สวัสดีค่ะ บทความนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่กันค่ะ จากงาน การตลาดเดือนละตอน #2 ที่เราจัดกันทุกเดือน ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ได้พูดถึงหัวข้อ GEN AnZiety Marketing Trends 2026 by Gen Z ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สะท้อนภาพชีวิตของชาว Gen Z ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาท่ามกลางความกดดันรอบด้านเลยค่ะ เป็นยุค Polycrisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นพิษเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ความวุ่นวายทางสังคมหรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวจนน่ากลัวพอ ๆ กับที่น่าตื่นเต้น ไหนจะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นวิกฤตโลกและความคาดหวังที่บีบให้ต้องเก่งต้องสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย
สภาวะ “ตึงเครียด” เหล่านี้เองค่ะ ที่ทำให้พฤติกรรมและการตัดสินใจซื้อของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นโจทย์หินที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องตีให้แตก ว่าจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยความกังวลแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังของพวกเขาได้อย่างไร เรามาลองดูกันค่ะ ว่าเบื้องหลังการใช้ชีวิตของชาว Gen Z ในยุค 2026 นี้มี Trends และ Insight อะไรบ้าง
สภาวะ Polycrisis และการก่อกำเนิดของประชากร Gen Z
จากที่ได้เล่าไปว่ายุค Polycrisis ส่งผลกระทบมากมาย ซึ่งประชากรกลุ่ม Gen Z จะมีช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 30 ปี คือกลุ่มคนที่รับแรงกระแทกจากสภาวะนี้อย่างเต็มรูปแบบที่สุดค่ะ พวกเขาเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจนเกิดภาวะที่เรียกว่า Quarter-Life Crisis เร็วกว่าคนรุ่นก่อนหน้าโดยคำถามที่ว่า “ฉันกำลังทำอะไรกับชีวิต” กลายเป็นเสียงสะท้อนที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มคนวัยนี้
งานการตลาดเดือนละตอน #2 ในหัวข้อ GEN AnZiety Marketing Trends 2026 by Gen Z
ข้อมูลสถิติสะท้อนให้เห็นว่า 40% ของ Gen Z ทั่วโลกยอมรับว่ารู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลแทบจะตลอดเวลาแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในบริบทของประเทศไทยที่พบว่า 63% ของ Gen Z ชาวไทยต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกค่ะ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจจึงเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของพวกเขาเปลี่ยนไปสู่การมองหาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับการเยียวยาจิตใจ โดยแบรนด์ที่สามารถมอบช่วงเวลาแห่งความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางมรสุมชีวิตได้จะกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจค่ะ
งานการตลาดเดือนละตอน #2 ในหัวข้อ GEN AnZiety Marketing Trends 2026 by Gen Z
16 GEN AnZiety Marketing Trends 2026
1.AI-Native เมื่อ AI ถูกใช้จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
หากจะพูดว่า Gen Z คือ Digital Natives ก็อาจจะดูน้อยไปสำหรับปี 2026 ค่ะ เพราะในตอนนี้พวกเขาได้ยกระดับไปสู่การเป็น AI-Native อย่างเต็มตัวแล้วค่ะ AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงซอฟต์แวร์หรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่ถูกปฏิบัติต่อในฐานะ “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่พร้อมแสตนด์บายตอบสนองตลอด 24 ชั่วโมง จากการสำรวจพบว่า 43% ของผู้ใช้ AI ในประเทศไทยคือคนกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะในช่วงอายุ 16-24 ปี และที่สำคัญคือกว่า 61% ของคนกลุ่มนี้ใช้ AI เพื่อการศึกษาและค้นหาความรู้ใหม่ ๆ เป็นหลักค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt :In a bustling urban night café, a young Asian teenage boy with an infectious smile and sleek black over-ear headphones immerses himself in a vivid smartphone screen. The vibrant glow of a holographic interface, washed in ethereal blue and pink, dances above the device, showcasing a futuristic chat with an endearing robotic AI. Clad in a laid-back, two-tone jacket, he sits amidst blurred silhouettes of patrons and neon illuminations, including a striking pink ‘CAFE.’ His face gleams with a symphony of neon hues and holographic light. The scene captures the intimate vibrancy of a cyberpunk-lite lifestyle with exquisite, cinematic clarity.
พฤติกรรมที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือการที่ Gen Z เลือกถาม AI เป็นทางเลือกแรกในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับการวางแผนชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อการค้นหาแบบเดิมค่ะ เพราะการรอคลิกลิงก์หลาย ๆ ลิงก์เพื่อรวบรวมข้อมูลเองนั้นช้าเกินไปสำหรับพวกเขา AI ที่สามารถสรุปและประมวลผลคำตอบที่พร้อมใช้งานได้ทันทีจึงกลายเป็นประตูบานแรกสู่ข้อมูลของแบรนด์ค่ะ
*Source: https://www.nationthailand.com/news/general/40058632
*Source: https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/gen-z-adoption-ai-2025
2.AI Fatigue ความโหยหา Human Touch
ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นในเทคโนโลยีล้ำสมัย เรากลับเริ่มเห็นสัญญาณของอาการเหนื่อยล้าที่เรียกว่า AI Fatigue กันมากขึ้นค่ะ ซึ่งก็คือภาวะที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึก “อิ่มตัว” และล้าจากการต้องปะทะกับ AI ในชีวิตประจำวันมากเกินไป จนในปี 2026 นี้ ความรู้สึกระแวงเริ่มเข้ามาแทนที่ความว้าวค่ะ หลายคนเริ่มไม่สบายใจทันทีที่รู้ว่าคอนเทนต์ที่กำลังดูอยู่ถูกสร้างขึ้นโดย AI ที่น่าตกใจคือมีตัวเลขยืนยันว่าผู้บริโภคกว่า 62% มีแนวโน้มจะถอยห่างหรือลดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ทันทีถ้าเขาสัมผัสได้ว่าคอนเทนต์นั้นขาด “จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” และดู “ปลอม” จนเกินไปค่ะ
โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ความกังวลนี้ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกค่ะ เพราะ AI เข้ามามีบทบาทในการบิดเบือนภาพลักษณ์และความจริงจนแยกไม่ออก สิ่งที่คนรุ่นนี้ต้องการจากแบรนด์จริง ๆ ในตอนนี้ไม่ใช่ความเพอร์เฟกต์ที่ดูประดิษฐ์นะคะ แต่คือความจริงใจและการกล้าที่จะ “พูดความจริง” ค่ะ เพราะความเรียลและความโปร่งใสนี่แหละค่ะที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการชนะใจผู้บริโภคที่กำลังเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลในยุคนี้
*Source: https://news.designrush.com/consumers-do-not-want-ai-content-report-reveals?utm
3.Authenticity Over Aesthetics เมื่อความ “เรียล” สำคัญกว่าความสวย
อีกหนึ่งเทรนด์การตลาดที่มองข้ามไม่ได้เลย คือการที่ผู้บริโภคเริ่มปันใจจากความสวยงามแบบเป๊ะ ๆ หรือที่เราเรียกว่า Aesthetics แล้วหันมาเทใจให้กับความเรียลแบบ Authenticity แทนค่ะ ถ้าเราลองย้อนกลับไปมองยุค Millennials เราจะเห็นภาพชีวิตที่ดูดีแบบไร้ที่ติบน Instagram ใช่ไหมคะ ทุกอย่างต้องจัดวางสวยงาม แสงต้องเป๊ะ แต่สำหรับชาว Gen Z ที่เติบโตมากับโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ความสมบูรณ์แบบที่ดูประดิษฐ์เกินไปกลับทำให้รู้สึกว่ามันคือ “การโกหก” หรือดูหลอกลวงไปเสียอย่างนั้นค่ะ
กลายเป็นว่าในยุคนี้ การถ่ายภาพมุมเผลอ ๆ แบบไม่ได้ตั้งใจ การใช้แสงธรรมชาติที่ดูเรียล ๆ หรือแม้แต่การกล้าออกมาเล่าเรื่องความผิดพลาดและความล้มเหลวอย่างตรงไปตรงมากลับดึงดูดใจได้มากกว่าโฆษณาทุนสร้างสูง ที่ถ่ายในสตูดิโอหรู ๆ เสียอีกค่ะ แบรนด์ไหนที่กล้าเผยความ “Messy” หรือความไม่เป็นระเบียบของเบื้องหลังบ้าง จะยิ่งได้คะแนนความจริงใจจากชาว Gen Z ไปเต็ม ๆ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละค่ะ ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์นี้คือ “เพื่อน” ที่จับต้องได้จริง ๆ
*Source: YouGov
4.Employee Generated Content (EGC) เมื่อพนักงานคือกระบอกเสียงที่ทรงพลังและจริงใจที่สุด
ในยุคที่ใคร ๆ ก็เริ่มเหนื่อยล้ากับโฆษณาแบบเดิม ๆ หรือที่เรียกว่า Ad Fatigue ค่ะ กำแพงในใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ก็พลอยสูงขึ้นตามไปด้วย การที่แบรนด์จะเดินออกมาป่าวประกาศว่า “สินค้าฉันดีที่สุด” หรือ “บริษัทเรายอดเยี่ยมมาก” แบบที่เคยทำมาเริ่มจะไม่ได้ผลเหมือนเดิมแล้ว เพราะข้อมูลที่น่าสนใจจาก Edelman บอกว่าผู้บริโภคถึง 81% ที่ต้องรู้สึก “เชื่อใจ” ในแบรนด์ก่อนถึงจะยอมควักเงินจ่ายค่ะ สภาวะแบบนี้เลยทำให้เราเห็นการเติบโตของ UGC (User-Generated Content) หรือคอนเทนต์จากผู้ใช้จริง แต่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ทรงพลังกว่านั้นอีกค่ะ นั่นก็คือ EGC หรือ Employee Generated Content นั่นเอง
EGC ก็คือการที่ “พนักงานในองค์กร” ลุกขึ้นมาสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคลิปสั้น รูปถ่ายเบื้องหลังหรือการแชร์ประสบการณ์การทำงานจริง ๆ เนื้อหาเหล่านี้สะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมองค์กรได้เรียลที่สุดเหมือนเราเปิดหน้าต่างบานใหญ่ให้คนภายนอกได้เห็นว่า “ข้างในบ้านเราเป็นยังไง” ซึ่งความโปร่งใสแบบนี้แหละค่ะที่ทำให้แบรนด์ดูมีชีวิต จับต้องได้และน่าเชื่อถือมากกว่าการฟังแค่เสียงประกาศจากช่องทางหลักของแบรนด์เพียงอย่างเดียวค่ะ
*Source: https://www.amraandelma.com/employee-marketing-statistics/
5.Gen Z Entrepreneur คลื่นลูกใหม่ที่บอกลางานประจำสู่การเป็นนายตัวเอง
การทำความเข้าใจ Gen Z ในยุคนี้ ต้องมองลึกไปถึงบทบาทของการเป็น “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” หรือ Entrepreneur ที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจค่ะ ภาพการทำงานแบบเดิม ๆ ที่ต้องคอยไต่เต้าตามโครงสร้างบริษัทเพื่อแลกกับความมั่นคงตอนเกษียณแทบจะไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไปแล้วค่ะ
กว่า 66% ของ Gen Z สนใจที่จะหาเงินหลายทางหรือมีรายได้เสริมควบคู่ไปกับงานประจำและกว่า 84% อยากเปิดบริษัทหรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองในอนาคตค่ะ พวกเขาพร้อมจะเซย์กู๊ดบายงานประจำที่ตีกรอบเวลา แล้วหันไปสร้างเส้นทางเป็นนายตัวเองอย่างเต็มตัว ไอดอลของเด็กยุคนี้เลยไม่ใช่ดาราหรือศิลปินเหมือนเมื่อก่อนแต่กลายเป็นคนทำสตาร์ทอัพหรือครีเอเตอร์เก่ง ๆ แทน อย่างในบ้านเราก็เช่น อินฟลูเอนเซอร์สายธุรกิจอย่าง Mad Unicorn หรือคุณไอติม La Glace ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่จับต้องได้และสร้างแรงบันดาลใจได้จริง ๆ ค่ะ
*Source: https://mgronline.com/smes/detail/9680000013852?utm
*Source: https://www.forbes.com/sites/markcperna/2024/06/18/gen-z-thriving-entrepreneurship/?utm
6.Shrekking Trend การยอมลดสเปคเพื่อหวังสิ่งที่ดีกว่า
ถ้าเราอยากเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภครุ่นนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น การตามติดศัพท์สแลงหรือเทรนด์บนโลกออนไลน์ช่วยได้เยอะเลยค่ะ อย่างคำว่า “Shrekking” ที่สะท้อนทัศนคติของ Gen Z ออกมาได้ชัดเจนและน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ คำนี้มีที่มาจากการ์ตูนเรื่อง “เชร็ค” เจ้ายักษ์เขียวหน้าตาไม่หล่อเหลาแต่สามารถเอาชนะใจเจ้าหญิงฟีโอน่าได้นั่นเอง พอเอามาใช้ในบริบทของการเดทยุคนี้ Shrekking เลยหมายถึงการที่ Gen Z ตัดสินใจเลือกคบกับคนที่อาจจะไม่ได้หล่อสวยตามมาตรฐานสังคมและเชื่อว่าคนที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้โดดเด่นมากนัก มักจะใส่ใจ ดูแลเก่ง ซื่อสัตย์และให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยได้มากกว่าค่ะ
กว่า 41% ของ Gen Z ให้ความสำคัญกับ “นิสัย” มากกว่าหน้าตา ซึ่งสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่กำลังก้าวข้ามค่านิยมเดิม ๆ ที่สังคมเคยกะเกณฑ์ไว้แล้วหันมาเลือกความ “ธรรมดา” ที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบแต่ขอให้เป็น “Safe Zone” หรือพื้นที่ปลอดภัยทางใจแทนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟนที่ขอคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจเหนือคนหน้าตาดี หรือเรื่องงานที่ขอเน้น Work Life Balance มากกว่าตำแหน่งใหญ่โต
*Source: https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/genz-millennial-survey.html
*Source: https://timesofindia.indiatimes.com/life-style/spotlight/41-of-gen-z-daters-care-more-about-their-dates-personality-than-their-bank-balance-reveals-survey/articleshow/103666789.cms
7.Circular Fashion & Thrifting แฟชั่นหมุนเวียนและเศรษฐกิจมือสอง
เรามาคุยกันถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างเสื้อผ้ากันบ้างค่ะ สมัยก่อนวงการแฟชั่น โดยเฉพาะฝั่ง Fast Fashion มักจะถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความทันสมัย ซื้อไวเปลี่ยนไวใช่ไหมคะ แต่กลับซ่อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้มหาศาล ชาว Gen Z มีความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจากสถิติชี้ว่า 54% ของ Gen Z ถ้าเลือกได้จะมองหา “ของมือสอง” เป็นอันดับแรกค่ะ และอีกกว่า 83% ก็ตัดสินใจหั่นงบช้อปปิ้งของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นทิ้งไปเลย ทำให้เทรนด์แฟชั่นหมุนเวียนและการช้อปของมือสองเป็นเทรนด์ที่กำลังบูมสุด ๆ เพราะตอบโจทย์ครบทั้งเรื่องความรักษ์โลก ความคุ้มค่า แถมยังได้แสดงออกถึงสไตล์เก๋ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร
*Source: https://www.just-style.com/news/second-hand-us-genz-resale/
*Source: https://www.wearepion.com/blog-posts/gen-zers-are-racking-up-credit-card-debt-and-brands-need-to-step-up
8.Dupe Economy ปรากฏการณ์เศรษฐกิจสินค้าทางเลือก
มาถึงอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดและน่าสนใจมาก ๆ ค่ะนั่นก็คือ “Dupe Economy” หลายคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า Dupe ที่ย่อมาจาก Duplicate แต่ในบริบทของตลาดยุคนี้ Dupe ไม่ได้หมายถึง “ของปลอม” หรือของก๊อปปี้ที่แอบอ้างโลโก้คนอื่นมาหลอกขายแต่กลายเป็น “สินค้าทดแทน” ที่ถูกผลิตขึ้นมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่างหากค่ะ จุดเด่นของสินค้ากลุ่มนี้คือการทำคุณภาพ ดีไซน์ เนื้อสัมผัส หรือฟังก์ชันออกมาได้ใกล้เคียงและตอบโจทย์ไม่แพ้สินค้าแบรนด์เนมราคาแพงหรือไอเทมที่กำลังเป็นไวรัลเลยค่ะ แถมยังมาด้วยราคาที่ “ประหยัดและคุ้มค่ากว่า”
*Source: https://jingdaily.com/posts/the-rise-of-dupes-how-10b-views-signal-a-crisis-of-trust-in-luxury-brands
*Source: https://www.bangkokpost.com/business/general/2864878/thai-gen-z-leads-asia-in-strategic-shopping
9.Treatonomic การให้รางวัลตัวเองด้วยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเยียวยาจิตใจ
เมื่อภาพฝันใหญ่ ๆ อย่างการมีบ้าน มีรถ หรือแม้แต่การวางแผนเกษียณ กลายเป็นเรื่องที่ดูไกลเกินเอื้อมในยุคที่เศรษฐกิจไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เราเลยได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่าง “Treatonomic” เทรนด์นี้อธิบายพฤติกรรมของชาว Gen Z ที่หันมาใช้วิธีฮีลใจด้วยการเปย์ของชิ้นเล็ก ๆ หรือซื้อประสบการณ์ที่จับต้องได้ง่าย ๆ เพื่อชดเชยความเครียดจากความกดดันในชีวิตประจำวันค่ะ กว่า 46% ของ Gen Z เลือกที่จะให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองเพื่อสู้กับความเครียดและอีก 57% ก็ยอมรับว่าตัวเองมีพฤติกรรมเปย์ตัวเองอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งค่ะ
สาเหตุหลัก ๆ มาจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟจากการพยายามวิ่งตามเป้าหมายระยะยาว เลยขอเลือกความสุขแบบที่ “เอื้อมถึงได้ทันที” การซื้อของสะสม การเข้าวงการกล่องสุ่ม หรือการเปย์ของซัพพอร์ตศิลปินคนโปรด สำหรับคนรุ่นนี้แล้วมันไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยแต่คือกลไกการรับมือกับความเครียดที่ช่วยให้พวกเขารู้สึกว่า อย่างน้อยตัวเองก็ยังเป็นคนที่มีอำนาจควบคุมความสุขในชีวิตแต่ละวันได้อยู่นั่นเองค่ะ
*Source: https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2874847
*Source: https://thestandard.co/treatonomics-explained/
10.The Escape Economy เศรษฐกิจแห่งการหลบหนีสู่พื้นที่ปลอดภัย
ควบคู่ไปกับเทรนด์การเปย์ตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อฮีลใจ เรายังเจอกับภาวะความเครียดสะสมจากการอยู่ในโลกดิจิทัล การที่เราแทบจะตัดขาดจากเรื่องงานและข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้เลยนี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจแห่งการหลบหนี” หรือ The Escape Economy ขึ้นมา กว่า 55% ของคนรุ่นนี้มักจะมีความรู้สึกโหยหาอดีต ชอบใช้เวลาไปกับการดูหนังเก่า ๆ อินกับดีไซน์ยุค 90s หรือ Y2K หรือแม้แต่ฮิตหยิบมือถือรุ่นเก่า ๆ อย่าง iPhone 5 มาถ่ายรูปให้ได้มู้ดแบบเรโทร เหตุผลลึก ๆ ก็เพราะว่าอดีตมักจะถูกจดจำว่าเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายและปลอดภัยกว่าโลกความจริงในตอนนี้นั่นเองค่ะ
ในขณะเดียวกัน Gen Z ถึง 84% ก็ยินดีควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่ลังเลให้กับประสบการณ์ออฟไลน์เจ๋ง ๆ อย่างการไปดูคอนเสิร์ตหรืองานนิทรรศการศิลปะฮีลใจค่ะ สิ่งที่พวกเขาพยายามตามหาเลยไม่ใช่แค่การซื้อของมาครอบครองแต่เป็นการ “ซื้อตั๋วทางออกชั่วคราว” เพื่อหนีไปพักใจในพื้นที่ที่เขารู้สึกว่าตัวเองควบคุมโชคชะตาได้และรู้สึกปลอดภัยได้อย่างเต็มที่ค่ะ
*Source: https://www.gwi.com/blog/nostalgia-trend
*Source: https://www.chinadaily.com.cn/a/202510/16/WS68f04c86a310f735438b5493_1.html
ทั้งมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตคู่ที่เปิดกว้างขึ้น หล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่คุ้นเคยและแฮปปี้กับการใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้นค่ะ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า “Solo Community” หรือการอยู่คนเดียวแบบมีคุณภาพซึ่งเทรนด์นี้กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตที่นักการตลาดจะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาดเลยค่ะ
