ถ้าเราพูดจะพูดถึง Digital Marketing 2026 เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงใช่ไหมครับ? แต่จากรายงาน Clear Signals ของ Yandex Ads ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแบบครบวงจร ที่ร่วมกับ YouGov สำรวจนักการตลาดดิจิทัลกว่า 649 คนจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กลับแสดงให้เห็นถึงฉากทัศน์ที่น่าสนใจมากกว่านั้นครับ
นั่นคือ ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีของเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นปีที่นักการตลาดต้องกลับมาทบทวนว่า เครื่องมือที่มีอยู่ในมือทุกวันนี้ ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง? บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะ 6 สัญญาณสำคัญที่รายงาน Clear Signals ค้นพบ เพื่อให้พวกเราเตรียมพร้อมรับมือกับ Digital Marketing ในปีนี้ได้อย่างมีทิศทางครับ
1. AI คือมาตรฐานของการตลาด แต่คนที่ “ใช้ได้จริง” ยังมีแค่ครึ่งเดียว
ในยุคที่ทุกแบรนด์ตื่นตัวกับการนำ AI มาใช้งานในทุกมิติของการตลาด คำถามที่สำคัญในปี 2026 จึงไม่ใช่ “ใช้ AI หรือยัง” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ใช้แล้วได้ผลจริงไหม” ซึ่งคำถามนี้เองคือสิ่งที่รายงาน Clear Signals พยายามตอบครับ
ตัวเลขที่น่าสนใจ
77% ของนักการตลาดใน SEA กำลังทดลองหรือนำ AI มาใช้งานกันอยู่แล้ว และเกือบ 2 ใน 3 บอกว่า AI ส่งผลในระดับสูงต่อประสิทธิภาพธุรกิจ
ประเทศไทยนำมาเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคที่ 84% ตามมาด้วยเวียดนามที่ 81% ส่วนอินโดนีเซียยังมีความระมัดระวัง โดยมีถึง 30% ที่ยังอยู่ในขั้นวางแผน
34% ระบุว่าการขาดความรู้และผู้เชี่ยวชาญในองค์กรคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการใช้ AI
87% ของนักการตลาดเชื่อว่าเครื่องมือ Ad-Tech ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจ
แม้ตัวเลขการใช้งานจะดูสูง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ มีเพียงครึ่งเดียวของนักการตลาดใน SEA ที่สามารถนำ AI ไปขยายฐานธุรกิจได้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญระหว่างองค์กรที่ “มี” กับองค์กรที่ “ใช้เป็น” และคำตอบของช่องว่างนี้ก็อยู่ที่กระบวนการทำงาน หรือ Workflow ที่รองรับการใช้งานอย่างเป็นระบบครับ
ธุรกิจที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจาก AI คือกลุ่มที่นำเทคโนโลยีไปฝังในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การทำ Targeting การวิเคราะห์ผลแคมเปญ ไปจนถึงการนำ Insights กลับมาต่อยอด ไม่ใช่แค่การเปิดใช้เครื่องมือแล้วรอผลลัพธ์ ดังนั้นสำหรับแบรนด์ที่อยากใช้ AI ให้คุ้มค่า คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนคือ “เราจะนำ AI ไปใช้ในขั้นตอนไหนของงานก่อน” และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการลงทุนพัฒนาทักษะให้กับทีม เพราะเครื่องมือที่ดีในมือคนที่ไม่พร้อมใช้งาน ย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างที่คาดหวังครับ
2. Mobile First ที่มาพร้อม “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงผู้บริโภค
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นแกนหลักของการเสพสื่อและพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสมบูรณ์แล้วครับ ซึ่งสำหรับนักการตลาดแล้ว ความท้าทายในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึงผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงให้ตรงกลุ่มและตรงจังหวะ
ตัวเลขที่น่าสนใจ
71% ของนักการตลาดใน SEA ใช้โฆษณาบนโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงลูกค้า
77% ของนักการตลาดในเวียดนาม เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านแอปเป็นหลัก
28% ของนักการตลาดระบุว่าการขาด Insight ของผู้บริโภคที่ลึกพอ คือสาเหตุที่ทำให้คอนเทนต์ทำงานได้ไม่เต็มที่
WhatsApp ในอินโดนีเซียมีผู้ใช้งานกว่า 112 ล้านคน และติด 1 ใน 3 ประเทศที่มีผู้ใช้ WhatsApp มากที่สุดในโลก
สิ่งที่น่าสังเกตจากข้อมูลคือ พฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และถึงแม้ว่า TikTok และ YouTube จะแข็งแกร่งในทุกประเทศ แต่ WhatsApp กลับมีบทบาทพิเศษในตลาดอินโดนีเซีย ส่วน Instagram ก็มีฐานผู้ใช้ในเวียดนามที่หนาแน่นกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด
ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้กลยุทธ์เดียวกันกับทุกตลาดอาจไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง แบรนด์ที่อยากประสบความสำเร็จในยุคนี้จึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของตัวเองอยู่บนแพลตฟอร์มไหน ในเวลาใด และเปิดแอปขึ้นมาด้วยอารมณ์แบบไหน เพราะผู้บริโภคที่เปิด TikTok กับผู้บริโภคที่เปิด YouTube มาพร้อมโหมดการรับสารที่ไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้การลงทุนกับการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึกก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการรู้แค่ตัวเลข Impression นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องเข้าใจให้ได้ว่าทำไมผู้บริโภคถึงหยุดดูคอนเทนต์หนึ่ง และทำไมถึงเลื่อนผ่านอีกคอนเทนต์หนึ่งครับ
3. Video Content มาแรง แต่ไม่ใช่ทุก Format ที่ให้ผลเท่ากัน
วิดีโอกลายเป็น 1 ใน 3 รูปแบบโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในปี 2026 ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ลักษณะการใช้รูปแบบโฆษณาในแต่ละตลาดของ SEA มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักการตลาดควรนำมาประกอบการวางแผนแคมเปญในระดับภูมิภาค
ตัวเลขที่น่าสนใจ
Social Media Ads ยังครองอันดับ 1 ที่ 71% ตามมาด้วย Video Ads ที่ 57% และ Influencer Marketing ที่ 53%
การนำ AI มาใช้เต็มรูปแบบในกลยุทธ์การตลาด พบมากที่สุดในวิดีโอสั้นที่ 50% และ Video Ads ที่ 48%
งบโฆษณาบน TikTok ในประเทศไทยเติบโตถึง 61% ในปี 2025 แตะระดับ 205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักการตลาดมากกว่าครึ่งระบุว่ากลยุทธ์ Omnichannel สร้างผลกระทบในระดับสูงมากต่อประสิทธิภาพแคมเปญ
จุดที่น่าสนใจของข้อมูลชุดนี้คือ ลักษณะการกระจายงบโฆษณาในแต่ละตลาดที่แตกต่างกันชัดเจน ประเทศไทยกระจายงบโฆษณาในหลายรูปแบบเพื่อรับมือกับตลาดที่แข่งขันสูง (Social 63%, Video 53%, Search 44%) ส่วนเวียดนามทุ่มงบไปที่ช่องทางที่พิสูจน์ตัวเองแล้วเป็นหลัก โดยมีความมั่นใจในรูปแบบอื่น ๆ ที่ค่อนข้างต่ำ (Social 77%, Video 60%) ในขณะที่อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการ Optimize เป็นหลัก และนิยมรูปแบบที่วัดผลได้ทันที (Social 72%, Video 58%)
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Creative ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะใช้งานได้ดีในอีกตลาดเสมอไป เพราะแต่ละประเทศมีความเชื่อมั่นต่อรูปแบบโฆษณาที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกช่องทางการสื่อสารคือการออกแบบเนื้อหาที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ด้วยตัวเอง เพราะในยุคที่ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา การหวังให้พวกเขาหยุดดูเองโดยไม่มีกลไกการดึงดูดที่ทรงพลังก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากครับ
4. ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์ม แต่ซ่อนอยู่ในองค์กร
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของรายงาน Clear Signals คือการแสดงให้เห็นว่า อุปสรรคหลักของการเติบโตใน Digital Marketing ของ SEA ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น แพลตฟอร์ม คู่แข่ง หรือพฤติกรรมผู้บริโภค แต่กลับเป็นเรื่องของความพร้อมภายในองค์กรแทนครับ
ตัวเลขที่น่าสนใจ
มากกว่าครึ่งของนักการตลาดใน SEA พร้อมเพิ่มงบประมาณ แต่ 79% ระบุว่ายังมีอุปสรรคหลัก 3 อย่างขวางอยู่ ได้แก่ ต้นทุน การขาดเครื่องมือ และการขาดความเชี่ยวชาญในองค์กร
80% ของนักการตลาดต้องจัดทำรายงานพิสูจน์ผลให้ผู้บริหารดูก่อนจึงจะได้รับการอนุมัติงบเพิ่ม
49% ยังขาดข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อปลดล็อกงบประมาณ
สิ่งที่น่าสนใจคือลักษณะของวงจรที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร ซึ่งเริ่มจากการขาดทรัพยากร ทำให้ทีมไม่สามารถผลิตงานที่พิสูจน์ผลได้ เมื่อพิสูจน์ผลไม่ได้ งบประมาณก็ไม่ผ่านการอนุมัติ และเมื่อไม่มีงบประมาณ ทรัพยากรก็ไม่เพิ่มขึ้น วงจรนี้เองที่ทำให้หลายองค์กรติดอยู่ในขั้นทดลอง โดยไม่สามารถขยับไปสู่ขั้นของการขยายผลได้สักที
ทางออกของวงจรนี้ไม่ใช่การร้องขอเพิ่มงบประมาณ แต่คือการสร้างระบบวัดผลที่ผู้บริหารสามารถเข้าใจและให้ความเชื่อถือ เพราะเมื่อผู้บริหารเห็นหลักฐานที่ตอบโจทย์ในมุมของพวกเขา งบประมาณก็จะค่อย ๆ ไหลเข้ามาเอง และสิ่งที่จะทำให้หลักฐานเหล่านี้น่าเชื่อถือที่สุดคือ First-Party Data ที่เก็บจากผู้บริโภคจริงขององค์กรเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ครับ
5. International Growth ด้วย Localization คือกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในยุคที่ตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน คำถามที่แบรนด์ควรเริ่มถามตัวเองคือ “ตลาดต่อไปของเราอยู่ที่ไหน” ซึ่งจากข้อมูลของรายงาน Clear Signals พบว่านักการตลาดใน SEA เริ่มมองหาคำตอบนี้กันอย่างจริงจังแล้วครับ
ตัวเลขที่น่าสนใจ
66% ยังให้ความสำคัญกับ APAC เป็นอันดับ 1 แต่ที่น่าสนใจคือ 47% จัด CIS และรัสเซียให้อยู่ใน Top 3 ของตลาดที่อยากขยายไป
ตลาดผู้ใช้ภาษารัสเซียถูกมองว่าเป็น 1 ใน 3 ตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในระดับนานาชาติ
อุปสรรคหลักของการขยายตลาด ได้แก่ ค่าใช้จ่าย (46%) การขาดข้อมูลเชิงลึกข้ามประเทศ (38%) และความยากในการวัด ROI ในแต่ละตลาด (35%)
จากตัวเลขเราจะเห็นโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้นครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับอุปสรรคสำคัญที่ซ่อนอยู่ครับ นั่นคือแรงกดดันเรื่อง “งบประมาณ” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ แต่ซ้อนทับอยู่กับความยากในการทำ Localization และการขาด Data ของต่างประเทศ และเมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ต้นทุนการทดลองตลาดสูงขึ้น จนหลายแคมเปญต้องชะงักอยู่แค่ช่วงทดลอง เพราะนักการตลาดขาดความมั่นใจที่จะขยายสเกลงานต่อ
แต่ถึงอย่างนั้นการขยายตลาดก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะเมื่อตลาดหลักเริ่มเติบโตช้าลง การขยายฐานลูกค้าไปต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่แบรนด์ต้องระวังคือ พฤติกรรมผู้บริโภคต่างชาติมักต่างจากบ้านเรา พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันทีจากการเห็นแอดโซเชียลมีเดีย แต่เน้น “ความน่าเชื่อถือ” และใช้เวลาพิจารณาข้อมูลเชิงลึกผ่าน Search หรือวิดีโอรูปแบบยาวมากกว่า
ดังนั้น การลุยตลาดต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่การ Copy & Paste คอนเทนต์เดิมไปแปลภาษา แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมการเสพสื่อที่แท้จริงของคนในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์และสร้างความไว้วางใจให้ได้ครับ
6. ตลาด CIS และรัสเซีย โอกาสที่ซ่อนอยู่ในที่ที่ใครก็ยังไม่ได้แย่งกัน
ในขณะที่นักการตลาดส่วนใหญ่ใน SEA มองไปที่ตลาด APAC, ตะวันตก หรือยุโรป ตลาด CIS (Commonwealth of Independent States) กลับเป็นพื้นที่ที่ยังถูกพูดถึงน้อยมาก ทั้งที่มีศักยภาพการเติบโตและการแข่งขันที่ต่ำกว่าตลาดหลักอย่างชัดเจน
ตัวเลขที่น่าสนใจ
แคมเปญในตลาด CIS ที่เน้นประสบการณ์ทำงานได้ดีกว่ามาก (59% ในตลาด CIS เทียบกับ 47% ในตลาดทั่วไป)
ผู้ลงโฆษณาที่มุ่งตลาด CIS ให้ความสำคัญกับ Personalization ถึง 39% และ First-Party Data ถึง 41% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ SEA อย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ทำให้ตลาดกลุ่มนี้แตกต่างจากตลาดอื่นอย่างชัดเจนคือพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและคุณภาพของประสบการณ์ที่จะได้รับ ดังนั้นแบรนด์ที่ต้องการเจาะตลาด CIS และรัสเซีย ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนว่ากลุ่มผู้บริโภคในตลาดนี้กำลังค้นหาอะไร อยู่บนแพลตฟอร์มใด และใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ
จากนั้นจึงสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ในมิติของประสบการณ์ แทนที่จะใช้กลยุทธ์โปรโมชันลดราคาแบบที่ใช้ในตลาดอื่น และที่สำคัญคือการเข้าใจ Ecosystem การใช้งานแพลตฟอร์มของผู้บริโภครัสเซีย เนื่องจากแพลตฟอร์มยอดนิยมที่นักการตลาดไทยคุ้นเคยอย่าง TikTok หรือ Instagram ไม่ได้เป็นช่องทางโฆษณาหลักสำหรับผู้ใช้งานในตลาดนี้ ดังนั้น การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยแพลตฟอร์มและบริการที่คนกลุ่มนี้ใช้งานและเชื่อถืออยู่เป็นประจำ มากกว่าการนำแคมเปญจากตลาดอื่นมาใช้โดยตรง
ซึ่ง Yandex Ads เองในฐานะผู้เชี่ยวชาญก็มีโซลูชันที่พร้อมจะช่วยพาแบรนด์ก้าวผ่านความเสี่ยงในการทดลองตลาดไปสู่การขยายตลาดต่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ได้จริงได้อย่างตรงจุดและคุ้มค่าที่สุดครับ
สรุป เจาะ 6 สัญญาณ Digital Marketing 2026 จาก Yandex Ads ก้าวข้ามยุคแห่งการ “ทดลอง” สู่การ “สเกลผลลัพธ์” ให้จับต้องได้
จาก Digital Marketing 2026 ที่เราได้ไล่เรียงกันมา จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่คือการกลับมาให้ความสำคัญกับการนำสิ่งที่มีอยู่ในมือไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
AI แพร่หลายจน 77% ของนักการตลาดใช้กันแล้ว Mobile กลายเป็นสนามรบที่ทุกคนอยู่ในนั้นกันครบ และ Video ก็ไม่ใช่เทรนด์ใหม่อีกต่อไป สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างในปี 2026 จึงไม่ใช่ “สิ่งที่แบรนด์มี” แต่คือ “สิ่งที่แบรนด์ทำได้จริงกับสิ่งที่มี”
สิ่งที่รายงาน Clear Signals ชี้ให้เห็นชัดที่สุดคือ การเติบโตของ Digital Marketing ใน SEA ในปีนี้จะไม่ได้มาจากการตามเทรนด์ที่เร็วที่สุด แต่จะมาจากความสามารถในการรู้จักกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึก รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน และสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างตรงจุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน สิ่งที่ทำให้การตลาดประสบความสำเร็จก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือความเข้าใจในตัวผู้บริโภคนั่นเองครับ
และถ้าใครอยากลงลึกมากว่านี้ สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มจากทาง Yandex Ads ได้ที่นี่เลยครับ>> https://ads.yandex.com/newsroom/news/yandex-ads-yougov?utm_source=kol&utm_medium=social&utm_campaign=clearsignal&utm_content=everydaymarketing