เข้าสู่ปี 2026 กันมาสักพักแล้ว หลายคนคงสัมผัสได้เหมือนกันใช่มั้ยครับว่า AI ไม่ได้เป็นเรื่องที่ตื่นเต้น อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น “ความปกติใหม่” ในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้กระทบแค่วิธีการทำงานนะครับ แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกด้วย วันนี้ผมเลยขอมาสรุป 8 อินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจ จากงาน Martech Expo 2026 ในเซสชัน Digital Marketing & Consumer Behavior Trends 2026 โดย คุณแบงค์-สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ CEO จาก Content Shifu และ พี่หนุ่ย-ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ครับ
1. Content Marketing & Long-form Video กลับมาทวงบัลลังก์
ในยุคที่ Generative AI ที่เราสามารถเสกบทความหรือสร้างคอนเทนต์จำนวนมากได้ในชั่วข้ามคืน สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคเริ่มเผชิญกับภาวะ “Information Overload” ที่หน้าตาคล้ายกันไปหมด จุดนี้เองที่ “ความคราฟต์” และคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์จะยิ่งสร้างความแตกต่างและโดดเด่นครับ
นอกจากนี้จากรายงานสำรวจของ Content Shifu ยังพบว่านักการตลาดหรือแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับวิดีโอแบบยาว (Long-form video) มากขึ้นครับ เพราะเป็นพื้นที่เดียวที่แบรนด์สามารถลงลึกถึงรายละเอียด เล่าเรื่องราวที่มีมิติ และโน้มน้าวใจลูกค้าได้
2. จาก SEO สู่ GEO (Generative Engine Optimization)
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพิมพ์คีย์เวิร์ดบน Search Engine แบบเดิม สู่การพิมพ์ถามโต้ตอบกับ AI แบรนด์จึงต้องเริ่มปรับตัวและหาวิธีทำ GEO เพื่อให้ธุรกิจของตนเองไปปรากฏเป็นคำตอบที่ถูกต้องและโดดเด่นอยู่บนผลลัพธ์การค้นหาของ Generative AI ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude หรือ Gemini ครับ
3. หมดยุค AI แค่ตอบคำถาม สู่ยุค Agentic AI ผู้ช่วยลงมือทำ
ผู้บริโภคใจร้อนขึ้นและคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็ว AI จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่แชทบอทตอบคำถามตามสคริปต์อีกต่อไป แต่พัฒนาไปเป็น “Agentic AI” ที่เปรียบเสมือน J.A.R.V.I.S. ในเรื่อง Iron Man คือสามารถคิดวิเคราะห์และลงมือทำแทนเราได้
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือระบบ Business AI ของ Meta ที่ฉลาดพอจะดึงข้อมูลสินค้าจากแคตตาล็อกมาตอบแชทและปิดการขายกับลูกค้าได้เองแทนแอดมิน รวมไปถึงความสามารถในการสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้เสร็จสมบูรณ์ภายในไม่กี่นาที โดยที่นักการตลาดไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็นเลยแม้แต่บรรทัดเดียวครับ
4. Pet Longevity เมื่อคนเปย์สัตว์ “เหมือนลูก”
โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้อัตราเด็กเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจึงหันมาเติมเต็มครอบครัวด้วยการเลี้ยงสัตว์และทุ่มเทความรักให้เทียบเท่าการเลี้ยงลูกคนหนึ่ง (Pet Parent) เทรนด์นี้ผลักดันให้เกิดบริการระดับไฮเอนด์ที่คาดไม่ถึง ตั้งแต่การพาสุนัขนั่งเครื่องบินชั้น Business Class, การผลิตอาหารเสริมเฉพาะจุดสำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ ไปจนถึงการเกิดสตาร์ทอัพในยุโรปที่สามารถระดมทุนได้กว่า 400 ล้านบาท เพื่อพัฒนายาอายุวัฒนะ หวังยืดอายุขัยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักอยู่กับเจ้าของไปได้นานที่สุดครับ
5. ผสาน “Human Touch” ในแคมเปญ Hyper-Personalization
ปัจจุบันแบรนด์สามารถเก็บ Data และทำแคมเปญแบบเจาะจงรายบุคคล (Hyper-Personalization) ได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดหรือถูกคุกคามความเป็นส่วนตัว
ทางแก้คือการดึง “ความใส่ใจแบบมนุษย์ (Humanization)” เข้ามาผสมผสานครับ ธุรกิจควรแบ่งงานให้ชัดเจน อย่างการใช้ AI จัดการงานซ้ำซากหรืองานพื้นฐาน เช่น การส่งข้อความแจ้งเตือนลูกค้าให้มาลองชุดสูท แต่ในขั้นตอนของการให้คำปรึกษา การใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการวางกลยุทธ์ ต้องอาศัยพนักงานที่เป็นมนุษย์ในการสร้างความอบอุ่นและยกระดับประสบการณ์
6. รีวิวจาก “คน” ยังคงชนะ AI
ไม่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน แต่สิ่งที่ AI ขาดหายไปและไม่มีวันแทนที่ได้คือ 3 แกนหลักครับ:
