หนึ่งใน Social & Content Marketing Trends 2026 เรื่องของการสร้าง Consumer Trust ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคสมัยใหม่ไว้วางใจ จากรายงาน Think Forward 2026 ของ We Are Social บอกว่ามันคือการทำให้ผู้บริโภคหรือคนทั่วไปกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในแบบของตัวเอง และนั่นก็คือเทรนด์ใหม่ที่มีชื่อว่า Maverick Expertise ครับ
Maverick Expertise เมื่อวันนี้ใครๆ ก็สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญแบบไม่ต้องมีดีกรีได้ เพียงแค่ใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจ ใช้การสื่อสาร บวกกับใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาคนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้จริงๆ
จากยุคสมัยของ Influencer ที่ใครๆ ก็สามารถดังได้แม้จะหน้าตาไม่ดี หรือไม่ได้มีสกิลในการร้อง เล่น เต้นรำ เราจะเห็นอินฟลูผู้เชี่ยวชาญที่มากมายหลากหลาย และหลายคนก็ไม่ใช่คนในสายวิชาชีพนั้นโดยตรง แต่กลับได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้คนมากมายในสังคม สาเหตุก็เพราะเขาสื่อสารในเรื่องนั้นอย่างจริงจังมาต่อเนื่องและนานพอให้คนยอมรับและไว้ใจว่าเขาน่าจะรู้ในเรื่องนั้นจริงๆ
เรื่องนี้สอดคล้องกับวิกฤตความน่าเชื่อถือของสถาบันใหญ่ๆ จากเทรนด์ก่อนหน้า ถ้าเอาเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคนก็คือความเชื่อที่ว่า “เดินวันละ 10,000 ก้าวจะส่งผลดีต่อสุขภาพ”
ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ พยายามช่วยให้เรานับก้าวเดินได้อย่างแม่นยำตั้งแต่สมัย Fitbit หรือ iPhone ยุคแรกเริ่ม แต่กลายเป็นว่าความเชื่อนี้แท้จริงแล้วไม่ได้มีเหตุผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับว่ามันดีต่อสุขภาพมากมายอย่างที่เคยได้ยินมา
แท้จริงแล้วเรื่องนี้กลับเป็นแค่แคมเปญทางการตลาดเพื่อต้องการกระตุ้นให้คนเกิดความอยากได้อุปกรณ์นับก้าวเดินตั้งแต่ยุคปี 1960
เพราะตอนหลังมีนักประสาทวิทยามายืนยันแล้วว่า “จำนวนก้าวที่เดิน ไม่สำคัญเท่ากับ คุณภาพของแต่ละก้าวที่เดิน” และจากการเปิดโปงครั้งนี้ก็ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่รวมถึงผมและคุณเริ่มตั้งคำถามว่า “ตกลงมันมีอะไรจริงบ้างนะ สิ่งที่แบรนด์หรือสถาบันใหญ่ๆ ที่เคยดูน่าเชื่อถือบอกเรานั้น แท้จริงแล้วมีวัตถุประสงค์ทางการตลาดแอบแฝงหรือเปล่า ?”
เมื่อสิ่งที่เคยคิดว่าน่าจะจริง กลายเป็นไม่จริง คนยุคใหม่เลยเริ่มหันไปเชื่อสิ่งที่ “ดูจริง” แทน “ความจริงที่เคยมีแค่หนึ่งเดียว”
From Consumer Become Influencer
หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนถึงเทรนด์ Maverick Expertise ผู้เชี่ยวชาญนอกตำราคือกระแส Longevity ความอยากจะพัฒนาร่างกายและคุณภาพชีวิตให้ถึงขีดสุดในหลายๆ ด้าน ก็เลยมีเทรนด์ด้านสุขภาพแบบสุดขั้วต่างๆ นาๆ โผล่ให้เห็นบนโซเชียลเป็นประจำ
Sleepmaxxing หนึ่งในเทรนด์การทำคอนเทนต์เพื่อแนะนำการนอนพักผ่อนให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ วัดทุกอย่างตั้งแต่การขยับ การหลับลึก การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งบรรดาคนที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้หลายคนก็ไม่ได้เป็นแพทย์ ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงไหลในเรื่องนี้จริงๆ จนไปหาความรู้ด้วยตัวเองมากมาย
จากนั้นพวกเขาก็ทำคอนเทนต์บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้และเชื่อด้วยภาษาง่ายๆ กลายเป็นมีผู้คนติดตามและเชื่อถือทำตามมากมาย เพราะมันรู้สึกว่า “น่าเชื่อถือ” เมื่อเห็นว่ามาจากปากคนด้วยกัน
Fibermaxxing เทรนด์การกินอาหารที่มีกากใยไฟเฟอร์สูงให้ดูเท่ห์ ดูเหมือนว่าเดิมทีการบอกให้กินอาหารที่มีกากใยไฟเบอร์เยอะๆ ดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่วันนี้ดูกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้คนให้ความสามารถติดตามและกินตามกันมากขึ้น
สาเหตุหลักก็มาจากบรรดาคนที่หลงไหลในเรื่องนี้ไปหาข้อมูลวิจัยต่างๆ นานๆ มาประกอบในการทำคอนเทนต์เล่าสู่กันฟัง ด้วยการบอกว่ามีงานวิจัยที่ชี้ว่าการกินกากใยไฟเบอร์นั้นลดโรคได้จริง มันคือการเอางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาเล่าให้ชาวโซเชียลฟัง
ใครเล่าได้ดีกว่า เล่ามานานกว่า ก็สามารถกลายเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญอินฟลูในเรื่องนั้นได้ไม่ยากครับ
Hostage Tape จากคอนเทนต์ความเชื่อ กลายเป็นสินค้าขายดีทำเงินได้กว่าพันล้านในสองปี จากความเชื่อว่าการหายใจทางจมูกคือสิ่งที่ดีที่สุดตามหลัก Biohacking ก็เลยมีคนคิดค้นเทปสำหรับปิดปากเพื่อบังคับให้เราหายใจทางจมูกเป็นหลัก ไม่เผลอหายใจทางปาก และก็ไม่น่าเชื่อว่าสินค้าที่ดูแปลกประหลาดแบบนี้กลับสามารถทำเงินได้กว่า 1,200 ล้านบาทในระยะเวลาแค่สองปี
AI ช่วยให้คุณเป็น Expert ได้ไม่ยาก
สมัยก่อนการจะหาข้อมูล การจะเข้าถึงงานวิจัยดีๆ นั้นเป็นเรื่องยาก แค่ต้องหาว่าข้อมูลที่ต้องการจริงๆ นั้นอยู่ตรงไหนก็ต้องไล่อ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่ใช่ ที่ Inspire ให้ตัวเอง บวกกับต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพยายามอ่านงานวิจัยภาษาวิชาการให้ออก เพื่อเอามาทำคอนเทนต์บอกเล่าต่อให้คนอื่นเข้าใจ ทั้งหมดนี้เคยต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากมาย
แต่พอเราเข้าอยู่สู่ยุค AI ที่แค่แชทคุยก็สามารถใช้งานได้ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ โดยเฉพาะข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากๆ เป็นเรื่องง่ายขึ้นแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ก็เลยยิ่งทำให้คนที่อยากรู้ลึก อยากเป็นกูรู สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตัวเองต้องการได้ง่ายขึ้น (แต่จะถูกต้องแม่นยำไหมก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกเช่นกัน) วันนี้ใครๆ ก็เลยสามารถทำตัวเป็นกูรูได้ถ้าการคุยกับ ChatGPT หรือ Gemini
บวกกับเทรนด์การเชื่อคนด้วยกันมากกว่าสถาบันหรือองค์กรขนาดใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ค่อยไว้ใจว่าข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือจากองค์กรเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือเปล่าครับ
ดูเหมือนว่านิยามความน่าเชื่อถือวันนี้จะเปลี่ยนจากการทำตัวเป็นศาสนา ผู้เชี่ยวชาญหนึ่งเดียวของโลก คนที่เก่งที่สุดในเรื่องนี้แล้วบอกให้คนอื่นฟัง มาสู่การเป็นคนเก่งไปด้วยกัน แต่ละคนก็เก่งกันคนละแง่มุมแม้จะเป็นในเรื่องเดียวกัน แล้วก็ปล่อยให้คนที่สนใจเหมือนกันกลายเป็นคนเก่งและเชี่ยวชาญขึ้นจากแบรนด์ของคุณแทน
และสิ่งสำคัญเบื้องหลังที่ช่วยผลักดันเทรนด์นี้ให้เกิดขึ้นก็คือ The Rabbit Hole Ecosystem
Rabbit Hole Ecosystem เพราะการตลาดแบบรู้ใจ ทำให้เราลงลึกในเรื่องที่สนใจได้ไม่รู้จบ
เพราะแพลตฟอร์มต่างก็พยายามแย่งชิงความสนใจจากเราทุกคนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะได้ขายโฆษณาให้เราเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่เรารู้จักกันในนามว่า Attention Economy และการจะทำให้คนติดอยู่กับแพลตฟอร์มได้นานๆ ก็หนีไม่พ้นการออกแบบ Algorithm ที่แสนรู้ใจแบบ Personalization ดังนั้นยิ่งเราแสดงออกว่าสนใจคอนเทนต์แบบไหนมากกว่าปกติ ผ่านการหยุดดู ใช้เวลากับโพสนั้นนานเป็นพิเศษ มีการกดไลก์ คอมเมนต์คุย หรือว่าแชร์ต่อหรือเปล่า ก็ยิ่งเป็นเครื่องมือผลักดันให้แพลตฟอร์มเอาโพสแบบนั้นมาให้เราเห็นไปเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเผลอเข้าโซเชียลแปบเดียวเวลาครึ่งชั่วโมงหายไปในพริบตา
ใน Facebook, Instagram, Meta หรือ TikTok เองก็มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า More Like This อยากเห็นแบบนี้เพิ่มเติมอีกใช่ไหม เดี๋ยว Algorithm ที่แสนฉลาดของเราจะไปหาคลิปแบบนี้มาให้คุณอีก
หรืออย่างแพลตฟอร์มที่เคยเป็นแค่ One Way Communication อย่าง Sportify เองที่เอาไว้แค่ฟังเป็นหลัก ก็เปิดฟีเจอร์ใหม่ให้คนได้มาคอมเมนต์พูดคุยกันใน Podcast แต่ละอันที่ตัวเองฟัง ผลปรากฏว่าช่วยให้คนที่แค่ฟังธรรมดากลายมาเป็นแฟนของช่อง Pocast นั้นเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
นี่คือยุคแห่งการแสดงความเห็น การได้พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนมุมมองของกันและกันครับ
และนั่นก็ดูเหมือนว่ากระแสของคอนเทนต์ประเภทสั้นๆ ไวๆ ย่อยง่ายๆ ย่อเอาแต่เนื้อๆ เน้นๆ ไม่เอาน้ำกำลังจะหายไป กลายเป็นว่าเทรนด์ของคอนเทนต์ประเภทยาวๆ Long-form Content กำลังกลับมาอย่างเห็นได้ชัดผ่านบรรดา YouTuber หรือ Content Creator ต่างๆ ที่หันมาทำคอนเทนต์ประเภทลงลึก คุยยาว ลงในรายละเอียดชนิดคนทั่วไปฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างไม่เป็นไร แต่มันได้ในแง่ของความรู้สึก อารมณ์ว่ารู้จริง ทำให้คนฟังรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ
VIDEO
อย่าง YouTube บางช่องที่นั่งคุยกันเป็นชั่วโมงถึงเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์อาหาร หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นเชิง Technical มากๆ ในแบบที่เคยเชื่อกันว่าคนทั่วไปไม่น่าจะสนใจฟังเรื่องแบบนี้ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้แหละที่คนทั่วไปสนใจฟังกันมากขึ้น เพราะมันหาฟังจากทั่วไปไม่ได้จริงๆ
หรือก็จะเป็นกลุ่มคนที่คุยกันถึงเรื่องส่วนประกอบของสกินแคร์ ครีมบำรุงผิวแบบจริงจัง เรียกได้ว่าทำให้เกิด Beauty Influencer สายใหม่ที่ไม่เน้นรีวิวการกิน การใช้แล้วสวย แต่เป็นการเน้นคุยถึงเรื่องสารประกอบนั้น องค์ประกอบนี้ จะช่วยทำให้ผิวเราสวยสุขภาพเราดีขึ้นจริงๆ ได้อย่างไร
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเทรนด์คอนเทนต์ที่เน้นการคุยแบบลงลึก ยิ่ง Deep ยิ่ง Drive นั้นมาแรงทั่วโลกและในบ้านเรา
Passion Purpose Professional เชื่อเพราะเห็นว่าคุณเชื่ออย่างแรงกล้า
อย่างที่บอกครับว่าวันนี้คนเชื่อคนมากขึ้นกว่าทุกวัน คนเชื่อระบบหรือสถาบันใหญ่ๆ น้อยลง แต่หันมาเชื่อคนที่ดูเข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย หรือรู้สึกว่าจับต้องได้มากขึ้นแทน
ตัวอย่าง Bryan Johnson คนที่ตั้งใจว่าจะทำให้ตัวเองไม่ตาย อยู่เป็นอมตะ หรืออยู่ได้นานที่สุด เขามีความมุ่งมั่นในเรื่องนี้อย่างแรงกล้าจนได้รับความสนใจและการยอมรับจากผู้คนมากมายทั่วโลก ถึงขนาดที่ Netflix ยังเอาไปทำเป็น Documentary เรื่องของเขาให้คนทั่วโลกได้ลองดูกัร
วันนี้ความเชื่อ ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ สามารถผลักดันให้คนคนหนึ่งที่อาจไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ มีวุฒิปริญญาในสาขานั้นมาก่อน กลายเป็นคนที่น่าเชื่อถือในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมาได้ถ้าสามารถสื่อสารให้คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ พร้อมกับสื่อสารอย่างต่อเนื่องถึงสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้นานพอจนมีคนเชื่อตามครับ
จากภาพรวมของเทรนด์ Maverick Expertise อินฟลูกูรูคนธรรมดา ลองมาดูตัวอย่าง Case Study ที่เกิดขึ้นจริงจากแบรนด์ที่ทำการตลาดนำเทรนด์นี้ไปแล้วกันนะครับว่ามีใครบ้าง พวกเขาทำอย่างไร และคุณจะเอาไปประยุกต์ใช้แบบไหนได้บ้าง
Case Study: Maverick Expertise
1. ใช้ Influencer ให้เป็น Educator
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Influencer ยังคงมีความสำคัญกับเทรนด์การตลาดในเรื่องการสร้างทรัสต์ หรือความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อยู่ เพียงแต่ว่าจากเดิมที่เราเคยจ้างอินฟลูเพื่อแค่ให้จับ ให้โพส ให้พูดถึง ให้รีวิว นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เลยต้องเลือกอินฟลูที่เป็นกูรูที่เหมาะสมกับธุรกิจเรา
อย่างสรรพากรอังกฤษก็จับมือกับอินฟลูสายการเงินชื่อดัง ด้วยการให้ช่วยทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายเรื่องภาษีที่คนส่วนใหญ่มองว่ายาก แค่ได้ยินคำว่าภาษีก็อยากเบือนหน้าหนีแล้ว ให้รู้สึกว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องเข้าใจง่ายและน่าฟัง แต่ต้องย้ำว่าอย่าเอาอินฟลูทั่วไปมาพูด เพราะพวกเขาไม่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
หรือถ้าอยากให้ใครช่วยเล่าเรื่องการตลาด เครื่องมือการตลาด หรือกลยุทธ์เบื้องหลังธุรกิจให้ฟังดูน่าสนใจ ก็เลือกใช้การตลาดวันละตอนได้นะครับ (ขอขายของหน่อย)
2. Deep ซิดี
เลิกเล่าเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ฟังเข้าใจได้ในไม่กี่วินาที เพราะหัวใจของการตลาดคือการเลือก “เลือกที่จะทำ และเลือกที่จะไม่ทำ” ตัวอย่าง Volvo ทำคอนเทนต์แบบ Long-form ที่เล่าเรื่องทุกอย่างในทุกดีเทลของรถยนต์ Volvo ให้กับคนที่สนใจได้หยุดฟังกัน
VIDEO
เล่าโดยไม่ต้องปรุงแต่งด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา เพลงประกอบไม่ต้อง เอฟเฟคฟรุ๊งฟริ้งไม่ต้อง ตลกไม่ต้อง ดาราดังไม่ต้อง เอาเสมือนตัวแทน Volvo คนนึงที่ดูมีความรู้จริงเรื่องรถมากๆ มาเล่าทีละส่วน ทีละพาร์ท เล่าในระดับที่ว่าอยากลองหยุดดูสักหน่อยเพราะรู้สึกว่ามันจริงจังจริงๆ
ถ้าคุณมีสินค้าหรือบริการอะไร ลองเอาวิธีของ Volvo ไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ ผมว่าถ้าเล่ายันรายละเอียดของน็อตได้ คงน่าสนใจขึ้นอีกเยอะ หรืออีกแง่มุมหนึ่งนี่คือวิธีทำการตลาดของ Luxury Brand ที่เน้นการเล่ามากกว่าขาย เพราะเขารู้ว่าถ้าทำให้คนสนใจได้มากพอเดี๋ยวคุณก็จะอยากถามราคาซื้อมันเอง
3. Verification ทำตัวเป็นแบรนด์ที่คอยตรวจสอบให้
ในวันที่คอนเทนต์ปลอมเต็มโซเชียล Fake News มีอยู่ทุกหย่อมหญ้า ถ้ามีแบรนด์ไหนเข้ามาอาสาทำตัวเป็นผู้ตัวสอบ เป็นคนกลาง เป็นช่วยยืนยันข้อเท็จจริงให้ ก็จะได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้คนไปได้มาก
อย่างแบรนด์สกินแคร์อย่าง The Ordinary ที่พยายามสื่อสารให้ทุกคนได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วแต่ละสารประกอบของสกินแคร์ทั่วไปช่วยอะไร และไม่ช่วยอะไรบ้าง หรืออย่าง Vaseline ที่หันมาทำคอนเทนต์ประเภทช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงของคอนเทนต์ที่กำลังเป็นกระแสกัน ว่าตกลงเรื่องนี้จริงหรือหลอก ผลคือแม้จะไม่ใช่ลูกค้าแต่ก็อยากติดตามไว้เพราะไม่อยากถูกหลอก หรือดูโง่ที่เผลอแชร์คอนเทนต์ Fake News ไป
สรุปเทรนด์การตลาด Maverick Expertise ยุคแห่งอินฟลูกูรูโซเชียล Social Trends 2026
จากวิกฤตความน่าเชื่อถือของบรรดาสถาบันไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ บวกกับความง่ายในการเข้าถึงแหล่งความรู้ในยุค Generative AI ส่งผลให้ใครๆ ก็สามารถรู้ลึกได้โดยไม่ต้องใช้เวลาเยอะเท่าเดิม
หลายคนจึงเริ่มกลายเป็นอินฟลูกูรูเฉพาะด้าน เฉพาะทางมากขึ้น บวกกับความเบื่อคอนเทนต์แบบฉาบฉวยที่เน้นเร็วๆ ไวๆ สั้นๆ ง่ายๆ แบบเดิม มาสู่การอยากฟังคอนเทนต์ยาวๆ Long-form มากขึ้น อยากฟังจากปากคนที่ดูเป็นผู้รู้จริงๆ ที่สื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจได้
พร้อมจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตัวเองสนใจ คนสมัยใหม่ดูมีสมาธิมากขึ้นกับเรื่องที่ตัวเองสนใจจริงๆ ดังนั้นวันนี้แบรนด์ต้องหันมาทำคอนเทนต์ยาวๆ ให้ความรู้แบบลงลึก เลิกทำคอนเทนต์ฉาบฉวยแบบเดิมโดยเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณกำลังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และก็อย่าลืมทำตัวเป็นคนกลางผู้กล้าให้ความรู้ลูกค้า เพื่อให้พวกเขากลายเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดรู้ ฉลาดเลือกไปด้วยกันครับ
ในตอนถัดไปจะเป็นเทรนด์ที่ 7 จาก 8 Social & Content Marketing Trends 2026 ที่มีชื่อว่า Deconstructing Luxury นิยามใหม่ของความหรูหรา อยากขายดีต้องเล่าให้ลึกลงดีเทลให้ครบ Story Behind The Brand ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำคอนเทนต์ที่คุ้นชินไปเลยครับ
อ่านสรุป 8 Social Trends 2026 และทำความรู้จัก The Power Cultural Loop ของ We Are Social บทความแรกกันครับ