อย่างที่ย้ำไปในหลายเทรนด์ก่อนหน้าวัน การตลาดวันนี้มันไม่ใช่ One Way Communication และไม่ใช่แค่ Two Way Communication แต่เป็น Customer Way Communication คือเน้นให้ลูกค้า กลุ่มเป้าหมายได้สื่อสารกันเองเป็นหลัก โดยแบรนด์หรือนักการตลาดมีหน้าที่สร้าง Meterial จาก Brand Universe หรือที่เรียกว่า Brandniverse แตกประเด็นต่างๆ ให้คนเอาไปหยิบเล่นพูดคุยกันต่อจนกลายเป็น Memeketing ในท้ายที่สุดครับ
อย่างตอนที่ Taylor Swift เปิดตัวเพลงใหม่ใน Spotify แฟนๆ ไม่ได้สนใจแค่เพลงเธอจะไพเราะเพราะพริ้งแค่ไหน แต่สิ่งที่แฟนเพลงทั่วโลกให้ความสนใจจนกลายเป็นกระแสหนักก็คือ “เนื้อเพลง”
พวกเขาตั้งใจฟังทุกคำ ตีความทุกประโยคเนื้อร้องว่าท่อนนี้หมายถึงใคร หมายถึงแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกลากันไปใช่ไหม เรียกได้ว่าเพลงใหม่ดังเพราะถูกใจชาวเน็ตเอาไปขุด ถูกใจชาวโซเชียลเอาไปตีความ จนทำให้คนที่อาจไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับ Taylor Swift มากก็ยังรู้สึกว่าอยากลองเปิดฟังดูสักครั้ง
ฉะนั้นอย่างที่ผมบอกตอนต้นว่าจาก Two Way Communication นั้นมันพัฒนาการไปสู่ Customer Way Communication ดูว่าลูกค้าเอาเราไปเล่นแบบไหน แล้วเราก็หาทางต่อยอดจากสิ่งนั้นเพิ่มอีกที
ในแง่มุมหนึ่งก็เหมือนกับปรากฏการณ์ F1 ที่วันนี้มีกระแสคนทั่วโลกหันมาสนใจ ตั้งแต่ซีรีส์ Drive to Survive ใน Netflix ที่ปูความเข้าใจเรื่อง F1 มาหลายปี จนถึงการมาของภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ F1 ของค่าย Apple TV ทำเอาตัวผมเองที่ไม่เคยสนใจยังรู้สึกสนใจและอยากไปสัมผัสประสบการณ์ F1 สักครั้งเหมือนกันครับ
จากทั้งหมดที่ปูมา คงทำให้เห็นภาพเทรนด์นี้ที่ชัดเจน ทีนี้ลองมาดูตัวอย่าง Case Study จากแบรนด์ที่ทำการตลาดและคอนเทนต์นำเทรนด์ Brandniverse & Memeketing ออกมาได้ดีเป็นแนวทางกันนะครับ
Case Study เทรนด์การตลาด Brandniverse & Memeketing หนึ่งใน Social Trends 2026
1. Expand to the Unexpected ขยายเป้าหมายไปสู่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
แต่การจะขยายเป้าหมายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกลยุทธ์ที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก การจะขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ต้องหาจุดอ้างอิงร่วมกัน จุดที่มีความสนใจร่วมกัน จุดที่ยังสามารถเชื่อมโยง Connect the Dot กันได้
อย่างคอนเทนต์ของ F1 เองก็ไม่ได้โปรโมทหรือทำการตลาดผ่านแค่การแข่งขันในสนาม หรือนักแข่งเท่านั้น แต่ยังมีการเอาศิลปินดังๆ มาจัดคอนเสิร์ตภายในงาน ทำให้กลุ่มแฟนคลับ แฟนด้อมศิลปินเดิมก็อยากติดตามเข้ามาฟังในงาน F1
หรือการเชิญเชฟชื่อดังอย่าง Gordon Ramsey ให้มาเปิดร้านอาหารภายในสนามแข่งขัน F1 ก็ทำให้คนที่ชอบกินและจ่ายได้ ได้ลองตามมากินแล้วก็เปิดประสบการณ์การแข่งขัน F1 ไป
แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายเดิมของ F1 ก็ได้รู้จักศิลปินที่ตัวเองอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน ได้ลองกินอาหารของชฟดังที่ตัวเองอาจไม่เคยไปกินมาก่อน มันคือการ Collaboration ทั้งสองฝ่ายในการแชร์กลุ่มเป้าหมายของกันและกันครับ
อย่างแบรนด์ Coach แบรนด์แฟชั่นที่ดูเก่าแก่อยู่มานาน ก็สามารถปรับตัวให้ดูเฟรช ดูวัยรุ่น ดูเข้ากับ Gen Z ได้แบบลงตัวผ่านการทำซีรีส์คอนเทนต์ใน Amazon Prime ด้วยการเอาสินค้ากระเป๋า Coach รุ่นต่างๆ ให้ตัวละคนหลักในเรื่องใช้
สรุปเทรนด์การตลาดที่ปล่อยให้ชาวโซเชียลปั่น Brandniverse & Memeketing จาก Social Trends 2026 by We Are Social
เราคงเห็นวิวัฒนาการ Communication ที่เปลี่ยนจาก One Way Communication สู่ Two Way Communication และก็เป็น Community Driven Brand Communication มันคือยุคที่แบรนด์ต้องฟังคนให้มาก และก็พยายามเอาสิ่งที่ผู้คนพูดกันไปต่อยอดทางการตลาดเพื่อสร้างเป็นยอดขายใหม่ๆ ของธุรกิจ