ยอดใช้จ่ายในตลาดกว่า 66% มาจากคนโสดหรือคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวเรียกได้ว่าเป็นสาย “เปย์หนักเพราะรักตัวเอง” และที่น่าสนใจคือ 65% ของชาว Gen Z ยินดีควักกระเป๋าจ่ายเพื่อซื้อ “ประสบการณ์” ความสุขมากกว่าแค่การซื้อสิ่งของค่ะ พวกเขาคือกลุ่มคนที่กล้าออกไปลุย ไปทำกิจกรรมและตามหาความสนใจใหม่ ๆ เพื่อเชื่อมต่อกับสังคมโลกออนไลน์และออฟไลน์ค่ะ
*Source: https://www.nationthailand.com/news/general/40058632
*Source: https://www.mckinsey.com/industries/consumer-packaged-goods/our-insights/true-gen-generation-z-and-its-implications-for-companies
12.Healing is the New Luxury การมีเวลาให้ตัวเองคือความหรูหรา
ตอนนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังยกระดับไปอีกขั้นจนเกิดเป็นการพลิกโฉมวงการลักชัวรีหรือของหรูหราเลยทีเดียว กับแนวคิดอย่าง “Healing is the New Luxury” หรือการเยียวยาฮีลใจคือความหรูหราแบบใหม่นั่นเองค่ะ นิยามความหรูหราของพวกเขาได้ถูกตีความใหม่ให้เป็นเรื่องของ “สุขภาพและสภาวะจิตใจ” ที่แข็งแรงสมบูรณ์ค่ะ
กว่า 51% ของ Gen Z เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจมากกว่าเป้าหมายเรื่องเงินทองหรือการไต่เต้าตำแหน่งหน้าที่การงานและกว่า 53% ก็พร้อมเปย์ทุ่มงบให้กับสินค้าหรือบริการสายสุขภาพแบบไม่ลังเลเลยค่ะ เราเลยเริ่มเห็นว่าการไปทำกิจกรรมฟื้นฟูร่างกายลึก ๆ อย่าง Ice Bath เพื่อกระตุ้นระบบประสาทหรือการไปเข้าคลาส Pilates ปรับสมดุลและฝึกสมาธิ ได้กลายมาเป็นเครื่องหมายแสดงสเตตัสทางสังคมแบบใหม่ไปแล้ว เพราะกิจกรรมเหล่านี้กำลังตะโกนบอกคนรอบข้างว่าคน ๆ นั้นมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” มากพอที่จะหันกลับมาดูแลชีวิตของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมนั่นเองค่ะ
*Source: https://www.ey.com/en_gl/newsroom/2025/05/relationships-health-and-financial-stability-are-the-defining-priorities-for-gen-z-according-to-new-ey-survey
*Source: https://www.marketthink.co/37768?utm
13.Conscious Drink+ เศรษฐกิจเครื่องดื่มทางเลือก
เทรนด์นี้สะท้อนภาพการปรับตัวของคนยุคนี้ได้ดีมาก ตอนนี้เรากำลังเจอกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Conscious Drink+” ซึ่งก็คือเทรนด์ที่ผู้บริโภคคาดหวังว่า เครื่องดื่มหนึ่งขวดเนี่ยจะต้องทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่การดับกระหายค่ะ กว่า 84% ของคนยุคนี้มองว่าเครื่องดื่มที่มีฟังก์ชันพิเศษ กลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ในกิจวัตรการดูแลตัวเองไปแล้วแถมอีก 36% ยังเลือกซื้อของโดยดูว่าช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยไหม ทำให้เครื่องดื่มยุคนี้ต้องอัปเลเวลถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์สุขภาพแบบเจาะจงสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัดวิตามิน เติมโปรตีนหรือใส่สารสกัดที่ช่วยบูสต์ทั้งร่างกายและอารมณ์ให้เฟรชขึ้นค่ะ
แบรนด์ไหนที่เข้าใจสมการ “การดูแลตัวเอง + ความสะดวกรวดเร็ว” แบรนด์นั้นถึงจะครองใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ค่ะ ลองดูตัวอย่างใกล้ ๆ ตัวอย่าง Vitaday ที่ทำน้ำดื่มวิตามินเข้มข้นออกมา ตอบโจทย์คนที่อยากได้สารอาหารแบบไม่ยุ่งยาก หรือ Meiji ที่ออกนม High Protein แบบไม่เติมน้ำตาลทรายเอาใจสายปั้นหุ่นแบบตรงจุด
*Source: https://www.marketthink.co/37768?utm
*Source: https://www.mckinsey.com/industries/consumer-packaged-goods/our-insights/future-of-wellness-trends
14.MBTI Marketing เมื่อจิตวิทยาบุคลิกภาพกลายเป็นไว้สำหรับสื่อตัวตน
มาเจาะลึกอีกหนึ่งอินไซต์ที่ฮิตและใกล้ตัวกันสุด ๆ อย่างเรื่อง MBTI กันบ้างค่ะ สังเกตไหมคะว่าเดี๋ยวนี้เราเห็นคนพูดถึงเรื่องนี้กันเยอะมาก มีการพูดคุยเรื่อง MBTI บนโซเชียลมีเดียในปี 2024 พุ่งขึ้นถึง 55% เมื่อเทียบกับปี 2023 สอดคล้องกับแนวคิดที่เรียกว่า “CRAFT IDENTITY” ค่ะ ซึ่งอธิบายว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญและเต็มใจที่จะเปย์ให้กับสินค้าหรือบริการอะไรก็ตามที่ช่วยสะท้อนและตอกย้ำ “ตัวตน” ของเขาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ
Gen Z ไม่ได้มองว่า MBTI เป็นแค่แบบทดสอบจิตวิทยาแต่พวกเขาหยิบมาอัปเลเวลใช้เป็นเหมือน “นามบัตร” ประจำตัวเวลาเข้าสังคมค่ะ เพราะช่วยลดความอึดอัดหรือความไม่แน่นอนเวลาที่ต้องเจอคนใหม่ ๆ ลองจินตนาการดูสิคะ แค่เราเกริ่นว่าตัวเองเป็นชาว INFP หรือ ESTJ อีกฝ่ายก็พอจะตั้งค่าความคาดหวังและเดาทางสไตล์การพูดคุยของเราออกได้ทันที เลยเป็นตัวช่วยทลายกำแพง ลดช่องว่างและทำให้คนเราคลิกและสนิทกันได้ไวขึ้นค่ะ
*Source: https://www.campaignasia.com/article/how-personality-test-mbti-penetrated-the-marketing-world/5dic1cdbcdodp1k08ktcaa776d
*Source: https://store.mintel.com/report/us-marketing-to-gen-z-market-report-2024
15.Mu (nimal)keting การตลาดสายมูแบบไม่ตะโกน ศรัทธาที่ผสมผสานกับไลฟ์สไตล์
มาถึงอีกหนึ่งเทรนด์ที่พลาดไม่ได้เลยค่ะ เมื่อวงการ “มูเตลู” ตกมาอยู่ในมือของชาว Gen Z พวกเขาก็ได้หยิบเอาความเชื่อมาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเอง ใน 73.2% ของคนรุ่นนี้หันมาพึ่งพาสายมูเพื่อ “เยียวยาความกังวล” ก็อย่างที่เราสัมผัสได้ว่าโลกยุคนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ไหนจะโรคระบาด สิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยกลายมาเป็นเซฟโซนและที่พึ่งทางใจที่เข้าถึงง่ายที่สุดในเวลานี้ค่ะ
และถ้าถามว่าไปอัปเดตวงการมูกันที่ไหน คำตอบคือ TikTok ค่ะ แพลตฟอร์มนี้กวาด Engagement คอนเทนต์สายมูของ Gen Z ไปได้ ถึง 94.5% เพราะวิดีโอสั้นที่ดูเพลิน ย่อยง่ายแถมยังให้ความรู้สึกถึงความเป็นคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น แบรนด์ต้องจับทางให้ถูก เน้นการมูแบบ “Blend-in” ให้กลมกลืนไปกับแฟชั่นและชีวิตประจำวันแบบเนียน ๆ ค่ะ ลืมภาพการห้อยพระเครื่ององค์ใหญ่ ๆ หรือใส่เสื้อยันต์แบบเดิม ๆ ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการแมตช์สีเสื้อมงคลก่อนออกจากบ้าน การใส่กำไลหินสายมูเส้นเล็ก ๆ สไตล์มินิมอล การบูชาองค์เทพอย่างพระพิฆเนศในโทนสีพาสเทลน่ารัก ๆ หรือแม้แต่เบสิคสุด ๆ อย่างการตั้งวอลเปเปอร์มือถือเสริมดวงเรียกว่าเป็นการมูที่ทั้งสบายใจและยังคุมโทนความเก๋ได้แบบไม่มีหลุดธีมเลยล่ะค่ะ
*Source: https://www.infoquest.co.th/2024/367921
*Source: https://marketeeronline.co/archives/378146
16.Taste Dee Trend รสนิยมและการสร้างตัวตนบนโซเชียล
เทรนด์นี้อธิบายพฤติกรรมการ “แสดงออก” ของผู้บริโภคยุคนี้ได้เห็นภาพที่สุดเลย นั่นก็คือเทรนด์ “Taste Dee” หรือ “เทสดี” นั่นเองค่ะ ตอนนี้คำนี้กลายเป็น Buzzword ฮิตติดปากที่ชาวโซเชียลใช้กันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีพื้นที่ มีตัวตนและได้รับการยอมรับในโลกออนไลน์นั่นเองค่ะ ถ้าเราลองมานิยามคำว่า “เทสดี” ในยุคดิจิทัลกันดูนะคะ สมัยก่อนเวลาพูดถึงคนที่มีรสนิยมอาจจะติดภาพคนที่ต้องประโคมแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าใช่ไหมคะ แต่เดี๋ยวนี้ภาพจำนั้นเปลี่ยนไปแล้ว จากข้อมูล Google Trends จะเห็นว่ายอดค้นหาคำว่า “เทสดี” พุ่งปรี๊ดขึ้นจากปีที่แล้วถึง 31% แถมความหมายยังขยายกว้างไปไกลกว่าแค่เรื่องแฟชั่นเครื่องแต่งกายค่ะ
เพราะในปัจจุบันนี้ คำว่ามี “รสนิยมดี” ไม่ได้วัดกันที่การแต่งตัวสวยหรือการใช้ของแพง ๆ อีกต่อไปแต่เหมารวมไปถึงมวลรวมของ “ไลฟ์สไตล์” ทั้งหมดในการใช้ชีวิตเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเทสการเลือกของกิน การปักหมุดสถานที่เที่ยว เพลย์ลิสต์เพลงที่ฟัง สไตล์หนังที่ดู มู้ดแอนด์โทนในการถ่ายรูปลงโซเชียลไปจนถึงการใช้ชีวิตโดยรวมที่ดูมีคลาสและสามารถตะโกนความเป็น “ตัวตน” ของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
*Source: https://www.marketingoops.com/exclusive/trending-exclusive/lifestyle-photo-stylist-new-job-trend-gen-z/
*Source: Google Trends
บทสรุป 16 Gen Z Trends 2026 เมื่อ Anxiety กำลังขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ จากงานการตลาดเดือนละตอน #2
เป็นยังไงกันบ้างคะ กับ 16 เทรนด์ในหัวข้อ GEN AnZiety Marketing Trends 2026 by Gen Z จากงานการตลาดเดือนละตอน #2 ถ้าเราลองมองทะลุเทรนด์ต่าง ๆ ที่เล่ามา ไม่ว่าจะเป็นความอินกับแฟชั่นของมือสอง การพึ่งพาสายมูสไตล์มินิมอล การใช้ MBTI ยื่นแทนสเตตัสแนะนำตัวหรือแม้แต่การยอมเปย์เงินซื้อความสุขเล็ก ๆ รายวันเพื่อฮีลใจ เราจะเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากเลยค่ะว่า ตอนนี้ Gen Z กำลังพยายามอย่างหนักที่จะ “เอาตัวรอดและเยียวยาจิตใจตัวเอง” ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความกดดันรอบด้าน
Gen Z กำลังพยายามสร้างสมดุลใหม่ให้ชีวิต พวกเขาเริ่มส่ายหน้าให้กับความเพอร์เฟกต์ที่ดูประดิษฐ์ หรืออะไรที่ดูเป็น AI จนเกินไป แล้วหันมากอดความ “เรียล” และความไม่สมบูรณ์แบบแทนค่านิยมเก่า ๆ อย่างการต้องไต่เต้าตำแหน่งสูง ๆ หรือต้องมีแฟนหน้าตาดีเป๊ะ ถูกแทนที่ด้วยการตามหา “Safe Zone” ที่อยู่แล้วสบายใจไม่ว่าจะเป็นการออกมาเป็นนายตัวเอง การใช้ชีวิตแบบ Solo Community ที่มีคุณภาพ หรือการดูแลสุขภาพจิตที่กลายเป็นความหรูหราที่แท้จริงในยุคนี้ สุดท้ายแล้ว ทุกการจับจ่ายใช้สอยของพวกเขา ล้วนเป็นการตะโกนบอกความเป็นตัวเองควบคู่ไปกับการใช้เงินอย่างฉลาดและคุ้มค่าที่สุดค่ะ
ผู้เขียนเองมองว่าโจทย์ที่ยากที่สุดของแบรนด์ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การวิ่งตามเทคโนโลยีให้ทันแต่คือการหาวิธี “เดินเคียงข้าง” ไปกับความกังวลของผู้บริโภคให้เนียนและจริงใจที่สุดค่ะ โลกเราตอนนี้เต็มไปด้วย Polycrisis ผู้บริโภคเหนื่อยล้ากันมามาก สิ่งที่คนรุ่นใหม่มองหาเลยไม่ใช่แบรนด์ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะขายของอย่างเดียวหรือทำตัวเพอร์เฟกต์จนแตะต้องไม่ได้ แต่ต้องการ “เพื่อน” ที่กล้าเปิดหลังบ้านให้เห็นความยุ่งเหยิงบ้าง เป็นแบรนด์ที่เข้าใจว่าทำไมวันนี้พวกเขาถึงเครียดและพร้อมจะยื่นพื้นที่หลบหนี เล็ก ๆ ให้พวกเขาได้พักหายใจ
สำหรับคนทำการตลาดหรือครีเอเตอร์อย่างพวกเรา การสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่แคมเปญหลักล้านที่ดูอลังการงานสร้างแต่คือการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจและกล้าที่จะพูดความจริงค่ะ เพราะเมื่อไหร่ที่เราทำให้แบรนด์กลายเป็น Safe Zone ของชาว Gen Z ได้ เมื่อนั้นเราถึงจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจและเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของพวกเขาได้อย่างแท้จริงค่ะ
บทความที่แนะนำเพิ่มเติม