ถ้าพูดถึงกระแสที่ไวรัลและถูกพูดถึงในไทยตอนนี้ “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” จะต้องเป็นหัวข้อที่โผล่มาในหัวเป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอนครับ Data research insight ฉบับนี้จะพาไปส่องกับ Insight ของสนามการเมืองที่ไม่ได้มีแค่การพิชิตเก้าอี้ผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว ติดตามได้ในบทความ Data Insight เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เลยครับ
โดย Data Insight ในบทความนี้ เราใช้ Social listening tool จาก Mandala เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเราในการหา Data Insight ซึ่งในบทความนี้เราจะพามาดูตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการ Research (รวมไปถึงการเจาะลึก Mentions และคัดกรอง Noise ต่าง ๆ) เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักการตลาดที่กำลังศึกษาหรือสนใจเรื่องการใช้ Data ครับ และ Data Insight จากบทความนี้ ผู้อ่านทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การสื่อสารหรือแบรนด์ของท่านได้ด้วยครับ
โดย Data Insight ในบทความนี้ เราใช้ Social Listening Tool จาก Mandala ที่นักการตลาดหลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจ กระแส-บทสนทนา-และอารมณ์ของผู้ชม ได้แบบ Real-time ซึ่งในบทความนี้เราจะพามาดูตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการ Research เพื่อให้เป็นประโยชน์และความรู้สำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่กำลังศึกษาเรื่อง Data และสามารถต่อยอดให้กับแบรนด์ของตัวเองได้จริงครับ
STEP 1 – 2 Research Keyword, Collecting Data
Research Keyword คือหัวใจหลักของการกวาดข้อมูลบนเครื่องมือ Social Listening เพราะเป็นเหมือนประตูแรกที่เราส่งให้ระบบไปค้นหาโพสต์ที่มีการพูดถึงหัวข้อนั้น ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราต้องคิดแทนผู้บริโภคว่าเวลาเขาพูดถึง เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เขาจะใช้คำว่าอะไรบ้าง คีย์เวิร์ดที่ใช้สำหรับการ Research ในรอบนี้ ได้แก่
“เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.”
“เลือกตั้งผู้ว่ากทม”
“เลือกตั้งผู้ว่ากทม 2569”
โดยตั้งค่าให้ Mandala ไปดึงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2026 – 31 พฤษภาคม 2026 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok, และ YouTube ผลที่ได้คือมีข้อมูลรวม 3,215 mentions (Social 2,476, YouTube 649 และอีกหลายล้าน Engagement) ซึ่งถือว่าเป็นช่วงแรกของกระแสครับ
STEP 3 Cleansing Data
ก่อนที่จะได้ Insight มานั้น ต้องขอบอกว่าข้อมูลที่เราดึงมา 3,215 Mentions มันไม่ได้มีข้อมูลที่เราจะใช้ได้ทั้งหมด 100% ครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมา Cleansing data ซะก่อน โดยการ Cleansing data ของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคนครับ
ยกตัวอย่างเช่น โพสต์จากคลินิกเสริมความงาม หรือโพสขายแว่นตา ที่เราเห็นในภาพครับ ในโพสต์นี้มีการพูดถึง “เลือกตั้งผู้ว่ากทม” ก็จริง แต่บริบทของข้อความเป็นการพูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับหัวข้อที่เราต้องการวิเคราะห์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องคัดกรองข้อมูล (Exclude) ที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านี้ออกไปก่อนนั่นเองครับ
โดยวิธีการลบข้อมูลที่เราไม่ต้องการออกก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ 1. กดที่ปุ่ม Exclude 2. กดลบที่ปุ่ม ถังขยะ หรือ 3. เลือกคีย์เวิร์ดที่จะ Exclude ในข้อความโดยการคลุมดำคำนั้นได้เลย สามารถเลือกใช้วิธีไหนก็ได้ตามความถนัดเลยครับ
สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคลีนดาต้าอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพมากที่สุดมาวิเคราะห์ Trend & Insight ได้ที่บทความนี้ครับ > https://everydaymarketing.co/trend-insight/top10-influencers-investment-money-2023-on-tiktok/
STEP 4 Conversation Analysis
อย่างที่เห็นใน STEP 3 ในระหว่างที่เราทำการ Cleansing Data คัดกรองเอาโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เราก็จะได้อ่าน Social Data ที่ไหลเข้ามาจาก Keyword หลักอย่าง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” จนเหลือเฉพาะโพสต์ที่เป็นออร์แกนิกและตรงประเด็นจริง ๆ ต่อมาก็เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลต่อ เพื่อดูว่าบริบทการพูดถึงรายการนี้ในโลกโซเชียลเป็นอย่างไรบ้างครับ
โดยเป้าหมายหลักในขั้นตอนนี้คือการ คัด Insight ที่จะเป็นประโยชน์กับแบรนด์ สปอนเซอร์ นักการตลาด รวมถึงแฟนคลับรายการ เพื่อให้เห็นโอกาสในการนำข้อมูลไปต่อยอดทางธุรกิจ (เช่น การทำ Real time Marketing หรือเลือก Influencer)
ในการเริ่มวิเคราะห์ข้อมูล เรามักจะเริ่มจากฟีเจอร์พื้นฐานในหน้า Dashboard แรกของ Mandala ก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูสัดส่วน Platform ที่คนใช้งาน หรือการดู Top Post ในแต่ละหมวดหมู่ (คนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด, นโยบาย, ปัญหา เป็นต้น) เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่า “ใคร หรือ อะไร”ได้รับความนิยมและความสนใจมากที่สุดครับ
Social Data Stat Overview
สัดส่วนการพูดถึง (Mentions) สำหรับสัดส่วนการพูดถึงประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พบว่าอยู่บน Facebook มากที่สุดถึง 39.9% ตามมาด้วย YouTube 24.1%, Instagram 16.1%, TikTok 11.7% และ Twitter (X) 8.1% โพสต์ที่ถูกพูดถึงส่วนใหญ่จะเป็นเพจข่าวสาร สำนักพิมพ์ คอนเทนต์วิเคราะห์การเมือง หรือเพจของผู้สนับสนุนและตัวผู้สมัครเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสนใจของประชาชนกระจายตัวอยู่ทุกแพลตฟอร์ม แต่ Facebook ยังคงเป็นช่องทางหลักที่คนใช้คอมเมนต์วิเคราะห์นโยบาย อัปเดตข่าวสารการลงพื้นที่ และแชร์ข้อมูลกันมากที่สุดครับ
การมีส่วนร่วม (Engagement) ในมิติของ Engagement ภาพรวม พบว่า YouTube นำโด่งไปถึง 67.6% ซึ่งเป็นเพราะยอดวิวของการถ่ายทอดสดเวทีดีเบต, คลิปสัมภาษณ์เจาะลึก, หรือคลิปตัดไฮไลท์การประชันวิสัยทัศน์จากช่องสำนักข่าวต่างๆ ตามมาด้วย Facebook 21% ที่ดึงดูดคนด้วยโพสต์ข่าวและการแชร์นโยบาย ขณะที่ TikTok มี 7.5%, Instagram มี 3.8% และ Twitter (X) <1%
การมีส่วนร่วม (Engagement – Ignore View) แต่เมื่อเรา “ตัดยอดวิว” (Ignore View) ออกไป เพื่อดูเฉพาะแอคชันที่เกิดขึ้นอย่าง Like, Share, Comment จะพบภาพที่น่าสนใจและสะท้อนพฤติกรรมคอการเมืองได้ชัดเจนมากขึ้นครับ:
Facebook พลิกขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแบบขาดลอยถึง 62.7% เป็นการยืนยันว่าแพลตฟอร์มนี้คือศูนย์กลางการสร้าง Engagement ทางการเมือง ประชาชนมักจะมาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น ถกเถียงเรื่องนโยบาย หรือแชร์โพสต์ข่าวสารกันครับ
TikTok อยู่ที่ 22.3% สะท้อนให้เห็นว่าคลิปสั้นไวรัล เช่น มีมแซวการเมือง หรือคลิปลงพื้นที่ ยังคงดึงดูดให้คนมากดหัวใจและคอมเมนต์ได้เป็นอย่างดี
Instagram ตามมาที่ 11.5% ประชาชนมักจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาพถ่ายไลฟ์สไตล์ อินโฟกราฟิกสรุปนโยบายสวย ๆ หรือภาพกิจกรรมของผู้สมัคร
YouTube เหลือ 3.3% และ Twitter (X) <1% กลายเป็นแพลตฟอร์มเสริมที่คนอาจจะไม่ได้เน้นการคอมเมนต์หรือรีทวีตมากนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนยอดวิว
(Disclaimer) เชื่อว่าหลายคนอาจจะแอบขัดใจและสงสัยว่า ทำไมตัวเลขสัดส่วนการพูดถึงและ Engagement บน Twitter (X) ในกราฟถึงดูน้อยจัง? ทั้งที่ปกติน่าจะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการคุยเรื่องการเมืองของชาวเน็ตหรือหัวคะแนนธรรมชาติ ตรงนี้ต้องขอเสริมเป็นข้อควรระวังไว้เลยครับว่า สาเหตุหลักมาจาก “นโยบายใหม่ของทาง Twitter (X)” ที่มีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล (API) ทำให้เครื่องมือ Social Listening Tool อย่าง Mandala ไม่สามารถกวาดข้อมูลออกมาได้ครอบคลุมและลึกเท่าที่ควรครับ
ดังนั้น ตัวเลขบน Twitter (X) ที่เราเห็นใน Data ชุดนี้ จึงเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่ระบบเก็บมาได้ และอาจจะไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่แท้จริงแบบ 100% ครับ แบรนด์ พรรคการเมือง หรือนักการตลาดที่นำข้อมูลไปใช้ต่อ จึงต้องเข้าใจบริบทข้อจำกัดทางเทคนิคตรงนี้ควบคู่ไปด้วยครับ
เมื่อดูเทรนด์จาก Hashtag ทำให้เห็นว่าภาพรวมของ Social Data ทั้งหมดกำลังพูดถึง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” กับเรื่องอะไร ใช้แท็กไหนนั่นเองครับ
คอนเทนต์ที่ได้รับ Engagement ส่วนใหญ่แบ่งได้เป็น 3 ประเภทครับ
1.คอนเทนต์ไฮไลท์การเปิดตัวและหมากกระดานการเมือง เช่น ข่าวความเคลื่อนไหวจากสำนักข่าวหลักอย่างการวิเคราะห์เจาะลึก “ส่องผู้ท้าชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. ปี 69” หรือการเปิดหน้าชกอย่าง “พรรคประชาชนเปิดตัว ‘ชัยวัฒน์’” ไปจนถึงจุดพีคทางการเมืองอย่าง “’ชัชชาติ’ ประกาศลาออก คอนเฟิร์มลงผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2” คอนเทนต์ประเภทนี้สร้าง Engagement เพราะตอบโจทย์ “คอการเมืองและหัวคะแนนธรรมชาติ” ที่อยากติดตามแต่ละพรรค วิเคราะห์ทิศทางนโยบาย และเสพการแข่งขันแบบเรียลไทม์ครับ
2.คอนเทนต์ซีนไวรัลและไลฟ์สไตล์นอกสภา ขาดไม่ได้เลยสำหรับสนามเลือกตั้งคือซีนการใช้ชีวิตหรือการลงพื้นที่ที่ดูเป็นธรรมชาติจนกลายเป็นไวรัล เช่น ภาพข่าว “’ชัชชาติ’ สะพายกระเป๋า ใช้บริการจักรยานของ กทม. ปั่นออกจากศาลาว่าการฯ” จุดนี้ช่วยขยายการมีส่วนร่วมได้ดีมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนการหาเสียงแบบยัดเยียดนโยบาย ให้กลายเป็นการสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตประจำวัน ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงง่าย จับต้องได้ อยากคอมเมนต์แซวและพร้อมแชร์ต่อ ถือเป็นการสร้าง Political Branding ที่ได้ทั้งกระแสและภาพลักษณ์เชิงบวกครับ
3.คอนเทนต์การมีส่วนร่วมกับวาระทางสังคม นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้กระแสการเลือกตั้งก้าวข้ามกรอบการเมืองเดิม ๆ และเข้าถึงคนวงกว้างสุด ๆ ครับ สังเกตได้ชัดเจนจากกราฟแท่งที่พุ่งทะยานสูงสุดในช่วงปลายเดือนซึ่งเกิดจากอีเวนต์ที่ “’ชัชชาติ’ ร่วมเดินขบวนพาเหรด Pride ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ” คอนเทนต์แนวนี้ทำหน้าที่เป็นโทรโข่งชั้นยอด เพราะดึงเอาคุณค่าที่สังคมให้ความสำคัญ มาเชื่อมโยงกับตัวบุคคล ทำให้กลุ่มคนที่อาจจะไม่ได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ก็ยังรู้สึกมีอารมณ์ร่วม อยากสนับสนุน และพร้อมกระโดดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสไปด้วยครับ
STEP 5 Categorize Data
การทำ Categorize Data เป็นการจับกลุ่มข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ เห็นตัวเลขสัดส่วนชัดเจนที่ช่วยให้เราสามารถตัดสินใจอะไร ๆ ด้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ซึ่งโจทย์การทำ Categorize Data ควรจะตั้งมาจาก Social Data ที่มี เราจะได้อ่านจำนวนมากอยู่แล้วตั้งแต่ขั้นตอนการคลีนข้อมูลครับ อีกทางคือโจทย์จากสิ่งที่เราต้องรู้ สิ่งที่จะมีประโยชน์กับธุรกิจมากที่สุด และใช้ฟีเจอร์ Tag บนเครื่องมือ Social Listening เพื่อรวมข้อมูลให้เป็นกลุ่มก้อนครับ
ตัวอย่างเบื้องต้นเกี่ยวกับการติดแท็ก ลองดู ที่นี่ ได้เลยครับ หรือจะมาอัปเดตเทคนิคกับเครื่องมือเวอร์ชั่นใหม่ ๆ ในคลาสออนไลน์ของเราก็ได้นะครับครับ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ท้ายบทความเลยครับ
STEP 6 Data Visualization
สำหรับ Category การกล่าวถึงของ Data Research Insight เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักตามภาพด้านบนเลยครับ
ผู้สมัคร (65.5%) : ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ชี้ให้เห็นว่า “ตัวบุคคล” หรือตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ละคน ยังคงเป็นที่พูดถึง การวิเคราะห์ และแรงเชียร์ของประชาชน
นโยบาย (23.5%) : เป็นประเด็นรองลงมาที่ชาวเน็ตหยิบยกมาพูดถึง ถกเถียง และเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาเมืองของแต่ละฝั่ง
ปัญหาใน กทม. (10.8%) : เป็นหมวดที่สะท้อนเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับความเดือดร้อนทางกายภาพและระบบระเบียบในกรุงเทพฯ ที่อยากให้เกิดการแก้ไข
ยอดการมีส่วนร่วม (By Engagement)
เมื่อมาดูในมิติของ Engagement หรือแอคชันที่เกิดขึ้น ยิ่งเห็นความชัดเจนของพฤติกรรมคนเสพคอนเทนต์การเมืองครับ:
ผู้สมัคร (76.3%) : พุ่งสูงขึ้นกว่าสัดส่วน Mention สะท้อนว่าคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นคลิปสัมภาษณ์ ไลฟ์สไตล์ หรือการลงพื้นที่ สามารถดึงดูดให้คนเข้ามากดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์ต่อได้ดีที่สุด
นโยบาย (13%) : แม้จะมีการพูดถึงอยู่บ้าง แต่ในแง่การสร้าง Engagement กลับลดสัดส่วนลงมา ซึ่งอาจเป็นเพราะคอนเทนต์แนวนโยบายมีความจริงจังและเฉพาะกลุ่มมากกว่า
ปัญหาใน กทม. (10.7%) : มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับมิติของ Mention แสดงให้เห็นว่าประเด็นปัญหาปากท้องหรือความเดือดร้อนในเมืองกรุงยังคงได้รับความสนใจและมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ
ต่อไปผมจะพามาเจาะลึกแบบละเอียดกับข้อมูลแต่ละกลุ่มกันนะครับ ว่าจะเจอ Insight แบบไหนซ่อนอยู่บ้าง
ผู้สมัครที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (65.3%) อันดับหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกโซเชียลมีเดียแบบแลนด์สไลด์ ทิ้งห่างผู้สมัครคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ทุกการขยับตัวไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ทำงาน การเปิดใจสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์นอกเวลางาน เช่น การปั่นจักรยาน หรือการไปร่วมเดินขบวนพาเหรด Pride ก็สามารถรันกระแสและกลายเป็นหัวข้อหลักที่ชาวเน็ตหยิบยกมาพูดถึงและส่งต่อกันได้ตลอดทั้งเดือนครับ
2. อนุชา บูรพชัยศรี (12.3%) ตามมาเป็นอันดับ 2 สำหรับผู้สมัครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ด้วยดีกรีและลุคนักการเมืองชวัญใจฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งกระแสการกล่าวถึงส่วนใหญ่มาจากการลาออกจาก สส. บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยแล้วมาซบบ้านเก่ากับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงบ่อยครั้งในหน้าเพจข่าวสารและบทความวิเคราะห์การเมือง
3. มัลลิกา มหาสุข (11.5%) เกาะกลุ่มท็อปทรีมาติด ๆ ด้วยสัดส่วนการพูดถึงที่สูงถึง 11.5% ซึ่งกระแสการกล่าวถึงส่วนใหญ่มาจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ตรงไปตรงมาและอินเนอร์ที่มั่นใจในทุกการสัมภาษณ์ คอนเทนต์หรือคำพูดเด็ด ๆ ของเธอมักจะถูกชาวเน็ตหยิบยกมาตั้งประเด็นพูดคุย ถกเถียง และแชร์ต่อตามคอมมูนิตี้ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
4. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (5.6%) ผู้สมัครจากพรรคประชาชนที่เพิ่งเปิดตัวเข้ามาในฐานะหน้าใหม่ของสนามนี้ สามารถดึงความสนใจจนสร้างสัดส่วนการพูดถึงได้ 5.6% โดยกระแสการพูดถึงส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่บนแพลตฟอร์มอย่าง Twitter (X) และ TikTok ที่มีการพูดคุยถึงแนวคิดที่สดใหม่ รวมถึงบทบาทในการเริ่มลงพื้นที่หาเสียง
5. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (4.2%) ผู้สมัครที่ถูกพูดถึงในสัดส่วน 4.2% โดยประเด็นหลัก ๆ ที่ชาวเน็ตกล่าวถึงมักจะเกี่ยวข้องกับนโยบายเฉพาะทาง โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและต้นทุนชีวิตคนกรุง
6. ชาญเทพ เสสะเวช (1.1%) ปิดท้าย Top 6 ด้วยสัดส่วนการพูดถึง 1.1% แม้ตัวเลขการกล่าวถึงบนภาพรวมของโซเชียลมีเดียจะดูไม่หนาตาเท่ากับผู้สมัครหัวตาราง โดยในช่วงเปิดตัวยังทำได้ไม่ดีนักเพราะการพูดถึงชส่วนใหญ่มักเป็นเชิงลบ
เรื่องที่คนพูดถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” Top 7 by Engagement
ปั่นจักรยาน (615,441 Engagement): โมเมนต์ไลฟ์สไตล์ที่สร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงสุดทะลุหกแสน ภาพลักษณ์ที่ดูติดดินและเข้าถึงง่ายด้วยการสะพายกระเป๋าปั่นจักรยานของ กทม. ทำให้เกิดเป็นกระแสไวรัลที่คนชื่นชอบ
จับเบอร์ผู้ว่า (251,827 Engagement): โมเมนต์สำคัญที่เป็นจุดสตาร์ทของการหาเสียงอย่างเป็นทางการ การลุ้นเบอร์ประจำตัวดึงดูดความสนใจจากทั้งฐานเสียงและสื่อมวลชน ทำให้เกิดการพูดถึง ปั่นกระแส และส่งต่อข่าวสารกันอย่างคึกคักบนโลกโซเชียลครับ
ไปหาลูก (203,578 Engagement): คอนเทนต์มุมอบอุ่นในบทบาทของคุณพ่อที่เดินทางไปรายงานตัวกับลูกชาย ซึ่งหลายคนมองว่าไม่ว่าชัชชาติจะทำอะไรก็เป็นข่าวได้หมด
ผลงานที่ผ่านมา (25,643 Engagement): การแถลงผลงานตลอด 4 ปี และการชูนโยบาย “เส้นเลือดฝอย” เป็นคอนเทนต์สาระเน้น ๆ ที่ดึงดูดกลุ่มคอการเมืองที่สนใจเรื่องโครงสร้างและการแก้ปัญหาจริง แม้ยอดไลก์แชร์จะไม่หวือหวาเท่าไลฟ์สไตล์ แต่ถือเป็นคอนเทนต์ที่รักษาฐานเสียงคุณภาพที่เน้นพิจารณาจากเนื้อหาและผลงานครับ
เดินขบวน PRIDE (19,444 Engagement): การเข้าไปมีส่วนร่วมกับวาระทางสังคมอย่างเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เป็นการแสดงจุดยืนที่ได้ใจคนรุ่นใหม่ เป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและดึงความสนใจจากกลุ่มคนที่อาจจะไม่ได้ตามการเมืองจ๋า ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ครับ
ป้ายหาเสียง (6,465 Engagement): กิมมิคเรื่องป้ายหาเสียงที่สามารถสร้างรายได้ต่อ สะท้อนถึงการวางกลยุทธ์ที่ใส่ใจเรื่องเศรษฐกิจชุมชน เป็นอีกหนึ่งแทคติกที่สร้างการพูดถึงในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และงานดีไซน์ทางการเมืองครับ
ทำเพลงหาเสียง (3,044 Engagement): สีสันช่วงหาเสียงกับการทำเพลงโปรโมท ที่ทำเพลงเผื่อไว้ถึง 25 เพลงก่อนจับเบอร์
จากข้อมูลจะเห็นว่าคอนเทนต์ประเภทไลฟ์สไตล์อย่าง “ปั่นจักรยาน” และเรื่องราวครอบครัวอย่าง “ไปหาลูก” รวมถึงไฮไลต์ทางการเมืองอย่าง “จับเบอร์ผู้ว่า” คือหัวข้อที่ดึงดูดคนได้มากที่สุดอย่างชัดเจนครับ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของการสร้าง Political Branding ที่ทรงพลังบนโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่การประกาศผลงานแบบตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่คือการหยิบเอาความเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน มาสร้างเรื่องราวให้ประชาชนรู้สึกผูกพันและเข้าถึงได้ครับ
@mgronline ผลจับเบอร์สมัครผู้ว่าฯ กทม. “หม่อมกร” เบอร์ 1 – “ชัชชาติ” เบอร์ 9 -“ดร.โจ พรรคส้ม” เบอร์ 10 . ผลจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. “หม่อมกร” ได้เบอร์ 1 “ชัชชาติ” เบอร์ 9 “ดร.โจ พรรคส้ม” เบอร์ 10 “อนุชา ปชป.”ได้เบอร์ 5 “ดร.มัลลิกา” ไม่ต้องจับสลาก ได้หมายเลข 14 . วันนี้ (28 พ.ค. ) เวลา 08.30 น.ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) ได้เริ่มดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร . ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีดังนี้ . ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตนักเคลื่อนไหวด้านพลังงาน ในนามอิสระ ได้หมายเลข 1 นายสมัย ละเลิศ ลงสมัครในนามอิสระได้หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพรหม ลงสมัครในนามอิสระได้หมายเลข 3 นายประทีป วัลลภเกษม สมัครในนามอิสระได้หมายเลข 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ ลงสมัครในนามอิสระ ได้หมายเลข 6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครจาก “กลุ่มกรุงเทพฯบินได้” ได้หมายเลข 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์กุล ลงสมัครในนามอิสระได้หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครในนามอิสระ ได้หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงสมัครในนามพรรคประชาชน ได้หมายเลข 10 นายประยูร ครองยศ ลงสมัครในนามอิสระ ได้หมายเลข 11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีต ผบช.น. ลงสมัครในนามพรรคเศรษฐกิจ ได้หมายเลข 12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หรือ “ดร.โจ้” ลงสมัครในนามอิสระได้หมายเลข 13 . ขณะที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ลงสมัครในนามอิสระได้หมายเลข 14 โดยไม่ต้องจับสลากเนื่องจากมาหลังเวลา 8:30 น . #mgronline #ข่าวtiktok #viralvideo #viral #ไวรัล #เรื่องนี้ต้องดู #ผู้ว่า #ผู้ว่ากทม #ชัชชาติ #เลือกตั้งผู้ว่า #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #หม่อมกร #กรกสิวัฒน์เกษมศรี #ดรโจ
♬ original sound – MGR Online – MGR Online
เรื่องที่คนพูดถึง “อนุชา บูรพชัยศรี” Top 7 by Engagement
เปิดตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ (93,002 Engagement): เรียกได้ว่าเป็นโมเมนต์ที่ได้เอนเกจเมนต์ไปได้สูงสุดแบบนำโด่งถึงเก้าหมื่นกว่าครับ การประกาศเปิดหน้าชกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามพรรคประชาธิปัตย์สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากบนโลกออนไลน์ สังเกตได้จากคอมเมนต์ที่ดึงดูดมาได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งฐานเสียงเดิมที่เข้ามาคอมเมนต์เชียร์สุดใจ (เช่น “ทีมสีฟ้า เบอร์ 5 ประชาธิปัตย์…” ถือเป็นมูฟเมนต์ทางการเมืองที่สร้างการถกเถียงและเรียกความสนใจจากคอการเมืองได้อย่างมากครับ
ลาออกจากบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย (5,964 Engagement): แน่นอนว่าก่อนจะมีการเปิดตัวพรรคใหม่ ก็ต้องมีข่าวการโบกมือลาสังกัดเดิม ประเด็นการประกาศลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ประชาชนให้ความสนใจ แม้ยอดเอนเกจเมนต์จะไม่พุ่งสูงเท่าวันเปิดตัว แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าชาวเน็ตและกลุ่มนักวิเคราะห์การเมืองคอยติดตามหมากกระดานการย้ายค่ายของเขาอย่างใกล้ชิดครับ
สวมกอด ชัชชาติ (2,152 Engagement): โมเมนต์น่ารัก ๆ นอกเหนือจากความตึงเครียดของการหาเสียง ภาพการปรี่เข้าสวมกอดทักทายคุณชัชชาติก่อนการจับเบอร์ประจำตัวผู้สมัคร กลายเป็นช็อตไวรัลเล็ก ๆ ที่สร้างความประทับใจ คอนเทนต์แนวนี้ได้รับเสียงชื่นชมในมุมของสปิริตนักการเมือง เช่นคอมเมนต์ “น่ารักมาก นัก ปชต.ที่มีน้ำใจทุกคน” เป็นการสื่อสารที่ช่วยสะท้อนภาพลักษณ์เชิงบวก สร้างความเป็นมิตร และช่วยเบรกอารมณ์ดุเดือดของการแข่งขันได้เป็นอย่างดีครับ
จากข้อมูลภาพรวมของ “อนุชา บูรพชัยศรี” จะเห็นอินไซต์ที่ชัดเจนเลยว่า คอนเทนต์ที่สร้าง Engagement ให้เขาได้อย่างทรงพลัง จะผูกติดอยู่กับ “ความเคลื่อนไหวทางพรรคการเมือง” เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากฝั่งของคุณชัชชาติที่กวาดเอนเกจเมนต์จาก “ไลฟ์สไตล์และตัวบุคคล” อย่างชัดเจนครับ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ฐานผู้ติดตามที่เข้ามามีส่วนร่วมกับคุณอนุชา มักจะเป็นกลุ่มคนที่เสพข่าวสารการเมืองอย่างเข้มข้น และให้ความสำคัญกับทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคนั่นเองครับ
เรื่องที่คนพูดถึง “มัลลิกา มหาสุข” Top 2 by Engagement
มาสาย (83,942 Engagement): เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่เรียกยอดเอนเกจเมนต์ไปได้สูงสุดถึงแปดหมื่นกว่า จากเหตุการณ์ที่มีข่าวว่าเธอมาสาย และได้ออกมาโต้ข่าวด้วยประโยคเด็ดว่า ชี้พลาดไปเพียงแค่ 30 วินาทีเท่านั้น ประเด็นนี้กลายเป็นซีนไวรัลที่ชาวเน็ตหยิบมาแซวและขยี้ต่อกันอย่างสนุกสนาน สังเกตได้จากคอมเมนต์ท็อปฟอร์มที่คนเข้ามากดขำขันและเห็นด้วยกันเพียบ เช่น “ถ้าเรามัวแต่โทษตัวเองแล้วเมื่อไรคนอื่นจะผิดคะ “, “พูดน้ำไหลไฟดับ สรุปมาไม่ทัน” และ “อ่อ งั้นถ้าเรามาทำงานสาย เราจะได้ตอบผู้จัดการถูก ‘พอดีบริหารเวลาพลาดไปนิดนึงค่ะ ไม่ได้มาสาย'” ถือเป็นคอนเทนต์แนวดราม่าที่จุดกระแสให้คนทั่วไปที่ไม่ใช่แค่คอการเมืองจ๋า ๆ กระโดดเข้ามาร่วมคอมเมนต์และแชร์ต่ออย่างถล่มทลายครับ
เดินขบวน Pride (50,459 Engagement): อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่กวาดเอนเกจเมนต์ไปได้กว่าห้าหมื่นแอคชัน คือการเข้าร่วมเดินขบวน Pride เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นการแสดงภาพลักษณ์ในมุมที่ซอฟต์ลงและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ได้รับเสียงตอบรับที่เป็นกันเองจากชาวเน็ตที่เข้ามาคอมเมนต์ เช่น “อะเคร พี่ติ่งน่าร้ากกกกก” หรือมีการคอมเมนต์แซวอย่าง “คู่กับไอ้เต้” การเข้าไปมีส่วนร่วมกับวาระทางสังคมแบบนี้ช่วยสร้าง Emotional Connection และดึงความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดีครับ
จากข้อมูลภาพรวมของ “มัลลิกา มหาสุข” จะเห็นอินไซต์ที่ชัดเจนว่า คอนเทนต์ที่สร้าง Engagement ให้เธอได้อย่างทรงพลัง มักจะมาจาก “การตอบโต้ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไวรัล” การเกิดประเด็นดราม่าเล็ก ๆ หรือการแสดงจุดยืนทางสังคม สามารถดึงดูดชาวเน็ตให้เข้ามามีส่วนร่วม พิมพ์คอมเมนต์ และช่วยขยายพื้นที่สื่อให้กับตัวผู้สมัครบนโลกโซเชียลได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
เรื่องที่คนพูดถึง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ” Top 3 by Engagement
ไม่ติดป้ายหาเสียง (19,696 Engagement): ถือเป็นประเด็นที่กวาดเอนเกจเมนต์ไปได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งเลยครับ การประกาศจุดยืนที่ฉีกกฎการหาเสียงแบบเดิม ๆ ด้วยการประกาศว่า “จะไม่มีป้ายหาเสียง ดร.โจ บนถนน-เสาไฟ แม้แต่ป้ายเดียว” กลายเป็นแคมเปญไวรัลที่สร้างการพูดถึงในวงกว้าง สังเกตจากคอมเมนต์ที่ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และวิเคราะห์พฤติกรรมโหวตเตอร์คนกรุง เช่น มีคอมเมนต์ระบุว่า “ป้ายมันใช้ไม่ได้กับคนกรุง เลือกตั้งครั้งที่แล้ว กูหาป้ายส้มไม่เจอซักป้าย…” ในมุมการตลาดนี่คือการทำ Disruptive Campaign ที่ดึงดูดความสนใจและสร้างพื้นที่สื่อ ได้อย่างมหาศาลโดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อออฟไลน์ครับ
ลาออกจากบัญชีรายชื่อ (5,123 Engagement): การขยับหมากทางการเมืองด้วยข่าว “ดร.โจ” ลาออก ส่งไม้ต่อ “เพชร” เพื่อเตรียมตัวลงสนามผู้ว่าฯ กทม. อย่างเต็มตัว เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างพรรคที่เรียกความสนใจจากกลุ่มคอการเมืองและฐานเสียงให้เข้ามาติดตามข่าวสาร กดไลก์ และอัปเดตสถานการณ์ครับ
ทำไมควรให้โอกาส (4,801 Engagement): ประเด็นนี้สะท้อนการวาง Positioning ทางการเมืองที่ชัดเจนมากครับ ด้วยการชูคอนเซปต์ที่ยอมรับผลงานของแชมป์เก่า แต่สร้างจุดขายที่แตกต่างให้กับตัวเองผ่านข้อความที่ว่า “อ.ชัชชาติ ทำดีแล้ว ในการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย แต่ Vision เรา คือ แก้ปัญหาเส้นเลือดใหญ่” คอนเทนต์การสื่อสารเชิงวิสัยทัศน์นี้ดึงดูดกลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องนโยบายเชิงโครงสร้างให้เข้ามาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สังเกตได้จากคอมเมนต์ที่เข้ามาสะท้อนปัญหาหนัก ๆ ของเมือง เช่น “จริงค่ะ ปัญหาหลักโรงงานกำจัดขยะและเรื่องกลิ่นขยะ… ปัญหาใหญ่มาก…”
จากข้อมูลภาพรวมของ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” จะเห็นว่า Insight การสร้าง Engagement ของเขาขับเคลื่อนด้วยความแตกต่างทางกลยุทธ์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการหาเสียงที่สวนกระแสหลัก (ไม่ใช้ป้าย) ไปจนถึงการชูวิสัยทัศน์ที่เน้นการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างเมือง (เส้นเลือดใหญ่) ซึ่งเป็นการสื่อสารที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนเมืองที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงระบบในสเกลที่ใหญ่ขึ้นครับ
เรื่องที่คนพูดถึง “ชาญเทพ เสสะเวช ” Top by Engagement
พูดประเด็นอ่อนไหว (32,240 Engagement): คอนเทนต์ที่กวาดเอนเกจเมนต์ไปได้สูงสุดของท่านนี้ ไม่ใช่การลงพื้นที่หรือการโปรโมตนโยบาย แต่เป็นการเกิดดราม่าจากการให้สัมภาษณ์ด้วยโควตที่ว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ จะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร…” ซึ่งประโยคนี้กลายเป็นชนวนจุดไฟวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วครับ แม้ยอดการมีส่วนร่วมจะสูงถึงสามหมื่นกว่าแอคชัน แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนบนโซเชียล จะพบว่าเป็นทิศทางลบแทบทั้งสิ้น สังเกตได้จากคอมเมนต์ที่ได้รับยอดไลก์เห็นด้วยทะลุหลักพัน เช่น “พูดปุ๊บ ผญ เค้าก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ควรเลือก… มาเปิดตัว ❌ มาปิดตัว ✅” หรือ “เริ่มต้นหาเสียง บูลลี่ผู้หญิง โจมตีคนอื่น… นี่แหละที่เค้าเรียกว่า ไม้ประดับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวเน็ตมองว่านี่คือการทำเข้าประตูตัวเองอย่างจังครับ
จากข้อมูลของ “ชาญเทพ เสสะเวช” ชี้ให้เห็นอินไซต์ที่สำคัญที่สุดในแง่ของ Political Branding ว่า การสร้าง Engagement ที่พุ่งสูงบนโซเชียลมีเดียไม่ได้แปลว่าเป็นผลดีเสมอไป (Bad PR is not always good PR) หากกระแสนั้นเกิดจากการสื่อสารที่ไปแตะประเด็นอ่อนไหว คำพูดเพียงประโยคเดียวสามารถสร้าง Crisis ที่กลบภาพลักษณ์การทำงานหรือนโยบายอื่น ๆ จนหมดสิ้น และอาจทำให้ประชาชนตัดสินวิธีคิดของผู้สมัครคนนั้นไปเรียบร้อยแล้วครับ
Top 6 นโยบายที่คนพูดถึง
แสนแสบดื่มได้ (34.8%): ครองแชมป์นโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่ต้องบอกว่าสัดส่วนที่พุ่งสูงขนาดนี้มาจากกระแสไวรัลเชิงตั้งคำถามและแซวกันเสียส่วนใหญ่ครับ ภาพการโชว์ดื่มน้ำจากคลองแสนแสบทำให้เกิดคอมเมนต์แนวขบขัน เช่น “ขอหัวเราะเรื่องคลองแสนแสบก่อน” ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนว่า การทำแคมเปญหาเสียงที่ดูหวือหวาหรือข้ามขีดจำกัดความเชื่อของคนเมือง อาจสร้าง Awareness ได้มหาศาลก็จริง แต่ในมุมของความน่าเชื่อถือจะถูกตั้งคำถามและท้าทายจากสังคมอย่างหนักครับ
Ai แก้รถติด (23.9%): นโยบายชูโรงจากคุณมัลลิกาที่หยิบเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาคลาสสิกของคนกรุง แม้จะฟังดูล้ำสมัย แต่โหวตเตอร์ยุคนี้เสพข้อมูลอย่างระมัดระวังและต้องการรายละเอียดที่มากกว่าแค่คีย์เวิร์ดสวย ๆ ครับ สังเกตได้จากคอมเมนต์ที่เข้ามาจี้ถามเชิงลึกว่า “บอกว่าจะเอา ai มา generate เจ๊ ลองอธิบายข้อมูลที่จะเอามาให้ ai generate หน่อยสิครับว่าอะไรบ้าง” สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็น How to หรือแผนการจัดการฐานข้อมูลที่จับต้องได้จริง มากกว่าแค่วิสัยทัศน์ครับ
สวัสดิการสัตว์เลี้ยง (19.6%): นโยบายลุยแก้ปัญหาหมาแมวจรและการชูสวัสดิการสัตว์เลี้ยง กวาดสัดส่วนการพูดถึงไปเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ นี่คือ Insight ที่น่าสนใจมากครับ เพราะมันสะท้อนถึงเทรนด์ Pet Humanization ในสังคมเมืองที่คนรุ่นใหม่เลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว นโยบายที่ตอบโจทย์ตั้งแต่เรื่องการจัดการพื้นที่ ไปจนถึงการสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เลี้ยง จึงสามารถเข้าไปสร้างความผูกพันและดึงดูด Engagement จากกลุ่มคนรักสัตว์ได้อย่างเหนียวแน่นครับ
BKK Redflag AI สแกนโกง (8.7%): นโยบายที่มุ่งเน้นความโปร่งใสโดยใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชันในระดับโครงสร้างการบริหารงานของเมืองครับ
Ai ล้างฝุ่น PM 2.5 (6.5%): นโยบายที่หวังแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่คนกรุงต้องเผชิญในทุก ๆ ปี
ปราบบุหรี่ไฟฟ้า (6.5%): ประเด็นด้านสาธารณสุขและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีกลุ่มคนให้ความสนใจและต้องการความชัดเจนในการจัดการ
หากมองภาพรวมจากกราฟสัดส่วนนโยบายนี้ จะเห็นคีย์เวิร์ดคำว่า “AI” ถูกหยิบมาใช้ถึง 3 นโยบาย (แก้รถติด, สแกนโกง, ล้างฝุ่น PM 2.5) รวมสัดส่วนแล้วสูงเกือบ 40% เลยทีเดียวครับ นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่าผู้สมัครพยายามทำการตลาดทางการเมืองโดยผูกนโยบายเข้ากับเทรนด์เทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากโซเชียลก็เป็นตัวตอกย้ำว่า ตรรกะและโครงสร้างข้อมูลเบื้องหลังนโยบายเหล่านั้น คือสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนที่จะตัดสินใจครับ
VIDEO
Top 6 ปัญหาใน กทม. ที่คนพูดถึง
รถติด (54.9%): ครองแชมป์ปัญหาคลาสสิกตลอดกาลของกรุงเทพมหานครด้วยสัดส่วนเกินครึ่งของพื้นที่การสนทนาทั้งหมด ปัญหานี้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ จนถึงขั้นมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนที่ออกมาเปิดสเปก “ผู้ว่าฯ กทม. ในฝัน” ว่าต้องเป็นคนที่พร้อมลุยแก้ปัญหารถติดและสร้างเมืองที่ปลอดภัย
น้ำท่วม (31.6%): ตามมาเป็นอันดับสองสำหรับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเรื้อรัง ทุกครั้งที่มีพายุเข้าหรือฝนตกหนัก คอนเทนต์เกี่ยวกับน้ำท่วมขังรอการระบายจะถูกดันขึ้นเทรนด์เสมอ นี่คือปัจจัยหลักที่คนเมืองใช้ตัดสินประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาวะวิกฤตของผู้ว่าฯ ครับ
PM 2.5 (5.1%): ปัญหามลพิษทางอากาศที่แม้จะมาเป็นฤดูกาล แต่ก็ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะภัยคุกคามทางสุขภาพ โหวตเตอร์คาดหวังมาตรการที่จริงจังและสามารถบังคับใช้ได้จริง มากกว่าแค่การแจ้งเตือนครับ
แรงงานต่างด้าว (4.2%): ประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสัดส่วนการกล่าวถึงที่ 4.2% สังเกตได้จากกระแสการตั้งคำถามเชิงรุกถึงผู้มีอำนาจ เช่น การจี้ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย ซึ่งเป็นความกังวลเรื่องปากท้องและการจัดระเบียบเมือง
กลิ่นโรงขยะ (3.3%): ปัญหาเชิงพื้นที่ หรือปัญหาเส้นเลือดฝอยที่สะท้อนความเดือดร้อนของชุมชนที่ต้องทนกับมลพิษทางกลิ่นและการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ
อุบัติเหตุจากโครงสร้างพื้นฐาน (1%): แม้สัดส่วนจะน้อยที่สุดในกราฟ แต่เป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกและกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นถนนยุบ สะพานถล่ม หรือเครนก่อสร้างร่วง ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงความหละหลวมของมาตรฐานความปลอดภัยในเมืองครับ
ข้อมูลชุดนี้สะท้อนให้เห็นความต้องการของโหวตเตอร์คนกรุงอย่างชัดเจนครับ พวกเขาต้องการผู้ว่าฯ ที่มีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ อย่างเรื่องรถติดและน้ำท่วม ซึ่งกินสัดส่วนรวมกันถึง 86.5% แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละทิ้งความละเอียดอ่อนในการลงไปแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย อย่างเรื่องกลิ่นขยะหรือความปลอดภัยบนท้องถนน การชูนโยบายที่สามารถตอบโจทย์ Pain Points เหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าใจชาวกรุงเทพฯ ครับ
VIDEO
Top 5 Engagement by Platform
Facebook
Thairath – ไทยรัฐออนไลน์ 769.6K Engagement
Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์ 304.4K Engagement
Ch7HD News 85.6K Engagement
Thai PBS News 50.2K Engagement
Matichon Online – มติชนออนไลน์ 46.1K Engagement
TikTok
Thairath_News 172.8K Engagement
Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์ 102.6K Engagement
matichontv 49.9K Engagement
ch7hd_news 26.3K Engagement
PPTVHD36 22.3K Engagement
Instagram
Thairath 230.7K Engagement
Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์ 26.6K Engagement
today 4.9K Engagement
shopbroth 4.5K Engagement
the101.world 3.3K Engagement
X (Twitter)
บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย 2.4K Engagement
Thairath_News 1.8K Engagement
TOOTSYREVIEW 764 Engagement
Matichon Online 705 Engagement
FriendsTalk 697 Engagement
YouTube
Thairath News – ข่าวไทยรัฐ 1,546.8K Engagement
Nation Online 340.0K Engagement
PPTV HD 36 219.1K Engagement
Friends Talk 196.9K Engagement
LokWanNee โลกวันนี้ 178.9K Engagement
สรุป Data Research Insight เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
สรุป Data Research Insight การวิเคราะห์ Social Data ของ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พบว่าสมรภูมินี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันหาเสียงทางการเมืองเท่านั้นครับ แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกพูดถึงและสร้าง Engagement อย่างมหาศาลบนโลกออนไลน์ โดยเมื่อเรา Categorize ข้อมูลจากกราฟทั้งหมดที่ผ่านมา จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากครับ
ผู้สมัคร (65.5%) ถูกพูดถึงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ครองพื้นที่การกล่าวถึงสูงสุดถึง 65.3% ตามมาด้วย อนุชา บูรพชัยศรี 12.3% และ มัลลิกา มหาสุข 11.5% ซึ่งตอกย้ำว่าพลังของคาแรกเตอร์ วิสัยทัศน์ และจุดยืนของผู้สมัคร คือจุดดึงดูดหลักในการสร้างกระแสทางการเมือง
นโยบาย (23.5%) เป็นประเด็นรองลงมาที่ขับเคลื่อนสังคม โดยนโยบายที่ถูกพูดถึงสูงสุดคือ แสนแสบดื่มได้ (34.8%) ตามด้วย Ai แก้รถติด (23.9%) และ สวัสดิการสัตว์เลี้ยง (19.6%) แสดงให้เห็นว่าตัวนโยบายไม่ได้เป็นแค่คำสัญญาบนกระดาษ แต่ทำหน้าที่ขยายกระแสผ่านความน่าสนใจและการถกเถียง จนทำให้การเลือกตั้งถูกยกระดับเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในแต่ละวันครับ
ปัญหาใน กทม. (10.8%) ผู้ชมเทความสนใจไปที่ปัญหาโครงสร้างระดับมาโครอย่าง รถติด ถึง 54.9% ความเดือดร้อนจาก น้ำท่วม 31.6% และเรื่องสุขภาพจาก PM 2.5 5.1% ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนพร้อมตอบรับและให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่มุ่งเป้าไปที่การแก้ Pain Point ของเมืองอย่างแท้จริง
ในมิติของแพลตฟอร์ม Facebook คือพื้นที่หลักในการสร้างบทสนทนาและ Mentions (39.9%) ขณะที่ YouTube โกยยอด Engagement รวมมหาศาล (67.6%) จากการถ่ายทอดสดเวทีดีเบตและคลิปสัมภาษณ์เชิงลึก และเมื่อตัดยอดวิวออก (Ignore View) จะพบว่า Facebook (62.7%) และ TikTok (22.3%) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสร้าง Community Engagement เชิงโต้ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไวรัลทางการเมืองได้อย่างทรงพลังครับ
สุดท้ายเมื่อพิจารณาทั้งหมด เราจะเห็นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงแรกนี้ ประสบความสำเร็จในการดึงกระแสสังคมเพราะผสมผสานระหว่าง เนื้อหานโยบายที่ตรงจุด คาแรกเตอร์ที่โดดเด่นของผู้สมัคร อารมณ์ร่วมทางการเมือง และการหยิบยกปัญหาของเมืองมาสื่อสารได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็นจักรวาลคอนเทนต์ที่กระจายอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, TikTok, YouTube ไปจนถึงการตื่นตัวตามเชียร์ในพื้นที่จริง และนี่คือตัวอย่างที่ดีของการที่แคมเปญการเมืองสามารถก้าวข้ามการหาเสียงแบบเดิม ๆ ไปสู่การเป็นปรากฏการณ์ไวรัลระดับประเทศครับ
ขอบคุณรูปภาพจาก: BBC
สนใจเรียน AI Social Listening กับการตลาดวันละตอน
ถ้าใครอ่านแล้วอยากทำได้แบบนี้ อยากเรียนรู้การทำ Data Research จาก Social Listening กับการตลาดวันละตอน ตอนนี้มีคอร์สสอนแบบออนไซท์ เน้น Workshop ลงมือทำ 100% ค่าเรียนคนละ 9,900 บาท โดยจะได้รับเครื่องมือ AI Social Listening ในราคา 6,750 ไปใช้ฟรี 1 เดือนเต็ม
สนใจอ่านรายละเอียดและสมัครก่อนเต็มได้ที่ฟอร์มด้านล่างนี้ครับ
และนี่คือผลงานของผู้เรียนคลาส Social Listening รุ่น 32 กับการตลาดวันละตอน
ครั้งนี้เป็นผลงานของผู้เรียนที่ไม่ได้มาจากสาย Data โดยตรง แต่สนใจอยากเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกขึ้นเลยลองมาเรียนดูสักครั้ง
และจากหลักการ 8 Step Social Listening ที่ได้เรียนไปในคลาส ผู้เรียนก็เอาไป Apply กับหมวด Cleansing ได้อย่างดี จนออกมาเป็น Insight ที่น่าสนใจเพียบ
เริ่มจากการดูว่า Texture แบบไหนกำลังได้รับความนิยม โดยจะเห็นว่า “ไมเซลล่า/วอเตอร์” และ “บาล์ม” คือ 2 กลุ่มที่คนพูดถึงเยอะที่สุด ต่อมาก็เจาะลึกต่อว่า แล้วผู้บริโภค เลือกซื้อเพราะอะไร จะเห็นว่า Key Feature ที่มาแรงคือ “ล้าง + บำรุง” ได้ในขั้นตอนเดียว และ “ล้างเมคอัพกันน้ำได้” ส่วนเหตุผลที่ซื้อจริง ๆ กลับไม่ได้อยู่ที่แบรนด์ แต่เป็นเพราะ “ขวดใหญ่” และ “ราคาดี”
บอกเลยว่า ไม่ได้แค่ดูผิวเผิน แต่ผู้เรียนลงลึกถึงระดับ Benefit, Ingredient, Skin Concern ไปจนถึงการ Mapping ภาพรวมของ Category ได้อย่างครบถ้วน