รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

10 Technology & AI Trends 2027 ถอดเทรนด์เทคโนโลยีและ AI จาก The Future 100 ที่นักการตลาดไทยต้องรู้

ทุกปีพอ VML Intelligence ปล่อยรายงาน The Future 100 ผมจะนั่งอ่านทั้งเล่มเพื่อย่อยมาเล่าให้เพื่อนๆ ชาวการตลาดวันละตอนฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ย่อยและสรุป 2 หมวดแรกไปแล้ว คือ Marketing Trends 2027 และ Food & Drink Trends 2026-2027 ใครยังไม่ได้อ่าน 2 หมวดนั้น แนะนำให้ตามไปอ่านด้วยนะครับ จะได้เห็นภาพเทรนด์ปีหน้าครบทุกมุม และปีนี้พออ่านหมวด Technology จบ ผมพบว่ามันต่างจากหมวดอื่นตรงที่ 10 เทรนด์ในนี้ไม่ได้กระจายเป็นหลายแกน แต่ร้อยเข้าด้วยกันด้วยเส้นเรื่องเดียวที่ชัดมาก

เส้นเรื่องนั้นคือ “ความตึงเครียดระหว่างพลังของเทคโนโลยีกับการรักษาความเป็นมนุษย์ไว้” ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็น AI ที่สร้างโลกและสร้างคนขึ้นมาได้ การถูกสอดส่องจนความเป็นส่วนตัวหายไป หรือหุ่นยนต์ที่เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงาน ทุกเทรนด์ในหมวดนี้วนกลับมาที่คำถามเดียวกันหมด นั่นคือเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้มัน “เสริม” ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ “แทนที่” หรือกลืนมันไป

ที่ผมอยากเน้นตั้งแต่ต้นคือ Technology & AI Trends 2027 ชุดนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อคนสายเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มันคือกระจกที่สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคหน้าจะรู้สึกอย่างไรกับเทคโนโลยี พวกเขากลัวอะไร ต้องการอะไร และไว้ใจแบบไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดและแบรนด์ทุกสายต้องเข้าใจ ไม่ใช่แค่ทีม IT

บทความนี้ผมจะพาไล่ทีละข้อ เล่าให้ฟังว่าแต่ละเทรนด์พูดเรื่องอะไร มีเคสอะไรที่น่าจดจำ และพอวางบนบริบทไทยแล้วเราหยิบอะไรไปลงมือทำต่อได้บ้าง บางเทรนด์อาจฟังดูไกลตัว แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าอันไหนใกล้ตัวคนไทยกว่าที่คิด และอันไหนที่ต้องรีบเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ครับ

1. Generative Realities เมื่อ AI สร้างโลกเสมือนที่ปรับตัวได้แบบเรียลไทม์

เทรนด์แรกของ Technology & AI Trends 2027 พูดถึงโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด ปรับตัวได้ และวิวัฒน์ตลอดเวลา ซึ่งกำลังถูกสร้างขึ้นแบบเรียลไทม์โดย AI ศิลปิน Refik Anadol เรียกสิ่งนี้ว่า Generative Reality หรือความจริงเชิงกำเนิด เพราะผลงานของเขาตอบสนองต่อข้อมูลมหาศาลแบบเรียลไทม์เพื่อสร้างฉากขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา และความก้าวหน้าของ Generative AI กำลังจะพาแนวคิดนี้เข้าสู่วงการเกม

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ลองนึกภาพตามนะครับ แทนที่เกมจะมีโลกสำเร็จรูปที่ตัวละครและฉากตายตัว มันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ปรับให้เป็นส่วนตัวสำหรับผู้เล่นแต่ละคนแบบเรียลไทม์ Charlie Fink โปรดิวเซอร์และนักเขียน บอกกับ VML Intelligence ว่า AI จะเปลี่ยนวงการเกมไปอย่างมหาศาล เพราะเกมประเภทใหม่ที่เรียกว่า Procedural Game หรือเกมที่สร้างเนื้อหาขึ้นเองอัตโนมัติกำลังจะเกิดขึ้นได้

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ Google Cloud กำลังใช้ Generative AI สร้าง “เกมที่มีชีวิต” ร่วมกับนักพัฒนาอย่าง Capcom และ Klang Games ที่ถึงขั้นเพิ่มมนุษย์เสมือนอัตโนมัติชื่อ Seedlings หลายแสนตัวเข้าไปในเกม ส่วน World Labs ที่นำโดยผู้บุกเบิก AI อย่าง Fei Fei Li ก็เปิดแพลตฟอร์ม Marble ที่เปลี่ยนแค่ข้อความหรือภาพให้กลายเป็นโลก 3D ที่สำรวจได้เต็มรูปแบบ

พอมองมาที่ไทย ผมว่าแก่นของเทรนด์นี้ไม่ได้อยู่ที่ “เกม” นะครับ แต่อยู่ที่การที่ AI ทำให้ประสบการณ์ดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่ปรับตัวและเป็นส่วนตัวแบบเรียลไทม์ได้ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ผมเคยเล่าไว้ใน Creativity Driven AI ว่า AI กำลังลดกำแพงในการสร้างสิ่งที่เมื่อก่อนต้องใช้ทุนและทีมมหาศาล คนไทยเป็นตลาดเกมและ E-Sport ที่ใหญ่ระดับต้น ๆ ของภูมิภาคอยู่แล้ว

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่าไม่ใช่การรีบกระโดดไปทำโลกเสมือนตอนนี้ (ซึ่งต้นทุนสูงและตลาดไทยยังไม่พร้อม) แต่คือการเข้าใจทิศทางที่ต้นฉบับชี้ไว้ ว่าอนาคตของคอนเทนต์คือ “คอนเทนต์ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับลูกค้าทุกคน” ซึ่งเชื่อมกับเรื่อง Personalization ที่แบรนด์ไทยทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ ผ่านการใช้ AI ปรับคอนเทนต์ ข้อความ หรือข้อเสนอให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนบนแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ไม่ต้องรอโลกเสมือน

