เมื่อ Data-Driven Starbucks ทำให้ในวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในธุรกิจร้านกาแฟอย่างที่หลายคนคิด แต่พวกเขาอยู่ในธุรกิจ Data ในระดับเดียวกับบริษัท Tech Company ไปแล้วครับ
เพราะสตาร์บั๊คไม่ได้อยู่ได้ด้วยยอดขายจากเมนูกาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นจากทั่วโลกเท่านั้น แต่พวกเขาใช้ Data ที่ได้จากการซื้อขายเมนูต่างๆ มากกว่า 100,000,000 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ บวกกับเทคโนโลยีอย่าง IoT และ AI เพื่อบริหารธุรกิจให้แตกต่างจนยากที่คู่แข่งจะเทียบเคียงได้
บทความนี้เลยจะไข 5 ความลับของสตาร์บั๊คว่าพวกเขาใช้ Data, AI และ IoT อย่างไรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ และเมื่ออ่านจบแล้วคุณจะเข้าใจอย่างหมดข้อสงสัยว่าทำไมผมถึงบอกว่า Starbucks อยู่ในธุรกิจ Data ในระดับ Tech Company มากกว่าแค่ร้านกาแฟไปนานแล้ว
เรียนรู้จาก Starbucks ในการใช้ Data และ Technology เพื่อทำธุรกิจให้ออกมาดีกว่าที่ใครจะคิดได้
อย่าคิดว่าร้านกาแฟจะมี Data อะไรมากมายให้เก็บ เพราะกว่า 30,000 สาขาที่สตาร์บั๊คมีทั่วโลกนั้นส่งผลให้มีข้อมูลการซื้อขายกว่า 100,000,000 ครั้งเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ และเมื่อทำการวิเคราะห์แค่ข้อมูลการซื้อขายที่เกิดขึ้นก็ทำให้สตาร์บั๊คเข้าใจว่าอะไรบ้างที่ลูกค้าชอบ หรือเมื่อไหร่ที่ลูกค้าไม่พอใจ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนตามกระแส Big Data แต่สตาร์บั๊คทำเรื่องนี้มานานกว่าทศวรรษหรือมากกว่า 10 ปีแล้วครับ
เพราะวิกฤตทำให้เกิดโอกาส เมื่อ 10 ปีก่อนตอนที่สตาร์บั๊คเกิดปัญหาใหญ่ยอดขายตกลงมากมาย เกิดการเปิดสาขาใหม่ๆ โดยไร้การวางแผนที่ดีพอ บวกกับปัญหาภายในองค์กรจนต้องทำให้อดีต CEO และผู้ก่อตั้งอย่าง Howard Schultz ต้องกลับมารับหน้าที่ CEO อีกครั้ง
ในตอนปี 2008 นั้นสตาร์บั๊คประกาศปิดร้านพร้อมกันทั่วประเทศจนกลายเป็นข่าวใหญ่ เพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง บวกกับการไล่ปิดสาขาที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อลดการแย่งลูกค้ากันเองกับสาขาที่ใกล้เคียง และตั้งแต่ตอนนั้น Howard Schultz ก็มุ่งมั่นที่จะหาทางใช้ Data ในการบริหารและตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น พวกเขาอยากรู้ทุกความเปลี่ยนแปลกที่เกิดขึ้นภายในร้าน อยากรู้ว่าลูกค้าแต่ละคนเป็นอย่างไร และเพื่อเอาไปใช้ในการตัดสินใจก่อนจะเปิดสาขาใหม่ทุกครั้ง
แต่นอนนอนว่าในช่วงแรกการตัดสินใจยังไม่ได้เป็น Data-Driven ในทุกวันนี้ สตาร์บั๊คในช่วงแรกยังเป็นการบริหารงานแบบ Human-Driven เหมือนองค์กรทั้งหลายในเวลานี้ที่ใช้ Data แค่เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผู้บริหารคิดจะทำนั้นถูก แต่หลังจากนั้นไม่นานสตาร์บั๊คก็มีความแตกต่างจากบริษัทอื่นมาก เพราะพวกเขาได้ไอเดียใหม่ๆ ไปลองทำจาก Data และนั่นก็ทำให้ร้านกาแฟแห่งนี้ก้าวหน้าเหนือคู่แข่งไปอย่างมากจนยากที่ใครจะไล่ตามพวกเขาได้ทัน
และเรื่องน่าทึ่งที่สตาร์บั๊คทำแต่น้อยคนนักจะรู้คือพวกเขาไม่ได้แค่ใช้ Data จากระบบ Loyalty Program เท่านั้น แต่เขายังใช้เทคโนโลยี IoT หรือ Internet of things อย่างจริงจังที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการภายในร้าน จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเครื่องชงกาแฟสตาร์บั๊คนั้นเชื่อมต่อระบบ Cloud ที่สามารถเรียนรู้การชงเมนูใหม่ๆ ด้วยตัวเอง และเตาอบภายในร้านสตาร์บั๊คก็กำลังจะเป็นอุปกรณ์ IoT ที่จะอัพเดทตัวเองผ่านระบบ Cloud ในเร็วๆ นี้
5 วิธีการที่ Starbucks ใช้ Data AI และ IoT เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
แม้สิ่งที่สตาร์บั๊คทำจะไม่แตกต่างจากบริษัทยุคใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลสักเท่าไหร่ในเรื่องการใช้ Data กับเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเข้มข้น แต่ที่น่าสนใจที่เราจะคุยกันคือการที่พวกเขาใช้ Data ที่มีในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ในแบบที่คู่แข่งนึกไม่ถึงจนทำให้ยากที่จะมีร้านกาแฟไหนตามพวกเขาได้ทันในเร็ววัน
แม้จะมีหลายอย่างที่สตาร์บั๊คทำได้ดีจาก Data แต่นี่น่าจะเป็น 5 เรื่องที่สตาร์บั๊คทำได้ดีมากจนนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้จากเรื่องนี้ครับ
นั่นหมายความว่าสตาร์บั๊คจะรู้จักลูกค้าแต่ละคนเป็นอย่างดีว่าพวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร ชอบกินเมนูไหน ชอบซื้อสาขาไหน ชอบแวะเข้ามาเวลาไหน จาก Data ทั้งหมดนี้บวกกับการใช้ AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มไหนแพ้โปรโมชั่นแบบไหน ทำให้สตาร์บั๊คเวลาออกโปรโมชั่นทีก็ไม่ต้องหว่านหาลูกค้าทุกคนให้คนที่ไม่ชอบโปรโมชั่นแบบนั้นรำคาญใจ
สรุปได้ว่าทุกสาขาของสตาร์บั๊คผ่านการวิเคราะห์จาก Big Data โดย AI มาแล้วว่าตรงนี้ดีมีลูกค้า ดังนั้นถ้าเราจะไปเปิดร้านใกล้ๆ สตาร์บั๊คเพื่อขายสินค้าหรือบริการอื่นเพื่อจับกลุ่มพรีเมียมก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจครับ
แต่ด้วยเทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things ที่สตาร์บั๊คเอามาใช้กับเครื่องมือต่างๆ ภายในร้านตั้งแต่เครื่องชงกาแฟไปจนถึงเตาอบอาหาร ทำให้ทางสตาร์บั๊คเก็บข้อมูลการทำงานของเครื่องอยู่ตลอดเวลาจนสามารถวิเคราะห์และประเมินล่วงหน้าได้ว่าเครื่องไหนกำลังจะมีปัญหาเล็กๆ ที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ จากนั้นก็จะส่งช่างออกไปจัดการตั้งแต่ยังเป็นปัญหาเล็ก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญาจนไม่สามารถชงกาแฟให้ลูกค้าได้ในที่สุดครับ
สรุปได้ว่าสตาร์บั๊คเอา Data ไปใช้ทั้งในการป้องกันปัญหาใหญ่ไม่ให้เกิด และเพิ่มความสามารถของเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ด้วย IoT ในแบบที่เรานึกไม่ถึงว่าร้านกาแฟจะทำแบบนี้ได้มาก่อนครับ
และ Starbucks ในวันนี้ใช้ Data-Driven ในระดับ Tech Company แล้ว
ด้วยวิธีที่สตาร์บั๊คใช้ Data เป็นแบบอย่างให้เราเรียนรู้ ไม่ว่าจะเรื่องการจัดการกับข้อมูลมากมายมหาศาล และการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่งอย่างนี้
แต่นั่นก็มาเพราะการใช้ Data บวกกับ AI และ IoT หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ต่างๆ ที่ช่วยให้การวิเคราะห์ของแบรนด์นี้มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งครับ
แต่สิ่งสำคัญที่อยากเน้นย้ำไม่ใช่แค่เรื่องของ Data หรือเทคโนโลยี AI หรือ IoT ที่สตาร์บั๊คใช้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการมี Data mindset ที่ดี ที่ถูกผลักดันให้กลายเป็นกลุยทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างมีแบบแผนและทั่วถึงทั้งองค์กร ไม่ใช่ทำกันแค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเหมือนที่เรามักจะเจอกันประจำในบ้านเรา
เพราะถ้าคุณมีแต่ Tools ล้ำสมัยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มี Mindset ในการทำงานใหม่เครื่องมือที่มีก็ไร้ค่า ดังนั้นก่อนจะเอาเทคโนโลยีใดหรือ AI เข้ามาคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณต้องการอะไรเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจกันแน่
และที่สตาร์บั๊คเอา AI มาใช้ก็เพราะพวกเขามี Data มากมายจนถึงเวลาที่ต้องหาเทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์ Big Data ที่มีให้เร็วพอที่จะเอาไปใช้งานต่อได้ทัน
องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าสตาร์บั๊คเป็นคู่แข่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้ามองถึงวิธีการที่สตาร์บั๊คใช้ดาต้าให้ออกคุณจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังก้าวหน้าแซงองค์กรต่างๆ ในเรื่อง AI ที่จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจยุคใหม่ในท้ายที่สุดครับ
เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังมองไม่ออกว่าเรื่อง Data และ AI ว่าเกี่ยวกับองค์กรของเราอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะไม่ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรเราในอนาคตนะครับ เพราะถ้าย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้นของการทำธุรกิจที่ใครๆ ก็รู้นั่นก็คือ “จริงๆ แล้วคุณอยู่ในธุรกิจอะไรกันแน่?” เหมือนที่สตาร์บั๊คอยู่ในธุรกิจ Data มากกว่าแค่การขายกาแฟมานานแล้วครับ