ประสบการณ์ (Experience): AI ไม่เคยทดลองใช้ จับ หรือชิมสินค้าจริง ๆ
บริบทชีวิต (Context): AI ไม่เคยมีลูก จึงไม่มีทางรีวิวของใช้เด็กเล็กได้น่าเชื่อถือและเข้าถึงหัวอกคนเป็นพ่อแม่ได้เท่ามนุษย์
รสนิยม (Taste): เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่วัดเป็นสมการคณิตศาสตร์ไม่ได้ ตัวอย่างที่พิสูจน์เรื่องนี้คือ แคมเปญที่แบรนด์เชิญ “ผู้เชี่ยวชาญ” มาช่วยแนะนำสไตล์การแต่งตัวและเลือกชุดสูทให้ผู้บริหาร เพียงแค่วันเดียวที่มีผู้เข้าร่วม 16 คน แบรนด์สามารถปิดยอดขายได้เกือบ 800,000 บาท ซึ่งเป็นผลพวงจากทักษะการ “ป้ายยา” การสร้างความไว้วางใจ และการเข้าถึงรสนิยมที่ AI ทำแทนไม่ได้ครับ
7. ปรากฏการณ์ Lipstick Effect และ ความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์
แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่ลึก ๆ แล้วพวกเขาต้องการการเยียวยาจิตใจ จึงเกิดปรากฏการณ์ที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อ “ปรนเปรอ” ตัวเองผ่านของชิ้นเล็ก ๆ หรือของฟุ่มเฟือยบางประเภท ตัวอย่างเช่น การต่อคิวซื้อ Crumbl Cookies คุกกี้ชิ้นใหญ่ราคาแพงที่ขายแบบจำกัดเวลา เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก ตื่นเต้น และได้ถ่ายรูปลงโซเชียล หรือการที่ผู้ใหญ่ยอมจ่ายเงินซื้อเซ็ตเลโก้ดอกทานตะวัน เพื่อนำมาต่อคลายเครียดและทำสมาธิ
นอกจากนี้ แบรนด์ยังดึงดูดลูกค้าได้ด้วยการสร้าง “ความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์” เช่น ร้านชาชงดี ที่นำชาไทยมาจับคู่กินกับปาท่องโก๋ หรือ แบรนด์ Tofusan ที่สร้างจุดขายใหม่ด้วยน้ำเต้าหู้ผสมเวย์โปรตีนโดยไม่ใส่นมผงและน้ำมัน ตอบโจทย์ทั้งรสชาติและสุขภาพครับ
8. เข้าใจลูกค้าให้ลึกถึง “บริบท” (Data Insight & Context)
การใช้เครื่องมือ Social Listening เพื่อดูว่าคนพูดถึงอะไรอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การจะเข้าใจความต้องการที่ซับซ้อน แบรนด์ต้องลงลึกไปอ่าน “บริบท (Context)” ของข้อความนั้น ๆ ครับ เช่น หากเกิดเทรนด์การเดินป่า แบรนด์ต้องวิเคราะห์ให้แตกว่าคนที่พูดถึงนั้น กำลังมองหาเต็นท์ ไฟฉาย หรือสนใจกิจกรรมรูปแบบไหนมากที่สุด เพื่อให้วางกลยุทธ์ได้ตรงจุด นอกจากนี้ การผสานวิธีทำ Search Research (ดูสิ่งที่คนพิมพ์ถาม AI) และการจัดทำโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) สัมภาษณ์พูดคุยกับลูกค้าตัวจริงเพื่อขุดหาข้อมูลเชิงลึกที่พวกเขาไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล ก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคนี้ขาดไม่ได้ครับ
สรุป Digital Marketing & Consumer Behavior Trends 2026 ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภค The AI Era ที่ Human Touch กลายเป็นแต้มของธุรกิจ
ภาพรวมจากทั้ง 8 อินไซต์นี้ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนเลยครับว่า ในปี 2026 จะไม่ใช่ยุคของการที่มนุษย์ต้องมานั่งแข่งกับเทคโนโลยี แต่เป็นยุคของการหาจุดสมดุลที่ลงตัวที่สุด AI จะเข้ามาช่วยเป็น “ผู้ช่วยทรงพลัง” ในการจัดการงานที่ต้องใช้ตรรกะและการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การโต้ตอบปิดการขายแบบ Agentic AI หรือการทุ่นแรงงานรูทีนที่ซ้ำซากให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ธุรกิจวิ่งได้เร็วและแม่นยำขึ้น
AI Generated by Nano Banana Pro
แต่มนุษย์ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็น “คนควบคุม” และเติมเต็มในสิ่งที่ AI ไม่มีวันเข้าใจครับ นั่นคือการใส่ “สัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์ (Human Touch)” ลงไปในทุกการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องผ่าน Long-form video ที่ต้องอาศัยชั้นเชิง การอ่าน “บริบท” และอารมณ์เบื้องลึกที่ซ่อนอยู่ใน Data การดึงรสนิยมและประสบการณ์จริงมาช่วยรีวิวป้ายยาลูกค้า ไปจนถึงการออกแบบความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์เพื่อเยียวยาจิตใจผู้บริโภคที่โหยหาความใส่ใจ
สรุปง่าย ๆ ก็คือ แบรนด์ที่จะเติบโตและชนะใจลูกค้าในยุคนี้ได้ ไม่ใช่แบรนด์ที่ใช้ AI ทำงานแทนทุกอย่างครับ แต่คือแบรนด์ที่รู้ว่าควรปล่อยให้ AI จัดการเรื่อง “ตรรกะ (Logic)” ตรงจุดไหน และต้องให้มนุษย์เข้าไปสร้าง “ความรู้สึก (Magic)” ตรงส่วนไหนนั่นเองครับ
อ่านบทความเต็มได้ที่นี่