Start with This: ลองหยิบแคมเปญหรือคอนเทนต์ที่แบรนด์ส่งหาลูกค้าแบบเดียวกันทุกคนมา 1 ชิ้น แล้วลองใช้ AI ปรับให้มันตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มต่างกัน ดูว่าผลตอบรับต่างจากเดิมไหม เพราะนี่คือ Generative Reality เวอร์ชันที่จับต้องได้และทำได้จริงในไทยตอนนี้ครับ

2. Synthetic Generation เมื่อ “คน” ที่สร้างจากเลข 0 และ 1 มาถึงแล้ว

เทรนด์ที่สองต่อยอดจากข้อแรกโดยตรง แต่ขยับจาก “โลกที่ AI สร้าง” มาเป็น “คนที่ AI สร้าง” ในเดือนกรกฎาคม 2025 การเปิดตัวของนักแสดงหญิงชาวอังกฤษชื่อ Tilly Norwood จุดกระแสวิพากษ์ทันที ไม่ใช่เพราะฝีมือการแสดง แต่เพราะเธอถูกสร้างขึ้นด้วย AI ทั้งตัว เหล่านักแสดงและสหภาพแรงงานออกมาคัดค้านหนักจากความกังวลว่างาน AI แบบนี้จะมาแทนที่นักแสดงมนุษย์ ขณะที่ Eline van der Velden ผู้สร้างโต้กลับว่า Norwood ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นช่องทางสร้างสรรค์

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือฝั่งธุรกิจครับ บริษัท Synthesia จากลอนดอนที่สร้างโคลนดิจิทัลสุดสมจริง เปิดตัว Synthesia 3.0 ในเดือนตุลาคม 2025 และกลายเป็นยูนิคอร์นที่มีพลังมากพอจะปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่าถึง 3,000 ล้านดอลลาร์จาก Adobe ส่วนบริษัท Artisan ก็ทำโฆษณากล้า ๆ ว่า “หยุดจ้างมนุษย์” จนโดนวิจารณ์เยอะ

แต่ Jaspar Carmichael-Jack ผู้ก่อตั้งอธิบายว่าเจตนาจริง ๆ คือการจุดบทสนทนาว่ามนุษย์กับ AI จะทำงานร่วมกันอย่างไร และเขาเชื่อว่า “อนาคตของการทำงานไม่ใช่มนุษย์หรือ AI แต่คือมนุษย์และ AI” ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข 73% ของคนที่เห็นด้วยว่าในอนาคตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตดิจิทัลจะทำงานเคียงข้างกัน

ในบริบทไทย เทรนด์นี้ใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ เพราะเราคุ้นเคยกับ Virtual Influencer และ AI Presenter มาสักพักแล้ว แบรนด์ไทยหลายเจ้าเคยใช้ Virtual Human เป็นพรีเซนเตอร์หรือใช้ AI สร้างโมเดลในงานโฆษณา ซึ่งก็คือ Synthetic Generation เวอร์ชันที่เกิดจริงในไทยแล้ว ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร มีสองมุมครับ มุมแรกคือฝั่งโอกาส Virtual Human ใช้ได้จริงสำหรับคอนเทนต์ที่ต้องผลิตเยอะหรือต้องการความยืดหยุ่นที่คนจริงทำไม่ได้ เช่นพูดได้หลายภาษา แต่มุมที่สองซึ่งสำคัญมากคือเรื่องความไว้ใจ

สังเกตว่าทั้ง Tilly Norwood และแคมเปญ “หยุดจ้างมนุษย์” ของ Artisan โดนต้านหนักมาก แปลว่าผู้บริโภคยังอ่อนไหวกับเรื่องนี้ ในบริบทไทยที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความสัมพันธ์ แบรนด์ที่ใช้ Synthetic Being ต้องระวังไม่ให้ดูเหมือนการลดคุณค่าของมนุษย์หรือหลอกลวงผู้บริโภค

Start with This: ถ้าแบรนด์คิดจะใช้ AI Presenter หรือ Virtual Human ลองกำหนดจุดยืนเรื่องความโปร่งใสให้ชัดก่อนเริ่ม เช่นจะบอกผู้บริโภคตรง ๆ ไหมว่าอันไหนคือ AI แล้วทดลองใช้กับงานเล็ก ๆ ที่เปิดเผยได้ก่อน เพราะความไว้ใจที่เสียไปเพราะความไม่โปร่งใส เรียกกลับมายากกว่ายอดที่ประหยัดได้ครับ

3. Omnisurveillance เมื่อการสอดส่องอยู่ทุกหนแห่งจนความเป็นส่วนตัวหายไป

เทรนด์ที่สามของ Technology & AI Trends 2027 เป็นเทรนด์ที่หนักและจริงจัง เพราะมันพูดถึงความจริงที่ว่าเรากำลังถูกจับตามองตลอดเวลา ทั้งโดยรัฐบาล บริษัท ระบบ AI และโดยกันและกันเอง Tiffany Jenkins ผู้เขียนหนังสือ Strangers and Intimates บอกกับ VML Intelligence ว่าเราแสดงตัวราวกับมีผู้ชมอยู่ตลอดเวลา คอยตัดต่อแก้ไขตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งมันหยุดยั้งการคิดอย่างอิสระและทำให้คนหวาดกลัว

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ระดับการเก็บข้อมูลตอนนี้ไม่เคยมีมาก่อนครับ รู้มั้ยว่าตอนที่ข้อมูลล็อกอิน 16,000 ล้านรายการของเว็บอย่าง Google, Meta และ Apple หลุดออกมาในเดือนมิถุนายน 2025 มันแทบไม่เป็นข่าวด้วยซ้ำ เพราะคนชินไปแล้ว แม้ 89% จะบอกว่าอยากควบคุมข้อมูลตัวเองมากขึ้น แต่ความสะดวกก็ยั่วยวนใจ อย่างแอป Neon ที่จ่ายเงินให้คนอัดเสียงบทสนทนาไปขายให้บริษัท AI ก็มียอดดาวน์โหลด 75,000 ครั้งในวันเดียว และ AI ยังเพิ่มมิติใหม่เข้ามา

