ในยุคที่อุตสาหกรรม MICE 2026 กำลัง Rebuild ตัวเองใหม่อีกครั้ง ผมที่ได้ฟัง Session นี้แล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้พูดถึงแค่วิธีการหารายได้ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ MICE กำลังรื้อวิธีคิดทั้งหมดเกี่ยวกับคุณค่าของ Event ออกไปครับ
งานนี้ผมได้รับฟังจาก Session “Rethinking MICE Revenue: Grow Beyond Sponsorships” ในเวที Mice Day x มิตรทอล์ค ซึ่งมีวิทยากรจากหลากหลายฝั่งไม่ว่าจะเป็น คุณหนุ่ย – ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอนและ Data-Driven Advisor , คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาค-อาเซียน Informa Markets และสุดท้ายคือ คุณเอ๋ – วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ผู้บริหาร Good Things Happen Co., Ltd.
ทั้ง 3 ท่านได้มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเรื่อง MICE Revenue และเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจุบัน ที่องค์กรยุคใหม่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด บทความนี้ผมนายน้ำเย็นจะพาคุณเจาะลึกแนวคิดเพื่อทำความเข้าใจว่า Event หรือ Exhibition ในตอนนี้จะอยู่รอดและเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อย่างไร
เมื่อ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลายเป็นเทรนด์
ขอเริ่มต้นจากเทรนด์ตอนนี้ที่ถูกพูดถึงภายในงานดีกว่าครับว่าเกิดอะไรขึ้นและทิศทางเป็นยังไง ก่อนจะไปถึงเรื่อง Revenue คุณหนุ่ยได้วางกรอบใหญ่ให้ฟังก่อนว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางไหน โดยสรุปได้เป็น 4 Trends หลักที่ส่งผลต่อการออกแบบ Event โดยตรงครับ
เกิด — เริ่มกันที่เกิดก่อนเลยครับ ในทุกวันนี้ที่ประชากรประเทศไทยเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ผนวกกับ AI ที่ได้มีบทบาทเข้ามาทำให้เกิดความหวั่นในเวลาเดียวกันจึงเกิดผลที่ตามมาดังนี้ครับ เมื่อคนเกิดน้อยลง จะมีอีเว้นท์ที่เด็กเริ่มมามากขึ้นและในปัจจุบันที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่แข่งกันที่ความแพงเป็นหลัก ไม่ว่าจะส่งลูกเรียนอินเตอร์ สนับสนุนกิจกรรมที่ดี ทำให้เด็กแต่ละคนกลายเป็น “ทรัพยากรที่มีราคา” ส่งผลให้งาน Event สำหรับกลุ่มเยาวชนหรือครอบครัวต้องแข่งกันที่ความแปลกใหม่และ Premium Experience มากกว่าเดิม
แก่ — คนอายุยืนขึ้น มีเงินมากขึ้น และยังอยากมีส่วนร่วมกับสังคม ดูตัวอย่างจากสิงคโปร์ที่ใช้กลุ่ม Silver Generation ขับเคลื่อน Exhibition ได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่เป็น Workforce และ Audience ในเวลาเดียวกันเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า Longevity มาแรงจริง ๆเจ็บ — จะพูดถึงในส่วนของ Medicine หรือการรักษาเป็นหลักครับ ที่ในปัจจุบันนี้มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมถึงการรักษาที่เข้าไปถึงระบบดีเอ็นเอ ทำให้งานด้านสุขภาพและ Wellness กำลังโตแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่งาน Health แบบเดิม ๆ ที่รู้จักกันครับ
ตาย — Quality of Life มาก่อน เมื่อคนเริ่มให้ความสำคัญกับ “ชีวิตที่มีคุณภาพ” มากกว่า “ชีวิตที่ยาวนาน” ตัวอย่างเช่นเพื่อนบางคนบอกเก็บเงินจนอายุ 80 แล้วจะไปชัตดาวน์อยู่ที่เมืองอิตาลี หรือ สถานที่ในฝันครับ เพราะในเมื่อเลือกเกิดไม่ได้ งั้นขอเลือกตายดีแล้วกัน งานที่ตอบโจทย์เรื่อง Meaning อาจกลายมาเป็นไอเดียใหม่ที่น่าสนใจครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้ง 4 Trend นี้ไม่ได้อยู่แยกกัน แต่กลับเชื่อมโยงกันหมด และแต่ละ Trend ต้องการ Event Experience ที่ออกแบบมาต่างกันครับ เพราะคนในแต่ละช่วงวัยล้วนต้องการ Experience ที่แตกต่างกันไปครับ
เมื่อความสนุกเป็นสิ่งที่สำคัญจึงเกิดเป็น Festivalization
ไม่ว่าจะวัยไหน ทุกคนล้วนต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากบ้านครับ มุมมองจากคุณเอ๋ที่อยู่ในวงการ Entertainment มาก่อน มองว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ความบันเทิงคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ และมันต้องอยู่ในทุก Experience เสมอครับแนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มความบันเทิงแต่เป็นการ Redesign งานใหม่ทั้งหมดจากงานที่คนมาเพื่อเป้าหมาย ให้กลายเป็นงานที่คนมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งและอยู่ในงานให้นานที่สุด เช่น การมี Workshop เป็นต้นครับ
Audience-First Strategy
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากงานเล็ก ๆ งานหนึ่ง ที่ทำให้ได้รู้จักกับ Youtuber สายอาหารที่ฐานแฟนคลับไม่ได้แค่ใหญ่ แต่มีคุณภาพสูงมาก พอเริ่มทำ B2C ด้วยการพาแฟนๆ ไปท่องเที่ยวด้วยกัน สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือ ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนจริงๆ ว่าพวกเขาเป็นใคร สนใจอะไร และมีกำลังซื้อขนาดไหน และนั่นเองที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ เดินเข้ามาหาเอง เพราะ Audience ที่มีคุณภาพคือสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องการ แต่หาเองได้ยากที่สุดค่ะ
รูปภาพจาก https://thepotential.org/knowledge/fomofear-of-missing-out/
เมื่อคนเข้างานเพราะกลัวตกเทรนด์
คุณหนุ่ยได้ชี้ให้เห็นว่างาน Event ที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้ขายตั๋วเพียงอย่างเดียวครับ แต่ขายความรู้สึก หรือ ความกลัว เพราะเวลาคนตัดสินใจมางานสักงานเช่นงานสัมมนาต่าง ๆ เป้าหมายของเขาอาจไม่ใช่ “อยากได้ความรู้” แต่คือความรู้สึกที่ว่าถ้าไม่มาจะตกขบวนที่คนในวงการเขารู้กันหมดครับ
และเมื่อมาถึงงานแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มาเพื่อฟัง แต่หลายคน ๆ มาเพื่อการถ่ายรูป การอัพสตอรี่ สร้างโปรไฟล์ และยิ่งคนในวงการมาเยอะ แรงดึงดูดก็ยิ่งสูงขึ้นแบบ Snowball ทำให้นอกจาก Content แล้ว Experience กับ Community ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันครับ
สำหรับผมที่ชื่นชอบไปงานสัมมนาต่าง ๆ ค่อนข้างเห็นด้วยกับเรื่องนี้ครับ หากลองสังเกตดูจะพบว่าคนในงานหลายคนที่หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรบนเวทีหลัก บรรยากาศในงาน หรือ จุดถ่ายรูป หลังจากนั้นก็โพสต์ลงบนโซเชียลเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าฉันก็มางานนี้เช่นกันครับ
จาก “ROI” สู่ ” Customise KPI
อีกส่วนที่สำคัญมากคือการเปลี่ยนวิธี Pitch Sponsorship ครับ จากเดิมที่เป็นบอกตรง ๆ ว่าบูธราคาเท่านี้นะ ROI ได้เท่านี้ ๆ คุณเอ๋ได้เปลี่ยนให้กลายเป็นการเริ่มต้นด้วย Story ก่อน แล้วค่อย Map KPI ของ Brand เข้ากับ Value ที่งานสร้างได้
สิ่งสำคัญที่สุดก่อน Pitch คือต้องถามให้ได้ว่า Sponsor แต่ละเจ้าต้องการอะไรกันแน่ เพราะ KPI ของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน บางเจ้าต้องการ Brand Awareness บางเจ้าต้องการ Lead Generation และบางเจ้าต้องการ Product Trial โดยตรง
เคสที่น่าสนใจมากคือฮาตาริที่เข้า Sponsor กับ Youtuber ชวนแฟนคลับไปเที่ยว ไปงานไหว้พระ โดยเอาพัดลมมือถือมาแจกแฟน ๆ แล้วเก็บภาพผ่าน Youtuber ซึ่งทำให้ได้ทั้ง Product Trial, Authentic Content และ Brand Recall ในคลิปเดียวกัน ไม่ใช่แค่โลโก้บนแบนเนอร์ที่ไม่มีใครจำ
บทสรุป “MICE ยุคใหม่”
MICE 2026 ในวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่ขนาดของงานหรือจำนวน Sponsor อีกต่อไปครับ แต่แข่งกันที่ว่าใครสร้าง Ecosystem ที่ทุกคนในงานรู้สึกว่าตัวเองได้อะไรกลับบ้านได้ดีกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Visitor ที่ได้ Experience ใหม่ Sponsor ที่ได้ KPI ตรงกับเป้า Creator ที่ได้ Content ที่มีความหมาย หรือแม้แต่ Organizer เองที่ได้ Partnership ที่แข็งแกร่งขึ้นนั่นเองครับ
สวัสดีครับผม “น้ำเย็น” นายปุญญพัฒน์ สกุลเจริญวัน เด็กฝึกงานหน้าใหม่ครับ ตอนนี้ทำงานเป็น Junior Marketing content creator & Data insight researcher ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับบบ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