รู้ไหมครับ ว่า Instagram เข้าถึงคนไทยกลุ่ม Gen Z ไปแล้วกว่า 80% และในกลุ่ม Millennials, Gen X รวมถึง Baby Boomers ก็มีมากกว่าครึ่งที่ใช้งานแพลตฟอร์มนี้เป็นประจำ นี่แสดงให้เห็นว่า Instagram ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มของคนรุ่นใดรุ่น แต่กลายเป็น Platform ที่ครอบคลุมฐานผู้บริโภคแทบทุก Segment โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีพฤติกรรมการใช้งานมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคมาก
วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ Insights สุด Exclusive จากงาน Instagram Press Luncheon 2026 ครับ สำหรับใครที่เป็นนักการตลาด เจ้าของธุรกิจ หรือครีเอเตอร์ที่อยากสร้างแบรนด์และคอมมูนิตี้บน Instagram อย่างจริงจัง แนะนำให้อ่านบทความนี้เลยครับ
Gen Z กว่า 80% ใช้ Instagram แต่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงก็โตตามมาไม่แพ้กัน
หนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ Instagram ในปี 2026 คือโครงสร้างของผู้ใช้งานที่ขยายออกครอบคลุมทุกช่วงวัยครับ ข้อมูลจาก GWI Core บอกว่า Instagram สามารถเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ในประเทศไทยได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการขยายตัวข้ามรุ่นที่เกิดขึ้นควบคู่กันครับ เพราะปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของกลุ่ม Millennials, Gen X และ Baby Boomers ต่างก็เลือกใช้ Instagram เป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle แล้วเหมือนกัน
นี่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคหลากหลาย Segment ที่แบรนด์หรือธุรกิจต้องการเข้าถึงต่างก็มารวมอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันแล้วในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มมีกำลังซื้อ, วัยทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจ หรือกลุ่มที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูง ทั้งหมดต่างก็มารวมกันอยู่ที่นี่
ผู้ใช้ไทยเล่น Multi-App สูงกว่า APAC 79% และ 94% ใช้ทั้ง Instagram และ Facebook คู่กัน
นี่คือ Insight ที่หลายแบรนด์ไทยอาจมองข้ามไปครับ เพราะเวลาพูดถึง Instagram กับ Facebook หลายคนมักมองว่าเป็นคนละช่องทางที่แยกกันทำงาน แต่ข้อมูลจาก Meta กำลังบอกว่าผู้บริโภคคนไทยต่างก็ใช้ Instagram และ Facebook ควบคู่กันไป
จากข้อมูลพบว่า ผู้บริโภคคนไทยมีพฤติกรรม Multi-App สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค APAC ถึง 79% และที่สำคัญกว่าคือ 94% ของผู้ใช้ Instagram รายเดือนในไทย ก็ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกวันหรือทุกเดือนเหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าทั้งสองแพลตฟอร์มไม่ได้แย่งผู้ใช้กัน แต่กลุ่มเป้าหมายเดิมอยู่ทั้งสองที่พร้อมกันนั่นเอง
นี่แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ Cross-Platform ของ Meta คือสิ่งที่แบรนด์ไทยควรจริงจังมากกว่านี้ครับ เพราะเมื่อใช้งาน Instagram ควบคู่กับ Facebook ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน แบรนด์สามารถขยายการสื่อสารได้ทรงพลังขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบที่ไม่มีช่องว่างในทุกจุดสัมผัสของ Customer Journey
ถึงแม้ว่า Facebook จะยังครองอันดับ 1 ด้าน Reach โดยรวม แต่ Instagram ได้ก้าวขึ้นมาเป็น แพลตฟอร์มอันดับ 1 สำหรับการค้นพบแบรนด์และสินค้าใหม่ ๆ ในไทยแล้วครับ โดยครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งานชาวไทยเข้าแอปนี้เพื่อค้นหาสินค้าและติดตามแบรนด์โดยเฉพาะ
นี่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจาก Passive Scrolling ไปสู่ Active Discovery ครับ ผู้ใช้ไม่ได้แค่เลื่อนฟีดผ่าน ๆ อีกต่อไป แต่เข้ามาด้วย Intent ที่ชัดเจน นั่นคือ “กำลังหาอยู่” และเมื่อหาเจอแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็ไม่ใช่การกดซื้อทันที แต่คือการ “ทัก” เพราะข้อมูลจาก Meta พบว่าผู้บริโภคไทยถึง 70% ใช้ Instagram DM เพื่อช่วยตัดสินใจซื้อสินค้า หรือที่ว่า Conversational Commerce
โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์ไทยที่คุ้นเคยกับการขายผ่านแชทอยู่แล้ว นี่คือสัญญาณที่บอกว่า Instagram กำลังเป็น Channel ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ดีอีกช่องทางหนึ่งครับ
Reels เติบโตเร็วที่สุดในไทยตั้งแต่ปี 2566 และ 85% ของคอนเทนต์ที่คนส่งหากันผ่าน DM คือ Reels
Instagram Reels คือแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2566 และในปัจจุบันก็มีผู้ใช้ Instagram ที่ใช้เวลามากกว่า 50% บนแอปไปกับการดู Reels ครับ แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 85% ของคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ผ่าน Instagram DM คือ Reels ซึ่งข้อมูลนี้มาจากผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2025 ของ Meta
นี่แสดงให้เห็นว่า Reels ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ดึง Reach แต่กำลังทำหน้าที่เป็น Word of Mouth Engine ที่ทบนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเราเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Digital Pebbling” โดยเปรียบเทียบกับนกเพนกวินที่ส่งก้อนหินให้กันเพื่อแสดงความผูกพัน ในบริบทของคนไทย แทนที่จะพิมพ์ว่า “คิดถึง” ผู้คนเลือกส่ง Reels ที่ตรงใจโดยตรงไปยังคนสนิท ไม่ว่าจะเป็นคลิปตลกๆ, สูตรอาหาร หรือสถานที่ที่อยากไปด้วยกัน
โดยเฉพาะสำหรับครีเอเตอร์ Insight นี้สำคัญมากครับ เพราะ Reels ที่ดีไม่ได้วัดแค่ที่ยอด View แต่ต้องสร้าง “ความอยากส่งต่อ” ซึ่งเป็นรูปแบบ Distribution ที่ไม่มีงบโฆษณาไหนซื้อได้
ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จในปี 2026 ไม่ใช่คนที่ Follower เยอt แต่คือคนที่ “รู้จริง” ที่สุด
ผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2026 ของ Meta พบว่า 81% ของผู้บริโภคให้ Expert Knowledge หรือความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุด ที่มองหาในตัวครีเอเตอร์ ตัวเลขนี้นำหน้าทั้งความตลก ความใกล้ชิดเข้าถึงง่าย และแม้แต่ชื่อเสียง
นี่แสดงให้เห็นเทรนด์ของ Creator Economy กำลังเปลี่ยนครับ ความสำเร็จในยุคนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยจำนวนผู้ติดตาม แต่ถูกกำหนดด้วย “ความน่าเชื่อถือและความลึกของความเชี่ยวชาญ” อัลกอริทึมของ Instagram ก็สะท้อนทิศทางนี้เช่นกัน โดยให้ความสำคัญกับ Content Merit มากกว่า Follower Count ทำให้ครีเอเตอร์หน้าใหม่ที่มีความรู้จริงสามารถสร้างยอดรับชมหลักล้านได้ตั้งแต่ Reels ช่วงแรก ๆ
โดยเฉพาะสำหรับตลาดไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรม “สาย….” ที่ชัดเจนมากบน Instagram ไม่ว่าจะเป็นสายบิวตี้ สายกิน หรือสายการลงทุน
โดยเฉพาะความ “เฉพาะกลุ่ม” ที่พิสูจน์ว่ามีพลังข้ามพรมแดนได้ในระดับที่ไม่คาดคิด ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือซีรีส์ BL และ T-Pop ของไทย ที่สร้างฐานแฟนคลับในญี่ปุ่น, เกาหลี, ฟิลิปปินส์ และลาตินอเมริกาได้สำเร็จผ่าน Reels
และตอนนี้ Meta ยังเพิ่มขีดความสามารถนี้ด้วย AI Reels Translations ที่แปลเสียงพูดอัตโนมัติพร้อมปรับ Lip-Sync ให้ตรง ทำให้ครีเอเตอร์ไทยไม่ต้องเลือกระหว่างความเป็นตัวเองทางวัฒนธรรมกับการเข้าถึงผู้ชมนานาชาติอีกต่อไปครับ
ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากแชร์คือเครื่องมือที่ Meta พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตนี้โดยตรงครับ
Partnership Ads คือเครื่องมือที่ข้อมูลพิสูจน์ชัดแล้วว่าได้ผล จากการวิเคราะห์ 47 แคมเปญทั่วโลกพบว่าแบรนด์ที่ใช้ Partnership Ads ควบคู่กับ BAU Ads ช่วยลด CPA ลง 19% เพิ่ม CTR ขึ้น 13% และเพิ่ม Brand Lift ได้ถึง 71% และถ้าจะบอกว่า Model นี้ Proven จริงแค่ไหน ตัวเลขที่ตอบได้ดีที่สุดคือ Partnership Ads สร้างรายได้ระดับโลกกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน ครับ
Affiliate Commerce กับ Shopee คือข่าวที่ครีเอเตอร์ไทยรอคอย หลังจากโปรแกรม Affiliate บน Facebook กับ Shopee ที่เปิดตัวในไทยไปแล้วประสบความสำเร็จ และปัจจุบันเชื่อมต่อครีเอเตอร์ทั่วโลกแล้วกว่า 5 ล้านคน Meta กำลังนำประสบการณ์นี้มาขยายสู่ Instagram ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเปิดให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการแนะนำสินค้าได้โดยตรงผ่านคอนเทนต์ที่ตัวเองทำอยู่แล้ว
Subscriptions คือช่องทางสร้างรายได้ที่มั่นคงที่สุดสำหรับครีเอเตอร์ที่มีคอมมูนิตี้แน่นครับ เพราะมันเปลี่ยนแฟนคลับที่รักจริงให้กลายเป็นรายได้ประจำ แทนที่จะพึ่งพาดีลกับแบรนด์เพียงอย่างเดียว
Creator Marketplace คือพื้นที่ที่แบรนด์ค้นหาครีเอเตอร์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง โดยดูจากสถิติและประสิทธิภาพการทำงานจริง ช่วยให้การจับคู่แม่นยำขึ้นกว่าการพึ่งพาความรู้สึกหรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว
แอป Edits สำหรับครีเอเตอร์ที่ยังกังวลเรื่องคุณภาพการตัดต่อ แอปนี้ให้เครื่องมือระดับมืออาชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยอดดาวน์โหลด 7 ล้านครั้งในสัปดาห์แรกก็บอกว่าตลาดต้องการสิ่งนี้มากแค่ไหน
AI Reels Translations พร้อม Lip-Sync คือฟีเจอร์ที่ส่งผลต่อครีเอเตอร์ไทยโดยตรงครับ เพราะตอนนี้ครีเอเตอร์ไทยไม่ต้องเลือกระหว่างความเป็นตัวเองทางวัฒนธรรมกับการเข้าถึงผู้ชมนานาชาติอีกต่อไป เพราะ AI จัดการส่วนนั้นให้แล้ว
Instagram ในปี 2026 กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคไทยค้นหาสินค้า ทักถามร้านค้า และตัดสินใจซื้ออยู่ทุกวันนี้ครับ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่แบรนด์และครีเอเตอร์ควรรู้
ฐานผู้ใช้ครอบคลุมทุก Gen Gen Z 80%, Millennials/Gen X/Boomers เกินครึ่ง
Cross-Platform คือกลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุด 94% ของผู้ใช้ IG ในไทยใช้ Facebook คู่กันด้วย
Reels คือ Word of Mouth ยุคใหม่ 85% ของคอนเทนต์ที่แชร์ผ่าน DM คือ Reels
ความเชี่ยวชาญสำคัญกว่าความดัง 81% ของผู้บริโภคให้ Expert Knowledge มาก่อน Follower Count
เครื่องมือสร้างรายได้พร้อมแล้ว ทั้ง Partnership Ads, Affiliate กับ Shopee, Subscriptions และ Creator Marketplace
ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เห็นว่าแบรนด์ควรใช้ประโยชน์จาก Instagram ในฐานะ Ecosystem ที่เชื่อม Discovery, Engagement และ Commerce ไว้ในที่เดียว ไม่ใช่แค่ช่องทางโพสต์คอนเทนต์อีกต่อไปครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่