เพราะการแชตกับ AI แบบไม่ระวังอาจเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ตั้งใจ อย่างที่ Fast Company เผยว่าแชต ChatGPT ที่แชร์ผ่านฟังก์ชัน Share สามารถค้นเจอได้บน Google Meredith Whittaker ซีอีโอของแอป Signal ถึงกับบอกที่งาน SXSW 2025 ว่าเราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัวจริง ๆ ขึ้นมา โดย 75% ของคนกังวลว่า AI จะนำไปสู่ยุค Big Brother และเกือบ 8 ใน 10 บอกว่าความเป็นส่วนตัวเป็นไปไม่ได้แล้ว

เทรนด์นี้เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรงมากครับ โดยเฉพาะเมื่อคนไทยกำลังโดนภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพถล่มหนัก จนความระแวงกลายเป็นค่าเริ่มต้น ตัวเลข 89% ที่อยากควบคุมข้อมูลตัวเองน่าจะสูงกว่านี้ในไทยด้วยซ้ำ จุดที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับนักการตลาดไทยคือ ประเด็นความเป็นส่วนตัวกำลังจะกลายเป็น “จุดสร้างความแตกต่าง” ของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เรื่อง Compliance ตามกฎหมาย เรามี PDPA บังคับใช้แล้ว ซึ่งหลายแบรนด์ยังมองเป็นแค่ภาระ แต่ Tiffany Jenkins เสนอว่าแบรนด์ควรทำเชิงรุกเรื่องความเป็นส่วนตัว และสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือการให้ความรู้ การเสริมพลัง และความเป็นอิสระ

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือแทนที่จะซ่อนนโยบายข้อมูลไว้ในตัวหนังสือเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครอ่าน แบรนด์ไทยที่กล้าอธิบายตรง ๆ ว่าเก็บข้อมูลอะไร เอาไปทำอะไร และให้ลูกค้าควบคุมได้ง่าย จะสร้างความไว้ใจได้มากในยุคที่คนระแวงไปหมด ซึ่งเชื่อมกับเรื่อง Trust ที่ผมเคยเล่าใน Social Media และ Influencer 2026 โดยตรง

Start with This: ลองเปิดหน้านโยบายข้อมูลหรือ Consent ของแบรนด์เราขึ้นมาอ่านด้วยสายตาลูกค้า แล้วถามว่าคนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจไหมว่าเราเก็บอะไรไปทำอะไร ถ้ายังงงหรือซ่อนอยู่ ลองเขียนใหม่ให้สั้น ตรง และให้ลูกค้าควบคุมได้ง่าย เพราะความโปร่งใสเล็ก ๆ นี่แหละที่สร้างความไว้ใจในระยะยาวครับ

4. Digital Intent เมื่อเทคโนโลยีเริ่มชวนให้เราใช้มันอย่างพอดี

เทรนด์ที่สี่เป็นการกลับขั้วที่ผมชอบมาก เพราะจากที่ทุกแพลตฟอร์มเคยแข่งกันแย่งเวลาและความสนใจของเราให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้กลับเริ่มมีกระแสสวนที่ชวนให้ใช้สมาร์ตโฟนอย่างตั้งใจมากขึ้น สตูดิโอนวัตกรรม Special Projects ทำต้นแบบเคสโทรศัพท์แบบพลิกกลับได้ชื่อ Aperture ที่พอพลิกแล้วจะเหลือหน้าจอแค่ส่วนเล็ก ๆ แสดงเฉพาะแอปที่จำเป็น โดย Adrian Westaway ผู้ร่วมก่อตั้งบอกว่านี่คือความพยายามอย่างตั้งใจที่จะนำ “แรงเสียดทาน” กลับเข้ามาใหม่ เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ ช้าลงให้เข้ากับจังหวะของมนุษย์

แนวคิดนี้คล้ายกับ Nothing Phone 3 ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่มีฟีเจอร์ Glyph Matrix หรือจอ LED เล็ก ๆ ที่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งแสดงแค่ข้อความหรือการแจ้งเตือนสำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้วางโทรศัพท์คว่ำหน้าไว้ได้เพื่อเลี่ยงสิ่งรบกวน โดย Carl Pei ซีอีโอบอกว่าอยากสร้างเทคโนโลยีที่รับใช้มนุษย์ได้ดีกว่าเดิม ที่น่าสนใจคือแม้แต่แพลตฟอร์มใหญ่ก็เริ่มปล่อยฟีเจอร์แบบนี้

TikTok Australia ที่มีการทำสมาธิในแอปตอนสี่ทุ่ม Instagram ที่มีฟีเจอร์หยุดพัก Reels และ Pinterest ที่กระตุ้นให้วัยรุ่นอังกฤษปิดแอปช่วงเวลาเรียน สอดคล้องกับขบวนการทางวัฒนธรรมที่กำลังก่อตัว อย่างที่ Laura Chambers ซีอีโอของ Mozilla บอกที่งาน SXSW London เมื่อมิถุนายน 2025 ว่าคนมักถูกต้อนให้ไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ แทนที่จะเลือกอย่างมีสติ เธอเลยเรียกร้องให้คน “เลือกที่จะเลือก”

ในบริบทไทยที่คนติดจอติดอันดับต้น ๆ ของโลก เทรนด์นี้ยิ่งเกี่ยวข้องโดยตรง จุดที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับนักการตลาดไทยคือ เทรนด์นี้เปิดโอกาสให้แบรนด์ที่ยอม “ไม่แย่งความสนใจแบบก้าวร้าว” กลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก ซึ่งฟังดูย้อนแย้งกับหลักการตลาดดิจิทัลที่เราคุ้นเคยที่เน้นเพิ่ม Engagement ให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ แต่เทรนด์นี้ชี้ว่าในระยะยาว แบรนด์ที่เคารพเวลาและสุขภาพจิตของลูกค้าจะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกกว่า

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือแบรนด์ไทยไม่จำเป็นต้องสร้างฟีเจอร์ Digital Wellbeing เองแบบ TikTok แต่แสดงจุดยืนนี้ผ่านวิธีออกแบบประสบการณ์ลูกค้าได้ เช่นการไม่สแปมแจ้งเตือน หรือการทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่าจริงแทนการล่อคลิก ข้อควรระวังคืออย่าทำแบบย้อนแย้งกับตัวเอง ถ้าแบรนด์เองก็ล่อให้คนไถจอทั้งวันแล้วมาทำแคมเปญบอกคนให้วางมือถือ ผู้บริโภคจะจับได้ทันทีว่าไม่จริงใจ

Start with This: ลองไล่ดู Notification หรือข้อความที่แบรนด์ส่งหาลูกค้าในหนึ่งสัปดาห์ แล้วถามว่ามีกี่อันที่มีคุณค่าจริง กี่อันที่แค่ส่งเพื่อดึงให้เขากลับมา ลองตัดอันที่แค่กวนใจออก แล้วดูว่าความสัมพันธ์กับลูกค้าดีขึ้นไหม เพราะบางทีการส่งน้อยลงแต่มีคุณค่ากว่า กลับได้ใจมากกว่าครับ

5. Smart Play เมื่อของเล่นฉลาดขึ้นเพื่อเสริมพัฒนาการ ไม่ใช่แทนที่การเล่นจริง

เทรนด์ที่ห้าของ Technology & AI Trends 2027 พูดถึงของเล่นที่กำลังฉลาดขึ้น สอนเด็กตั้งแต่การสร้างโลกไปจนถึงทักษะทางอารมณ์ โดยยังคงแก่นของการเล่นแบบจับต้องได้และการเข้าสังคมไว้ Lego ประกาศนวัตกรรมล่าสุดคือ Smart Brick ที่มองแวบแรกเหมือนตัวต่อ Lego ธรรมดา แต่ภายในฝังไฟ เสียง และเซนเซอร์ไว้ โดยจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026 Julia Goldin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Lego Group บอกว่าภารกิจคือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเล่นแบบจับต้องได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ทำลายประสบการณ์การสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ของเล่นที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหลายชิ้นกำลังนิยามใหม่ว่าเด็กเรียนรู้อย่างไรครับ อย่าง Dex Camera ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นอุปกรณ์เรียนภาษาแบบดื่มด่ำที่กระตุ้นให้เด็กสำรวจโลกจริงไปพร้อมกับเรียนภาษาใหม่ แทนที่จะจ้องแต่หน้าจอ และที่ผมว่าฉลาดมากคือ Dex ใช้นโยบาย Zero Data Retention หรือการไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้เลยเป็นจุดขาย ซึ่งโดนใจ 90% ของพ่อแม่ที่อยากควบคุมข้อมูลของตัวเองมากขึ้น

ส่วนในงาน CES 2026 สตาร์ตอัปจีน Takway ก็เปิดตัว Sweekar สัตว์เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์คล้าย Tamagotchi ที่ใช้ AI ปรับตัวตอบสนองอารมณ์ของเด็ก ค่อย ๆ สอนเรื่องความเห็นอกเห็นใจ ความรับผิดชอบ และการรับรู้ทางอารมณ์อย่างแนบเนียน โดยเป้าหมายของ Takway ไม่ใช่การมาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่คือการมาเติมเต็มมัน

เทรนด์นี้น่าสนใจสำหรับตลาดไทยหลายมิติครับ เพราะบ้านเราเป็นตลาดของเล่นและ Art Toy ที่ใหญ่ แถมกระแส EdTech และของเล่นเสริมพัฒนาการก็มาแรงในกลุ่มพ่อแม่ยุคใหม่ที่ยอมจ่ายเพื่อพัฒนาการของลูก จุดที่ตรงกับต้นฉบับเป๊ะคือพ่อแม่ไทยกังวลเรื่องเด็กติดจอสูงมาก และ Smart Play นี้ตอบโจทย์พอดี เพราะมันคือทางสายกลางระหว่างเทคโนโลยีกับการเล่นในโลกจริง

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่าประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลเด็กที่ต้นฉบับชูขึ้นมาเป็นโอกาสสำคัญ ในบริบทไทยที่ PDPA บังคับใช้แล้ว แบรนด์ของเล่นหรือ EdTech ไทยที่ชูความปลอดภัยของข้อมูลเด็กเป็นจุดขาย จะสร้างความไว้ใจได้มาก และแก่นที่ต้นฉบับย้ำว่า Smart Toy ที่ดี “ไม่ได้มาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่มาเติมเต็ม” คือ Positioning ที่ทรงพลัง เพราะพ่อแม่ไทยไม่ได้อยากได้ของเล่นที่เก่งกว่าใคร แต่อยากได้ของเล่นที่ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างสมดุลทั้งทักษะ อารมณ์ และความสัมพันธ์

Start with This: ถ้าแบรนด์จับตลาดครอบครัวหรือเด็ก ลองทบทวนว่าสินค้าหรือบริการของเราวางตัวเป็น “ตัวแทน” เวลาของพ่อแม่ หรือเป็น “ตัวเสริม” ให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน เพราะพ่อแม่ยุคนี้เลือกอย่างหลังเสมอ และถ้าเราเก็บข้อมูลเด็ก ให้เช็กตั้งแต่วันนี้ว่าทำตามมาตรฐานความปลอดภัยจริงไหม เพราะเรื่องนี้พลาดไม่ได้เลยครับ

6. The Reality Interface เมื่อหน้าจอกำลังจะหายไปและ AI Search เปลี่ยนเกม

เทรนด์ที่หกมองไกลไปถึงวันที่เทคโนโลยีจะกลายเป็นสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา เมื่อ AI Agent หรือ AI ที่ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ แทนเราได้เอง เริ่มท่องเว็บและทำงานแทนเรา อินเทอร์เฟซแบบที่เราคุ้นเคยก็เริ่มสลายไป การแตะ พิมพ์ และปัดจอ จะถูกแทนด้วยการสนทนา ท่าทาง และการชายตามอง จุดที่ผมว่านักการตลาดไทยต้องจับตาที่สุดคือประโยคของ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ที่บอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนจาก “การท่องเว็บ” ไปสู่ “การถาม” เพราะการค้นหาแบบ Zero-Click หรือการที่คนได้คำตอบโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บเลยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในฝั่งฮาร์ดแวร์ก็เริ่มมาแล้วครับ ทั้งแว่น Meta Ray-Ban Display ที่เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อกันยายน 2025 และแว่น Android XR จาก Google กับ Samsung ที่คาดว่าจะมาปี 2026 บางเจ้าถึงขั้นเลิกใช้จอไปเลย อย่าง OpenAI ที่ซื้อกิจการสตาร์ตอัป Io ของ Jony Ive อดีตนักออกแบบคนสำคัญของ Apple เพื่อทำอุปกรณ์ AI ไร้จอ ที่ Financial Times รายงานว่าจะเป็นอุปกรณ์คู่หูขนาดเท่าฝ่ามือ

แต่เส้นทางของฮาร์ดแวร์ AI ก็ขรุขระมาตลอด ทั้ง Humane AI Pin ที่ล้มเหลว และจี้คู่หู Friend ที่โดนต้านในนิวยอร์กเพราะดูเหมือนจะสื่อว่า AI เป็นเพื่อนที่ดีกว่าเพื่อนมนุษย์ จนตอนนี้มีแค่ 17% ของคนที่บอกว่าตื่นเต้นกับอนาคตที่ไร้หน้าจอ

พอมองมาที่ไทย ผมว่าประเด็นที่กระทบเราเร็วและจริงที่สุดไม่ใช่เรื่องแว่น AI (ซึ่งยังไกลตัว) แต่คือ Zero-Click และ AI Search ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนไทยแล้วตอนนี้ ผ่าน AI Overview ที่ให้คำตอบเลยโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บ ซึ่งกระทบ SEO และการทำคอนเทนต์ของแบรนด์ไทยโดยตรง

ถ้าถามว่า Actionable และเร่งด่วนที่สุดคืออะไร ก็คือถ้าคนเริ่มได้คำตอบจาก AI โดยไม่คลิกเข้าเว็บเราอีกต่อไป การวัดผลแบบเดิมที่เน้น Traffic เข้าเว็บจะเปลี่ยนไป แบรนด์ไทยต้องเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์เราเป็น “คำตอบ” ที่ AI หยิบไปใช้ และจะสร้างการจดจำแบรนด์อย่างไรในโลกที่คนเห็นแค่คำตอบ ไม่เห็นหน้าเว็บเรา นี่คือเกมใหม่ที่ต่างจาก SEO เดิมที่แบรนด์ไทยควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

Start with This: ลองพิมพ์คำถามที่ลูกค้าน่าจะถามเกี่ยวกับสินค้าหรือหมวดของเราลงใน AI Search หรือ AI Overview ดู แล้วดูว่ามันตอบว่าอะไร มีแบรนด์เราอยู่ในคำตอบไหม ถ้าไม่มี นั่นคือสัญญาณว่าต้องเริ่มปรับคอนเทนต์ให้ AI หยิบเราไปเป็นคำตอบได้ ก่อนที่คู่แข่งจะไปอยู่ตรงนั้นแทนครับ

7. Creative Dataland เมื่อศิลปินใช้ AI อย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม

เทรนด์ที่เจ็ดของ Technology & AI Trends 2027 ต่างจากเทรนด์ AI อื่น ๆ ตรงที่มันไม่ได้พูดว่า “AI ทำอะไรได้” แต่พูดเรื่อง “จริยธรรมและวิธีใช้ AI อย่างรับผิดชอบ” ผ่านมุมของศิลปิน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือศิลปิน Refik Anadol ที่ร่วมกับภรรยาอย่าง Efsun Erkiliç ก่อตั้ง Dataland พิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก ที่จะเปิดในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 บนพื้นที่ 20,000 ตารางฟุตที่ The Grand LA ซึ่งออกแบบโดย Frank Gehry

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

จุดที่ผมว่าสำคัญที่สุดคือวิธีที่เขาได้มาซึ่งข้อมูลครับ ผลงาน Large Nature Model ของเขาใช้ภาพพืช สัตว์ และเชื้อรากว่าห้าร้อยล้านภาพ แต่ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกดึงมาจากเว็บแบบ AI ทั่วไป กลับได้มาอย่างมีจริยธรรมผ่านความร่วมมือกับสถาบันอย่างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของสหราชอาณาจักร และเก็บเองจากป่าฝน 16 แห่ง

จริยธรรมแห่งความโปร่งใสนี้ยังเป็นสิ่งที่ศิลปินนักดนตรีอย่าง Holly Herndon และ Mat Dryhurst ยึดถือ ทั้งคู่ใช้เวลาหลายเดือนฝึกโมเดล AI ประสานเสียงจากคณะประสานเสียง 15 คณะทั่วสหราชอาณาจักร โดยผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับค่าตอบแทนและได้สิทธิกำกับดูแลการใช้ข้อมูลของตัวเองร่วมกัน และเช่นเดียวกับ Anadol ทั้งคู่สนับสนุนให้คนสร้างสรรค์ฝึก AI ด้วยตัวเองเพื่อรักษา IP และข้อมูลไว้

เทรนด์นี้เชื่อมกับบริบทไทยได้ตรงมากครับ เพราะประเด็น “AI เอาผลงานเราไปเทรนโดยไม่ขออนุญาต” เป็นเรื่องที่ศิลปิน นักวาด นักเขียน และครีเอเตอร์ไทยจำนวนมากกังวลอยู่ และเป็นเหตุผลที่หลายคนต่อต้าน AI สิ่งที่ Anadol กับ Herndon และ Dryhurst ทำ คือการแสดงให้เห็น “ทางเลือกที่สาม” ที่ไม่ใช่ทั้งการต่อต้าน AI หรือปล่อยให้ AI ดูดข้อมูลไปฟรี ๆ แต่คือการใช้ AI แบบที่ให้เครดิต จ่ายค่าตอบแทน และให้เจ้าของข้อมูลควบคุมได้

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือแก่นที่ Anadol พูดว่าครีเอเตอร์ควรฝึก AI ด้วยตัวเองเพื่อรักษา IP แปลว่าแทนที่แบรนด์ไทยจะกลัว AI หรือใช้ AI สาธารณะที่เอาข้อมูลเราไปปนกับคนอื่น ทางที่ฉลาดกว่าคือการสร้างหรือฝึกโมเดล AI จากสินทรัพย์ของตัวเอง เช่นสไตล์งาน คลังภาพ หรือเสียงของแบรนด์เอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นเอกลักษณ์และยังเป็นเจ้าของ IP อยู่

Start with This: ลองสำรวจว่าแบรนด์เรามีสินทรัพย์สร้างสรรค์อะไรที่เป็นเอกลักษณ์บ้าง เช่นสไตล์ภาพ โทนเสียง หรือคลังคอนเทนต์เก่า แล้วลองคิดว่าถ้าจะใช้ AI เราจะฝึกมันจากของเราเองเพื่อรักษาความเป็นเจ้าของได้อย่างไร ดีกว่าปล่อยให้สไตล์ของเรากลายเป็นของสาธารณะที่ใครก็ลอกได้ครับ

8. Deglobalizing LLMs เมื่อ AI ต้อง “คิดเป็นไทย” ไม่ใช่แค่แปลเป็นไทย

เทรนด์ที่แปดคือเทรนด์ที่ผมว่าเกี่ยวข้องกับไทยลึกที่สุดในหมวดนี้ เพราะมันพูดถึงปัญหาที่คนไทยที่ใช้ AI เจอทุกวัน แม้ LLM หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่นิยมที่สุดอย่าง ChatGPT จะถูกฝึกด้วยข้อมูลหลายภาษา แต่มันก็ยังถูกสร้างผ่านเลนส์ที่เอนไปทางภาษาอังกฤษอย่างท่วมท้น ผู้ใช้จากประเทศที่ไม่ได้พูดอังกฤษเลยมักพบว่ามันสะดุดกับความละเอียดอ่อน ทั้งเข้าใจสำนวนผิด แปลสุภาษิตพลาด หรือพลาดบริบททางวัฒนธรรมไปทั้งชุด

ตอนนี้คลื่นของนักนวัตกรรมระดับภูมิภาคกำลังตอบสนอง ด้วยการสร้าง LLM ที่มีรากฐานอยู่ในภาษาและวัฒนธรรมของตัวเองครับ ในละตินอเมริกามีโครงการ Latam-GPT ในโลกอาหรับ ซาอุดีอาระเบียเปิดตัว Humain Chat ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดล ALLAM 34B หนุนหลังโดยกองทุน PIF ในอินเดียมี BharatGen และ Sarvam AI ที่ครอบคลุมภาษาอินเดียกว่า 20 ภาษา

และตัวอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดคือ DeepSeek ของจีน โดย Liang Wenfeng ผู้ก่อตั้งพูดประโยคที่ผมว่าคมมาก ว่า “ประเด็นไม่เคยเป็นแค่การสร้าง ChatGPT เวอร์ชันจีน แต่คือการสร้างโมเดลที่คิดเป็นภาษาจีน ไม่ใช่แค่แปลเป็นภาษาจีน ความต่างตรงนั้นสำคัญ มันหมายความว่า AI สามารถสะท้อนวัฒนธรรมได้ ไม่ใช่ทำให้มันแบนไม่มีมิติ”

ประโยคนี้สะท้อนโจทย์เดียวกับที่ไทยต้องการ AI ที่ “คิดเป็นไทย” ไม่ใช่แค่แปลเป็นไทยเลยครับ ข่าวดีคือไทยเองก็อยู่ในคลื่นนี้แล้ว เรามีความพยายามสร้าง LLM ภาษาไทยจากทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ซึ่งตรงกับที่ต้นฉบับยกตัวอย่างในอินเดียและภูมิภาคอื่น

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร มีสองมุมครับ มุมแรกคือเรื่องคุณภาพงาน ในเมื่อ AI ภาษาอังกฤษยังเข้าใจไทยได้ไม่ลึก แบรนด์ไทยที่ใช้ AI ทำคอนเทนต์ต้องมีคนไทยที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมมาคุมและขัดเกลาเสมอ ไม่ปล่อยให้ AI สร้างภาษาไทยแล้วใช้เลย เพราะมันมักได้ภาษาที่แข็งและไม่เป็นธรรมชาติ

มุมที่ลึกกว่าคือ เทรนด์นี้ชี้ว่า “ภาษาไม่เคยเป็นกลาง” AI ที่ฝึกจากข้อมูลตะวันตกมักมาพร้อมมุมมองและอคติแบบตะวันตกโดยที่เราไม่รู้ตัว การมี AI ที่คิดเป็นไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพงาน แต่เป็นเรื่องการรักษาอัตลักษณ์และมุมมองแบบไทยไว้ในโลกดิจิทัลด้วย

Start with This: ลองเอาคอนเทนต์ภาษาไทยที่ AI สร้างให้มาอ่านออกเสียงดู ถ้ามันฟังดูแข็งหรือเหมือนแปลจากอังกฤษ นั่นคือสัญญาณว่าต้องมีคนไทยมาเกลาให้เป็นธรรมชาติก่อนใช้ และถ้ามีโอกาส ลองทดลองใช้ LLM ที่พัฒนาโดยทีมไทยเทียบดู ว่ามันเข้าใจบริบทและสำนวนไทยได้ดีกว่าไหมครับ

9. RelAItionships Evolved เมื่อคนเริ่มมีความสัมพันธ์กับ AI

เทรนด์ที่เก้าของ Technology & AI Trends 2027 เป็นเทรนด์ที่ผมว่าต้องเล่าอย่างระมัดระวังที่สุดในหมวดนี้ เพราะมันแตะเรื่องอารมณ์ ความเหงา และความสัมพันธ์ของมนุษย์โดยตรง คู่หู AI ที่เข้าอกเข้าใจ ยอมตามใจ และพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ กำลังนิยามความสนิทสนมใหม่

โดยเกือบครึ่งหรือ 49% ของ Gen Z บอกว่าตัวเองได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับ AI ไปแล้ว และ 37% มองว่าตัวเองอาจตกหลุมรักคู่หู AI ได้ และเหมาะเจาะที่คำแห่งปี 2025 ของ Cambridge Dictionary คือคำว่า Parasocial ซึ่งหมายถึงความผูกพันทางอารมณ์ที่แรงกล้าและเป็นฝ่ายเดียว ที่รู้สึกต่อคนดัง ตัวละคร หรือ AI

ในเชิงตลาดก็โตจริงครับ ตลาดคู่หู AI แตะ 6.93 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 31 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ตามข้อมูลของ SNS Insider มีแอปอย่าง Loverse ในญี่ปุ่นและ Glow ในจีนผุดขึ้นมา บางคนถึงขั้นแต่งงานกับคู่หู AI แบบไม่เป็นทางการ

แต่ท่ามกลางกระแสนี้ Sreyna Rath ผู้ก่อตั้งแอปคู่หู AI ชื่อ Jaimee ก็ย้ำจุดที่ผมว่าสำคัญมาก ว่า “เรากำลังออกแบบคู่หูที่ไม่ได้มาแทนที่การเชื่อมโยงของมนุษย์ แต่มาเสริมมัน” เช่นการกระตุ้นให้คนโทรหาครอบครัว หรือซ้อมทักษะการสนทนาสำหรับคนขี้อาย และยังมีการใช้คู่หู AI เพื่อสุขภาพ

อย่าง Sunny สำหรับคนที่เป็นภาวะสมองเสื่อม และ ElliQ สำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น แต่ Jacy Reese Anthis จาก Stanford ก็เตือนเรื่องความเสี่ยงต่อเด็ก โดยการศึกษาของ Common Sense Media พบว่าวัยรุ่นเปราะบางเป็นพิเศษต่อการที่คู่หู AI ทำให้เส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความจริงพร่าเลือน

ในบริบทไทย เราเห็นสัญญาณของเทรนด์นี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการที่คนไทยจำนวนมากเริ่มใช้ AI Chatbot เป็นที่ปรึกษา เพื่อนคุย หรือที่ระบายความรู้สึก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เหงา ที่น่าสนใจคือเรื่อง Parasocial จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับไทยเลย เพราะเราเห็นมันชัดมากในวัฒนธรรมด้อมและแฟนคลับศิลปิน T-POP และซีรีส์วาย ที่แฟนรู้สึกผูกพันลึกซึ้งกับศิลปินหรือตัวละคร

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือมุมที่ Sreyna Rath ย้ำ ว่าคู่หู AI ที่ดีต้อง “เสริม” ไม่ใช่ “แทนที่” ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สำหรับแบรนด์ไทยที่คิดจะใช้ AI สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ควรวางให้มันเป็นเครื่องมือที่เสริมชีวิตลูกค้าให้ดีขึ้น ไม่ใช่ดูดเวลาหรือทำให้คนโดดเดี่ยวมากขึ้น และข้อควรระวังที่สำคัญมากคือมิติด้านความปลอดภัยของเด็กและกลุ่มเปราะบาง แบรนด์ไทยที่จะทำอะไรเกี่ยวกับ AI Companion ต้องมีความรับผิดชอบสูง โดยเฉพาะถ้าสินค้าเข้าถึงเด็กหรือวัยรุ่นได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นการตลาด แต่เป็นเรื่องจริยธรรมที่ผู้บริโภคไทยจะให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

Start with This: ถ้าแบรนด์ใช้ AI Chatbot คุยกับลูกค้า ลองออกแบบให้มันช่วยแก้ปัญหาแล้วส่งลูกค้ากลับไปหาคนจริงหรือชุมชนได้เมื่อจำเป็น แทนที่จะกักลูกค้าไว้คุยกับบอทอย่างเดียว เพราะ AI ที่เสริมความสัมพันธ์จริงของลูกค้าจะสร้างความรู้สึกดีต่อแบรนด์มากกว่า AI ที่พยายามเป็นทุกอย่างให้เขาครับ

10. Commercial Humanoids เมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน

เทรนด์ปิดท้ายของ Technology & AI Trends 2027 พาเรามาสู่โลกกายภาพ เพราะหลังพัฒนามาหลายปี หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยน เคลื่อนจากห้องแล็บวิจัยและงานแสดงเทคโนโลยี เข้าสู่ที่ทำงานเชิงพาณิชย์กระแสหลัก Morgan Stanley ถึงกับคาดการณ์ว่าตลาดฮิวแมนอยด์จะแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 โดยมีหุ่นยนต์กว่า 1,000 ล้านตัวถูกนำไปใช้งาน และคำถามก็ไม่ใช่ว่ามนุษย์จะทำงานเคียงข้างพวกมันหรือไม่อีกต่อไป แต่เป็นว่าความร่วมมือนั้นจะหล่อหลอมแรงงานและวัฒนธรรมใหม่อย่างไร

รวม 10 Technology & AI Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ AI สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง Zero-Click Search ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ภาคการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้วครับ ผู้ผลิตรถยนต์จีนอย่าง XPeng ประกาศว่าหุ่นยนต์รุ่น Iron จะเข้าสู่การผลิตจำนวนมากภายในปี 2026 (ในงานแถลงข่าวเดือนพฤศจิกายน 2025 Iron เคลื่อนไหวลื่นไหลมากจนมีข่าวลือว่าเป็นคนปลอมตัว จนทีม XPeng ต้องผ่าตัวหุ่นให้ดูเทคโนโลยีข้างใน) ส่วน Foxconn ก็ประกาศว่าจะใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ประกอบเซิร์ฟเวอร์ให้ Nvidia ที่โรงงานในเท็กซัส และ Hyundai กับ Boston Dynamics ก็เปิดตัวหุ่นยนต์ Atlas เวอร์ชันล่าสุดในงาน CES 2026 ที่คาดว่าจะถูกนำไปใช้ที่โรงงาน Hyundai ภายในปี 2028 พร้อมแผนสร้างโรงงานผลิต Atlas 30,000 ตัวต่อปี โดย Seunghyun Woo จาก Hyundai พูดประโยคที่ผมว่าน่าคิด ว่า “หุ่นยนต์ต้องพิสูจน์ตัวเองในโรงงานก่อน แล้วจึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานบ้านในบ้านได้”

เทรนด์นี้กระทบไทยเชิงเศรษฐกิจและแรงงานโดยตรง เพราะไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเดียวกับที่ต้นฉบับยกเคส ผมว่าต้องมองอย่างสมดุลนะครับ เพราะมันมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านโอกาส หุ่นยนต์ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและสังคมสูงวัยที่ไทยกำลังเผชิญ รวมถึงงานที่อันตรายหรือหนักเกินกำลังคน แต่ในด้านความท้าทาย ไทยพึ่งพาแรงงานในภาคการผลิตจำนวนมาก การเปลี่ยนผ่านไปสู่แรงงานผสมอาจกระทบการจ้างงานในวงกว้าง

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร สำหรับธุรกิจภาคการผลิต คำพูดของ Seunghyun Woo สะท้อนว่าการนำหุ่นยนต์มาใช้ควรเริ่มจากงานที่วัดผลได้ชัดและมีเหตุผลทางธุรกิจก่อน เช่นงานอันตราย งานซ้ำ ๆ หรืองานที่ขาดแรงงาน ไม่ใช่นำมาใช้เพราะเป็นกระแส และสำหรับแบรนด์ทั่วไป ในตลาดไทยที่คนยังกังวลเรื่องหุ่นยนต์แย่งงาน การสื่อสารต้องระมัดระวัง โดยเน้นว่ามันมาเสริมและดูแลคนงาน ไม่ใช่มาแทนที่

Start with This: ถ้าธุรกิจอยู่ในภาคการผลิตหรือมีงานที่ใช้แรงงานหนัก ลองไล่ดูว่ามีงานไหนที่อันตราย ซ้ำ ๆ หรือหาคนทำยาก ซึ่งเป็นจุดที่หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยได้แบบวัดผลชัด แล้วเริ่มศึกษาจากจุดนั้นก่อน เพราะการเริ่มจากงานที่มีเหตุผลทางธุรกิจชัด ทำให้ทั้งทีมและองค์กรยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าครับ

ไล่มาครบทั้ง 10 ข้อแล้ว ผมอยากชวนถอยกลับมามองภาพใหญ่อีกครั้งครับ เพราะต่างจากหมวดอื่นที่มีหลายแกน Technology & AI Trends 2027 ทั้งหมดนี้ร้อยเข้าด้วยกันด้วยเส้นเรื่องเดียว คือ “ความตึงเครียดระหว่างพลังของเทคโนโลยีกับการรักษาความเป็นมนุษย์ไว้” ตั้งแต่ AI ที่สร้างโลกและสร้างคน การถูกสอดส่อง การทวงคืนความสนใจ ของเล่นที่เสริมพัฒนาการ อินเทอร์เฟซที่หายไป จริยธรรมของ AI สร้างสรรค์ AI ที่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์กับ AI ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน ทุกเทรนด์วนกลับมาที่คำถามเดียวคือ เราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เสริมความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่หรือกลืนมันไป

และคำตอบที่ต้นฉบับให้ซ้ำ ๆ ผ่านปากผู้ให้สัมภาษณ์แทบทุกคนก็ตรงกันหมด ว่าเทคโนโลยีที่ชนะคือเทคโนโลยีที่ “เสริม” มนุษย์ ไม่ใช่ “แทนที่” ซึ่งเป็นหลักคิดที่นักการตลาดและแบรนด์ไทยใช้ได้กับทุกการตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยี คือถามเสมอว่าสิ่งนี้ทำให้ประสบการณ์ของคน ทั้งลูกค้าและพนักงาน ดีขึ้นจริงไหม หรือแค่ทำให้เราดูล้ำแต่ลดทอนความเป็นมนุษย์ลง

ก่อนจากกัน ผมขอ Recap ทั้ง 10 เทรนด์อีกครั้งพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ เผื่อเพื่อนๆ เอาไปทบทวนหรือแชร์ให้ทีมได้ง่าย ๆ ครับ

  1. Generative Realities คือการที่ AI สร้างโลกเสมือนที่ปรับตัวและเป็นส่วนตัวสำหรับแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์
  2. Synthetic Generation คือการที่ “คน” ซึ่งสร้างด้วย AI อย่าง Virtual Human และ AI Presenter กำลังเข้ามาในชีวิตและการทำงาน
  3. Omnisurveillance คือการที่การสอดส่องอยู่ทุกที่จนความเป็นส่วนตัวกลายเป็นของหายาก และกลายเป็นโอกาสให้แบรนด์สร้างความไว้ใจ
  4. Digital Intent คือการที่เทคโนโลยีเริ่มชวนให้คนใช้อย่างพอดีและมีสติ แทนที่จะแย่งเวลาและความสนใจให้ได้มากเท่าที่จะทำได้
  5. Smart Play คือของเล่นอัจฉริยะที่เสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก โดยไม่แทนที่การเล่นและความสัมพันธ์จริง
  6. The Reality Interface คือการที่หน้าจอกำลังจะหายไป และ Zero-Click กับ AI Search กำลังเปลี่ยนเกมของ SEO และคอนเทนต์
  7. Creative Dataland คือการที่ศิลปินใช้ AI อย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม ให้เครดิตและรักษา IP ของเจ้าของข้อมูลต้นทาง
  8. Deglobalizing LLMs คือการที่ AI ต้องคิดเป็นภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่แค่แปลจากภาษาอังกฤษ
  9. RelAItionships Evolved คือการที่คนเริ่มมีความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับ AI ซึ่งมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
  10. Commercial Humanoids คือการที่หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์กำลังเข้าสู่โรงงานและที่ทำงานในฐานะเพื่อนร่วมงาน

ข้อสังเกตสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ เทรนด์ในหมวดนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะ “กำลังจะมา” มากกว่า “มาถึงแล้ว” สำหรับตลาดไทย แบรนด์ไทยจึงไม่ต้องรีบลงทุนกับทุกเทรนด์ แต่ควรแยกให้ออกระหว่างทิศทางระยะยาวที่ควรจับตากับสิ่งที่กระทบเราจริงและเร็ว

ซึ่งถ้าถามผมว่ามี 2 เรื่องที่ไทยต้องรีบเตรียมตัวที่สุด ก็คือ Zero-Click และ AI Search ที่กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์คอนเทนต์ของเรา (จากเทรนด์ที่ 6) และความจำเป็นของ AI ที่คิดเป็นไทยเพื่อรักษาทั้งคุณภาพงานและอัตลักษณ์ไทยไว้ (จากเทรนด์ที่ 8) ใครเริ่มเข้าใจและปรับตัวตั้งแต่วันนี้ คนนั้นจะได้เปรียบอย่างชัดเจนในปีข้างหน้าครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *