สรุป 8 Social & Content Marketing Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social มารู้จัก The Cultural Power Loop Framework จับเทรนด์ใหม่

8 Social & Content Trends 2026 เทรนด์โซเชียลล่าสุดจาก We Are Social

รายงานเจาะลึก Social Media Trends 2026 เทรนด์ของชาวโซเชียล ชาวเน็ตทั่วโลกเป็นอย่างไรในปีนี้ จากรายงาน Think Forward 2026 ของ We Are Social ที่การตลาดวันละตอนหยิบมาแปลและเรียบเรียงให้เพื่อนๆ นักการตลาดอ่านเป็นประจำทุกปี บอกก่อนเลยว่าปีนี้มีรูปแบบเนื้อหาที่ไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะรายงานปีนี้มากับ Framework ใหม่ที่มีชื่อว่า The Cultural Power Loop ที่ว่าถึงวงจรเทรนด์ของโซเชียลปีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อให้เพื่อนๆ นักการตลาดเข้าใจภาพรวมแล้วเอาไปประยุกต์ใช้กับแผนกลยุทธ์การตลาดในปีนี้กัน ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยครับ

Social are Mainstream เมื่อโซเชียลกลายเป็นสื่อหลักอันดับหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าวันนี้โซเชียลมีเดีย หรือการใช้สื่อออนไลน์ของเราทุกคนทั่วโลกกลายเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าสื่อดั้งเดิมอย่าง TV ไปเรียบร้อยแล้ว แถมก็เป็นที่ยอมรับกันถ้วนหน้าว่าการใช้ Influencer หรือ Content Creator กลายเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มยอดขาย ที่สามารถวัดผล ROI ได้จริงไม่ใช่แค่ Awareness เหมือนเดิมอีกต่อไป

นักการตลาดทุกคนจากทุกแบรนด์ในวันนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาจะไม่ใช้โซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์แค่เพื่อสร้าง Awareness หรือใช้แค่โพสคอนเทนต์ หรือแค่โพสยิงแอดสร้างยอดขาย โดยไม่ได้ทำการเชื่อมโยงดาต้าจากช่องทางอื่นอีกต่อไป

ทุกคนยอมรับว่าโซเชียลมีเดียคือกลยุทธ์หลักของการตลาดในวันนี้ การจะทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงทุก Touchpoint เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ ที่กระจัดกระจายเข้าหากัน เพื่อให้เห็นภาพ Customer Journey ที่แท้จริง เพื่อนำมาสู่การวัดผล ROI ที่แม่นยำแบบ Data-Driven Marketing

แต่ที่พูดก็ทำจริงไม่ได้ง่ายนะครับ เพราะวันนี้ความสนใจของผู้คนบนโลกกำลังถูกคู่แข่งใหม่แย่งชิง Attention ออกไปจากคอนเทนต์ที่ทำโดยเอไอ หรือ Generative AI ที่เจนภาพ เจนวิดีโอมากมายหลอกล่อความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายเราทุกนาที

ยุคก่อนดิจิทัลเรามีคู่แข่งแค่แบรนด์ที่ขายสินค้าหรือบริการแบบเดียวกัน พอยุคดิจิทัลเรามีคู่แข่งเป็นอินฟลูคนดังที่คอยแย่งชิงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย มาวันนี้เรามีคู่แข่งเป็นคอนเทนต์ที่ใช้ AI Generated ออกมาเต็มหน้าฟีดไปหมด และหลายคอนเทนต์ก็แยกไม่ออกว่าตกลงนี่จริงหรือเจน ทำเอาถูกหลอกกันไปก็เยอะ ส่วนที่เต็มใจเสียเวลากับคอนเทนต์เอไอก็ไม่น้อยเช่นกัน

ดังนั้นถ้านักการตลาดคนไหนยังใช้โซเชียลมีเดียแค่โพสคอนเทนต์ หรือทำคอนเทนต์โดยไม่เก็บดาต้าวัดผลเชื่อมโยงกับยอดขายที่เกิดขึ้น เท่ากับว่าคุณกำลังเหนื่อยเปล่า เผาผลาญทั้งเงินและเวลาไปโดยไม่ได้สร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ระยะยาวอย่างที่ควรเป็น

ซึ่งการจะทำ Social Media Strategy หรือ Digital Marketing Strategy ให้ดีในปีนี้ต้องมาทำความรู้จัก The Cultural Power Loop เครื่องมือ Framework ใหม่จาก We Are Social กันนะครับว่าแต่ละเทรนด์ที่เกิดขึ้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร และเราควรประยุกต์ใช้แต่ละเทรนด์อย่างไรเพื่อให้เกิดผล ROI สูงสุด

The Cultural Power Loop

สรุป 8 Social & Content Marketing Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social มารู้จัก The Cultural Power Loop Framework จับเทรนด์ใหม่

The Cultural Power Loop เป็น Framework ใหม่มีหน้าที่อธิบายว่าแต่ละเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาที่มาที่ไปอย่างไร จะส่งผลอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เริ่มต้นจาก Presence > Proof > Power > Participation แต่ละข้อหมายความว่าแบบนี้ครับ

1. Presence ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักด้วยการ “ซัพพอร์ท”

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะเรารู้ว่าถ้าเราทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก คุ้นเคย หรือชื่นชอบได้ ก็จะเพิ่มโอกาสให้คนตัดสินใจเลือกเราแทนที่จะเป็นคู่แข่งครับ แต่ในขณะเดียวกันการสร้างแบรนด์ในยุค Digital & Social 2026 ก็ไม่เหมือนกับการสร้างแบรนด์ในยุคก่อนหน้า

คุณต้องเปลี่ยนจากการขัดจังหวะ Interruprive ไปสู่การทำให้ตัวเองมีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย Everyday Relevance หมายความว่าคุณต้องเลิกทำโฆษณาแบบเดิม ทำการตลาดแบบเดิม ขอหละเลิกได้เลิกนะพวกโฆษณาประเภท Non-Skip Ads เพราะมันจะทำให้คุณจำได้เพราะโกรธและเกลียดมากกว่า จะยิ่งพาลทำให้ไม่อยากตัดสินใจเลือกคุณในวันข้างหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

กลยุทธ์หลักคือคุณต้องทำให้ตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนให้ได้ ยิ่งทำตัวให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันจนพวกเขาขาดคุณไม่ได้จะยิ่งดีมากๆ

Insight ที่น่าสนใจของเทรนด์นี้ รู้หรือไม่ว่าวันนี้เราไม่ต้องทำคอนเทนต์ หรือโฆษณายาวๆ ให้คนเห็นทีเดียวแบบก่อน ก็สามารถทำให้คนจดจำแบรนด์เราได้ด้วยการเห็นสั้นๆ แต่ถี่ๆ เพราะจากข้อมูลบอกว่าถ้าคนได้เห็นบ่อยครั้งพอ แม้จะเห็นครั้งละสั้นๆ ไม่กี่วินาที ก็เพียงพอแล้วที่พวกเขาจะเอาเรื่องราวทั้งหมดไปปะติปะต่อในสมองด้วยตัวเองในท้ายที่สุด

2. Proof นิยามใหม่ของความ “น่าเชื่อถือ”

From Institutional to Individual เดิมทีการจะทำให้แบรนด์เป็นที่น่าเชื่อถือหรือยอมรับในสายตาของผู้คน คือต้องอ้างอิงจากสถาบัน หน่วยงาน หรือองค์กร หรือใครก็ตามที่ดูยิ่งมีความยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าเชื่อถือมากเท่านั้น

แต่การจะทำให้ผู้คนหรือกลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าแบรนด์เรานั้นน่าเชื่อถือกลับใช้แค่ “คนตัวจริงที่จับต้องได้” แทนที่จะเป็นสถาบันใหญ่หรือสื่อใหญ่แบบเดิมๆ

เลยเป็นยุคของ Influencer หรือบรรดา Content Creator เพราะผู้คนอยากฟังความเห็นของพวกเขา อยากฟังมุมมองของพวกเขา หรือที่เริ่มเห็นมากขึ้นในสื่อใหญ่ๆ ดั้งเดิมก็เริ่มกล้าทำคอนเทนต์ที่ใส่ความเห็นของตัวเองเข้ามา

เพราะความเห็นส่วนบุคคลทำให้คนรู้สึกทรัส แม้จะไม่ทรัสแบบเชื่อว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ก็ทรัสว่าสิ่งที่เห็นนั้นสะท้อนถึงตัวตนที่จับต้องได้จริงๆ

Insight ที่น่าสนใจของเทรนด์นี้ Content Creator หรือ Influencer ทำผลตอบแทน ROI ให้กับแบรนด์โดยเฉลี่ยสูงกว่ามีเดียช่องทางอื่นถึง 51% และอีกหนึ่งข้อดีคือการที่มันทำให้คนที่ยังไม่คิดจะซื้อสินค้าหรือบริการแบบเราในวันนี้ อยากลองดูซื้อใช้ดูสักครั้งมากกว่ามีเดียช่องทางอื่น

3. Power เหตุผลที่ทำให้คนยอมจ่าย

From Monolithic to Democratic เดิมการสื่อสาร หรือการทำ Marketing Communication คือการเล่าจากแบรนด์ให้คนอื่นฟัง หนักสุดคือพูดอยู่คนเดียวโดยไม่สนใจคนฟัง หรือไม่คิดแม้แต่จะยอมรับฟังแบบที่หน่วยงานราชการไทยชอบทำผ่านการปิดคอมเมนต์

แต่ตั้งแต่โซเชียลมีเดียถือกำเนิดขึ้นมา วิธีการสื่อสารของแบรนด์ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล กลายเป็นว่าแบรนด์เองต้องเป็นผู้ฟังให้มากกว่าผู้พูด ต้องคอยใส่ใจเงี่ยหูฟัง (ด้วย Social Listening) ว่ามีคนพูดถึงเราว่าอย่างไร

เราต้องยอมรับว่าเราควบคุมความเห็นผู้คนไม่ได้อีกต่อไป สำคัญคือเราต้องพร้อมเล่นกับกระแสตรงหน้าให้เป็น ทำคอนเทนต์ให้ไว เพื่อจะได้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้ใจชาวโซเชียลกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากครับ

Insight ที่น่าสนใจของเทรนด์นี้ ROI จะเพิ่มขึ้นกว่า 90% ถ้าเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Performance Marketing หรือเน้นการวัดผลทันทีเมื่อยิงแอด หรือทำการตลาดออกไป มาสู่การใช้กลยุทธ์แบบ Media Mix Performance Strategy เน้นการตลาดจากหลายช่องทางและวัดผลทั้ง Customer Journey แทน เพราะอย่างที่บอกว่ายิ่งคนเห็นมาก เห็นถี่ เห็นบ่อย แม้จะไม่นานต่อครั้ง แต่เมื่อเอาผลทั้งหมดมารวมกันมันก็ฝังลงสมองได้เป็นอย่างดี

4. Participation สนับสนุนคนรักแบรนด์ให้มากกว่าอินฟลูคนดัง

เดิมงบการตลาดมักถูกเอาไปใช้กับดาราดัง หรืออินฟลูเอนเซอร์เบอร์ใหญ่ แต่ดูเหมือนเทรนด์โซเชียลวันนี้จะเป็นการเน้นสนับสนุนกลุ่มคนที่เป็นลูกค้าตัวจริง รักแบรนด์เราอย่างจริงจัง โดยไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเป็นคนดังหรือไม่ดัง เพราะนี่คือกลุ่มคนสำคัญที่เป็นด้อมของเรา

ในแง่มุมหนึ่งมันคือการตลาดแบบ Community Driven Marketing เพียงแต่นิยามของมันจะเข้มข้นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เดี๋ยวเราจะได้ดูตัวอย่างกันว่าเป็นอย่างไรจากแบรนด์น้อยใหญ่ทั่วโลกให้คุณได้เอาไปต่อยอดครับ

Insight ที่น่าสนใจของเทรนด์นี้ ลูกค้ากว่า 51% ที่ชอบแชร์เรื่องแบรนด์ที่ตัวเองซื้อ มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าชั้นดี หรือ Fandom ของแบรนด์ และกว่า 59% ของผู้บริโภคบอกว่าชอบซื้อสินค้าอะไรก็ตามที่กำลังเป็นกระแสเห็นคนโพสถึงอยู่เป็นประจำ

และจาก 4 หัวข้อหลักของ The Cultural Power Loop ที่บอกไป ก็ยังมีหัวข้อย่อยซึ่งเป็น 8 เทรนด์การตลาดหลักในปีนี้ ประกอบไปด้วย

สรุป 8 Social & Content Marketing Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social มารู้จัก The Cultural Power Loop Framework จับเทรนด์ใหม่
  1. The Intimacy Economy เศรษฐศาสตร์จากความสนิท อยากให้คนจำแบรนด์เราได้ต้องทำการตลาดผ่านเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องสามารถทำให้ได้ทุกวันด้วย
  2. Cringe Confidence การตลาดกล้าตลก เลิกทำคอนเทนต์ห่วงสวยดูดีพรีเมียม เพราะคนรุ่นใหม่วันนี้ชอบอะไรที่ดูจริงไม่ปรุงแต่ง ยิ่งกล้าทำเรื่องน่าอายให้คนขำได้ยิ่งได้ใจ
  3. Radical Subjectivity การตลาดแบบกล้าแสดงออกอย่างสุดใจ ถ้าอยากทำให้คนเชื่อแบรนด์ก็ต้องกล้าพูดอย่างชัดเจน แสดงออกอย่างชัดเจน เลือกข้างอย่างชัดเจน เลิกทำตัวครึ่งๆ กลางๆ เพราะมันดูน่าเบื่อมากสำหรับคนรุ่นใหม่
  4. Maverick Expertise ผู้เชี่ยวชาญโนปริญญา ใครๆ ก็ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ สำคัญคือคุณต้องสื่อสารอย่างทุ่มเทในเรื่องนั้นนานพอ แล้วคนจะเชื่อถือคุณมากกว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองแต่ไม่คุ้นเคย
  5. Deconstructing Luxury นิยามใหม่ของคำว่าหรูหรา เดิมต้องทำให้ลับถึงจะดูแพง วันนี้ต้องแข่งกันอธิบายว่าสิ่งนี้แพงเพราะอะไร ยิ่งรู้ยิ่งอยากได้ แม้ยังซื้อไม่ได้แต่ขอแชร์ก็ยังดี
  6. Rethinking Reality นิยามใหม่ของคำว่า “จริง” ตั้งแต่ Generative AI ก้าวเข้ามาการทำภาพหรือคลิปที่เจนออกมาดูจริงมากเฟ้อโซเชียลไปหมด จนคนเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างที่เจนออกมาถ้ามันจริงได้ก็คงดี มันคือการเล่นกับความต้องการเบื้องลึกที่ไม่สามารถทำได้จริง แต่ถ้าใครทำออกมาให้ดูจริงก็จะได้ใจคนยุคใหม่มากมาย
  7. Fandom Architects ออกแบบแฟนด้อมให้กับแบรนด์ ทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่รักแบรนด์เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้นอย่างที่พวกเขาต้องการ เพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามในท้ายที่สุด
  8. Reference Maxxing ทำแบรนด์ให้กลายเป็นมีม แบรนด์ที่ดีในวันนี้คือแบรนด์ที่ปล่อยให้คนเอาไปเล่นต่อได้ หน้าที่นักการตลาดยุคใหม่คือการหาประเด็นให้ชาวเน็ตเอาไปปั่นต่อ เพราะท้ายที่สุดก็คือ Brand Awareness ที่ส่งผลต่อยอดขายนั่นเอง

ถ้าพร้อมแล้วเราไปทำความรู้จักเจาะลึกแต่ละเทรนด์ของ Social Trends 2026 กันครับ

Presence Strategy กลยุทธ์การตลาดที่จะทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักในปี 26

ในแง่มุมหนึ่งมันคือคำว่า Awareness การทำให้เป็นที่รู้จัก แต่คำถามคือเราต้องทำแบบไหน วิธีการแบบที่เคยทำกันมาหลายปียังคงใช้ได้อยู่หรือไม่ บอกเลยว่าไม่ครับ เพราะเดิมการทำให้รู้จักมักเน้นการตะโกนเล่นใหญ่ เน้นการส่งเสียงดังให้คนหันมามาก แต่ 2 เทรนด์ที่จะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ไม่เน้นการตลาดแบบเสียงดัง แต่เน้นการสื่อสารทุกวันจนคนจำฝังใจ

มาเริ่มต้นรู้จัก Social Trends 2026 แรกของปีนี้ The Intimacy Economy ครับ

The Intimacy Economy เทรนด์การตลาดจากความสนิท

เน้นการสื่อสารหากลุ่มเป้าหมายทุกวันให้สม่ำเสมอจนกลายเป็นที่หนึ่งในใจโดยไม่รู้ตัว เดิมทีการตลาดมักเน้นการเล่นใหญ่ เปิดตัวปัง ทำเสียงดังเพื่อให้คนหันมามอง เน้นการทำคอนเทนต์ให้ดูดี ดูสวย ดูเวอร์วังอลังการ แก้กันแล้วแก้กันอีกเพื่อลบข้อผิดพลาด เพราะหวังว่าผู้คนจะประทับใจจนทำให้อยากตัดสินใจซื้อ

แต่ดูเหมือนว่าเทรนด์ชาวเน็ต ชาวโซเชียลในวันนี้จะเบื่อและเอือมกับอะไรแบบนั้นมาก พวกเขาได้เห็นแต่คอนเทนต์ที่ดูดีเกินไป ได้เห็นแต่โพสจากแบรนด์ที่ดูดีเกินกว่าจะเป็นได้ในชีวิตจริง

พวกเขามองหาสิ่งที่ทำได้จริง ใช้ได้จริง และสามารถช่วยให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นได้จริงๆ ในทุกๆ วัน เลิกบอกว่าถ้าซักผ้าด้วยน้ำยาซักผ้าเราชุดจะดูใหม่ สีสวยสดใส สามารถใส่ไปงานดินเนอร์ได้สบายๆ เพราะผู้คนยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้มีโอกาสไปงานดินเนอร์แบบในหนังโฆษณา สิ่งที่พวกเขาต้องการคือน้ำยาซักผ้าที่ช่วยลดคราบน่ารำคาญธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน

เราจะเริ่มเห็นคอนเทนต์แนว Everyday เยอะขึ้นไม่ใช่แค่จากแบรนด์ แต่จากอินฟลูเอนเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากมาย คอนเทนต์ประเภทคุณก็ทำได้ หรือคอนเทนต์ที่มาจากเรื่องราวคนธรรมดาทั่วไป ยิ่งเป็นคอนเทนต์ประเภทเปิดใจคุยกับคนดูจรงๆ ยิ่งได้รับความสนใจมากที่สุด

วันนี้ประเด็นที่คนสนใจ คือเรื่องราวของพวกเขาเอง หรือคนที่เป็นตัวแทนของพวกเขา คนที่มีปัญหา ข้อสงสัย แล้วช่วยถามเรื่องราวเหล่านั้นออกไปต่างหาก คอนเทนต์ประเภทนั่งคุย จับเข้าคุยกัน หรือเปิดบ้านคุยกันสบายๆ ถ่ายทำง่ายๆ โดยไม่ต้องเซ็ตอัพอะไรยิ่งได้รับความสนใจสูง

ประเด็นของเรื่องนี้คือคำว่า “ดูจริง” “ดูเรียล” “ไม่เซ็ตอัพ” หรือ ไม่ทำให้รู้สึกว่าเซ็ตอัพมากเกินไป ดังนั้นยิ่งคุณทำให้คนดูรู้สึกว่า จริง หรือไม่ประดิษฐ์มากเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ชาวเน็ต ชาวโซเชียลสนใจมากเท่านั้น

ในยุค AI ที่เต็มไปด้วยความเร็วและคุณภาพ ผู้คนในวันนี้เลยมองหาความเรียบ เงียบ ช้า นี่คือหัวใจหลักของเทรนด์ The Intimacy Economy นี้

ตัวอย่างคอนเทนต์ในเทรนด์ The Intimacy Economy ที่เกิดขึ้นจริงกันดูครับ

A Mug of Life เป็นช่องใน TikTok ที่เจ้าของช่องทำรายการเกี่ยวกับการถือกาแฟไปหนึ่งแก้ว แล้วก็คุยกับคนธรรมดาในสาธารณะ คุยเรื่องราวโน่นนี่นั่นในชีวิตประจำวัน แต่กลับได้รับความสนใจจากคนไม่น้อย

หลายคลิปมียอดวิวหลักล้าน ไปจนถึงหลายล้าน เรียกได้ว่าเป็นคอนเทนต์ที่ดูธรรมดาแต่กลับได้รับ Engagement ไม่ธรรมดา

หรือกลุ่มคนที่ออกมารวมตัวกันในลอนดอนเพื่อร่วมกรีดร้องระบายความเครียดออกมา ก็ดูได้รับสนใจจากคนจำนวนมาก เพราะมันคือการได้บำบัดรูปแบบหนึ่ง

หรืออีกช่องนึงบน Instagram ก็น่าสนใจ ช่องนี้มีชื่อว่า A View from a Bridge เป็นช่องง่ายๆ ที่ทำคอนเทนต์ด้วยการวางโทรศัพท์สีแดงเก่าๆ ไว้เครื่องนึง จากนั้นก็ถ่ายจากมุมไกลๆ อีกจากอีกสะพาน แล้วก็ให้คนที่รับสายโทรศัพท์นั้นเล่าเรื่องราวในชีวิตตัวเองออกมา

จากช่องทาง Instagram สู่การเป็นช่อง Podcast ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะคนรู้สึกว่าการได้ฟังเรื่องราว มุมมอง ความเห็น จากคนธรรมดาที่ไม่ใช่คนดัง นั้นเป็นอะไรที่รู้สึกทัชในอารมณ์ เพราะมันฟังดูจริง ฟังดูไม่เสเสร้ง แถมหลายเรื่องก็เป็นเรื่องของคนดู ที่เป็นคนทั่วไป คนที่มีชีวิตธรรมดาส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์ทุกวันนี้

หรือช่อง TikTok ที่มีชื่อว่า Subway Takes ก็ได้รับความสนใจเพราะเป็นหนึ่งในตัวแทนของเทรนด์นี้เช่นกัน ช่องนี้ทำการสัมภาษณ์คนทั่วไปที่อยู่ในรถไฟใต้ดินนิวยอร์กถึงประเด็นต่างๆ ที่กำลังถูกพูดถึงมากในเวลานั้น ทั้งประเด็นทางการเมือง สังคม การเงิน ความสนใจ

แต่ละคลิปมีคนดูหลายหมื่นไปจนถึงหลายแสน และก็มีมากถึงหลักล้านวิวในหลายคลิป ทางช่องเองก็มีผู้ติดตามกว่า 1.4 ล้านคน ดูเหมือนว่าถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำคอนเทนต์แบบไหน ลองหยิบไมค์และกล้องซักตัวออกไปสัมภาษณ์คนธรรมดาแบบเราๆ ก็น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อยครับ

ใครมีตัวอย่างแบบนี้ที่เป็นของใคร รบกวนช่วยคอมเมนต์แชร์ไว้ให้เอามาเพิ่มเติมในบทความหน่อยนะครับ

จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงของเทรนด์นี้ผ่านไป ตอนนี้มาลองดูแนวทาง Case Study จากแบรนด์ที่ทำแล้วเวิร์คให้เห็นภาพกันหน่อยดีกว่าครับ ว่าเราจะเอาไป Apply อย่างไรหลังจากนี้

Insight in Everyday Ordinary People

เรื่องรางของคนธรรมดานั้นทรงพลังสำหรับคนธรรมดาเช่นกัน อย่างเว็บอีคอมเมิร์ซ Amazon.com ที่ขายสินค้าครอบจักรวาลตั้งแต่ A ถึง Z ก็ทำคอนเทนต์โปรโมทสินค้าของแต่งบ้านในเว็บผ่านช่อง Instagram ที่ชื่อว่า Girl Room และ Boy Room ซึ่งดูจากชื่อช่องก็เดาไม่ยากเพราะมันชัดเจนว่าถ้าเป็นผู้หญิงมาดูช่องนี้ ส่วนถ้าเป็นผู้ชายก็ไปดูช่องนั้น

Link: https://www.instagram.com/reel/C8-MFpxuTBE/

โดยทาง Amazon.com ได้เข้าไปถ่ายห้องที่แสนจะรกของวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ Gen Z จากนั้นก็ทำห้องให้ดูสวยสดใสเสมือนเป็นคนละห้องกับที่เห็นก่อนหน้า ซึ่งทุกอย่างที่เอามาตกแต่งปรับปรุงห้องนั้นล้วนหาซื้อได้จากเว็บไซต์ Amazon.com ทั้งหมดเลยครับ

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผมคือการที่ Amazon เน้นการทำคอนเทนต์ลงบน Instagram ซึ่งเป็นช่องทางหลักของ Gen Z แทนที่จะเป็น TikTok ที่อาจจะดูแมสเกินไปในวันนี้

เห็นแบบนี้ก็ลองเอาไปคิดต่อยอดทำช่องเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ชัด บนแพลตฟอร์มที่ชัด ด้วยคอนเทนต์ที่เน้นคนธรรมดาเป็นหลักนะครับ

Everyday Micro-Moment Marketing

จับทุกเรื่องเล็กมาเป็นโอกสขาย แบรนด์ขายสินค้าช่วยฟอกสีฟันขาวอย่าง Hissmile ทำคอนเทนต์สนุกๆ ตั้งแต่เอาพนักงานแพคสินค้าตัวเองมาทดลองใช้สินค้าแบบสดๆ ดิบๆ แล้วฟันก็ขาวให้เห็นชัดๆ

เดิมมันคือคอนเทนต์ประเภทการรีวิวสินค้า เพียงแต่จะรีวิวสินค้าอย่างไรให้รู้สึกจริง ดูจริง เข้าถึงง่าย ก็ด้วยการเน้นคนธรรมดาทั่วไปให้เห็นว่าใครๆ ก็ใช้แล้วฟันขาวได้โดยไม่จำเป็นต้องหน้าตาดีหรือดัง ทำให้คนดูรู้สึกว่าถ้าเขายังใช้แล้วฟันขาวได้ แล้วทำไมฉันจะใช้แล้วฟันขาวบ้างไม่ได้หละ

Turn Everyone Crisis into Opportunity

เพราะเรื่องเล็กของคนทั่วไปอาจหมายถึงเรื่องใหญ่ของทุกคนได้เช่นกัน ตัวอย่างเคสจากโฆษณาของกระดาษทิชชู่แบรนด์หนึ่ง Andrex ที่หยิบเอา Insight เล็กๆ แต่น่าจะ Impact สำหรับทุกคนมาก นั่นก็คือกลุ่มเด็กประถมที่ถ้าเพื่อนรู้ว่าเข้าห้องน้ำถ่ายหนัก หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ปวดขี้” ก็มักจะถูกเพื่อนล้อว่าไอ้ขี้เหม็น อะไรแบบนี้ใช่ไหมครับ

แบรนด์นี้เลยทำโฆษณาทำเรื่องนี้ให้ดูยิ่งใหญ่ น่าชื่นชม แบบตลกขบขันนิดๆ ด้วยการบอกว่าคนี่กล้าบอกครูว่าจะไปขี้นั้นคือฮีโร่ของทั้งโรงเรียน เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าการปวดขี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายของคนวัยนี้ แต่ส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าถ้าเด็กวัยนี้ดูจะรู้สึกแบบนั้นไหม แต่ถ้าผ่านวัยนั้นมานานแล้วแบบผมก็รู้สึกว่ามันตลกดีแฮะ ทำไมเราต้องมาถูกเพื่อนล้อเพราะแค่ปวดขี้ด้วยก็ไม่รู้นะ

เราคงเห็นแล้วว่าเทรนด์ของ Content & Communication Marketing วันนี้คือการคุยในเรื่องธรรมดา คุยกับคนธรรมดา แต่ต้องคุยหรือสื่อสารให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอถึงจะสร้างผลกระทบได้

ในแง่หนึ่งมันคือการสร้าง Content Relationship Marketing การสร้างความสนิทกับกลุ่มเป้าหมายด้วยคอนเทนต์ในทุกๆ วันที่เราสามารถโพสได้เรื่อยๆ ไมจำเป็นจะต้องทำคอนเทนต์ให้ปังอลังการเหมือนวันวานก็สามารถสร้าง Impact ได้ด้วย Everyday Life ก็เหมือนกับถ้าอยากเก่งขึ้นทุกวันก็ต้องเข้ามาอ่าน Everyday Marketing นี่แหละครับ

ในบทความตอนหน้าจะพาไปทำความรู้จักเทรนด์ที่สองของปี กับ Cringe Confidence การตลาดกล้าตลก จะทำคอนเทนต์ให้คนจำวันนี้ต้องห้ามห่วงสวย หลุดบ้าง รั่วบ้าง ทำเรื่องน่าอายเล็กๆ น้อยๆ บ้าง จะทำให้ได้ใจคนส่วนมากที่ก็เป็นคนธรรมดาคล้ายๆ กัน

อ่านบทความตอนต่อไป

Source: https://wearesocial.com/uk/blog/2026/01/think-forward-2026/

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *