วิเคราะห์ กลยุทธ์ Jetts Fitness สร้างรายได้พันล้าน ด้วยโมเดล “ร้านสะดวกฟิต” ที่ไม่ต้องผูกมัด

ภาพจำของการสมัครฟิตเนสสำหรับหลายคนมักจะเป็นการพูดคุยกับเซลส์ การทำสัญญาระยะยาว 1-2 ปีที่มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือการต้องจ่ายเงินก้อนล่วงหน้าก่อนจะได้ออกกำลังกายจริง ๆ และมันก็ได้กลายเป็น “กำแพง” ที่ทำให้หลายคนถอดใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม บทความนี้เลยจะพาทุกคนไปวิเคราะห์ กลยุทธ์ Jetts Fitness ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงเหล่านี้จนปั้นแบรนด์ให้กลายเป็น “ร้านสะดวกฟิต” ที่ทำรายได้ถึง 1,199 ล้านบาทในปี 2567 ครับ

รู้จัก Jetts Fitness ผู้เล่นจากออสเตรเลียที่พร้อมลุยฟิตเนสตลาดไทย

Jetts Fitness ก่อตั้งที่ Gold Coast ออสเตรเลียในปี 2007 ภายใต้การบริหารของ Fitness & Lifestyle Group (FLG) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค Asia Pacific เจ้าของแบรนด์อย่าง Fitness First Australia, Goodlife Health Clubs และ Barry’s Bootcamp ด้วยครับ

กลยุทธ์ Jetts Fitness

การเข้ามาในตลาดไทยของ Jetts เติบโตต่อเนื่อง จาก 33 สาขาในปี 2564 สู่กว่า 61 สาขาในปัจจุบัน เติบโตเกือบเท่าตัวในเวลาเพียง 5 ปี จนกลายเป็นอันดับ 1 ด้านจำนวนสาขาในประเทศไทยครับ

และเมื่อกางข้อมูลรายได้รวมปี 2567 ออกมา Jetts Fitness ในไทยทำรายได้ไปถึง 1,199 ล้านบาท แม้ยังอยู่ในช่วงลงทุนขยายสาขาและยังมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ ซึ่งบ่งชี้ว่า Business Model นี้กำลังอยู่ในช่วง Scale อย่างจริงจังครับ

ทลายกำแพงที่ทำให้คนไม่อยากสมัครยิม ด้วยการตั้งต้นจากฝั่งผู้บริโภค

ใจกลางสำคัญของกลยุทธ์ Jetts Fitness ไม่ได้อยู่ที่การแข่งกันด้านอุปกรณ์หรือพื้นที่ครับ แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ว่า Pain Point ที่ทำให้คนไม่กล้าสมัครยิมนั้นคืออะไร แล้วออกแบบโครงสร้างทั้งหมดมาแก้ Pain Point เหล่านั้นโดยตรงครับ

กลยุทธ์ Jetts Fitness
  • No Lock-in Contract (ไม่มีสัญญาผูกมัด): ระบบจ่ายค่าสมาชิกแบบเดือนต่อเดือน ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้แค่แจ้งล่วงหน้า 30 วัน เมื่อลูกค้าไม่รู้สึกถูกบังคับ พวกเขาจะสบายใจที่จะสมัคร และเมื่อคนเรามีอิสระ พวกเขากลับเลือกที่จะอยู่เป็นสมาชิกนานขึ้นเพราะไม่รู้สึกกดดันนั่นเองครับ
  • Time Freedom (อิสระด้านเวลา): ชีวิตคนเมืองยุคนี้ไม่ได้ทำงาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็นเสมอไป มีทั้งฟรีแลนซ์ คนทำงานกะ และพยาบาล การเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงคือการลบข้ออ้างว่า “ไม่มีเวลาไปยิม” ออกไปจากสมองลูกค้าได้ครับ
  • Accessible Pricing (ราคาที่เข้าถึงได้จริง): โครงสร้างราคาถูกวางไว้ในระดับ Mass Premium เริ่มต้นประมาณ 1,400–1,700 บาทต่อเดือน คนวัยทำงานหรือนักศึกษาจ่ายได้โดยไม่ต้องลังเลครับ
  • Roaming Freedom (ยิมทุกสาขาคือยิมของคุณ): สมาชิกเข้าได้ทุกสาขาทั่วไทยและ 300+ คลับทั่วโลก ยิ่งสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้ค่าสมาชิกรู้สึก “คุ้มขึ้น” โดยอัตโนมัติครับ

“ร้านสะดวกฟิต” Micro-Location ที่แทรกซึมอยู่ในทางผ่านประจำวัน

ถ้าเทียบฟิตเนสโมเดลเก่าเป็น Hypermarket, Jetts ก็เปรียบเสมือน Convenience Store ในวงการสุขภาพ ไม่ได้มาด้วยความใหญ่โต แต่มาด้วยความ “เข้าถึงง่าย” ครับ

แทนที่จะเช่าพื้นที่ขนาด 2,000–3,000 ตารางเมตร Jetts เลือกโมเดล Micro-Location ด้วยขนาดประมาณ 760–1,100 ตารางเมตร ต้นทุนต่อสาขาอยู่ที่ราว 30-45 ล้านบาท และ Payback Period เฉลี่ยเพียง 3 ปี ทำให้ขยายสาขาได้ไวโดยไม่ต้องรอนานครับ

กลยุทธ์ Jetts Fitness

ด้วยพื้นที่ไซส์นี้เองที่ทำให้ Jetts แทรกซึมไปเปิดใน Community Mall, Shopping Mall, และอาคารสำนักงานได้ โดยใช้ Central Group เป็น Location Partner หลัก นี่คือ Contextual Marketing คือการเอาโปรดักต์ไปวางอยู่ใน “ทางผ่าน” ประจำวันของผู้คน แค่แวะเล่นก่อนขึ้นออฟฟิศ หรือลงลิฟต์มาก็เจอครับ

นอกจากนี้ Jetts Fitness เลือกออกไปเป็น First Mover ในหัวเมืองรองอย่างนครสวรรค์, เชียงใหม่, นครปฐม, ศรีราชา ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ยังเข้าไม่ถึงอีกด้วยครับ

และเพื่อขยายฐานขึ้นไปแตะกลุ่มกำลังซื้อสูง แบรนด์ปั้น “Jetts Black” ที่เปิดตามย่าน CBD อย่าง Park Silom, Gaysorn Village, One Bangkok โดยอัปเกรด Facility ให้มี Fuel Bar (ร่วมกับแบรนด์ GRAIN จากสิงคโปร์), โซน The Playground สำหรับ Functional Training และ Virtual Classes แต่ยังคง DNA สำคัญคือ “ไม่มีสัญญาผูกมัด” ไว้ครบถ้วนครับ

เปลี่ยนฟิตเนสให้เป็นพื้นที่คอมมูนิตี้ Retention ที่ไม่ต้องอาศัยสัญญา

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ออกกำลังกาย แต่มองหาพื้นที่ทางสังคม (Socialize) ควบคู่ไปด้วยครับ การสร้าง Community จึงเป็น Retention Strategy ที่ช่วยรักษาฐานลูกค้าได้โดยไม่ต้องพึ่งสัญญาผูกมัด

  • The Power of Group Classes: คลาสออกกำลังกายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Les Mills, Zumba หรือ Yoga เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สมาชิกมาเจอกันเป็นประจำ จนเกิดเป็นกลุ่มคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในค่าสมาชิกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ
  • The Third Place ของย่าน: ด้วยโมเดล Micro-Location ที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ทำให้ฟิตเนสกลายเป็น Neighborhood Gym สมาชิกมักจะเป็นคนในละแวกเดียวกัน บรรยากาศจึงมีความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายกว่ายิมขนาดใหญ่ในศูนย์การค้าระดับพรีเมียมครับ
  • In-Club Engagement: การจัดกิจกรรม Challenge ภายในคลับ เช่น การสะสมระยะทางวิ่ง หรือกิจกรรมตามเทศกาล ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับสาขามากขึ้น

สิ่งที่ลอกเลียนได้ยากที่สุด คือคนที่อยู่หน้างานทุกวัน

ในธุรกิจบริการ คู่แข่งสามารถซื้อลู่วิ่งรุ่นเดียวกันได้ หรือสั่งนำเข้าดัมเบลยี่ห้อเดียวกันได้ แต่สิ่งที่ลอกเลียนกันไม่ได้คือ “วัฒนธรรมองค์กร” ครับ

Jetts ลงทุนกับการดูแล Personal Trainer และ Staff ให้มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน จนสามารถคว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia มาได้ครับ

ลองนึกภาพตามครับ ลูกค้าที่จ้าง PT มักจะผูกพันกับเทรนเนอร์คนนั้นเป็นพิเศษ หากเทรนเนอร์ยังอยู่ ลูกค้าก็ไม่หนีไปไหน ความสัมพันธ์แบบ Human-to-Human นี่แหละที่สร้าง Customer Loyalty ได้อย่างยั่งยืน แม้จะไม่มีสัญญาผูกมัดก็ตามครับ

สรุป กลยุทธ์ Jetts Fitness กับบทเรียนที่นักการตลาดนำไปใช้ได้

กลยุทธ์ Jetts Fitness สะท้อนให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขเพื่อดึงรั้งลูกค้า แต่คือการตั้งใจส่งมอบ “Ultimate Convenience” (ความสะดวกสบายขั้นสุด) ทั้งในแง่ของสถานที่ เวลา และความสบายใจของผู้ใช้บริการ

ลองกลับมาทบทวนโครงสร้างธุรกิจของคุณดูครับว่า วันนี้แบรนด์กำลังมี “เงื่อนไข” หรือ “ความซับซ้อน” ที่ทำให้ลูกค้าเกิดความลังเลอยู่หรือไม่ บางครั้งการปรับลดข้อจำกัดบางอย่างลง อาจช่วยสร้างความไว้วางใจ และแลกมาด้วยฐานลูกค้าระยะยาวที่พร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ด้วยความเต็มใจ เหมือนที่โมเดลร้านสะดวกฟิตได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับ

Source Source Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *