Brandniverse & Memeketing เทรนด์การตลาดที่ปล่อยให้ชาวโซเชียลเอาไปทำคอนเทนต์ปั่นกระแสบนออนไลน์ Social Trends 2026 จาก We Are Social

Brandniverse & Memeketing เทรนด์การตลาดที่ปล่อยให้ชาวโซเชียลปั่น Social Trends 2026

ใน Social Trends 2026 หัวข้อสุดท้าย หัวข้อที่ 8 นี้เดิมทีมีชื่อว่า Reference Maxxing แน่นอนว่าชื่อเดิมฟังดูเข้าใจยากสำหรับนักการตลาดไทย แต่จากเนื้อหาประเด็นทั้งหมดผมขอเรียกเทรนด์นี้ใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า Brandniverse & Memeketing มันคือเทรนด์การตลาดแบบปล่อยให้แฟนๆ ชาวเน็ต ชาวโซเชียลเอาไปปั่นกระแสกันต่อจนกลายเป็นไวรัลสร้างยอดขายกลับมาให้แบรนด์ได้ ลองมาทำความเข้าใจบริบทของเทรนด์สุดท้ายของปี 2026 กันครับ

อย่างที่ย้ำไปในหลายเทรนด์ก่อนหน้าวัน การตลาดวันนี้มันไม่ใช่ One Way Communication และไม่ใช่แค่ Two Way Communication แต่เป็น Customer Way Communication คือเน้นให้ลูกค้า กลุ่มเป้าหมายได้สื่อสารกันเองเป็นหลัก โดยแบรนด์หรือนักการตลาดมีหน้าที่สร้าง Meterial จาก Brand Universe หรือที่เรียกว่า Brandniverse แตกประเด็นต่างๆ ให้คนเอาไปหยิบเล่นพูดคุยกันต่อจนกลายเป็น Memeketing ในท้ายที่สุดครับ

Spotify: https://open.spotify.com/album/4a6NzYL1YHRUgx9e3YZI6I

อย่างตอนที่ Taylor Swift เปิดตัวเพลงใหม่ใน Spotify แฟนๆ ไม่ได้สนใจแค่เพลงเธอจะไพเราะเพราะพริ้งแค่ไหน แต่สิ่งที่แฟนเพลงทั่วโลกให้ความสนใจจนกลายเป็นกระแสหนักก็คือ “เนื้อเพลง”

พวกเขาตั้งใจฟังทุกคำ ตีความทุกประโยคเนื้อร้องว่าท่อนนี้หมายถึงใคร หมายถึงแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกลากันไปใช่ไหม เรียกได้ว่าเพลงใหม่ดังเพราะถูกใจชาวเน็ตเอาไปขุด ถูกใจชาวโซเชียลเอาไปตีความ จนทำให้คนที่อาจไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับ Taylor Swift มากก็ยังรู้สึกว่าอยากลองเปิดฟังดูสักครั้ง

หรืออย่างเพลงจิงเกิ้ลประกอบโฆษณาของสายการบิน Jet2 สายการบินราคาถูกในต่างประเทศที่บอกว่า “Nothing Beats a Jet2 Holiday” ที่หมายความเป็นไทยว่า “ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้บินในวันหยุดกับเรา” ดนตรีจิงเกิ้ลประโยคนี้ก็ถูกเอามาทำคลิปเป็น Memeketing ล้อเลียนบน TikTok มากมายในสถานการณ์พังๆ เวลาเที่ยวแล้วเจอเหตุการณ์แย่ๆ ทั้งหลาย

@efinancethai.com

มีมท่องเที่ยวสุดห่วย สร้างกำไร New High #jet2holidays #jet2 #jessglynne #holdmyhand #efinanceThai

♬ เสียงต้นฉบับ – efinanceThai – efinanceThai

ตั้งแต่ห้องพักที่แสนจะเน่าไม่ตรงปกอย่างแรง หรือสภาพอากาศแสนสาหัสจนออกจากโรงแรมไม่ได้ หรือเครื่องบินดีเลย์ข้ามวันจนติดแหง็กในสนามบินไม่อาจออกไปไหนได้ ในแง่มุมหนึ่งนี่คือไลฟ์สไตล์ชาวเน็ตเจนซี หรือชาวเน็ตทั่วไปที่ชอบหยิบเอาอะไรมาทำคลิปล้อเลียนจิกกัดกันจนดูเป็นเรื่องปกติครับ

หรือที่เป็นข่าวไวรัลใหญ่ก่อนหน้าไม่นานมานี้ ที่แฟนบอลแมนยูคนหนึ่งออกมาประกาศว่า ถ้าทีมแมนยูที่ตัวเองรักไม่ชนะ 5 นัดติด เขาจะไม่ยอมตัดผม จะปล่อยให้มันงอกยาวออกไปเรื่อยๆ

Instagram: https://www.instagram.com/theunitedstrand/?hl=en

นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจนถึงวันนี้แฟนบอลคนนั้นจะได้ตัดผมหรือยัง แต่ที่รู้ๆ คือเจ้าตัวกลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลก และก็สร้างกระแสให้กับทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่น้อยครับ

อ่านถึงตรงนี้คงพอเห็นภาพเข้าใจเทรนด์ Brandniverse & Memeketing ไปไม่น้อยแล้วนะครับ ประเด็นหลักของการทำให้คนอยากบอกต่อ อยากพูดถึง อยากเป็น Brand Advocacy ให้เราแบบวันวาน ไม่ใช่แค่ทำกิจกรรมเอาของมาล่อ หรือทำสินค้า หรือบริการให้ดีเกินกว่าที่คาดหวัง

แต่มันคือการทำให้คนสามารถหยิบเอาแบรนด์เราไปพูด ไปแชร์ ไปเล่า ไปทำคอนเทนต์ลงโซเชียลต่อได้ เรื่องนี้ก็เหมือนกับภาพยนต์ Marvel ที่แตก Universe ต่างๆ ออกมามากมายแล้วปล่อยให้แฟนๆ ไปทำคอนเทนต์คาดเอาต่างๆ นาๆ เอาเองว่าน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้

ฉะนั้นอย่างที่ผมบอกตอนต้นว่าจาก Two Way Communication นั้นมันพัฒนาการไปสู่ Customer Way Communication ดูว่าลูกค้าเอาเราไปเล่นแบบไหน แล้วเราก็หาทางต่อยอดจากสิ่งนั้นเพิ่มอีกที

คำถามสำคัญคือ วันนี้แบรนด์คุณมีอะไรให้ชาวเน็ตหยิบไปเล่น หยิบไปแซว หยิบไปทำคอนเทนต์ล้อเลียนจนกลายเป็น Meme ได้แล้วบ้างหรือยัง ถ้ายังต้องรีบคิดเลยครับ เพราะไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสได้พื้นที่สื่อ Free PR จากชาวโซเชียลมากมายที่ขยันทำคอนเทนต์เรียก Engagement กับแฟนๆ เขาอยู่ทุกวัน

สิ่งเทรนด์นี้ก็ต่อยอดมาจากฟีเจอร์ Duet หรือ Remix ของ TikTok ที่เปิดไอเดียให้การหยิบคอนเทนต์คนอื่นไปทำต่อไม่ใช่เรื่องผิด ซึ่งเดิมแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram หรือแพลตฟอร์มทางโลกตะวันตกมองว่าการหยิบคอนเทนต์คนอื่นไปใช้งานต่อถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผิดลิขสิทธิ์ และอาจโดนแบนแอคเคาท์ได้

แต่พอ TikTok เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำคอนเทนต์ไปด้วยการไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น เน้นการต่อยอดให้สนุกขึ้นจนทำให้นิยามคำว่า “ลิขสิทธิ์” หรือ “เจ้าของคอนเทนต์” นั้นต้องนิยามกันใหม่อีกครั้ง

ในงานคอนเสิร์ตศิลปินดังบางคนอย่าง Lorde ก็ยังมีการหยิบคลิป TikTok ของแฟนเพลงมาขึ้นที่จอบนเวที ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่รูปแบบหนึ่ง

แถมยังเป็นที่ถูกใจเจ้าของคลิปและแฟนคลับของศิลปินคนนี้อีกมาก ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้แฟนๆ อยากทำคอนเทนต์ถึงศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ เผื่อว่าวันนึงคลิปตัวเองจะถูกเอามาโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักเพิ่มเติมอีก

อีกหนึ่งตัวอย่างแนวทางของเทรนด์ Brandniverse & Memeketing คือการสร้างประเด็น หรือคอนเทนต์ทิ้งไว้ให้คนได้เอาไปต่อยอดบนโซเชียลกันต่อไม่รู้จบ บรรดาดาราหรือศิลปินดังในต่างประเทศก็ชอบทำรายการพูดคุยถกเถียงในประเด็นต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้แฟนๆ ผู้ติดตาม เอาไปแชร์กันต่อ ถกเถียงกันต่อ ทำคอนเทนต์กันต่อในแบบของตัวเอง

และจากกระแสนี้เองก็มีเว็บใหม่ที่ชื่อว่า Loreobsessed ที่เป็นเครื่องมือให้เหล่าแฟนคลับ แฟนด้อม ไม่ว่าจะเรื่องไหน ศิลปินใด ภาพยนต์อะไร หรือแม้แต่หัวข้อใดสามารถเข้ามาค้นหาคนที่กำลังโพสเรื่องนั้นอยู่ แล้วก็เข้าไปร่วมคุยด้วย

เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือ Brand Listening รูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ทำมาเพื่อนักการตลาด แต่ทำมาเพื่อแฟนด้อม แฟนคลับของแต่ละกลุ่มให้ไม่พลาดทุกเรื่องที่ตัวเองเลิฟครับ

หรือเว็บ Strangerlore เว็บที่รวมพื้นที่ให้แฟนด้อมซีรีส์ Stranger Thing ได้มาพูดคุยกันอย่างเต็มที่ แถมก็รวมข้อมูลทฤษฏีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ของคนรักแบรนด์จริงๆ

เรียกได้ว่าเนื้อหาทั้งหมดมาจากแฟนล้วนๆ แบรนด์แทบไม่มีส่วนในเว็บนี้เลยแม้แต่น้อย มีทั้งการเอาเรื่องราวไปต่อยอดสร้าง Universe หรือแนวคิดต่างๆ ของตัวเองเพิ่มเติมจนบางทีทีมงานอาจเข้ามาหยิบไอเดียของแฟนๆ ไปต่อยอดก็เป็นได้

ในแง่มุมหนึ่งก็เหมือนกับปรากฏการณ์ F1 ที่วันนี้มีกระแสคนทั่วโลกหันมาสนใจ ตั้งแต่ซีรีส์ Drive to Survive ใน Netflix ที่ปูความเข้าใจเรื่อง F1 มาหลายปี จนถึงการมาของภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ F1 ของค่าย Apple TV ทำเอาตัวผมเองที่ไม่เคยสนใจยังรู้สึกสนใจและอยากไปสัมผัสประสบการณ์ F1 สักครั้งเหมือนกันครับ

จากทั้งหมดที่ปูมา คงทำให้เห็นภาพเทรนด์นี้ที่ชัดเจน ทีนี้ลองมาดูตัวอย่าง Case Study จากแบรนด์ที่ทำการตลาดและคอนเทนต์นำเทรนด์ Brandniverse & Memeketing ออกมาได้ดีเป็นแนวทางกันนะครับ

1. Expand to the Unexpected ขยายเป้าหมายไปสู่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย

ในแง่มุมหนึ่งมันคือการ Collaboration เพื่อแชร์กลุ่มเป้าหมายของกันและกัน เพราะการตลาดในวันนี้จะโฟกัสกับแค่กลุ่มเป้าหมายเดิม กลุ่มเป้าหมายเดียวนั้นไม่พออีกต่อไป

แต่การจะขยายเป้าหมายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกลยุทธ์ที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก การจะขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ต้องหาจุดอ้างอิงร่วมกัน จุดที่มีความสนใจร่วมกัน จุดที่ยังสามารถเชื่อมโยง Connect the Dot กันได้

อย่างคอนเทนต์ของ F1 เองก็ไม่ได้โปรโมทหรือทำการตลาดผ่านแค่การแข่งขันในสนาม หรือนักแข่งเท่านั้น แต่ยังมีการเอาศิลปินดังๆ มาจัดคอนเสิร์ตภายในงาน ทำให้กลุ่มแฟนคลับ แฟนด้อมศิลปินเดิมก็อยากติดตามเข้ามาฟังในงาน F1

หรือการเชิญเชฟชื่อดังอย่าง Gordon Ramsey ให้มาเปิดร้านอาหารภายในสนามแข่งขัน F1 ก็ทำให้คนที่ชอบกินและจ่ายได้ ได้ลองตามมากินแล้วก็เปิดประสบการณ์การแข่งขัน F1 ไป

แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายเดิมของ F1 ก็ได้รู้จักศิลปินที่ตัวเองอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน ได้ลองกินอาหารของชฟดังที่ตัวเองอาจไม่เคยไปกินมาก่อน มันคือการ Collaboration ทั้งสองฝ่ายในการแชร์กลุ่มเป้าหมายของกันและกันครับ

2. Follow your Fandom

วันนี้จะทำการตลาดอะไร ทำคอนเทนต์แบบไหนไม่ต้องคิดเองเออเองคนเดียวอีกต่อไป แต่เราสามารถใช้ Social Listening เพื่อเช็คเสียงของแฟนๆ กลุ่มเป้าหมายได้ ดูว่าพวกเขากำลังพูดถึงเราแบบไหน พวกเขากำลังอยากเห็นเราทำอะไร แล้วก็ลองหยิบสิ่งที่พวกเขาพูดเอาไปทำดู

อย่างแบรนด์ Rhode ก็กำลังฟังสิ่งที่แฟนๆ สร้างเรื่องราวในจินตนาการขึ้นมา ก็เลยไปดึงนักแสดงดังอย่าง Harris Dickinson มาเล่นกับคาแรคเตอร์ที่กลุ่มแฟนๆ พูดถึงขึ้นมาตามกระแส #babygirls #softboys #zaddies

เรียกได้ว่าจ้างคนดังมาทำตามใจแฟนแบรนด์ แทนที่จะเดาใจแฟนแบรนด์ว่าพวกเขาน่าจะชอบอะไร ก็ถือว่าเป็น Win Win Strategy ที่ลงตัวทุกคนตอบโจทย์ทุกฝ่ายครับ

3. Code in Content Driven Commerce

การตลาดวันนี้ต้องทำให้คนรู้สึกว่าอยากได้ อยากมี อยากเป็นเจ้าของ อยากไปตามล่าของสิ่งนั้นด้วยตัวเองมากขึ้น ก็เหมือนหลายๆ ซีรีส์ ภาพยนต์ ที่มักจะใส่รหัสลับ ไอเท็มลับที่ดูน่าสนใจไว้กับตัวละครหลักๆ

จากนั้นก็ให้เหล่าแฟนๆ หรืออาจจ้างสื่อ จ้างอินฟลู ให้มาช่วยปั่นกระแสต่อว่าเสื้อผ้าแบบพระเอก นางเอก ในเรื่องนี้เป็นของแบรนด์อะไร คอลเลคชั่นไหน ราคาเท่าไหร่

ของที่เห็นในหน้าจอนั้นถ้าอยากซื้อจะต้องเสิร์จว่าอะไร หาซื้อได้ที่ไหน มีโค้ดส่วนลดหรือไม่

อย่างแบรนด์ Coach แบรนด์แฟชั่นที่ดูเก่าแก่อยู่มานาน ก็สามารถปรับตัวให้ดูเฟรช ดูวัยรุ่น ดูเข้ากับ Gen Z ได้แบบลงตัวผ่านการทำซีรีส์คอนเทนต์ใน Amazon Prime ด้วยการเอาสินค้ากระเป๋า Coach รุ่นต่างๆ ให้ตัวละคนหลักในเรื่องใช้

จากนั้นก็ค่อยมาสร้างกระแสต่อว่ากระเป๋ารุ่นนี้ราคาเท่าไหร่ และก็มาพร้อมกับลิงก์สั่งซื้อได้ทาง Amazon.com ครับ

ในบ้านเราก็จะมีเพจดังๆ อย่าง I Remix Beer ที่ชอบทำคอนเทนต์แนวนี้ออกมาเป็นประจำ

อ่านดูแบบนี้แล้วพอเกิดไอเดียทำคอนเทนต์อย่างไรให้คนอยากตามล่าไอเท็มที่คุณขายบ้างแล้วใช่ไหมครับ

เราคงเห็นวิวัฒนาการ Communication ที่เปลี่ยนจาก One Way Communication สู่ Two Way Communication และก็เป็น Community Driven Brand Communication มันคือยุคที่แบรนด์ต้องฟังคนให้มาก และก็พยายามเอาสิ่งที่ผู้คนพูดกันไปต่อยอดทางการตลาดเพื่อสร้างเป็นยอดขายใหม่ๆ ของธุรกิจ

จากจุดเริ่มต้นชาวเน็ตวันนี้ชอบหาประเด็นต่างๆ เอาไปทำคอนเทนต์กัน ชอบขุดเรื่องราวบ้างก็ว่าเป็นการมโนขึ้นมาเอง ด้วยการไปตีความสิ่งต่างๆ นาๆ ที่เห็นว่าน่าจะเป็นแบบนั้นใช่แบบนี้

ก็เลยทำให้บางแบรนด์เห็นโอกาสงั้นก็ทำ Easter Egg เอาไว้ในชิ้นงานตัวเองบ้างแล้วกัน จากจุดเริ่มต้นของการชอบซีรีส์ หรือศิลปิน ก็ขยายมาสู่แบรนด์ที่ตัวเองรัก มันคืออีกหนึ่งวิวัฒนาการของ User Generated Content มาสู่ Brandom Generated Community ที่เพิ่มความเข้มข้นของการคุยไปอีกหลายระดับ

ดังนั้นหน้าที่ของนักการตลาดวันนี้ต้องพยายามทิ้งประเด็นต่างๆ Meterial ต่างๆ ให้คนเอาไปต่อยอดสร้าง Meme ให้กลายเป็น Memeketing หรือทำให้ยิ่งใหญ่เหมือนจักรวาลมาร์เวล ที่ผมเรียกในมุมแบรนด์ว่า Brandniverse จักรวาลของแบรนด์ที่ขยายออกไปได้ตามจินตนาการ

ในแง่หนึ่งมันคือการตลาดแบบ Collaboration หยิบแฟนสองแบรนด์มาจอยกัน หรือแม้แต่คอนดูว่ากระแสเทรนด์ชาวเน็ตกำลังไปทางไหน ก็เอามาทำคอนเทนต์เล่นแบบ Real-time ให้สนุกสนาน

และทั้งหมดนี้คือ 8 Social Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social ในปีนี้ครับ

ถ้าอยากอ่านตั้งแต่ Framework แรก และทำความเข้าใจตั้งแต่เทรนด์ที่ 1 กดลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ

Source: https://wearesocial.com/uk/blog/2026/01/think-forward-2026/

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *