หลายครั้งเวลาเราพูดถึง AI เรามักเริ่มจากคำถามว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ไหมครับ แต่ถ้าดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานตอนนี้ ผมว่าคำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่แค่ว่า AI จะแทนที่ใคร แต่คือคนทำงานจะปรับ Marketing Mindset ให้ทันกับวิธีทำงานแบบใหม่ได้เร็วแค่ไหนมากกว่า
เพราะในวันที่ AI สามารถช่วยคิด ช่วยค้น ช่วยเขียน ช่วยออกแบบ หรือแม้แต่ช่วยสร้างระบบบางอย่างขึ้นมาได้ คนที่ยังทำงานเหมือนเดิมทุกขั้นตอนอาจเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ขณะเดียวกัน คนที่เข้าใจวิธีใช้ AI อาจต้องเริ่มขยับจากตำแหน่งที่เป็นคนลงมือทำทุกอย่างเอง ไปเป็นคนออกแบบกระบวนการ เพื่อทำให้ AI ช่วยทำงานแทนบางส่วน และใช้เวลาของตัวเองกลับไปทำงานที่เราควรทำจริง ๆ มากขึ้นครับ
คุณหนุ่ยเล่าว่า AI เองก็กำลังอยู่ในจุดที่คล้ายกันครับ จากเดิมที่หลายคนอาจมองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือช่วยเขียน ช่วยคิด หรือช่วยทำภาพ วันนี้มันเริ่มเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานจริง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทักษะบางอย่างที่เคยใช้เวลาฝึกนาน เริ่มถูกทำให้สั้นลงหรือเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
เมื่อก่อนคนทำคอนเทนต์อาจต้องรอกราฟิก รอคนตัดต่อ รอคนหาข้อมูล หรือรอหลายฝ่ายทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ แต่วันนี้ AI ทำให้หลายขั้นตอนถูกทดลองได้เร็วขึ้นมาก ทำให้คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า AI จะมาแทนใคร แต่คือคนทำงานจะเปลี่ยนวิธีทำงานของตัวเองให้ทันกับมันได้เร็วแค่ไหนมากกว่าครับ
Flow Maker จากคนลงมือทำ สู่คนออกกระบวนการทำงานร่วมกับ AI
อีกเรื่องที่คุณหนุ่ยเล่าแล้วผมว่าน่าสนใจคือ การใช้ AI ในวันนี้เริ่มไม่ได้จบอยู่แค่การสั่งให้มันช่วยทำงานทีละชิ้นอีกต่อไปครับ แต่กำลังขยับไปสู่การออกแบบระบบให้ AI ทำงานในแบบที่เราอยากให้มันทำมากขึ้น
อย่างที่คุณหนุ่ยเล่าถึงการสร้าง Custom GPT หรือ Claude Skill จากเดิมที่เราอาจต้องคอยสั่งงาน AI ทีละรอบ บอกทีละอย่าง แก้ทีละจุด แต่พอเราเริ่มส่งตัวอย่างงาน ส่งบทความ ส่งวิธีคิด หรือสอนให้มันเข้าใจสไตล์การทำงานของเรา มันก็เริ่มทำงานได้ใกล้เคียงเรามากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งผลลัพธ์ที่ได้อาจเข้าใกล้ 90% ของสิ่งที่เราต้องการครับ
และเมื่อ AI ตัวหนึ่งเริ่มทำงานได้ดีแล้ว คุณหนุ่ยก็ยังเล่าต่อว่า เราสามารถสร้าง AI อีกตัวขึ้นมาตรวจงาน ตรวจข้อมูล หรือคอย Recheck สิ่งที่ตัวแรกทำได้อีกเหมือนกัน จากเดิมที่คนต้องเป็นคนตรวจทุกอย่างเอง ก็เริ่มกลายเป็นการออกแบบ Workflow ให้ AI หลายตัวช่วยกันทำงานเป็นขั้นตอนมากขึ้น
ผมว่าตรงนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของคนทำงานได้ดีมากครับ เพราะในวันที่ AI เริ่มทำงานบางส่วนแทนเราได้ คนทำงานอาจไม่ได้มีหน้าที่แค่ลงมือทำทุกอย่างเองเหมือนเดิม แต่ต้องเริ่มขยับไปเป็นคนออกแบบกระบวนการ ว่าจะให้ AI ตัวไหนทำอะไร ตรวจอะไร และส่งต่องานกันยังไงมากกว่าครับ
คุณหนุ่ยเล่าจากตัวอย่างที่ได้ลองใช้ AI สร้างเกมสอนคำศัพท์ให้หลานครับ จากเดิมที่เด็กอาจต้องท่องศัพท์แบบเดิม ๆ จนรู้สึกเบื่อ ก็กลายเป็นการเอา AI มาช่วยสร้างเกมให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ผ่านการเล่นแทน หรือแม้แต่การทำ AI เลขาที่สามารถอ่านแชท อ่านนัดหมาย ส่งอีเมล และช่วยลง Calendar ได้ ซึ่งเป็นงานเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่คิดว่า AI จะเข้ามาช่วยทำให้เรื่องพวกนี้มันง่ายขึ้น
รวมถึงงานที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Data Project หรือ Social Listening ที่คุณหนุ่ยเล่าว่า จากเดิมที่อาจต้องมีทีมโค้ด ทีมดึงข้อมูล หรือทีมช่วยประมวลผลจำนวนมาก วันนี้ AI เริ่มช่วยดึงข้อมูล Process Data และเปิดมุมมองบางอย่างที่ทำให้เราคุยกับข้อมูลได้มากขึ้น
ในแง่นี้คือ AI อาจทำให้ใคร ๆ ก็เป็น Director ได้ แต่ Director ที่ดีอาจไม่ใช่คนที่สั่ง AI ได้หนึ่งครั้งแล้วจบ แต่คือคนที่รู้ว่าจะพางานไปทางไหน และรู้ว่างานแบบไหนถึงจะดีพอครับ
ทำให้โจทย์ในวันนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของประสบการณ์หรืออายุงานอีกต่อไป แต่คือเรากำลังทำงานประเภทไหน และงานนั้นยังสร้างคุณค่าในแบบที่ AI ทำแทนไม่ได้หรือเปล่า
ช่วงท้ายของ Session คุณหนุ่ยได้สรุปออกมาเป็น Framework ที่เรียกว่า 6S for Marketer ซึ่งเป็นทักษะที่ยังคงสำคัญอยู่ แม้ AI จะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตามครับ
Speed – AI ทำให้การทำงานหลายอย่างเร็วขึ้นมาก จากเดิมที่งานกราฟิกหรืองานคอนเทนต์บางชิ้นอาจต้องใช้เวลาหลายวัน วันนี้สามารถทดลองไอเดียหรือทำ Draft แรกออกมาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
Sense – ต่อให้ AI สร้างคำตอบ ภาพ หรือไอเดียออกมาได้เป็นร้อยแบบ แต่สุดท้ายคนยังต้องมี Sense ในการเลือกอยู่ดีว่าสิ่งไหนเหมาะกับโจทย์ เหมาะกับแบรนด์ และเหมาะกับคนดูจริง ๆ
Start – สิ่งสำคัญคือการเริ่มลองใช้ เพราะหลายครั้งที่เราคิดว่า AI ทำไม่ได้ อาจเป็นเพราะเรายังไม่เคยลองใช้มันกับงานของตัวเองจริง ๆ ถ้าไม่เริ่ม ก็ไม่มีทางรู้ว่า AI ช่วยเราได้มากแค่ไหน
Systematic – เมื่อ AI เข้ามาช่วยงานหลายขั้นตอน คนทำงานต้องคิดเป็นระบบมากขึ้น ว่ากระบวนการทั้งหมดควรเริ่มตรงไหน ส่งต่องานยังไง ใช้ AI ตัวไหนทำอะไร และจะออกแบบ Workflow อย่างไรให้ AI ช่วยทำงานได้จริง
บทสรุป Futuristic Marketing Mindset ในวันที่ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน
สิ่งที่ผมได้จาก Session นี้คือ นักการตลาดอาจไม่จำเป็นต้องกลัวว่า AI จะมาแทนที่เราทั้งหมดครับ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าอาจเป็นการที่เรายังทำงานด้วยวิธีเดิม ในวันที่วิธีทำงานของโลกเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะสุดท้ายแล้ว AI อาจช่วยเราได้หลายอย่างก็จริง แต่คนที่ยังสำคัญคือคนที่รู้ว่าจะใช้มันไปทำอะไร จะพางานไปทางไหน และจะทำให้งานออกมาดีกว่าคำตอบแรกที่ AI ส่งมาได้ยังไงครับ