ครั้งนี้การตลาดวันละตอนมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงาน TikTok Apps Summit 2026 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นงานที่เชิญสื่อจากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการตลาดวันละตอนก็เป็นหนึ่งในสื่อจากประเทศไทยที่ได้รับเชิญในครั้งนี้ค่ะ ทางทีมจึงขอเก็บข้อมูลและมุมมองน่าสนใจจากงานมาฝากทุกท่านค่ะ
หนึ่งใน Session ที่น่าสนใจ คือการนำเสนออินไซต์จาก Sensor Tower โดยคุณ Krishan Patel, Country Head, INSEA & ANZ ที่พาให้เห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญค่ะ วันนี้อุตสาหกรรมกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากผู้ใช้เดิมมากขึ้น ทั้งการทำให้ผู้ใช้กลับมาใช้เวลาบนแอปนานขึ้น และมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตลาดเกมมือถือที่แม้ยอดดาวน์โหลดเริ่มชะลอตัว แต่รายได้และเวลาการใช้งานกลับเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน Mini Dramas ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามากทีเดียวค่ะ จากคอนเทนต์สั้นเพื่อความบันเทิง กำลังพัฒนาเป็นพฤติกรรมการรับชมใหม่ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค และอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของทั้งนักพัฒนาแอป แบรนด์ และผู้ผลิตคอนเทนต์ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราไปเริ่มดูอินไซต์จาก Session นี้กันเลยค่ะ
จาก Quantity สู่ Quality เมื่อเกมมือถือไม่ได้โตด้วยยอดดาวน์โหลดอย่างเดียว
หนึ่งในอินไซต์สำคัญจาก Sensor Tower คือภาพของอุตสาหกรรมเกมมือถือที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจค่ะ เพราะแม้ยอดดาวน์โหลดเกมมือถือทั่วโลกจะลดลง 7% เมื่อเทียบเป็นรายปี เหลือประมาณ 50 พันล้านครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายได้จากการซื้อในแอป หรือ IAP กลับเพิ่มขึ้น 1% แตะระดับ 82 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เวลาการใช้งานในเกมก็เพิ่มขึ้น 1% เช่นกัน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ตลาดเกมมือถือไม่ได้หดตัวลง แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้เล่นเลือกมากขึ้น ผู้ใช้อาจไม่ได้ดาวน์โหลดเกมใหม่บ่อยเท่าเดิม แต่กลับใช้เวลาและใช้เงินกับเกมที่ตัวเองเล่นอยู่แล้วมากขึ้นค่ะ ดังนั้นโจทย์ของนักพัฒนาเกมในวันนี้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง Value per User หรือมูลค่าต่อผู้ใช้ให้มากขึ้น มากกว่าการเร่งหาผู้ใช้ใหม่เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้เล่นกลับมาเล่นซ้ำ ใช้เวลาในเกมนานขึ้น หรือมีเหตุผลให้ใช้จ่ายต่อเนื่องค่ะ นี่จึงถือเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมเกมมือถือกำลังขยับจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้นนั่นเองค่ะ
Gaming Monetization เมื่อเกมต้องสร้างรายได้จากประสบการณ์ที่กลมกลืน
เมื่อยอดดาวน์โหลดไม่ใช่คำตอบเดียวของการเติบโต กลยุทธ์การสร้างรายได้จากผู้ใช้เดิมจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นที่ยอมจ่ายเงินอยู่แล้ว เกมจำนวนมากจึงใช้ Live Ops หรือกิจกรรมภายในเกมเข้ามากระตุ้นให้ผู้เล่นกลับมาเล่นซ้ำและใช้จ่ายต่อเนื่อง
ตัวอย่างกลไกที่ Sensor Tower ระบุว่าสร้างผลลัพธ์ได้ดี ได้แก่ เมนูกิจกรรมในเกม ระบบภารกิจ และระบบ Pass รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดมีจุดร่วมสำคัญคือ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่ามีเป้าหมาย มีเวลาจำกัดในการตัดสินใจ และเห็นความก้าวหน้าของตัวเองอย่างต่อเนื่องค่ะ
ขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มผู้เล่นที่ไม่ได้จ่ายเงิน โฆษณาก็กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะ Playable Ads ที่ให้ผู้ใช้ทดลองเล่นหรือมีส่วนร่วมกับโฆษณา และ Rewarded Ads ที่ให้รางวัลตอบแทนผู้เล่น เช่น เหรียญ ไอเทม หรือสิทธิพิเศษในเกม จึงเห็นได้ว่าเกมยุคใหม่ต้องคิดมากกว่าการดึงคนเข้ามาเล่น แต่ต้องออกแบบทั้งกิจกรรมและโฆษณาให้กลมกลืนกับประสบการณ์ของผู้เล่น เพื่อสร้างรายได้โดยไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกถูกรบกวนค่ะ
Mini Dramas คลื่นลูกใหม่ที่เปลี่ยนคอนเทนต์สั้นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ
Mini Dramas กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมความบันเทิงบนมือถือ และเป็นประเด็นที่ Sensor Tower ชี้ว่าน่าจับตามองอย่างมากในปีนี้ค่ะ ข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า ยอดดาวน์โหลดแอปละครสั้นทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ 2.26 พันล้านครั้ง และในไตรมาสแรกของปี 2026 ยังเติบโตขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะเดียวกัน รายได้จากการซื้อในแอปของกลุ่มละครสั้นทั่วโลกก็แตะ 750 ล้านดอลลาร์ภายในไตรมาสเดียว
ความน่าสนใจของ Mini Dramas อยู่ที่พฤติกรรมของผู้ชมที่เริ่มเปลี่ยนจากการเปิดดูเพื่อค้นพบคอนเทนต์ใหม่ ไปสู่การรับชมเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือ Daily Habit มากขึ้นค่ะ เมื่อละครสั้นเริ่มเข้ามาแย่งเวลาจากแพลตฟอร์มวิดีโอและ OTT แบบดั้งเดิม ภาพนี้จึงสะท้อนว่า Mini Dramas กำลังค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของตัวเองใน Ecosystem ความบันเทิงดิจิทัล และอาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของทั้งนักพัฒนาแอป แบรนด์ และผู้ผลิตคอนเทนต์ในอนาคต ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และโอกาสในการสร้างรายได้ที่ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มความบันเทิงได้ค่ะ
SEA ขึ้นแท่นตลาดสำคัญ เมื่อ Mini Dramas กลายเป็น Daily Habit ของผู้ชม
อีกหนึ่งภาพที่น่าสนใจคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ Mini Dramas ในระดับโลกค่ะข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนยอดดาวน์โหลดแอปละครสั้นสูงถึง 32% ของโลก และเติบโตถึง 220% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่อินเดียก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เติบโตแรงมาก โดยมียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นถึง 370% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Mini Dramas กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดที่ผู้บริโภคใช้มือถือเป็นหลัก และคุ้นเคยกับคอนเทนต์ที่ดูง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องให้ติดตามค่ะ
นอกจากการเติบโตในแง่ยอดดาวน์โหลดแล้ว Mini Dramas ก็กำลังขยับจากคอนเทนต์ที่ผู้ชมเปิดดูเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ไปสู่การเป็น Daily Habit หรือพฤติกรรมการรับชมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวันมากขึ้นค่ะ จากอีกหนึ่งข้อมูลของ Sensor Tower พบว่า เวลาที่ผู้ชมทั่วโลกใช้กับ Short Drama เพิ่มขึ้นถึง 478% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาส 1 ปี 2026 โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนเวลาการรับชมมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั่วโลก และผู้ใช้ในภูมิภาคนี้ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 40 นาทีต่อวันกับแอป Short Drama ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับแอปความบันเทิงหลักอื่น ๆ ค่ะ
สำหรับตลาดไทย ภาพนี้ถือเป็นโอกาสที่น่าจับตามากที่สุดค่ะ เพราะไทยมีจุดแข็งด้านการเล่าเรื่อง นักแสดง และคอนเทนต์บันเทิงอยู่แล้ว หากสามารถปรับรูปแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ชมบนมือถือ Mini Dramas ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยพาคอนเทนต์ไทยเติบโตได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศค่ะ
Localization และ Content Cadence กุญแจสำคัญที่ทำให้ Mini Dramas โตได้อย่างยั่งยืน
เมื่อ Mini Dramas เริ่มเติบโตในหลายตลาด คำถามสำคัญต่อมาคือ ทำอย่างไรให้คอนเทนต์รูปแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่สามารถรักษาผู้ชมและสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่องค่ะ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ Sensor Tower ชี้ว่าสำคัญมากคือ Localization หรือการปรับคอนเทนต์ให้เข้ากับพฤติกรรมและวัฒนธรรมของแต่ละตลาด เพราะผู้ชมในแต่ละประเทศอาจชอบวิธีเล่าเรื่อง ตัวละคร ภาษา หรือสไตล์ภาพที่แตกต่างกัน การใช้สูตรเดียวกันกับทุกตลาดจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไปค่ะ
ตัวอย่างเช่น FreeReels ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นในการนำเสนอ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงผู้ชมในตลาดอย่างอินเดีย ขณะที่ NetShort เลือกปรับสไตล์เป็น Anime เพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นค่ะว่า Mini Dramas ที่จะเติบโตได้ ต้องเข้าใจทั้งแพลตฟอร์มและวัฒนธรรมของผู้ชมไปพร้อมกัน
นอกจากการปรับให้เข้ากับแต่ละตลาดแล้ว สิ่งที่ช่วยรักษาความสนใจของผู้ชมได้อย่างต่อเนื่องคือ Content Cadence หรือจังหวะการปล่อยคอนเทนต์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพราะ Mini Dramas เป็นคอนเทนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยการติดตามเป็นตอน ๆ หากผู้ชมเริ่มอินกับเรื่องแล้ว การมีตอนใหม่หรือคอนเทนต์ใหม่เข้ามารองรับอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ชมกลับมาใช้งานซ้ำและอยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น
ดังนั้นสรุปได้ว่า การเติบโตของ Mini Dramas จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจผู้ชมในแต่ละตลาด และการวางจังหวะคอนเทนต์ให้ต่อเนื่องพอที่จะเปลี่ยนความสนใจแรกให้กลายเป็นการติดตามในระยะยาวค่ะ
Mini Dramas กับโอกาสของคอนเทนต์ไทยใน Close-Loop Ecosystem ของ TikTok
นอกจากอินไซต์จาก Sensor Tower ที่ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ของตลาดแอป เกม และ Mini Dramas ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว หลังจบงานทางการตลาดวันละตอนยังมีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณธัญวุฒิ วงษ์สุนทร, General Manager, TikTok for Business, Thailand เพื่อเจาะลึกมุมมองของ TikTok ต่อทิศทางธุรกิจในประเทศไทยโดยเฉพาะค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์นี้ คือ TikTok กำลังขยับบทบาทจากแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ไปสู่ Close-Loop Ecosystem ที่ผู้ใช้สามารถค้นหา รับชม เล่น ซื้อ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ได้ครบภายในแอปเดียวค่ะ
โดยทิศทางนี้สะท้อนผ่านหลายบริการที่ TikTok กำลังผลักดันค่ะ ไม่ว่าจะเป็น TikTok Shop ที่แข็งแรงอยู่แล้ว, Search ที่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้ใช้รุ่นใหม่, Local Services ที่เชื่อมต่อบริการท่องเที่ยว และ Entertainment อย่าง Mini Series และ Mini Gaming ที่อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของคอนเทนต์ไทยในอนาคต
สำหรับประเทศไทย Mini Dramas ถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่น่าจับตามองมากที่สุดค่ะ เพราะเป็นฟอร์แมตที่สอดคล้องกับจุดแข็งของไทยในด้านคอนเทนต์บันเทิง โดยคุณปอนด์กล่าวว่า ประเทศไทยครองอันดับ 3 ด้านยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mini-series ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยเปิดรับคอนเทนต์มินิซีรีส์ค่อนข้างสูงอยู่แล้วค่ะ ขณะเดียวกัน ฐานผู้ใช้ TikTok ในไทยก็มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วง อายุ 18-35 ปี ที่มี สัดส่วนมากกว่า 40% จากผู้ใช้งานทั้งหมด 53 ล้านบัญชี
เมื่อพฤติกรรมผู้ชมพร้อม และแพลตฟอร์มมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือโอกาสในการพัฒนา Mini Dramas ให้กลายเป็นคอนเทนต์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การดูบนมือถือมากขึ้นค่ะ ซึ่งคุณปอนด์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ความน่าสนใจของ Mini Dramas สำหรับประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่การเริ่มสร้างคอนเทนต์ใหม่จากศูนย์ เพราะคอนเทนต์บันเทิงของไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว ทั้งการเล่าเรื่อง นักแสดง และพล็อตที่คนดูอินได้ง่าย
แต่สิ่งที่ Mini Dramas เข้ามาเติม คือการทำให้คอนเทนต์เหล่านี้มีพื้นที่และระบบที่ช่วยให้ผู้ชมค้นพบ และมีส่วนร่วมได้ภายในเส้นทางเดียวมากขึ้นค่ะ โดยแนวที่ได้รับความนิยมในไทยคือ “ละครคุณธรรม” เช่น เรื่องแนวประธานบริษัทปลอมตัวมา หรือเรื่องที่มีจุดหักมุมชัดเจน รวมถึง แนว Love Story ที่กำลังได้รับความนิยมและมาแรงในไทยค่ะ
คุณปอนด์ยังเล่าอีกว่า Mini Dramas ในไทยจะเริ่มเป็น 2 เฟสหลักค่ะ โดยในระยะแรก จะเป็นรูปแบบ Open Loop คือผู้ใช้เห็นโฆษณาบน TikTok แล้วกดออกไปดูต่อบนแอปของพาร์ทเนอร์ หลังจากนั้น TikTok จะค่อย ๆ ขยับไปสู่ Phase 2 หรือรูปแบบ Close Loop มากขึ้น ซึ่งผู้ใช้สามารถรับชมและทำธุรกรรมภายใน TikTok ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตอนต่อไป การซื้อ Token หรือการปลดล็อกคอนเทนต์ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบระบบร่วมกับพาร์ทเนอร์ในไทยอยู่ค่ะ สามารถรอติดตามกันได้เลยค่ะ
ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยให้ Mini Dramas มีโอกาสกลายเป็นรายได้รูปแบบใหม่ของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทย ผ่านการทำ Revenue Sharing ร่วมกับแพลตฟอร์ม แทนที่จะพึ่งพาเพียงรายได้จากสปอนเซอร์หรือโฆษณาแบบเดิมเพียงอย่างเดียวค่ะ ขณะเดียวกันแบรนด์ก็สามารถใช้ละครสั้น เป็น Distribution Channel ใหม่ในการสื่อสารกับผู้บริโภค เพราะแบรนด์สามารถผลิต Mini-series ของตัวเอง ใส่สินค้าเข้าไปในเนื้อเรื่องแบบ Tie-in และเชื่อมต่อกับการขายผ่านตะกร้าเหลืองได้ทันที โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกตัวว่ากำลังโดนโฆษณา และเทรนด์นี้เป็นสิ่งที่นักการตลาดควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันกำลังจะกลายเป็นเทรนด์ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริงในอนาคตเหมือนกับ TikTok Shop นั่นเองค่ะ
ซึ่งในปัจจุบัน TikTok ก็กำลังพูดคุยกับพาร์ตเนอร์ในไทยประมาณ 10 ราย โดยราว 80% หรือประมาณ 7 – 8 ราย เป็นผู้เล่นไซส์เล็กและกลาง สะท้อนให้เห็นค่ะว่าโอกาสของ Mini Dramas ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ Production House ทีมครีเอเตอร์ และผู้ผลิตคอนเทนต์รายย่อยเข้ามาต่อยอดผลงานของตัวเองบนแพลตฟอร์มได้มากขึ้น
ขณะนี้ก็มี พาร์ตเนอร์ประมาณ 6 – 7 รายที่เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการวางระบบหลังบ้านและเตรียมงานแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในอนาคต แต่กำลังเริ่มขยับเข้าสู่การทดลองใช้งานจริงในตลาดไทยมากขึ้น หากผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยมีไอเดียที่แข็งแรง และสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ดึงผู้ชมให้อยากติดตามต่อได้ เครื่อก็อาจกลายเป็นช่องทางใหม่ที่ช่วยให้ผู้เล่นรายเล็กและกลางมีโอกาสสร้างฐานผู้ชม และต่อยอดรายได้บนแพลตฟอร์มได้ชัดเจนขึ้นค่ะ
สรุป TikTok Apps Summit 2026 เปิด Data Insight จาก Mini Dramas และ Mini Games โอกาสใหม่ของธุรกิจแอปใน SEA
โดยภาพรวม TikTok Apps Summit 2026 ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแอป เกม และความบันเทิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการแข่งกันสร้างยอดดาวน์โหลด ไปสู่การสร้าง Engagement รายได้ และประสบการณ์ที่ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งสำหรับประเทศไทย Mini Dramas อาจเป็นหนึ่งในโอกาสใหม่ที่ช่วยต่อยอดจุดแข็งด้านคอนเทนต์บันเทิงไทยให้เติบโตได้ไกลกว่าเดิมค่ะ