6 Business ESG Trends 2026 จาก CMMU พลิกธุรกิจไทยให้เป็นโอกาสทางการตลาด

วันนี้จะพามาดู 6 Business ESG Trends 2026 ค่ะ ก่อนอื่นขอถามว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเส้นทางสู่ความยั่งยืน พวกคุณจะตอบกันว่าอะไรบ้างคะ เพราะถึงแม้เราจะครองอันดับ 1 ในอาเซียนด้านดัชนี SDGs มา 7 ปีติดต่อกันแต่ในระดับโลก ไทยอยู่เพียงอันดับที่ 43 จาก 167 ประเทศ และที่น่ากังวลกว่านั้นองค์การสหประชาชาติระบุว่าโลกมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย SDGs ครบทั้ง 17 ประการภายในปี 2030 เพียง 17% เท่านั้น อีก 48% เดินหน้าอย่างล่าช้าและอีก 37% ไม่มีความคืบหน้าหรืออาจกำลังถอยหลัง 

ซึ่งบทความนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความยั่งยืนไทยจะพาเราไปวิเคราะห์กับแนวทางการปรับตัวเพื่อให้บรรลุกับเป้าหมายดังกล่าวค่ะ โดย รศ.ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจาก CMMU ที่มาพร้อมการวิเคราะห์ว่า ทำไมภาคเศรษฐกิจไทยถึงเดินหน้าไปสู่บางเป้าหมายความยั่งยืนอย่างล่าช้าและจะทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจไทยเดินทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วค่ะ 

ก่อนจะไปดูโอกาสใหม่ ๆ เรามาเริ่มจากการสำรวจ 5 Pain Points ที่กำลังฉุดรั้งธุรกิจไทยกันก่อนค่ะว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้หลายองค์กรยังขยับตัวช้าและเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ ดังนี้ค่ะ

1.การพึ่งพาทรัพยากรสิ้นเปลืองมากเกินไป

หลายอุตสาหกรรมในไทยยังคงใช้พลังงานฟอสซิลและวัตถุดิบที่ใช้แล้วหมดไปไม่มีระบบหมุนเวียนรองรับ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงพุ่งสูงและก่อให้เกิดต้นทุนแฝงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

บทวิเคราะห์จาก CMMU

นี่ไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมแต่เป็นปัญหาของต้นทุนที่กำลังกัดกินกำไร ยิ่งไปกว่านั้นตลาดโลกกำลังเข้มงวดกับมาตรฐานคาร์บอน ธุรกิจที่ยังไม่ปรับตัวอาจเจอกำแพงทางการค้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจที่หันมาใช้พลังงานสะอาดและสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจะได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว สร้างความแตกต่างในตลาดและเข้าถึงโอกาสในการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมค่ะ

2.โครงสร้างเศรษฐกิจเก่าที่เสี่ยงสูง

ภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่นำรายได้เข้าประเทศแต่ทั้งสองอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความเปราะบางจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นค่ะ ความต้องการที่เปลี่ยนไป ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงค่ะ

การพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมๆ ที่มีความเสี่ยงสูงเหมือนการวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เมื่อเกิดวิกฤต เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคผลกระทบจะรุนแรงและกว้างขวาง นี่คือโอกาสในการ Reinvent อุตสาหกรรมเหล่านี้ค่ะ การเกษตรสามารถพัฒนาสู่ Smart Farming, Agri-tech และเกษตรมูลค่าสูง ส่วนการท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ Wellness Tourism, Sustainable Tourism และประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากกว่าแค่ราคาถูก

3.ปรับตัวช้ากว่าการเปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรยังมองว่าการสร้างรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นภาระมากกว่าโอกาสทำให้ขาดการลงทุนและการวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือการสร้างความยั่งยืนผ่านนโยบายการค้าที่เน้นการสร้างมูลค่าร่วมกัน

ความช้าในการปรับตัวทำให้พลาดโอกาสในการเป็น First Mover และต้องแข่งขันในตลาดที่แออัดมากขึ้นยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภครุ่นใหม่มีความคาดหวังสูงเรื่องความยั่งยืนแบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญเสียความส่วนแบ่งตลาด เพราะธุรกิจที่กล้าลงทุนในความยั่งยืนตั้งแต่ตอนนี้จะได้เปรียบด้าน Brand Equity, Customer Loyalty และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เอื้อต่อธุรกิจยั่งยืนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ

4.ระบบนิเวศนวัตกรรมยังไม่แข็งแรง

แม้จะมีสตาร์ทอัพและงานวิจัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรและหน่วยงานในอุตสาหกรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง รวมถึงการวิจัยเชิงพาณิชย์ที่ยังมีน้อยและมักจำกัดอยู่แค่ในแวดวงวิชาการมากกว่าถูกนำไปใช้จริง

บทวิเคราะห์จาก CMMU

การขาดการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพและภาคการศึกษาทำให้เกิด Innovation Gap ธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วส่งผลให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ยากขึ้น ธุรกิจที่สร้าง Partnership กับสตาร์ทอัพ มหาวิทยาลัยและองค์กรวิจัยจะสามารถเข้าถึงนวัตกรรมได้เร็วกว่า ต้นทุนถูกกว่าและสร้าง Competitive Advantage ที่ยากต่อการลอกเลียนค่ะ

5.แรงงานยังขาดความรู้เชิงลึกและทักษะอนาคต

แรงงานยังขาดทักษะดิจิทัล เทคโนโลยีด้านความยั่งยืน นวัตกรรมด้านสุขภาพรวมถึงความสามารถในการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบได้ทั้งในแรงงานรุ่นใหม่และรุ่นที่ผ่านการทำงานมานาน

Skill Gap ที่กว้างขึ้นทำให้ธุรกิจไม่สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหรือโมเดลธุรกิจใหม่เป็นไปอย่างล่าช้าและเสียเปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่ลงทุนใน Upskilling และ Reskilling จะสร้าง Employer Brand ที่แข็งแกร่ง ดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้ และที่สำคัญจะมีทีมงานที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมได้จริง

ทาง รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่าหากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืน องค์กรภาคธุรกิจต้องเร่งเตรียมความพร้อมภายในก่อนกับ 4 จิ๊กซอว์สำคัญ ดังนี้ค่ะ

1. คน – กำลังหลักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
องค์กรต้องปรับโมเดลการพัฒนาบุคลากรใหม่โดยมองไกลกว่าแค่การเพิ่มทักษะเฉพาะด้านแต่ต้องสร้างทั้งผู้นำและทีมงานที่เข้าใจภาพรวมทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างมีทักษะการคิดเชิงระบบและมองเห็นความเชื่อมโยงของปัจจัยรอบด้าน

2. กลยุทธ์ – เข็มทิศสู่ความยั่งยืน
การวางกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ต้องไม่ยึดติดกับกำไรระยะสั้นแต่ต้องมองการณ์ไกล กล้าลงทุนในเรื่องความยั่งยืนที่อาจยังไม่เห็นผลตอบแทนทันทีแต่สร้างคุณค่าในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประกอบการกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

3. งานวิจัย – เครื่องมือสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม
การวิจัยช่วยพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ทันสมัย ลดความเสี่ยงด้าน ESG เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ องค์กรต้องลงทุนและสนับสนุนการทำวิจัยอย่างจริงจังทั้งการคิดค้นนวัตกรรม การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาและการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับภูมิภาคและระดับโลกมาประยุกต์ใช้

4. แผนรองรับความเสี่ยง – ความสามารถในการรับมือ
องค์กรต้องวางแผนรับมือภัยพิบัติ ภาวะฉุกเฉิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือแม้แต่ความเปราะบางทางสังคมเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

จากที่ดู 4 จิ๊กซอว์สำคัญแล้ว ทาง รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ยังชี้ว่าองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอีกด้วยค่ะ เพราะทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตจะถูกกำหนดโดยเทรนด์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยมี 6 เทรนด์ที่สำคัญ ดังนี้

1.Green Economy & Low-Carbon Transition ยุคที่ความยั่งยืนเป็นข้อบังคับ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำอย่างเต็มตัว มาตรฐาน ESG กฎหมายควบคุมคาร์บอนและเป้าหมาย Net Zero กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

ที่สำคัญคือ กฎหมายการสอบทานธุรกิจด้านความยั่งยืน (CSDDD) ซึ่งเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่บังคับให้ธุรกิจต้องสอบทานกิจกรรมของตนเองและของซัพพลายเออร์ตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

บทวิเคราะห์จาก CMMU

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • ธุรกิจที่มีซัพพลายเชนสะอาดและโปร่งใสจะได้เปรียบในการส่งออกสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูง
  • เทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนเปิดโอกาสธุรกิจใหม่
  • แบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้จริงจะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค

2.Digital Trade & Creative Economy  ดาวรุ่งพุ่งแรงของเศรษฐกิจใหม่

ซอฟต์แวร์ คลาวด์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไปจนถึงบริการนวัตกรรมแบบมืออาชีพ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างรายได้มหาศาลไม่แพ้การผลิตแบบดั้งเดิม

Creator Economy และ Digital Services กำลังเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างตัวตนและรายได้จากความสามารถ ขณะเดียวกันธุรกิจที่ทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบโดยนำ AI และ Data Analytics มาใช้วางแผนและประกอบการจะเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งกว่าค่ะ

บทวิเคราะห์จาก CMMU

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • SMEs สามารถขยายตลาดไปทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยไม่ต้องลงทุนสูง
  • ธุรกิจที่ใช้ Data-Driven Decision Making จะตอบโจทย์ลูกค้าได้แม่นยำกว่า
  • Content Creator และ Influencer Economy เปิดช่องทางการตลาดใหม่ที่มี ROI สูง
  • ธุรกิจที่ปรับตัวตามไม่ทันมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มหายจากไป

3.GenAI & Future of Work การปฏิวัติตลาดแรงงานที่กำลังมาถึง

การมาถึงของ Generative AI สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดแรงงานทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทำให้งานจำนวนมากหายไปเท่านั้นแต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

งานบางประเภทอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติแต่ขณะเดียวกันก็จะเกิดอาชีพและทักษะใหม่ๆ รวมถึงงานที่คนและ AI ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดแต่สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคในกระบวนการสำคัญคือช่องว่างทักษะที่จะกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ

บทวิเคราะห์จาก CMMU

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • องค์กรที่ลงทุนใน Reskill และ Upskill บุคลากรจะใช้ GenAI เป็นพลังเสริมได้
  • ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ เช่น AI Trainer, Prompt Engineer, AI Ethics Specialist
  • องค์กรที่ยังชะล่าใจไม่เร่งปรับตัวอาจเสี่ยงเจอวิกฤตแรงงานในอนาคต

4.Silver Economy : Blue Ocean ใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส

การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและต้องการบริการและผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • บริการทางการแพทย์และสุขภาพเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย
  • เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลผู้สูงวัย
  • ที่อยู่อาศัยอัจฉริยะสำหรับผู้สูงวัย
  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและ Wellness Tourism
  • ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับวัยเกษียณ
  • งานอดิเรกและกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย

5.Health & Wellness เมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันตกยุค

กระแสการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดียังคงเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก ซึ่งจากเดิมที่สุขภาพมุ่งไปที่การรักษาโรคเป็นหลัก ปัจจุบันได้ขยายสู่การดูแลแบบองค์รวมครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์เชิงป้องกัน โภชนาการเฉพาะบุคคล ฟิตเนสและเวชศาสตร์ชะลอวัยไปจนถึงการออกแบบเมืองและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • ไทยมีศักยภาพสูงด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
  • อุตสาหกรรมอาหารสามารถพัฒนาสู่ Functional Food และ Personalized Nutrition
  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสามารถเติบโตได้อีกมาก
  • ธุรกิจ Wellness และ Mental Health กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • บริการที่เชื่อมโยง Physical และ Mental Wellness เป็นโอกาสใหม่

6.Regenerative Business ก้าวที่สูงกว่าความยั่งยืน

กระแสโลกต้องการเห็นธุรกิจที่ก้าวมาในระดับที่สูงกว่าธุรกิจยั่งยืนแต่เป็นธุรกิจที่อภิบาลโลกผ่านกระบวนการธุรกิจสีเขียว สร้างความเป็นธรรมและถูกต้อง โปร่งใส ร่วมปฏิรูประบบซัพพลายเชนของบริษัทโดยสร้างกลไกที่จะทำให้การสรรหาวัตถุดิบ การจัดการโลจิสติกส์เป็นไปอย่างเกื้อกูลต่อโลก พร้อมกับสนับสนุนชุมชนและคู่ค้าให้อยู่ได้

บทวิเคราะห์จาก CMMU

โอกาสสำหรับธุรกิจไทย

  • เป็นโอกาสในการสร้าง Premium Positioning และ Price Premium
  • ดึงดูด Impact Investors และแหล่งทุนที่มุ่งเน้นผลกระทบเชิงบวก
  • สร้างความภาคภูมิใจให้พนักงานและดึงดูด Talent รุ่นใหม่ที่ต้องการทำงานที่มีความหมาย
  • เป็น Game Changer ที่ทำให้ธุรกิจเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้จริง

ข้อมูลจาก CMMU เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คาดหวังคุณค่า ความรับผิดชอบ และผลกระทบทางสังคมจากแบรนด์มากกว่าสินค้าเพียว ๆ ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้วัดกันที่ราคาอีกต่อไปแต่ขยับไปสู่ความยั่งยืน นวัตกรรมและประสบการณ์ที่มีความหมายแทนค่ะ

5 กับดักที่ CMMU ชี้ให้เห็นไม่ใช่ข้อจำกัดที่แก้ไม่ได้ค่ะ แต่เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้ธุรกิจไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่และเปลี่ยนแปลงให้ทัน ขณะที่ 6 เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นคือโอกาสทองที่ธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้ถ้ามีความพร้อม สิ่งที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ ธุรกิจที่ยังคงยึดติดกับโมเดลเดิมๆ โดยไม่ยอมปรับตัวจะเจอความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ธุรกิจที่กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าลงทุนและมองเห็นโอกาสในความท้าทายจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนค่ะ

ผู้เขียนเองเห็นว่าธุรกิจไทยหลายแห่งยังมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง “ของอนาคต” แต่ความจริงคือ กำลังเกิดขึ้นแล้วตอนนี้ค่ะ ลูกค้าของเรากำลังเปลี่ยน กฎเกณฑ์กำลังเข้มงวดขึ้นและคู่แข่งจากต่างประเทศกำลังก้าวหน้าไปข้างหน้า

สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ธุรกิจไทยต้องเลิกมองตัวเองเป็นผู้ตามแต่ต้องกล้าเป็นผู้นำในบางเรื่อง เราอาจไม่ได้เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดแต่เรามีจุดแข็งในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ ความเข้าใจเรื่อง Wellness การเกษตรที่หลากหลายและความอบอุ่นของการบริการ สิ่งเหล่านี้สามารถเป็น Competitive Advantage ได้ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *