวคิดที่วิทยากรได้เล่าไว้ มาสรุปให้ทุกคนได้อ่านกันครับว่า องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ นั้น เขาทำกันอย่างไรผ่านบทความ Ai everywhere performance anywhere? เมื่อความเร็วไม่ได้แปลว่างานจะออกมาดีเสมอไป สรุปจากงาน People Performance Conference 2026

The Performance Gap: เมื่อใช้ AI แล้วผลงานกลับแย่ลง

หลายคนเชื่อว่า AI จะช่วยยกระดับงานของเราให้ดีขึ้นได้เสมอใช่มั้ยครับ แต่มีเคสจากกลุ่มที่ปรึกษาของ Harvard Business School ร่วมกับ BCG พบว่า ในงานวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน เมื่อให้คนทำเองโดยไม่ใช้ AI จะมีความถูกต้องถึง 84% แต่เมื่อให้ใช้ AI เข้ามาช่วย ความถูกต้องกลับลดลงเหลือเพียง 60-70% ซึ่งถือเป็น Performance drop ถึง 23% เลยครับ

Ai everywhere performance anywhere

จริง ๆ แล้วสาเหตุไม่ได้เป็นเพราะ AI ไม่เก่ง แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่เมื่อเห็น AI ตอบคำถามได้ ก็มักจะไว้ใจและเชื่อใจ AI มากเกินไปครับ ผมเชื่อว่าแม้แต่พวกเราเองหลายครั้งก็เป็นแบบนี้ใช่มั้ยครับ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า The Performance Gap ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าการทำเสร็จเร็วขึ้น ไม่ได้แปลว่าผลงานจะดีขึ้นเสมอไป หากเราขาดความรอบคอบครับ

Optimization to Transformation: เปลี่ยนเป็นการวัดผลจากคุณภาพ

การวัดผล Performance ของ AI แต่ก่อนมักจะวัดแบบ Optimization หรือวัดประสิทธิภาพเชิงปริมาณ เช่น ทำงานเสร็จกี่ชิ้น หรือประหยัดเวลาไปได้กี่ชั่วโมง ซึ่งวัดได้ง่ายแต่ข้อมูลนั้นอาจจะสะท้อนคุณภาพโดยรวมไม่ได้ทั้งหมดครับ

ผู้พูดได้ยกตัวอย่างศูนย์ Call Center สมมติมีสายเข้าวันละ 1,000 สาย องค์กรเอา AI มารับสายแทนคนได้ 500 สาย มองดูก็เหมือนจะลดคนได้ครึ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง 500 สายที่เหลือมาถึงมือมนุษย์คือเคสที่ยากและซับซ้อนที่สุดทำให้พนักงานต้องใช้เวลาแก้ปัญหานานขึ้น เครียดขึ้น และสุดท้ายอาจนำไปสู่การขอขึ้นเงินเดือนครับ

ดังนั้น องค์กรต้องเปลี่ยนวิธวัดผลไปสู่ Transformation  โดยวัดจาก

  • Decision Quality: ไม่ใช่วัดแค่ว่าตอบลูกค้าไปกี่สาย แต่วัดว่าตอบแล้วลูกค้าแฮปปี้ไหม สามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า
  • Time Allocation: เมื่อ AI ช่วยประหยัดเวลาแล้ว คนทำงานเอาเวลาที่เหลือไปใช้สร้างประโยชน์อะไรต่อยอดได้บ้าง
  • AI ROI Index: การวัดผลตอบแทนแบบองค์รวม ทั้งการลดต้นทุน, การเพิ่มรายได้ และความเร็วในการต่อยอด

Transform Ai to Performance: Performance = AI x คน x Placement

การจะทำให้ AI สร้าง Performance ได้จริง ต้องอาศัย 3 ตัวแปรคูณกัน โดยเฉพาะ 2 ตัวแปรหลังที่สำคัญที่สุดครับ ได้แก่

Placement วาง AI ให้ถูกที่ถูกเวลา

ทุกอุตสาหกรรมใช้ AI ได้ไม่เท่ากัน: วงการ Tech, Finance หรือ Marketing สามารถนำ AI มาใช้ในกระบวนการได้สูงมาก แต่ในอุตสาหกรรมอย่าง กฎหมาย หรือ สาธารณสุขยังมีข้อจำกัดเรื่องกฎระเบียบและความปลอดภัยครับ

ทางผู้พูดได้ยกตัวอย่างเคสรังสีแพทย์ ขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กูรูหลายคนเคยทำนายว่า AI จะมาแย่งงานรังสีแพทย์จนหมด เพราะ AI สามารถอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ได้แม่นยำมากครับ แต่พอผ่านไป 10 ปี ปัจจุบันรังสีแพทย์กลับเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงเป็นอันดับ 2 ในอเมริกาครับ สาเหตุหลัก ๆ เพราะในชีวิตจริง งานอ่านฟิล์มคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 30% ของงานทั้งหมด แต่งานอีก 70% คือการแจ้งผล และพูดคุยกับคนไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ Context จึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

และสุดท้ายอย่าใช้ AI กับระบบที่พังอยู่แล้วครับ ก่อนเอา AI มาใช้ องค์กรต้องทำ Workflow Redesign ก่อนเสมอครับ หากกระบวนการเดิมมันซับซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ เช่น ฝ่าย HR ต้องการหาคนเก่ง แต่ดันตั้งขั้นตอนการอนุมัติไว้ถึง 3 ขั้น หากเราเอา AI มาช่วยคัดกรองใบสมัคร AI ก็แค่คัดคนได้เร็วขึ้น แต่งานก็ไปค้างรอคนอนุมัติ 3 ขั้นอยู่ดี ซึ่งเท่ากับการทำสิ่งผิด ๆ ให้เร็วขึ้นเฉย ๆ จึงต้องมีการรื้อโครงสร้างการทำงานใหม่ให้เข้ากับ AI มากขึ้นครับ

Human คนคือตัวคูณที่สำคัญที่สุด

Ai everywhere performance anywhere

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่งานของคนแบบ 100% ครับ แต่มันเข้ามาแทนที่ในระดับชิ้นงาน AI มีความสามารถแบบบางอย่างทำได้เก่งเว่อร์ แต่บางอย่างทำไม่ได้เลยมนุษย์จึงต้องยกระดับการทำงานร่วมกับ AI แบ่งเป็น 3 ระดับ:

  • Automate: ปล่อยให้ AI ทำงานที่เป็นรูทีนไปเลย
  • Augment: ให้ AI ช่วยวิเคราะห์หรือช่วยลงมือทำ โดยมีมนุษย์ทำหน้าที่เป็นผู้คุมงาน หรือรวบรวมชิ้นงาน
  • Assist: ให้ Ai ป๋นแค่ผู้ช่วยในงานที่มนุษย์เป็นแกนหลักในการคิด วางกลยุทธ์ และใช้ความคิดสร้างสรรค์

Get ready with P-R-O-M-P-T and EPOCH Framework

ในยุคนี้ การเตรียมพร้อมทักษะของคนสำคัญที่สุด วิทยากรได้แนะนำ PROMPT Framework 6 ทักษะที่คนทำงานต้องมี

Ai everywhere performance anywhere
  • P – People Intelligence: ความเข้าอกเข้าใจ การสร้างความไว้ใจ และความเป็นผู้นำ ซึ่งแยกระหว่างคนกับ AI ได้ชัดเจนที่สุด
  • R – Resilience: ความอึด ถึก ทน กล้าล้มเหลว ล้มแล้วลุกขึ้นมาเรียนรู้การใช้ AI ใหม่ไปเรื่อย ๆ
  • O – Outcome Orientation: โฟกัสที่ความสำเร็จและผลลัพธ์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆ ไป
  • M – Mastery of Technology: เข้าใจว่าต้องเลือกใช้เทคโนโลยีหรือ Tools ตัวไหนให้เหมาะกับหน้างาน
  • P – Proactive Learning: เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตื่นตัวเสมอ
  • T – Thinking: มีความเฉียบคมทางความคิด ทั้ง Critical, Creative และ Problem-solving

นอกจากนี้ สิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้เลย ผู้พูดได้สรุปไว้ใน EPOCH Framework ได้แก่ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ), Problem Framing (การตั้งคำถามและนิยามปัญหาที่ถูกต้อง), Ownership & Judgment (ความรับผิดชอบและการใช้วิจารณญาณ), Creativity (ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มาจากแค่แพตเทิร์นเดิมๆ) และ Human Context (บริบททางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์)

บทสรุป Ai everywhere performance anywhere? เมื่อความเร็วไม่ได้แปลว่างานจะออกมาดีเสมอไป จากงาน People Performance Conference 2026

Ai everywhere performance anywhere

เมื่อมองไปที่อนาคต เทรนด์การฝึกอบรมบุคลากรในองค์กรกำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ครับ เรากำลังจะก้าวข้าม Wave 1 (ยุคตื่นรู้และทำความรู้จัก AI) และ Wave 2 (ยุคแห่งการเร่งปั่นงานเพื่อเพิ่ม Productivity) ไปสู่ Wave 3 ยุคแห่งการใช้ AI เพื่อพลิกโฉมรูปแบบการทำงานครับ

เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวไปข้างหน้าได้นี่คือ 3 หัวใจสำคัญที่ต้องนำไปปฏิบัติทันทีครับ

Ai everywhere performance anywhere

1.วัดผลที่คุณค่าไม่ใช่แค่ปริมาณ

องค์กรต้องเลิกยึดติดกับจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI เช่น ใช้ AI เขียนคอนเทนต์ได้วันละ 100 ชิ้น แต่ต้องเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า งานที่เร็วขึ้นนั้นสร้าง Impact หรือแก้ปัญหาให้ธุรกิจได้จริงมั้ย ความสำเร็จในยุคนี้วัดกันที่คุณภาพและคุณค่าใหม่ ๆ ที่มนุษย์และ AI สร้างร่วมกันครับ

2. รื้อระบบก่อนเริ่มรัน

อย่าเพิ่งรีบยัด AI เข้าไปใน Process การทำงานแบบเดิม ๆ เพราะมันเหมือนกับการเอาเครื่องยนต์รถสปอร์ตไปใส่ในโครงรถเก่าครับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการรื้อและออกแบบโครงสร้างการทำงานใหม่ตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนทิ้งไป เพื่อให้ AI เข้ามาทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

3. เตรียมคนให้พร้อม ทั้งทักษะและหัวใจ

การ Transform องค์กรจะล้มเหลวทันทีหากคนทำงานไม่เอาด้วยครับ องค์กรจึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่อัปสกิลการใช้เครื่องมือ แต่ต้องดูแลไปถึง Mindset ลบกังวล หรือความกลัวโดนแย่งงาน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า AI คือ ผู้ช่วยคนเก่งไม่ใช่ศัตรูครับ

สุดท้ายวิทยากรของเราได้ฝากข้อคิดไว้ว่า ยิ่ง AI ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้นและดันเพดานความคาดหวังให้สูงขึ้นเท่าไหร่ ความเครียดและภาระงานก็จะยิ่งถาโถมกลับมาหาเรามากเท่านั้น

ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังวิ่งตามเทคโนโลยี สิ่งที่คนทำงาน และองค์กรจะละเลยไปไม่ได้เด็ดขาดคือการหันกลับมาดูแล สุขภาพกายและใจของตัวเองให้แข็งแรงครับ เพราะระบบ AI ไม่มีวันเหนื่อยล้า แต่มนุษย์มีขีดจำกัด และท้ายที่สุดแล้ว… หัวใจความเป็นมนุษย์ ความเห็นอกเห็นใจ และความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกต่างหาก คือสิ่งที่จะประคองให้เรายืนหยัด แข่งขัน และสร้าง Performance ได้อย่างยั่งยืนและสง่างามที่สุดในยุคแห่ง AI ครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *