รู้มั้ยครับว่า 57% ของ Gen Z ซื้อความสุขชิ้นเล็กให้ตัวเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จากรายงานของ Bank of America ขณะที่ผลสำรวจของ NCSolutions ในสหรัฐบอกว่า 1 ใน 5 ของคนรุ่นนี้ทำแบบนี้ทุกวัน และเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้คนยอมควักเงินทรีทตัวเอง ไม่ใช่การฉลองความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย แต่คือแค่สามารถผ่านแต่ละวันที่เหนื่อยยากมาได้ก็คู่ควรแล้ว (48%)
และคำนี้ไม่ใช่ศัพท์การตลาดที่ใครนึกขึ้นมาลอยๆ เพราะขนาดบล็อก About Words ของ Cambridge Dictionary ยังหยิบไปอธิบายไว้ในคอลัมน์ New Words เมื่อต้นปี 2026 มาแล้ว
ถ้าถามว่าพฤติกรรมนี้ใหม่จริงไหม คำตอบคือไม่ใหม่ครับ เพราะนักการตลาดรู้จักญาติผู้พี่ของมันมานานแล้วในชื่อ The Lipstick Effect ปรากฏการณ์ที่ยอดขายลิปสติกกลับพุ่งขึ้นสวนทางในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ตั้งแต่ยุค Great Depression มาจนถึงหลังเหตุการณ์ 9/11 ด้วยตรรกะง่ายๆ ว่าซื้อชุดใหม่ไม่ไหว แต่ถ้าซื้อแค่ลิปสติกใหม่แท่งเดียวยังไหวอยู่
ซึ่ง Meredith Smith ผู้บริหารจากบริษัทวิจัย Kantar ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ไว้อย่างน่าสนใจว่า Treatonomics ก็คือ The Lipstick Effect เวอร์ชันอัดฉีด เพราะผู้บริโภคยุคนี้เผชิญความไม่แน่นอนที่สูงกว่าเดิม แต่มีตัวเลือกในการทรีทตัวเองเยอะกว่าเดิมหลายเท่า ตั้งแต่ลิปสติก Labubu ไปจนถึงบัตรคอนเสิร์ต
และตัวเลขจากฝั่งสหรัฐยิ่งตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่กระแสชั่วคราว เพราะผลสำรวจชุดเดียวกันของ NCSolutions ที่เผยแพร่ผ่าน Circana ยังพบอีกว่า กว่า 2 ใน 5 ของ Gen Z ถึงขั้นมีงบสำหรับการทรีทตัวเองโดยเฉพาะ
ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่การตลาดวันละตอนเคยเล่าไว้ในบทความ 16 Gen Z Marketing Trends 2026 ว่า Anxiety หรือความกังวลกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นนี้
From Insight to Product: เมื่อเป๊ปซี่เปลี่ยนเทรนด์ให้กลายเป็นสินค้าทั้งไลน์
ใครที่ตามงานของเป๊ปซี่มาตลอดจะรู้ว่าแบรนด์นี้จริงจังกับการฟังเสียงผู้บริโภคมาก อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยเล่าไว้ในบทความที่เป๊ปซี่ใช้ Social Listening วางแผนธุรกิจ ผ่านกลไกที่เรียกว่า Culture In, Brand Out คือเอาวัฒนธรรมและกระแสสังคมเข้ามาก่อน แล้วค่อยปล่อยแบรนด์ออกไป
ใครผ่านไปแถวนั้นแล้วไม่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายก็ใจแข็งมากแล้วหละครับ เพราะเราเห็นพลังของคาแรกเตอร์น่ารักๆ ที่ทำให้คนต่อแถวถ่ายรูปและแชร์ลงโซเชียลกันมาแล้วนับไม่ถ้วน หัวใจของเกมนี้คือการเปลี่ยนงบ Out of Home ให้กลายเป็น Earned Media ที่ผู้บริโภคช่วยกระจายต่อให้ฟรีๆ
ความเสี่ยงของการตลาดแบบ Treatonomics คืออะไร ระวังการกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัว เพราะข้อมูลจาก Bank of America ก็ชี้ว่าเกือบ 60% ของ Gen Z ยอมรับว่าการทรีทตัวเองบ่อยทำให้ใช้จ่ายเกินงบ แบรนด์ที่มองเกมยาวควรวาง Position เป็นความสุขที่พอดี ไม่ใช่ตัวกระตุ้นหนี้
Permission to Treat: สรุปบทเรียน Treatonomics จากเป๊ปซี่ ทรีทส์ ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้
FacebookFacebookXXLINELine56 ล้านคน คือจำนวนคนไทยที่เปิดแอป LINE อยู่แล้วทุกวัน ตัวเลขนี้แหละครับที่ทำให้เกมล่าสุดของ LINE น่าจับตามองกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันแปลว่าทุกครั้งที่ LINE เปิดบริการใหม่ พวกเขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนแอปน้องใหม่ทั่วไป แต่เริ่มจากการมีคนอยู่ในมือแล้วเกือบทั้งประเทศ ทีนี้ลองนึกถึงตัวเองดูครับ เวลาเจอร้านดังที่คนต่อคิวยาวเหยียด เราเคยพยายามยืนอดทนรอสักพักใช่ไหม กะว่าเดี๋ยวคิวก็คงขยับ แต่พอยืนไปได้สักครู่ความหิวกับความเมื่อยก็เริ่มชนะ สุดท้ายก็ยอมถอดใจเดินออกจากคิวไปแบบไม่ได้กินอย่างที่ตั้งใจ ยิ่งเป็นงานรวมร้านอร่อยที่มีของน่ากินเต็มไปหมดทีไร ความรู้สึกแบบนี้ก็ยิ่งเกิดบ่อย และนี่คือ Pain Point ที่ LINE กำลังจะแก้ด้วยฐานผู้ใช้ 56 ล้านคนที่ว่านั่นเอง ล่าสุด LINE เพิ่งจัดงาน LINE MAN FOODIES STATION ที่ Central Westgate รวมร้านอร่อยรีวิวดีกว่า 50 ร้านจากทั่วไทย ฟังดูเหมือนข่าวงานอาหารธรรมดาที่มีให้เห็นทุกเดือนใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วงานนี้คือสนามเปิดตัวของ LINE MINI Eats โซลูชันสั่งอาหารล่วงหน้าผ่าน LINE ที่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้น นี่คือหมากสำคัญในเกม Super App ที่ […]