Cringe Confidence เทรนด์การตลาดจริงใจโนฟิวเตอร์ ไม่เสแสร้งแกล้งเป็น Social Trends & Content Marketing 2026 จาก Think Forward ของ We Are Social

Cringe Marketing เทรนด์การตลาดจริงใจไร้ฟิลเตอร์ Social Trends 2026

Cringe Marketing เทรนด์การตลาดจริงใจไร้ฟิลเตอร์ หนึ่งในแปด Social Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social ครับ

จากบทความตอนแรกเรื่อง Social & Content Marketing Trends 2026 เราเปิดด้วยหัวข้อ The Cultural Power Loop ให้เห็นภาพว่าวงจรของเทรนด์การตลาดต่างๆ มีวงจรการเกิดและส่งต่อกันแบบไหน และเราก็ประเดิมด้วยเทรนด์โซเชียลที่หนึ่งในปีนี้ กับ The Intimacy Economy เทรนด์การตลาดจากความสนิท ที่ไม่เน้นการทำคอนเทนต์ปังๆ ใหญ่ๆ แบบเดิม แต่เน้นการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนในทุกวัน เน้นความต่อเนื่องสม่ำเสมอจนกลายเป็นเหมือนแบรนด์ที่คนรู้สึกสนิทใจ มากกว่าแบรนด์ที่ทำให้คนอยากได้อยากมี

มาถึงตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักเทรนด์การตลาดที่สองของปี นั่นก็คือ Cringe Confidence หรือการทำคอนเทนต์วันนี้ต้องกล้าจะทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นคอนเทนต์เพอร์เฟค ดูดี ไร้ที่ติแบบเดิม เพราะผู้คนเบื่อความสมบูรณ์แบบที่ตัวเองไม่มีวันทำตามได้ ทำให้ผู้คนวันนี้ชอบคอนเทนต์ที่ดูแล้วรู้สึกตลก ขบขัน ไม่ใช่เพราะตั้งใจทำคอนเทนต์ตลก แต่ตลกเพราะความโก๊ะๆ เปิ่นๆ หลุดๆ นิดๆ แบบคนธรรมดาเป็นกัน

ลองมาทำความเข้าใจเทรนด์การตลาดใหม่นี้แบบเจาะลึกกันนะครับ เผื่อคุณจะเกิดประกายไอเดียว่าจะเอาเทรนด์นี้ไปประยุกต์ใช้กับแผนการตลาดในปีนี้ของคุณอย่างไร

จากที่บอกในบทความก่อนว่า การจะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก Awareness ในวันนี้ จะมาทำการตลาด โฆษณา หรือคอนเทนต์แบบเดิมนั้นไม่ได้ จะมาเน้นการตลาดแบบเล่นใหญ่เน้นความปัง มาสู่การเข้าหากลุ่มเป้าหมายทุกวันสม่ำเสมอแทน

และเทรนด์การตลาดแบบ Cringe Confidence Marketing ก็เป็นแบบเน้น แต่บริบทจะต่างจากเทรนด์แรก The Intimacy Economy พอสมควร เพราะเทรนด์แรกคือการเน้นทำคอนเทนต์และการตลาดที่ดูจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายในทุกทุกวัน แต่เทรนด์นี้คือการเน้นคอนเทนต์แบบจริงใจ ไม่ต้องประดิษฐ์ให้ดูเนี๊ยบอะไรมาก หลุดบ้าง เปิ่นบ้าง ขำบ้าง โก๊ะบ้างได้ยิ่งดี เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และผู้คนวันนี้ต้องการความจริงใจในรูปแบบนี้ที่จะทำให้พวกเขารู้ใจวางใจเลือกแบรนด์คุณ

แต่ต้องย้ำก่อนว่า “ตลก” ที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การทำคอนเทนต์แบบ “ตลกโปกฮา” แบบเดิม เพราะอันนั้นมันคือ ตลก แบบตั้งใจให้ ตลกเกินจริง ต้องระวังจุดนี้ไว้นะครับ เพราะถ้าแบบนั้นคนรุ่นใหม่ก็จะมองว่า คอนเทนต์คุณนั้นประดิษฐ์เกินจริงซึ่งจะไม่ได้ความสนใจจากพวกเขา และแบรนด์คุณก็จะไม่เป็นที่จดจำเหมือนเดิม หรือแย่สุดคือถูกจำในแง่ลบ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมากๆ

และอีกจุดหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดของเทรนด์นี้ก็มาจากกระแสของ Content AI ที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบดูดีเกินไปได้แบบง่ายๆ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขามองหาคอนเทนต์ที่ดูแล้วเป็นธรรมชาติแบบคนธรรมดา คอนเทนต์ที่มีข้อผิดพลาด มีความไม่สมบูรณ์แบบ เพราะนั่นคือความเป็นมนุษย์โดยแท้

คำแนะนำแรกของเทรนด์นี้จากผมคือ ทำคอนเทนต์เสมือนคนปกติทำคอนเทนต์ อย่าพยายามทำคอนเทนต์ให้เป็นแบรนด์แบบที่เคยทำ ลดความพยายาม เพิ่มความเป็นธรรมชาติ

พี่หนุ่ย การตลาดวันละตอน

ถ้าเราย้อนกลับไปดูในยุคเริ่มต้น Social Media จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะยุคของ Instagram ที่มักเน้นการโพสอวดชีวิตที่ดูดีเกินจริง ดูสวยเกินไป ก่อนหน้านี้เราคงเคยได้ยินกันว่า “ถ้าโพสแล้วไม่มีคนกด Like ยอมกดลบโพสนั้นทิ้งจะดีกว่า” นี่แหละครับความพยายามในการเล่นโซเชียลมีเดียมากเกินไป พยายามที่จะได้รับการยอมรับผ่านการกด Like มากเกินไปจนทำให้คนยุคใหม่รู้สึกอยากปล่อยจอยมากกว่าดูดีบนโซเชียล

แล้วยิ่งทุกวันนี้ ทุกฝีก้าว ทุกการกระทำล้วนถูกจับตาโดยง่าย ทั้งจากบรรดากล้องวงจรปิดทั้งหลาย หรือจะกระโดดข้ามไปยังเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Smart Glasses แว่นตาอัจฉริยะที่พร้อมจะบันทึกทุกกิจกรรมที่เห็นตรงหน้า ก็ยิ่งพาลทำให้คนจำนวนหนึ่งระมัดระวังทุกอย่างที่จะพูด ทำ หรือโพส กลัวว่าวันนถึงจะถูกเอามาเป็น Digital Footprint ทำลายตัวเอง

พวกเขาเลยเลือกที่จะโพสอะไรที่หลุดๆ รั่วๆ ดูไม่พยายามห่วงสวยเก็กหล่อแบบก่อน เราจึงเริ่มเห็นกระแสเทรนด์การโพสคอนเทนต์บนโซเชียลแบบนี้เพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา อย่างคนที่โพสคอนเทนต์ที่เน้นซุปหน้าตาแปลกๆ มากมายหลายอย่างใน Instagram ที่ชื่อว่า sssssoupsssss เรียกได้ว่าไม่มีคอนเทนต์อะไรมากกว่าช่องรวมซุปทุกชนิดถ่ายจากมุม Top ตรงๆ แต่หน้าตาซุปเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

Link: https://www.instagram.com/sssssoupsssss

ว่าไปแล้วซุปก็เป็นอาหารพื้นฐานของชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่อาหารของชนชั้นสูงหรือไฮโซแต่อย่างไร ว่าไปแล้วก็น่าโพสภาพอาหารตามสั่งจากมุมท็อปตรงทุกวันเหมือนกัน หรืออาจจะลองทำช่องที่โพสแต่อาหารที่ท็อปด้วยไข่ดาวมากมายของบ้านเรา ตั้งแต่กะเพราไก่ไข่ดาว หมูกรอบกระเทียมไข่ดาว เป็นต้น

หรือใน Instagram อีก Account หนึ่งที่มีชื่อว่า officialstickreviews ที่โพสแต่ท่อนไม้หน้าตาแปลกๆ ประหลาดๆ หยิบมาทำคอนเทนต์เล่าอย่างใส่จินตนาการว่าเหมือนสิ่งนั้น สิ่งนี้ ได้รับความสนใจถึงขนาดที่ถูกเชิญไปออกรายการทีวีในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

Link: https://www.instagram.com/officialstickreviews/

ความจริงใจจากการไม่พยายามทำตัวให้ดูเป๊ะ อย่าง YouTuber บางคนที่เคยถูกเยอะเย้ยถากถางตั้งแต่วันแรกๆ อย่าง Addison Rae แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานพอจนผู้คนยอมรับว่าคาแรคเตอร์เขาในวันนี้แม้อาจดูแปลกประหลาด แต่มาถึงวันนี้กลับถูกยกย่องว่ามีความจริงใจไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำ ดูเหมือนนิยามความจริงใจที่ทำให้ผู้คนสมัยใหม่ไว้ใจนั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตราบใดที่คุณมีจุดยืนที่ชัดเจนหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลงครับ

@jackxsaunders

Are you excited for Addison Rae’s debut album? #addisonrae #popmusic @Addison

♬ original sound – Jack Saunders

และนี่ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “ความเป๊ะ” ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญ ยิ่งถ้าลดความพยายามให้ดูจริงจังลงไปได้ ก็จะยิ่งทำให้พวกเขาวางใจคุณมากขึ้น แต่ยกเว้นว่าคุณเชื่อมั่นในสิ่งนั้นอย่างจริงๆ จังๆ ก็พิสูจน์ผ่านกาลเวลาว่าคุณเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำเพียงเพราะอยากได้รับความสนใจครับ

คนสมัยนี้แคร์อะไรน้อยลง ใส่ใจกับเปลือกนอกน้อยลง ดังนั้นแบรนด์และนักการตลาดอย่างเราต้องรู้จัก​ “ช่างมัน” ให้มากขึ้น เลิกคอยพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีตลอดเวลา อย่าพยายามทำสิ่งที่ไม่ใช่คาแรคเตอร์ของแบรนด์ หรืออย่าฝืนปั้นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ยิ่งถ้าสามารถทำตัวให้ดูเปิ่น ดูน่าอายได้ จะยิ่งได้ใจจากกลุ่มเป้าหมายชาวเน็ตคนรุ่นใหม่ไม่น้อย

จากทั้งหมดที่เล่ามาของเทรนด์ Cringe Cofidence ลองมาดู Case Study ตัวอย่างของแบรนด์ที่ทำได้ดีเป็นไอเดียกันดีกว่าครับ

1. Break the Rules เลิกทำการตลาดตามตำรา

อย่างที่บอกว่าคนในวันนี้เบื่ออะไรที่ดูดีตามสูตรสำเร็จเดิม ดังนั้นการตลาดตามตำราที่เคยสำเร็จในวันนี้ จะไม่ได้ผลเหมือนเดิมอีกแล้วในวันนี้ เช่น ถ่ายทำต้องเป๊ะ ภาพต้องเนี๊ยบ เสียงต้องดี หน้าต้องปัง

อย่างรูปแบบโฆษณาทางทีวีสมัยก่อนพวก Quantum Television ที่เคยถูกล้อเลียนแบบเชย น่าอาย พวกที่มีตัวหนังสือใหญ่ๆ วิ่งไปมาบนหน้าจอ มีรูปสินค้าชิ้นใหญ่ๆ ประโยคข้อความเชิญชวนให้ซื้อแบบตรงๆ ครั้งนึงเคยถูกปฏิเสธจากตำราการตลาดที่อ้างว่าเทสดี ที่บอกว่าโฆษณาแบบนี้อย่าหาทำ

แต่กลายเป็นวันรูปแบบนี้ที่ดูตลก ดูขำขัน กลายเป็นได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น ถึงขนาดที่แบรนด์แฟนชั่น Telfar เอามาทำคอนเทนต์ล้อเลียน ผลคือได้ใจกลุ่มเป้าหมายอย่างมาก ลองเอาแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำ Content Marketing ในปีนี้ดูนะครับ

แต่ต้องย้ำว่าทำบ้าง แต่อย่าเอาไปทำแบบนี้ตลอดทั้งปี ไม่งั้นอาจเสียแบรนด์ได้ในระยะยาว

2. Sincerity Marketing สื่อสารอย่างจริงใจไม่ฟิวเตอร์

@gap

Give your gift. Now live.
When we share our gifts, something sparks.
A moment of inspiration. Connection. Hope.
Bringing us together — to light the way forward.
Featuring @SIENNA SPIRO and our choir of originals.
“The Climb” by @Miley Cyrus Arranged by @Tiffany Moníque Conducted by @Alexander Lloyd Blake Music Supervision by @patrickzappia 
Choir members @Zoë Erianna @Tate Butts @James Wimbley @The Crosbys @Becca means @TOUK @Deloyd Elze @Cailin Russo @Gayathri @sweettmonique @Peter Barber @Neverending Nina @ella jane @Tayler Green @Joyce Wrice @Leroy aka Hyson @Algie Powers @evp_anr @andria rose @michaelpaik_ @Angélica Garcia @Lekan Piao Huang, Matisse Andrews, Jared Jenkins
Explore the campaign at link in bio.
#Giveyourgift

♬ original sound – Gap

ประเด็นสำคัญของเทรนด์นี้ไม่ใช่ว่าตลกหรือไม่ตลก แต่มันคือความจริงใจที่ไม่ปรุงแต่ง ถ้าเป็นคนจริงจัง เป็นคนสุภาพ เป็นคนซีเรียส ก็สื่อสารออกมาแบบนั้นโดยไม่ต้องใส่ฟิวเตอร์อะไรเพิ่มให้เกินจริง

อย่างแบรนด์แฟชั่น GAP ที่ทำแคมเปญการตลาดชื่อ Give Your Gift ทำโฆษณาเล่าถึงช่วงเวลายุค 90 ยุคที่อะไรๆ ง่ายกว่านี้ ตรงไปตรงมากว่านี้ ไม่ซับซ้อนแบบทุกวันนี้ ผลคือได้รับฟีดแบคที่ดีจากคนมากมายที่ได้เห็นโฆษณาชิ้นนี้

ซึ่งถ้าถามว่าคลิปวิดีโอนี้เกี่ยวกับแบรนด์ GAP อย่างไร ก็ตรงที่บอกว่าการจะเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องประดิษฐ์หรือพยายามมากมาย ไม่ต้องพยายามแต่งตัวที่ยากเกินไปจนดูไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็สอดคล้องกับเสื้อผ้าของแบรนด์ GAP ที่ดูธรรมดาๆ แต่คุณภาพสมราคาและสามารถใส่ได้ทุกวัน อารมณ์ก็คงเข้ากับคำว่า Everyday Look Everyday Life เหมือน Everyday Marketing นี่แหละครับ

ลองเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ดู เป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่ ถ้าอันไหนไม่ใช่ก็อย่าฝืนแสร้งทำว่าตัวเองเป็น เพราะคนสมัยนี้จับความรู้สึกปลอมได้ไวกว่าที่เราคิดครับ

3. Unperfect is New Perfect มันสมบูรณ์แบบเพราะมันไม่สมบูรณ์แบบ

เดิมการเล่าเรื่องต้องเล่าผ่านชีวิตใครสักคนที่ดูดี ชีวิตดูน่าอิจฉา แต่ดูเหมือนว่าวิธีการทำคอนเทนต์แบบนั้นคนรุ่นใหม่ดูแล้วไม่เกิดความอิจฉาหรืออินตามแต่อย่างไร ดังนั้นถ้าแบรนด์ไหนคิดจะเข้าไปสปอนเซอร์ ไปทำคอนเทนต์ร่วมกัน ก็ต้องเลือก Infleuncer หรือ Creator ที่ดูไม่เพอร์เฟค จะเพอร์เฟคมากกว่าครับ

อย่างช่อง Instagram ที่มีชื่อว่า Roomies ที่ทำคอนเทนต์อารมณ์แบบซิทคอมสาวในเมืองผ่าน Vertical Video ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย และแบรนด์ที่เข้ามาโฆษณาไม่ว่าจะแบรนด์อย่าง Payment หรือแบรนด์สินค้าอาหาร พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการเรื่องราวที่ดูดี พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่วุ่นวายตามสไตล์ Creator

ดังนั้นถ้าคิดจะจ้างอินฟลูคนไหน คำแนะนำคือปล่อยให้เขาทำคอนเทนต์ในแบบของเขาถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

จากทั้งหมดจะเห็นว่าจากการพยายามทำคอนเทนต์ที่ดูเกินจริง จนทำให้หลายคนพยายามทำชีวิตจริงให้ได้อย่างคอนเทนต์ ก่อนหน้านี้เราจะเห็นเทรนด์การพยายามทำศัลยกรรมใบหน้าให้ดูดีเหมือน Filter Instagram จนทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อกับการพยายามทำคอนเทนต์มากเกินไป จนเป็นที่มาของเทรนด์นี้ครับ Cringe Confidence Marketing ความพยายามที่อาจจะดูน่าอาย กลายเป็นความจริงใจที่คนสนใจ

ความผิดพลาด การไม่สมบูรณ์แบบ การล้อตัวเองบ้าง หรือล้อคนอื่นบ้าง คือนิยามความจริงใจในยุคใหม่สมัยนี้ สำคัญคือการไม่พยายามเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น และความกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างที่เป็น คือทั้งหมดของเทรนด์ Cringe Confidence การตลาดแบบโนฟิวเตอร์ที่จริงใจ

คำถามสุดท้ายที่อยากฝากเพื่อนๆ นักการตลาดให้คิดต่อคือ วันนี้เราได้พยายามเกินไป ประดิษฐ์เกินไป เสแสร้งเกินไป และอื่นๆ มากเกินจริงที่แบรนด์เราเป็นหรือเปล่า

เป็นแบบไหน เล่าแบบไหน สื่อสารแบบนั้น ทำการตลาดแบบนั้น แล้วแบรนด์คุณจะได้รับความสนใจเพราะกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองแบบจริงๆ

ในบทความตอนหน้าจะพาไปรู้จักอีกหนึ่งโซเชียลเทรนด์ใหม่ของปี 2026 ที่ชื่อว่า Radical Subjectivity การตลาดแบบกล้าแสดงออกอย่างสุดใจ ถ้าจะทำให้ผู้บริโภคสมัยใหม่เชื่อและไว้วางใจ จะต้องทำคอนเทนต์แบบไหนนับจากนี้ครับ

อ่านบทความ Social Trends & Content Marketing 2026 ตอนที่ 1 ในหัวข้อ The Cultural Power Loop และเทรนด์ที่ 1 The Intimacy Economy การตลาดจากความสนิทครับ

Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2026

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *