เจาะลึก Taste Dee Trend เมื่อความเทสต์ดีคือไลฟ์สไตล์ที่ขายได้ของ Gen Z

ลองหยิบมือถือมาแล้วไถฟีดส่องไอจี Gen Z ในยุคนี้ดูสิครับ สิ่งที่เราจะเห็นจะเป็น รูปแก้วมัทฉะลาเต้ในคาเฟ่แสงสลัว ๆ, ภาพแคปเจอร์หน้าจอ Playlist เพลงนอกกระแส, หนุ่มสะพายกระเป๋าผ้าที่ดูเป็นมิตร, หรือภาพไม่ให้เห็นหน้า พฤติกรรมเหล่านี้คือการเล่าตัวตนผ่านสิ่งที่เรียกกันว่า “Taste Dee Trend” ครับ

แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงเราจะพบกับ Insight ที่ซับซ้อนกว่าที่คิดครับ เพราะมันกำลังสะท้อนให้เห็นถึงความโหยหาการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นที่ซ่อนอยู่ ทำไมคนยุคนี้ถึงต้องพยายามทำให้ตัวเองดู “เทสต์ดี” ตลอดเวลา? วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกเบื้องหลังของเทรนด์นี้กันครับ ว่าทำไมรสนิยมถึงกลายเป็นเรื่องซีเรียสของการมีชีวิตอยู่ในยุคนี้กับบทความ เจาะลึก Taste Dee Trend เมื่อความเทสต์ดีคือไลฟ์สไตล์ที่ขายได้ของ Gen Z

หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ทำไปเถอะไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นหรอก” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องไม่ลืมว่านี่คือเจนที่โตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียทุกโพสต์ล้วนถูกผ่านสายตาของคนอื่นเสมอ การแชร์ไลฟ์สไตล์ที่ดูแปลก ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ หรือหลุดออกจากกรอบคำว่า ‘เทสต์ดี’ อาจนำไปสู่การถูกสังคมตัดสินว่า “คนนี้ไม่น่าคบ” หรือ “ไม่มีเทสต์” ซึ่งมันกระทบต่อชีวิตจริง ทั้งเรื่องโอกาสในการเข้าสังคม การได้รับการยอมรับ ไปจนถึงการพัฒนาความสัมพันธ์เลยครับ

ความกดดันที่ว่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกที่คิดกันไปเองครับ เพราะข้อมูลจาก Dentsu ระบุชัดเจนว่า กว่า 60% ของ Gen Z ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอมรับว่าพวกเขากำลังแบกรับความกดดันที่ต้องวิ่งตามเทรนด์ให้ทัน หรือที่เรียกกันว่าภาวะ ‘New FOMO’ มันไม่ใช่แค่การกลัวพลาดปาร์ตี้ หรือกลัวคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องเหมือนยุคก่อน แต่คือการกลัวพลาดมาตรฐานชีวิตที่ดีการต้องทนเห็นภาพความสำเร็จและชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่นบนหน้าฟีดทุกวัน ทำให้วัยรุ่นหลายคนเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบแบบไม่รู้ตัว จนกัดกินความมั่นใจให้ลดลงไปเรื่อย ๆ ครับ

จากตรงนี้ทำให้เราเห็น Insight ที่ว่าแม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกของ Gen Z จะดูเป็นเจนที่รักอิสระ กล้าแสดงออก และดูเป็นตัวตัวเองแค่ไหน แต่ลึกลงไปการได้รับการยอมรับในสายตาคนอื่นก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่พวกเขากังวล แคร์ มากเป็นอันดับต้น ๆ อยู่ดีครับ

หากเราลองดูที่มาจริง ๆ คำว่า “วัยรุ่นเทสต์ดี” มาจากการเป็นคำศัพท์ไวรัลบนแพลตฟอร์ม TikTok ครับ ในช่วงแรก คำนี้ถูกสร้างขึ้นมาในแง่บวก เพื่อใช้ชื่นชมกลุ่มคนที่มีรสนิยมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ดูลงตัวแบบไม่ต้องพยายาม หรือเทสต์การฟังเพลงที่ดูมีคลาส

ขอบคุณรูปภาพจาก: Tipplexn

แต่เมื่อเทรนด์คำว่าเทสต์ดีอยู่บนโลกโซเชียลจึงเกิดการเปรียบเทียบชีวิตกันตลอดเวลา จากที่เคยเป็นแค่คำชื่นชมธรรมดา มันจึงค่อย ๆ กลายเป็นบรรทัดฐานครับ จนสร้างความกดดันให้กับ Gen Z หลายคน สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง และไม่มั่นใจในคุณค่าของตัวเองเมื่อรู้สึกว่าชีวิตธรรมดาของตัวเองอาจจะยังดูดีไม่พอเมื่อไปเทียบกับภาพของคนอื่นในหน้าฟีด

ท้ายที่สุด ความกดดันเหล่านี้ จึงทำให้พวกเขารู้สึกว่า ต้องพยายามสร้างตัวตนในอุดมคติขึ้นมาบนโลกออนไลน์ พฤติกรรมการคุมโทนรูปภาพ หรือการเลือกพรีเซนต์เฉพาะไลฟ์สไตล์เก๋ ๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่มันคือการใช้ตัวตนดิจิทัลเป็น เกราะป้องกันในการเยียวยาตัวเอง เพื่อเติมเต็มช่องว่างในจิตใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัย และดึงความรู้สึกว่าตัวเองยังคงมีตัวตน และได้รับการยอมรับจากสังคมให้กลับคืนมาครับ

จากความต้องการที่จะมีตัวตนผสมกับความกลัวที่จะตกกระแสสิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดเทรนด์ “เทสต์ดี” ครับ ในยุคนี้คำว่า “เทสต์ดี” ไม่ใช่แค่การมีหน้าตาดี หรือการแต่งตัวเก่ง แต่มันกลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์แบบองค์รวม สถิติที่น่าสนใจคือ คำว่า “เทสต์ดี” มีอัตราการค้นหาบน Google พุ่งสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

Taste Dee Trend

สถิติที่น่าสนใจคือ คำว่าเทสต์ดีถูกค้นหาบน Google พุ่งสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งความหมายของมันครอบคลุมพฤติกรรมหลายอย่าง เช่น:

  • การเลือกกินอาหาร และการไปใช้ชีวิตในคาเฟ่เก๋ ๆ
  • การฟังเพลงแนวที่คนอื่นไม่ค่อยฟัง หรือโชว์หน้าจอแคปเพลงใน Apple Music
  • การใช้ชีวิตโดยรวมที่ดูมีคลาส
  • การถ่ายรูปที่ดูเป็นธรรมชาติ เป็นมุมเผลอ ไม่ดูตั้งใจ
Taste Dee Trend
ขอบคุณรูปภาพจาก: VMAN SEA

จากความต้องการที่จะโดดเด่นและมีตัวตนบนโลกโซเชียล นำไปสู่ยุคที่ความเทสต์ดีถูกทำให้กลายเป็นสินค้า จนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจและพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่มารองรับความต้องการนี้ครับ

เมื่อรูปที่ดูดีที่สุดคือรูปที่เหมือนไม่ได้ตั้งใจถ่าย อาชีพใหม่อย่าง Lifestyle Photo Stylist จึงกำเนิดขึ้นครับ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ช่างภาพ แต่เป็นเหมือน ‘Vibe Director’ ที่คอยบรีฟท่า หามุมแสงเผลอ ๆ และช่วยคุมโทนภาพให้ดูเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเน็ตไอดอล เพื่อช่วยวัยรุ่นธรรมดา ๆ สร้าง Personal Branding ที่ดูแพงแบบไม่ต้องพยายามครับ

@iknowyouvibes

เบื้องหลังเป็นตากล้องถ่ายรูปให้คุณ CK ? จะเป็นยังไงไปดู 🫣‼️@Ckfastwork @cknowork #ckfastwork #fastwork #จ้างเพื่อนถ่ายรูป #รับถ่ายรูป #ถ่ายรูปเทสดี

♬ Brass funk on TV and entertainment programs(1527933) – zomap

แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือการเกิดขึ้นของกลุ่มซื้อขายรูปภาพไลฟ์สไตล์ครับ วัยรุ่นหลายคนยอมจ่ายเงิน 5-10 บาท เพื่อแลกกับรูปแก้วกาแฟสเปเชียลตี้มุมสวย ๆ รูปร้านซูชิชื่อดัง หรือยอมจ่ายเงินจ้างคนแปลกหน้ามาอวยพรวันเกิดแท็กติกลงสตอรี่ IGพฤติกรรมนี้มันคือความพยายามที่จะซื้อสถานะทางสังคม และสร้างภาพจำว่าตนเองมีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง มีไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา และเป็นคนที่มีเทสต์ดีไม่แพ้ใครในหน้าฟีดครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก: sumupth

ถ้าเรามาวิเคราะห์ผ่าน Self Presentation Theory ของนักสังคมวิทยา Erving Goffman พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะมนุษย์ทุกคนเหมือนนักแสดงที่มี Front stage ไว้สำหรับนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดของตัวเองเสมอ รูปแก้วกาแฟสเปเชียลตี้หรือวิวสวย ๆ ในราคา 5 บาท จึงเป็นสิ่งที่เอาไว้เล่าเรื่องตัวตนที่เขาอยากจะเป็นครับ

มันช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง “ตัวตนจริง” กับ “ตัวตนที่อยากเป็น” ได้เร็ว พฤติกรรมนี้จึงเป็นการซื้อไลฟ์สไตล์สำเร็จรูป และซื้อความมั่นใจ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่าและสอดคล้องกับค่านิยมในโลกออนไลน์ที่ทุกคนต่างถูกจับจ้องประเมินกันอยู่ตลอดเวลาครับ

ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ชายเองก็มีเทรนด์ที่แตกออกมานั่นคือ ‘Performative Male’ หรือการสร้างภาพลักษณ์หนุ่ม Green Flag ที่ดูอบอุ่นและปลอดภัย กระเป๋าผ้าสีเอิร์ธโทน หนังสือคลาสสิก แผ่นเสียงวินเทจ หรือการถือแก้วมัทฉะลาเต้เดินตามคาเฟ่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกพกติดตัวไว้เพื่อใช้งานเสมอไปครับ แต่มันทำหน้าที่เป็น Prop ที่ถูกเซ็ตขึ้นมาเพื่อสื่อสารให้โลกรู้ถึงความอ่อนโยน ความใส่ใจ และสะท้อนรสนิยมที่ตรงกับอุดมคติของสาว ๆ ยุคนี้มองหาครับ ถ้าใครอยากศึกษาลงลึกกว่านี้ผมแนะนำอ่านบทความนี้ต่อเลยครับ วิเคราะห์พฤติกรรมคนยุคใหม่เทสต์ดีได้ แค่จ่าย 5 บาท โดย Self-Presentation Theory

ขอบคุณรูปภาพจาก: insidehook

ในมุมมองของผมถ้าแบรนด์ไหนมองว่าอยากจับกลุ่มคนเทสต์ดีสิ่งที่แบรนด์ควรทำคือพาตัวเองเข้าไปฝังอยู่ใน Ecosystem ของคนเทสต์ดีครับ หัวใจสำคัญของการสื่อสารในยุคนี้คือ การสร้าง Brand Aura ที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแค่ใช้แบรนด์นี้ คุณคือคนมีเทสต์

แบรนด์ควรเอาตัวเองไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การทำแคมเปญครอสโอเวอร์กับคาเฟ่ลับเก๋ ๆ แกลเลอรีศิลปะ หรืองานนิทรรศการที่คนกลุ่มนี้ชอบไป เพื่อเอา Vibe ของสถานที่เหล่านั้นมาสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ครับ

และแทนที่จะเน้นจ้างอินฟลูสายรีวิวตรง ๆ แบรนด์ควรหันมาเลือกใช้อินฟลูสาย Lifestyle หรือ Micro influencer ที่เทสต์ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมาสื่อสาร เพราะคอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคุมมู้ดจะช่วยสร้างภาพจำและกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากซื้อตามเพื่อสร้างไลฟ์สไตล์แบบนั้นบ้างครับ

ท้ายที่สุดนี้ผมมองว่า Taste Dee Trend คือการสร้างตัวตนรูปแบบใหม่ของผู้บริโภคยุคนี้ครับ แบรนด์ที่จะครองใจชาว Gen Z ได้ในระยะยาว คือแบรนด์ที่สามารถผสานโปรดักส์และบริการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์พวกเขาได้แบบดูเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นแบรนด์ที่ทำหน้าที่ช่วยยกระดับความมั่นใจให้พวกเขากล้าที่จะพรีเซนต์ตัวตนบนโลกโซเชียลครับ

Source Source Source

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *