กลยุทธ์ Scale Up ฉบับ Mizumi “สร้างเอง โตเอง นักเลงพอ”

ในยุคที่เราเห็นความสำเร็จเต็มโลกโซเชียล หลาย ๆ ครั้งมันทำให้การสร้างธุรกิจดูเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วมากครับ เราเห็นวันที่แบรนด์ดัง เห็นวันที่สินค้าเป็นกระแส หรือเห็นวันที่ยอดขายเติบโต แต่ไม่ค่อยได้เห็นช่วงเวลาที่เจ้าของธุรกิจยังต้องลองผิดลองถูก ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือแม้แต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่จะสำเร็จหรือเปล่า บทความนี้เราจะพาไปเจาะ กลยุทธ์ Mizumi กับการ Scale Up สู่ธุรกิจพันล้านกันครับ

เนื้อหานี้ผมได้รับฟังมาจาก Session “Scale Up ด้วยมือเรา สร้างเอง โตเอง นักเลงพอ” ภายในงาน WTF Festival 2026 ซึ่ง Session นี้ได้พูดโดยคุณหนุ่ย – วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ MizuMi แบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทยที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยใน Session นี้คุณหนุ่ยได้เล่าถึงเส้นทางการสร้าง MizuMi ตั้งแต่วันที่ยังเป็นคนทำงานออฟฟิศ สู่วันที่ธุรกิจเติบโตจนกลายเป็นแบรนด์สกินแคร์มูลค่าหลายพันล้านบาทครับ

ขอเกริ่นก่อนครับว่าจุดเริ่มต้นของ MizuMi ไม่ได้มาจากการที่เขารู้ตั้งแต่แรกว่าอยากทำแบรนด์สกินแคร์ครับ ก่อนหน้านี้คุณหนุ่ยทำงานสาย Consulting ซึ่งเป็นเส้นทางการทำงานที่หลายคนมองว่ามั่นคงและมีโอกาสเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่เขาค้นพบระหว่างทางกลับเป็นสิ่งที่ตัวเอง “ไม่ชอบ”

คุณหนุ่ยเล่าว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบคิด ชอบลอง และอยากลงมือทำอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด แต่การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หลายครั้ง การตัดสินใจบางอย่างต้องผ่านหลายขั้นตอน กว่าจะส่งต่อไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ ทำให้เขาเริ่มรู้ว่ารูปแบบการทำงานแบบนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ

ผมว่าตรงนี้เป็นมุมที่น่าสนใจเหมือนกันครับ เพราะหลายครั้งเวลาพูดถึงการเริ่มต้นธุรกิจ เรามักถูกถามว่าเราชอบอะไร หรือ Passion ของเราคืออะไร แต่ในความเป็นจริง บางคนอาจไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองรักก่อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการค่อย ๆ รู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร ไม่อยากใช้ชีวิตแบบไหน และไม่อยากทำงานในรูปแบบไหนมากกว่าครับ

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ MizuMi ไม่ได้มาจากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจากปัญหาที่คุณหนุ่ยเจอกับตัวเองครับ ในตอนแรกนั้นคุณหนุ่ยไม่ได้ตั้งใจจะทำครีมกันแดดตั้งแต่แรกครับ แต่พอเริ่มมองหาว่าจะทำธุรกิจอะไร เขาย้อนกลับมาดูสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันตลอดซึ่งคือครีมกันแดด และพบว่าครีมกันแดดหลายตัวที่เคยใช้ยังมีบางอย่างที่ไม่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแอลกอฮอล์หรืออาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นหลังใช้

กลยุทธ์ Mizumi กันแดด

ด้วยความที่เป็นคนชอบลอง จึงเริ่มศึกษาสกินแคร์และทดลองใช้สินค้าหลายแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นว่าถ้าจะสร้างสินค้าอะไรสักอย่าง สิ่งแรกที่ควรทำอาจไม่ใช่การมองหาตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นการมองหาปัญหาที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ก่อน

จุดนี้เป็นจุดที่น่าสนใจครับ เพราะหลายครั้งเวลาเริ่มต้นธุรกิจ เรามักพยายามมองหาโอกาสใหม่ ๆ หรือมองหาว่าตลาดไหนกำลังเติบโตเทรนด์ไหนกำลังมาแรง แต่สำหรับคุณหนุ่ย จุดเริ่มต้นกลับง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือการเริ่มจาก Pain ที่ตัวเองเจอ แล้วค่อยถามต่อว่าถ้าปัญหานี้เกิดกับเรา แล้วคนอื่นเคยเจอปัญหาแบบเราไหม?

ตอนเริ่มขายจริง คุณหนุ่ยไม่ได้เริ่มจากการมีทีมขายหรือระบบหลังบ้านที่พร้อมมาก่อนครับ แต่เริ่มจากการเอาสินค้าไปขายด้วยตัวเองที่ตลาดนัดแถวออฟฟิศที่ทำงานต่าง ๆ ซึ่งยืนขายอยู่ 2 ชั่วโมง แต่ขายได้แค่ 2 หลอดเท่านั้น

แทนที่จะเป็นแค่ความล้มเหลว มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักลูกค้าจริง ๆ เพราะคุณหนุ่ยเห็นว่าการขายของตัวเองในตอนนั้นต้องอธิบายเยอะเกินไป ซึ่งลูกค้าไม่ได้มีเวลายืนฟังเรานานขนาดนั้น และถ้าคนฟังไม่เข้าใจเขาก็อาจเดินผ่านไปเลย คุณหนุ่ยเลยเริ่มดึง Key Message ให้เหลือแค่ 1-2 ประโยคที่ดึงลูกค้าได้และลูกค้าอยากฟังจริง ๆ พร้อมกับดู Attention ของคนตรงหน้าไปด้วยว่าเขาสนใจอะไร เขาหยุดฟังตรงไหน

ผมว่าตรงนี้เป็นการเก็บ Customer Data ที่น่าสนใจมากครับเพราะมันไม่ได้มาจาก Research Report หรือ Dashboard ที่สวยงาม แต่มาจากการยืนขายของจริง ๆ อยู่ตรงหน้าลูกค้า และเรียนรู้จากทุกวินาทีที่ลูกค้าตัดสินใจว่าจะหยิบสินค้า หรือเดินผ่านไปครับ

หลังจากเริ่มมีลูกค้าเข้ามามากขึ้น สิ่งหนึ่งที่คุณหนุ่ยเลือกทำด้วยตัวเองมาตลอดคือการตอบแชทลูกค้าครับ เพราะในช่วงแรกของการทำธุรกิจ เขาแทบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป ตัดต่อภาพ ยิงโฆษณา หรือแม้แต่การตอบคำถามลูกค้า

กลยุทธ์ Mizumi แชท

การตอบแชทไม่ได้เป็นแค่การให้บริการหรือปิดการขายลูกค้าเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าส่งข้อความเข้ามา มันคือโอกาสในการเรียนรู้เหมือนกันครับ เพราะคุณหนุ่ยมักถามต่อเสมอว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือรู้สึกยังไงหลังใช้สินค้า รวมถึงนำคำชมและ Feedback ต่าง ๆ กลับมาปรับปรุงทั้งตัวสินค้าและการสื่อสารของแบรนด์ครับ

ผมว่าจุดนี้น่าสนใจมาก เพราะหลายครั้งเวลาเราพูดถึง Customer Insight เรามักนึกถึงข้อมูลจำนวนมากการเก็บแบบฟอร์มสอบถามต่าง ๆ หรือการทำวิจัยที่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง Insight บางอย่างอาจอยู่ในบทสนทนาสั้น ๆ ที่ลูกค้ากำลังเล่าให้เราฟังอยู่ทุกวันก็ได้ครับ

จุดเปลี่ยนสำคัญของ MizuMi เกิดขึ้นตอนที่ Watson ติดต่อเข้ามาครับ เพราะก่อนหน้านั้นแบรนด์เติบโตจากออนไลน์เป็นหลัก มีเพจ มีแชท มีลูกค้าที่ค่อย ๆ รู้จักและเชื่อใจแบรนด์ แต่พอเริ่มเข้าสู่ Retail ทุกอย่างก็เปลี่ยนสเกลในทันที

ตอนแรกคุณหนุ่ยก็ทั้งตื่นเต้นและดีใจจากการได้เริ่มลงขายในสาขาของ Watson เพียงครึ่งเดียวของสาขาทั้งหมด แต่พอเริ่มคุยเนื้อหาจริง ๆ ถึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การเอาสินค้าไปวางเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง เพราะการเข้า Watson ต้องคิดเรื่องการตลาด สต็อก เงินทุน โปรโมชั่น และวิธีดึงลูกค้าให้เดินเข้าไปซื้อที่หน้าร้านจริง ๆ ซึ่งเป็นคนละเกมกับการขายผ่านเพจโดยตรงที่เป็น Online

กลยุทธ์ Mizumi Watson

ซึ่งลูกค้าบนเพจกับลูกค้าที่ Watson ก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดครับ ลูกค้าบางกลุ่มอาจซื้อเพราะคุยกับแบรนด์โดยตรง เห็นรีวิว หรือ Ad บน Online แต่ลูกค้าที่เดินอยู่ใน Watson ต้องตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นบนเชลฟ์มากกว่า ทำให้ MizuMi ต้องคิดเรื่อง 360 Marketing มากขึ้น เพื่อให้คนเห็นแบรนด์จากออนไลน์ แล้วเชื่อมไปสู่การหยิบสินค้าที่หน้าร้าน และเมื่อสินค้าขายได้ดีจากการลงครึ่งหนึ่งของสาขา Watson ก็ขยายให้กระจายไปทุกสาขาครับ

ในจุดนี้ผมมองว่าการที่เราขยับตัวเองจาก Online ไปสู่การลงขายในตลาด Retail ต้องมีการปรับตัวอย่างมากเพราะในเชลฟ์ลูกค้าสามารถเห็นสินค้าของแบรนด์อื่นได้ตลอดเวลา ผมว่านี่เลยเป็นโจทย์ที่น่าสนใจว่าเราจะทำยังไงให้สามารถดึงความสนใจของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ลองใช้ หรือสินใจเลือกเราครับ

ในช่วงแรกของการสร้าง MizuMi คุณหนุ่ยแทบจะต้องใส่หมวกหลายใบพร้อมกันครับ จากคนที่เคยทำงานสาย Consulting ต้องกลายมาเป็นคนขายของ เป็นคนตอบแชท เป็นคนยิงแอด เป็นคนถ่ายรูปสินค้า เป็นคนตัดต่อภาพ และเป็นคนเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจด้วยตัวเอง

คุณหนุ่ยไม่ได้มองการทำทุกอย่างเองเป็นแค่ความเหนื่อย แต่เป็นวิธีเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจธุรกิจมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่เคยลองทำเอง เราก็อาจไม่รู้ว่าต้องจ้างใคร ควรถามอะไร หรือควรดูงานตรงไหนให้เป็น

กลยุทธ์ Mizumi Watson หมวก

แต่พอธุรกิจเริ่มเติบโตขึ้น บทบาทของเจ้าของแบรนด์ก็เริ่มเปลี่ยนไปครับ จากวันที่ต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง กลับต้องเริ่มสร้างระบบ สร้างทีม วาง KPI และพาคนในองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะในวันที่ MizuMi เติบโตถึงระดับยอดขายหลายพันล้าน คุณหนุ่ยก็ไม่สามารถจับมือทุกคนทำงานเหมือนวันแรกได้อีกต่อไปครับ เพราะการเติบโตไม่ได้ต้องการแค่คนที่ “ทำเป็นทุกอย่าง” แต่ต้องการคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอดหมวกใบเดิม และเปลี่ยนไปใส่หมวกใบใหม่ให้เหมาะกับตัวเองในตอนนั้นมากกว่าครับ

แม้ MizuMi จะเติบโตมาถึงระดับยอดขายหลายพันล้านแล้ว แต่สิ่งที่ยังเห็นชัดมากในตัวคุณหนุ่ยคือวิธีคิดแบบ “ลองก่อน เรียนรู้ก่อน” ที่ยังอยู่กับแบรนด์มาตลอดครับ

อย่างตอนที่ทีมเริ่มพูดถึงการทำแคมเปญกับศิลปินจีน หลายคนอาจเริ่มจากคำถามว่า “ทำดีไหม” หรือ “เสี่ยงเกินไปไหม” แต่คุณหนุ่ยกลับมองว่าถ้าคิดแล้วมันมีโอกาสเวิร์คเกินครึ่ง คำถามอาจไม่ใช่ว่าควรทำไหม แต่คือ “จะได้ทำตอนไหน” มากกว่าเพราะเราคิดมาแล้วว่ามันเวิร์ค

ตรงนี้สะท้อน Mindset ที่น่าสนใจมากครับ เพราะการเติบโตของแบรนด์อาจไม่ได้มาจากการที่เจ้าของรู้คำตอบทุกอย่างตั้งแต่แรก แต่มาจากการกล้าพาตัวเองไปเจอสนามใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ การดึงฐานแฟนต่างประเทศ หรือการลองทำอะไรที่ใหญ่กว่าเดิม

“บางทีสิ่งที่ทำให้ธุรกิจยังไปต่อได้ อาจไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง แต่คือการไม่หยุดเรียนรู้ครับ”

Session นี้อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จในการสร้างแบรนด์สกินแคร์ให้มีมูลค่าหลายพันล้านบาทครับ แต่เป็นการได้เห็นว่าธุรกิจหนึ่ง Scale Up ขึ้นมาได้อย่างไรผ่านการเรียนรู้เล็ก ๆ ตลอดทาง

ตั้งแต่การรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร การแก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ การยืนขายของด้วยตัวเอง การฟังเสียงลูกค้า หรือแม้แต่การกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ มันก็กลายเป็นสกิลที่ทำให้เราเติบโตไปข้างหน้า เพราะบางทีธุรกิจที่ดีอาจไม่ได้เริ่มจากแผนที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจเริ่มจากการลงมือทำบางอย่างและเรียนรู้ไปกับมันเหมือนที่ MizuMi เป็นครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

สวัสดีครับผม “น้ำเย็น” น้องใหม่การตลาดวันละตอน ตอนนี้ทำงานเป็น Junior Marketing content creator & Data insight researcher ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับบ ^^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *