มารู้จักเทรนด์การตลาดสำคัญในปี 2026 กับ Subjectivity Marketing เทรนด์การตลาดแบบคนคัดสรร เมื่อผู้คนให้ความสำคัญความเห็นหรือมุมมองส่วนตัวของมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น เพราะเอียดกับ AI & Algorithm ที่แสนจะ Perfect มากเกินไป
เราผ่านกันไปแล้วกับ Social & Content Trends 2026 สองเทรนด์แรก นั่นก็คือ The Intimacy Economy การตลาดจากความสนิท และ Cringe Confidence Marketing การตลาดโนฟิลเตอร์ ซึ่งสองเทรนด์แรกนั้นอยู่ในหัวข้อใหญ่ที่มีชื่อว่า Presence หรือการจะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและจดจำได้ในปีนี้ ต้องทำคอนเทนต์หรือการตลาดแบบไหน สรุปง่ายๆ คือการตลาดที่จริงใจและทำต่อเนื่องไปทุกวัน
มาถึงตอนนี้เราจะมาต่อกันในหัวข้อใหญ่ของ The Cultural Power Loop ที่สองในส่วนของ Proof ว่าทำอย่างไรให้คนสมัยนี้รู้สึกว่าแบรนด์เรา “น่าเชื่อถือ” ซึ่งผมบอกได้เลยว่านิยามของคำว่า “น่าเชื่อถือ” นั้นพัฒนาไปจากที่เคยรู้จักพอสมควร ซึ่งในบทความตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักเทรนด์ที่ 3 จาก 8 ของ Social Trends 2026 กับหัวข้อที่มีชื่อว่า Subjectivity Marketing หรืออาจแปลเป็นไทยว่า การตลาดที่ให้ค่ากับความเห็น ถ้าพร้อมแล้วมาทำความรู้จักที่มาที่ไปเทรนด์นี้กันเลยครับ
Subjectivity-Driven Marketing เมื่อคนยุคใหม่ให้ค่ากับความเห็น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนเคยให้ค่ากับสถาบันหลักหรือองค์กรใหญ่ๆ ว่ามีความน่าเชื่อถือกว่าคำพูดคนทั่วไป แต่ดูเหมือนตั้งแต่หลังโควิด 19 มา ผู้คนก็ให้ค่าให้ความเชื่อถือกับสถาบันใหญ่ๆ ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานภาครัฐ คำประกาศจากรัฐบาล เรียกได้ว่าแทบไม่เชื่อถืออะไรจากคนที่ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น ดังนั้นคำถามสำคัญคือ แล้วพวกเขาไปเชื่อถืออะไรหละ ?
แต่ก่อนจะไปสู่จุดนั้น ผมอยากบอกว่าจากข้อมูลบรรดาชาวอเมริกาเองก็เชื่อถือข้อมูลจากสื่อหลัก สื่อใหญ่เพียงแค่ 28% เท่านั้น ดังนั้นนี่คือวิกฤตของความน่าเชื่อถือในสถาบันที่ยิ่งใหญ่ และบวกกับการพยายามหลอกล่อความเชื่อถือของคนเราในยุคดิจิทัลที่เรียกว่า Clickbait เอง ก็ทำให้ผู้คนระมัดระวังก่อนกดเยอะมาก เพราะกลัวว่ากดไปแล้วจะเสียเวลาอ่าน หรือที่เจนซียุคใหม่เรียกว่า “เปลืองเน็ตมากกกกกก” ก็เลยไม่ค่อยกดเข้าไปอ่านอะไรง่ายๆ
ขนาดพระสันตะปาปาเองยังออกมาประนามว่าพวกคอนเทนต์ที่พาดหัวข่าวแบบเรียกแขก Clickbait นี่คือเป็นบาปมหันต์ในยุคสมัยใหม่ ส่วนบรรดา Creator หรือ Artist หรือ Designer จำนวนมากก็ออกมาแสดงความไม่พอใจที่บรรดาบริษัท AI Technology ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแอบเอาผลงานพวกเขาไปเทรนด์ Generative AI ให้ใครๆ ก็สามารถ Gen ภาพหรือวิดีโอที่เป็นลายเส้นที่พวกเขาอุตส่าห์ตรากตรำทำมาตลอดชีวิตได้ด้วยการพิมพ์ Prompt ง่ายๆ ไม่กี่บรรทัด
ซึ่งจากการก้าวหน้าอย่าวก้าวกระโดดของ Generative AI ทั้งหลายก็ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะจริง จะแท้ นั้นอาจถูกสร้างขึ้นมาจาก AI โดยใครสักคนแทน ไม่ว่าจะคลิปข่าวปลอมๆ หรือภาพวาดงานศิลปะที่ดูเหมือนจริงแต่กลับปลอมได้โดยง่าย
สมัยก่อนการจะลอก การจะปลอมอะไรสักอย่างนั้นต้องใช้ความพยายามและฝีมือมหาศาล แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ใครๆ ก็สามารถเลียนแบบกันและกันได้ง่ายๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินทั้งนั้น
จากสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดเลยทำให้เทรนด์ Subjectivity Marketing ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความเห็นของคนตัวเป็นๆ ด้วยกันมากกว่าสถาบันหลักมาแรงมากในปีนี้ ถ้าสังเกตในบ้านเราจะเห็นว่าพวกรายการคุยข่าว ได้รับความนิยมกว่ารายการข่าวตามปกติ
เพราะรายการเล่าข่าวตามปกตินั้นเป็นแค่การเล่าข้อเท็จจริง และหลายครั้งก็อาจจะไม่จริงด้วยซ้ำ คนสมัยนี้รู้สึกว่าถ้าแค่อ่านข่าวให้ฟังพวกเขาสามารถอ่านได้เร็วกว่าเป็นไหนๆ ดังนั้นรายการข่าวที่มาแรงในวันนี้จึงเป็นการคุยข่าว คือหยิบข่าวมาพูดคุยและออกความเห็นกัน
สิ่งที่ทำให้คนติดใจตามฟัง ตามดูก็คือ “ความเห็น” ของคนในคลิปนั่นแหละครับ อย่างบ้านเรารายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” เลยได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถพูดได้ทุกอย่างที่ใจคิด พูดได้เต็มที่แบบไม่มีลิมิตที่ กสทช ห้ามออกอากาศตามปกติ
และเราก็จะเห็นคอนเทนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรายการข่าวใส่ไข่เองก็ได้รับความนิยมอย่างมาก หรือขนาดรายการข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ยังทำรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้หลังไมค์” ทางออนไลน์หลังจากจบรายการข่าวของช่องตามปกติเลย
นี่เป็นตัวอย่างในบ้านเราที่ผมพยายามยกเทียบให้เห็นภาพกับเทรนด์นี้ที่เกิดขึ้นในระดับโลก ในศัพท์การตลาดเราเรียกสิ่งนี้ว่านักข่าวแบบ Gonzo-style คือเน้นความรู้สึกส่วนตัว เน้นการออกความเห็น ไม่เน้นการทำตัวให้ดูเป็นนักข่าวมืออาชีพที่แข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา
ดังนั้นจะเห็นว่าคนสมัยนี้อยากจะเชื่อสิ่งที่เป็น “ความเห็น” มากกว่า “ความจริง” เพราะความจริงหาอ่านจากไหนก็ได้ แต่ความเห็นต่างหากที่พวกเขาอยากเอามาขบคิดวิเคราะห์ต่อ จนออกมาเป็นแนวทางความเห็นของตัวเองในแต่ละเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นหรือเทรนด์ในเวลานั้น
สรุปง่ายๆ ก่อนเลยว่า เราอยู่ในยุคที่คนให้ค่ากับความเห็นดั่งทอง ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากปัจจัยตัวเร่งหลักในวันนี้ นั่นก็คือ AI จนทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า AI Anxiety ครับ
AI Anxiety เบื่อและเครีดยเพราะ AI นั้นฉลาดและรู้ใจมากเกินไป
จากความก้าวหน้าของ AI และ Personalization ที่บรรดาบริษัท Big Tech ทั้งหลายทำ กลับสร้างความน่าเบื่อบวกความเครียด ความกดดันให้กับมนุษยชาติโดยเฉพาะคนยุคใหม่มากเกินไป สาเหตุเพราะบรรดาบริษัทเทคทั้งหลาย ไม่ว่าจะ Facebook, Meta, TikTok, ByteDance, Google, YouTube หรือบริษัทใดๆ ที่ใช้ Algorithm ในการทำงาน
ตั้งแต่ใช้ AI ที่แสนฉลาดรู้ใจเราทำ Personalization เนื้อหาคอนเทนต์ที่โชว์หน้าฟีดให้เราเห็นได้แบบตรงใจมากๆ จนหลายครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาใหญ่กว่าที่ชื่อว่า Echo Chamber หรือ Filter Bubble ตามมา ทำให้คนจำนวนมากหลงคิดไปว่าโลกทั้งใบกำลังคิดแบบเดียวกับตัวเอง
และด้วยหลักการของ Algorithm จากบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายนี้เองที่พยายามทำให้เราใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มพวกเขานานที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะได้ขายพื้นที่โฆษณาให้กับนักการตลาดอย่างเราๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลายเป็นว่าเราทุกคนต่างมีความคิดและทัศนคติแบบเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าความเห็น ความชอบ รสนิยมที่เคยหลากหลายแยกย่อยในวันวานก็จะค่อยๆ ถูกกลืนกินหายไปเพราะ Algorithm จะพยายามแนะนำฟีด หรือคอนเทนต์เนื้อหาที่มันคิดว่าเราน่าจะอยากดู ก็เพราะคนส่วนใหญ่เขาดูกัน
มันคือการคิดแบบ Stereotype เหมารวมอย่างน่ากังวลใจ สมัยก่อนเรายังสามารถโทษใครสักคนได้ เรียกร้องให้มาการปรับแก้ไขอย่างผังรายการได้ แต่วันนี้เราไม่สามารถเรียกร้องหรือปรับอะไรได้ เพราะขนาดเจ้าของบริษัทเทคเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าตกลงแล้ว AI หรือ Algorithm ของตัวเองทำงานอย่างไรครับ
และยิ่ง Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini ก้าวหน้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สติปัญญาของมนุษย์เราอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมากขึ้นเท่านั้น
จากเดิมความรู้เฉพาะด้านนั้นไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้ แต่วันนี้ดูเหมือนแค่ถาม ChatGPT ออกไปใครๆ ก็หาคำตอบที่ดีในเรื่องนั้นได้ มันง่ายยิ่งกว่ายุคอินเทอร์เน็ตที่เราต้องค่อยๆ เข้าไปอ่านทีละลิงก์แล้วสรุปออกมาเป็นความเห็นของตัวเอง
เลยส่งผลให้หลายคนดูกลายเป็นคนเก่งได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องมีความรู้พื้นฐานหรือแม้แต่ประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ เลย นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า AI Anxiety ความเครียดจากเอไอ มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นจริงแต่มันก็ทำให้เราทุกคนอยู่ในระดับเท่ากันมากเกินไป
คนที่เคยเก่งกลายเป็นคนกลางๆ คนกลางๆ กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า จะอยู่รอดในยุคนี้ได้ดูเหมือนจะต้องเก่งจัดๆ แถมยังต้องเก่งในการใช้ AI เพื่อให้ตัวเองเก่งกว่าคนอีก 90% ที่เก่งแค่ในระดับ Generative AI ทั่วไปครับ
The Curator เทรนด์นักเลือก
เพราะทุกวันนี้เราถูกเลือกสรรหรือแนะนำทุกสิ่งอย่างบนหน้าจอจาก Algorithm ที่แสนแม่นยำทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าก็เพราะความแม่นยำว่าเราน่าจะชอบอะไร มันไม่สามารถจินตนาการคิดนอกกรอบจากสิ่งที่ Data ไม่เคยบอกเอาไว้ได้ กระแส The Curator หรือนักเลือก คนที่มีหน้าที่คอยเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับผู้คนด้วยกันจากประสบการณ์บวกกับความเห็นส่วนตัวว่า คุณน่าจะชอบอันนี้ หรือผมอยากแนะนำสิ่งนี้ให้คุณมากกว่า เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
อย่างเว็บ Bandcamp Clubs เป็นบริการสมัครสมาชิกรายเดือน เดือนละ 13 ดอลลาร์เพื่อจะได้ฟังเพลงต่างๆ จากศิลปินวงต่างๆ มากมาย เพียงแต่เพลงที่ถูกเลือกมาแนะนำให้คุณฟังไม่ได้มาจาก Algorithm หรือ AI ตัวใด แต่มาจากมนุษย์ผู้เป็นเสมือนบรรณารักษ์ในวันวาน ก็ทำให้มีสเน่ห์ไปอีกแบบ เป็นการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าแค่ Algorithm ที่แสนจะรู้ใจตามเว็บฟังเพลงอย่าง Spotify เป็นต้น
เห็นไหมครับว่าจากเทรนด์ Subjectivity Marketing คือการที่คนให้ค่ากับความเห็นของคนด้วยกันมากกว่า AI หรือ Algorithm ที่แสนรู้ใจแบบเดิม
จากเทรนด์นี้จะเห็นแล้วว่าคนอยากฟังความเห็นของคนด้วยกันมากกว่า ก็เลยทำให้บรรดาคอนเทนต์จาก Influencer หรือ Creator ประเภทพูดคุยสัมภาษณ์ถามความเห็นจากคนด้วยกัน ได้รับความนิยมอย่างมากในปีนี้ ถ้าย้อนกลับไปก็จะเป็นพวกรายการคุยข่าว เอาข่าวคราว ข่าวสาร เอาประเด็นต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมาพูดคุยแชร์ความเห็นอย่างเผ็ดร้อน
หรือถ้าลงรายละเอียดให้เห็นตัวอย่างสำหรับบางธุรกิจลงมาหน่อย ในต่างประเทศก็จะมีอินฟลูชื่อว่า Rob Martinez ที่เน้นทำรายการบน Instagram ไม่ใช่แค่ไปกินแล้วรีวิวอาหาร แต่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน เชฟคนทำ หรือแม้แต่กระทั่งตัวลูกค้าเองด้วยกันนี่แหละครับ
เรียกได้ว่าเพราะทุกการสัมภาษณ์ล้วนเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น มุมมอง และประสบการณ์ ดังนั้นถ้าจะมาทำคอนเทนต์แบบเดิมๆ คงไม่รอดในปีนี้ ถ้าอยากทำคอนเทนต์ให้ดีต้องเน้นเอาคนมาเจอกับคน เอาคนมาคุยกับคน เอาความเห็นของคนขึ้นมาชูเป็นประเด็นหลักของคอนเทนต์คุณในปีนี้
จากจุดเริ่มต้นเทรนด์ มาสู่หน้าตาของเทรนด์นี้ในปัจจุบัน ทีนี้ลองมาดูตัวอย่าง Case Study จากแบรนด์ดังที่ประยุกต์ใช้เรื่องนี้ได้ดีกันดีกว่าครับ
Case Study เทรนด์การตลาดที่คนให้คุณค่ากับความเห็น Radical Subjectivity จากแบรนด์ต่างๆ
Experience-telling เพราะทุกเรื่องราวนั้นมีคุณค่า
จากเทรนด์คลิปสั้น Short Video กำลังจะหมดไปเพราะมันมีเฟ้อโซเชียลเต็มไปหมด และผู้คนก็เห็นคลิปแบบนี้ที่ถูกสร้างด้วย AI ล้นฟีดไปหมดแล้ว เทรนด์ของวิดีโอประเภท Long-form เลยกลับมาอีกครั้งนึง เพียงแต่ครั้งนี้มาในรูปแบบคลิปยาวที่เป็นเรื่องราวของผู้คนในแง่มุมต่างๆ
คนสมัยนี้เบื่อเรื่องของดาราหรือคนดัง เพราะมันหาดูได้มากมาย แต่พวกเขาให้ความสนใจกับเรื่องราวจากประสบการณ์ ความเห็น หรือมุมมองของผู้คนธรรมดาแบบเดียวกัน เพียงแต่อาจเป็นคนที่มีประสบการณ์ที่แตกต่าง อยู่อาศัยในพื้นที่แตกต่าง พวกเขาอยากรู้จักโลกกว้างผ่านวิดีโอคอนเทนต์ที่คุยกันแบบลงลึกหรือที่เรียกว่า Deep Talk ครับ
VIDEO
แบรนด์กระบอกน้ำเก็บความเย็นระดับโลกอย่าง Yeti ก็เลยทำ YouTube Documentary เรื่องราวของผู้คนที่อยู่อาศัยตามป่าเขาลำเนาไพรสำคัญๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ธรรมชาติจัดๆ จนความสะดวกสบายปกติเข้าไม่ถึง นั่นเลยเป็นโอกาสดีที่ควรพกแก้วเก็บอุณหภูมิ Yeti ไปด้วยนั่นเองครับ
อันนึงที่ผมชอบมากคือสารคดีเกี่ยวกับอาหารใน Netflix ที่ชื่อว่า Hidde Gem เป็นเรื่องราวของสุดยอดเชฟชาวบ้าน คนทำร้านอาหารแบบง่ายๆ แต่กลัวเต็มไปด้วยความน่าทึ่งของประสบการณ์บวกกับความพยายามขั้นสุด ทำเอาผมต้องหาโอกาสไปกินร้านจกโต๊ะเดียวเป็นครั้งแรก จนถึงวันนี้ก็ไปกินจกโต๊ะเดียวมาแล้วกว่า 4 ครั้ง
VIDEO
ลองหาว่าสินค้าของคุณเหมาะกับคนกลุ่มไหน แล้วก็เข้าไปเอาเรื่องราวของคนเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับฟังไปด้วยกัน มันจะยิ่งเป็นการเพิ่ม Brand Value คุณค่าของแบรนด์คุณในแบบที่แบรนด์อื่นให้ไม่ได้ หรือแม้แต่ยังไม่ได้ทำ
Create Space for Sharing Oppinion สร้างพื้นที่ให้คนที่ซื้อแบรนด์คุณได้คุยกัน
อย่าปล่อยให้ลูกค้าหาคำตอบด้วยตัวเอง วันนี้คุณสามารถสร้างพื้นที่ให้ลูกค้าคุณมาพูดคุยแชร์ความเห็นกันได้ง่ายๆ เช่น Facebook Group หรือคุณอาจไปสนับสนุน Group เหล่านั้นตรงๆ แทนการสร้างเองก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ
อย่างแบรนด์ลำโพง Sonos ก็มีการสร้างห้องพูดคุยบน Reddit ให้คนที่สนใจจะซื้อเข้ามาพูดคุยสอบถาม หรือคนที่เป็นลูกค้าซื้อไปแล้วก็สามารถมาแชร์เพื่อช่วยเหลือกันก็ได้
กลุ่มแบบนี้อาจมีแอดมินจากแบรนด์สักคนคอยทำหน้าที่ตอบคำถามที่สำคัญจริงๆ ให้ แต่ถ้ากลุ่มคุณมีสมาชิกมากพอและเกิดการพูดคุยกันก็สบาย เพราะนั่นหมายความว่าบรรดาลูกค้าจะช่วยตอบคำถามกันและกันด้วยตัวเอง หน้าที่ของแบรนด์คือถ้าเจอความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ก็แค่เข้ามาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วปล่อยให้ลูกค้าคนอ่านตัดสินใจด้วยตัวเองในท้ายที่สุด
ในแง่มุมนึงคือการสร้างแบรนด์แอดมิน หรือจะเรียกว่าแอดมินของแบรนด์บนออนไลน์ก็ว่าได้ครับ
Subjectivity is New Strength ให้ความเห็นและมุมมองเป็นจุดแข็ง
เดิมทีความเห็นส่วนตัว ความเห็นส่วนบุคคล ความเห็นแบบเลือกข้างกำหนดฝั่ง ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดสำหรับแบรนด์ นักการตลาดถูกสอนว่าแบรนด์ต้องพยายามทำตัวให้เป็นกลางไม่เลือกข้าง ไม่ตัดสินใคร แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกวันนี้แบรนด์ที่ทำตัวกลางๆ กลับถูกลืมได้ง่ายเพราะมันไม่มีอะไรให้โดดเด่นพอจะจดจำได้เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตามตำราการสร้างแบรนด์มาเหมือนๆ กัน
กลับมาที่เทรนด์ของ Social Trends 2026 ข้อนี้ Radical Subjectivity Marketing เมื่อความเห็นคือหัวใจที่ผู้คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ แบรนด์ต้องกลางเลือกข้าง กล้างบอกว่าตัวเองเชื่ออะไร และไม่เชื่ออะไร ตัวเองสนับสนุนอะไร และไม่สนับสนุนอะไร
แบรนด์สามารถแชร์มุมมองความเห็นเสมือนเป็นคนคนหนึ่งได้ แบรนด์วันนี้สามารถผิดพลาดได้ ผู้คนพร้อมให้อภัย เพื่อที่แบรนด์คาแรคเตอร์จะได้พัฒนาออกไปให้ไกลและเติบโตกว่าที่เคยเป็นมาครับ
สำคัญสุดเมื่อจะแสดงความเห็น แบรนด์ต้องไม่บอกแค่ What ว่าตัวเองเชื่อเรื่องอะไร แต่ต้องอธิบายถึง Why หลักการคิดเบื้องหลังคำตอบนั้นว่าทำไมแบรนด์ถึงเลือกเชื่อแบบนี้ในเวลานี้
ทั้งหมดนี้ก็เพราะผู้คนอยากฟังความเห็น อยากเข้าใจความคิด ก็เพื่อจะได้เอาคำตอบที่ได้ไปสังเคราะห์ในแบบของตัวเองแล้วก็ออกมาเป็นความเห็นอีกทีหนึ่ง
สรุป Subjectivity Marketing เทรนด์การตลาดแบบคนคัดสรร
ท่ามกลางความก้าวหน้าของ AI ที่ทำคอนเทนต์ปลอมๆ ดูน่าเชื่อถือเกิดขึ้นมากมาย บวกกับความพยายามหลอกล่อให้เราเข้าใจผิดเพื่อจะได้กด Clickbait เข้าไปเสียเวลาอ่าน ซึ่งเบื้องหลังวัตถุประสงค์ของมันก็คือการขายโฆษณาให้เราแบบที่เราไม่เต็มใจ
บวกกับความเสื่อมสลายของความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานใหญ่ๆ หรือสถาบันดังๆ มากมาย กลายเป็นผู้คนให้ค่าให้ความสำคัญกับมุมมองความเห็นระหว่างบุคคลด้วยกัน มันคือยุคที่ต่อเนื่องและต่อยอดมาจาก Influencer Marketing ที่อาจไม่ได้เน้นแค่ความดัง แต่เน้นที่มุมมองความเห็นที่มีต่อเรื่องนั้นๆ มากกว่า
ประเด็นสำคัญของเทรนด์นี้ผมอยากให้โฟกัสที่คำว่า Subjectivity ความเห็นส่วนบุคคล คือหัวใจสำคัญของเทรนด์นี้ และนั่นก็ส่งต่อถึงวิธีการสื่อสาร การทำ Marketing Communication, Advertising ที่จะส่งผลถึงการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รักและจดจำ
แบรนด์วันนี้สามารถแสดงความเห็นหรือมีจุดยืนในเรื่องต่างๆ ได้ เช่น ไม่เอาโกง ต่อต้านการทุจริต ต่อต้านการใช้แรงงานไม่เป็นธรรม ต่อต้านการเอาเปรียบสังคม สิ่งแวดล้อม หรืออื่นๆ อีกมากมาย
ถ้าไม่อยากให้แบรนด์คุณถูกลืมเพราะถูกกลืนไปกับกระแสคอนเทนต์มากมายที่เกิดใหม่ทุกวัน หาจุดยืนของแบรนด์ให้ชัด แสดงความเห็นหรือสิ่งที่เชื่อออกมาบ้าง แล้วคุณจะเป็นแบรนด์ที่ได้ไปต่อในยุค AI หลังจากนี้ครับ
ในบทความเทรนด์การตลาดตอนถัดไป จะเป็นเรื่อง Maverick Expertise เมื่อคนวางใจกับคนธรรมดาที่กลายเป็นกูรู ผู้รู้ และอินฟลูบนโซเชียลแทนสื่อหลักสถาบันใหญ่ เทรนด์นี้จะเป็นอย่างไรอ่านต่อได้เลยครับ
อ่านเทรนด์ที่ 1 The Intimacy Marketing และทำความรู้จัก The Cultural Power Loop Framework
Source: https://wearesocial.com/uk/blog/2026/01/think-forward-2026/