รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

10 Food Trends 2027 ถอดเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มปีหน้าจาก The Future 100 ที่แบรนด์ไทยต้องรู้

หลังจากปีที่แล้วผมย่อยหมวดอาหารจากรายงาน The Future 100 มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังใน 10 Food & Drink Trends 2025 ปีนี้พอ VML Intelligence ปล่อยเล่มใหม่ออกมา ผมก็จองเวลานั่งอ่านหมวด Food and Drink ทั้งหมดอีกรอบ แล้วพบว่า Food Trends 2027 มีธีมที่ชัดและเชื่อมโยงกันกว่าเดิมมาก

เพราะถ้ามองเผิน ๆ เทรนด์อาหารมันดูเหมือนเรื่องของเชฟกับร้านอาหาร แต่พออ่านจบทั้ง 10 ข้อ ผมกลับเห็นว่ามันคือกระจกสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดทุกสายควรอ่าน เพราะมันบอกเราว่าคนยุคนี้ “ไว้ใจอะไร กลัวอะไร และยอมจ่ายเพื่ออะไร” ซึ่งใช้ได้กับแบรนด์แทบทุกหมวด ไม่ใช่แค่ F&B

ถ้าให้ผมสรุปภาพใหญ่ของ Food Trends 2027 ก่อนพาไล่ทีละข้อ ทั้ง 10 เทรนด์วิ่งอยู่บน 3 แกนหลัก แกนแรกคือคนโหยหา “ของจริง” ที่ไว้ใจได้ ท่ามกลางความกลัวอาหารอุตสาหกรรมและของปลอม แกนที่สองคือการกินดื่มกำลังกลายเป็นประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า คนจ่ายเพื่อ Story ไม่ใช่แค่รสชาติ และแกนที่สามคือสุขภาพ ความยั่งยืน และ AI กำลังเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมการกินและวิธีที่ร้านทำงานเบื้องหลัง

บทความนี้ผมจะพาไล่ทีละข้อแบบละเอียด เล่าให้ฟังว่าแต่ละเทรนด์พูดเรื่องอะไร มีเคสอะไรที่น่าจดจำ และที่สำคัญที่สุดคือพอเอามาวางบนบริบทไทยแล้ว แบรนด์เราหยิบอะไรไปลงมือทำต่อได้บ้าง เตรียมของกินไว้ข้างตัวนะครับ เพราะอ่านไปอาจจะหิวไป แต่รับรองว่าจบแล้วเห็นภาพ Food Trends 2027 ชัดขึ้นแน่นอน

1. Elemental Dining เมื่อร้านอาหารหยิบ “ธาตุธรรมชาติ” มาเล่าเป็นประสบการณ์

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์แรกของ Food Trends 2027 คือร้านอาหารทั่วโลกกำลังหันไปหาธาตุตามธรรมชาติเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ตั้งแต่มิโซะรมควันไปจนถึงค็อกเทลที่อิงปรัชญาโบราณ เริ่มจากในเดือนกันยายน 2025 ร้าน Gogyo ซึ่งแตกหน่อมาจากเชนราเมง Ippudo เปิดตัวที่นิวยอร์ก เสิร์ฟราเมงมิโซะไหม้พร้อมเมนูค็อกเทลที่ออกแบบรอบแนวคิดธาตุทั้งห้า จุดขายคือน้ำซุปกลิ่นรมควันที่ได้จากการเผามิโซะหลายชนิดผสมกันที่อุณหภูมิสูงถึง 572 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 300 องศาเซลเซียส

แต่เทรนด์นี้ไปไกลกว่าแค่เมนูเดี่ยว ๆ ครับ ที่ดูไบในฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 กลุ่มร้านระดับไฮเอนด์จับมือกันจัดงาน The Elemental Series ยาวหนึ่งเดือน โดยเชฟจากร้าน Tabū, Akira Back และ Tamoka สร้างเมนูที่อิงธาตุไฟ ดิน และน้ำ และที่ผมว่าคนไทยต้องภูมิใจคือ กรุงเทพฯ ถูกยกเป็นหนึ่งในเคสตัวอย่างด้วย ผ่านโรงแรม The Standard ที่จัด Bar Crawl ยาวสามเดือนข้ามสี่บาร์ในเครือ แต่ละที่เสิร์ฟค็อกเทลอิงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งแต่ Aqua Bloom จากจินหมักสาหร่ายที่บาร์ The Parlor ไปจนถึง Ash and Spark จากวิสกี้รมควันที่บาร์ Double Standard ส่วนที่ปักกิ่ง ร้าน Yun Summer Lounge ก็เจาะลึกทฤษฎีปัญจธาตุของจีนโบราณผ่านเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในถ้วยไม้ไผ่ ทั้งหมดนี้มากกว่าการเป็นของแปลกใหม่ เพราะมันมอบประสบการณ์ที่ดื่มด่ำและชวนสงบใจให้คนเมืองที่เหนื่อยล้า

เทรนด์นี้พิเศษตรงที่ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ตาม เพราะ The Standard Bangkok ถูกยกเป็นเคสระดับโลกในต้นฉบับเลย พิสูจน์ว่าซีน F&B และโรงแรมไทยทำงานสร้างสรรค์เชิงประสบการณ์ได้ทัดเทียมดูไบหรือปักกิ่ง ที่น่าสนใจกว่านั้นคือแก่นของเทรนด์นี้เข้ากับต้นทุนวัฒนธรรมไทยได้เป็นธรรมชาติมาก เพราะเรามีระบบคิดเรื่องธาตุอยู่แล้ว ทั้งธาตุทั้งสี่และธาตุเจ้าเรือนในการแพทย์แผนไทยที่ผูกกับอาหารและสมุนไพรโดยตรง

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่าหัวใจของเทรนด์นี้ไม่ได้อยู่ที่ “ธาตุ” แต่อยู่ที่ “การเล่าเรื่อง” ครับ เพราะลูกค้ายุคนี้ไม่ได้จ่ายเพื่อรสชาติอย่างเดียว แต่จ่ายเพื่อ Story และประสบการณ์ที่ได้ดื่มด่ำ ซึ่งเชื่อมกับเรื่อง Food Entertainment ดินแดนใหม่ของ Content Marketing ที่ผมเคยเล่าไว้โดยตรง ข้อควรระวังคือเส้นแบ่งระหว่างเรื่องเล่าที่ลึกจริงกับการยัดคอนเซปต์เพื่อขายแพงมันบางมาก เรื่องที่เล่ากับสิ่งที่อยู่ในแก้วต้องไปด้วยกันจริง ๆ นะครับ

Start with This: ลองหยิบเมนูหรือสินค้าที่ขายดีอันดับต้น ๆ ของแบรนด์มา 1 ตัว แล้วถามว่ามันมี “เรื่องเล่า” อะไรซ่อนอยู่บ้าง ทั้งที่มาของวัตถุดิบ แรงบันดาลใจ หรือวิธีทำที่พิเศษ แล้วลองออกแบบวิธีสื่อสารเรื่องนั้นให้ลูกค้ารับรู้ตอนกินจริง เพราะบ่อยครั้งเรามีเรื่องดี ๆ อยู่แล้ว แค่ไม่เคยเล่าให้ลูกค้าฟังครับ

2. Carnivore Cuisine เมื่อเนื้อสัตว์กลับมาเป็นฮีโร่ในสงครามต้านอาหารแปรรูป

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่สองน่าสนใจตรงที่มันคือการกลับขั้วของความเชื่อเดิม เพราะเนื้อสัตว์ที่เคยถูกมองเป็นตัวร้ายในสายตาคนรักสุขภาพยุคหนึ่ง กำลังหวนคืนสู่บัลลังก์ในฐานะฮีโร่ด้านโภชนาการ สัญญาณที่ชัดที่สุดคือในเดือนสิงหาคม 2025 เชฟ Daniel Humm ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการเชิดชูอาหารวีแกน ประกาศว่าเนื้อสัตว์จะกลับมาอยู่ในเมนูของร้าน Eleven Madison Park ระดับสามดาวมิชลินในนิวยอร์ก ท่ามกลางความกังวลเรื่องอาหารแปรรูปสูง เนื้อสัตว์ถูกวางตำแหน่งใหม่ให้เป็นตัวถ่วงดุลกับระบบอาหารอุตสาหกรรม เป็นการหวนกลับไปหาโภชนาการดั้งเดิมที่ไม่เคยรู้สึกทันสมัยเท่านี้มาก่อน

ที่น่าสนใจคือแรงหนุนส่วนหนึ่งมาจากยากลุ่ม GLP-1 ที่ทำให้คนสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจนหันมาโฟกัสโปรตีน และคนรุ่น Gen Z เองก็หนุนกระแสนี้ โดย 67% บอกว่าในหกเดือนที่ผ่านมากินเนื้อมากขึ้นหรือเท่าเดิม เนื้อสัตว์ถึงขั้นก่อขบวนการผู้เผยแพร่ศรัทธาบนโซเชียล อย่าง Paul Saladino หรือ Carnivore MD ที่มีผู้ติดตามบน Instagram 2.9 ล้านคน

ในเชิงตลาด Virtue Market Research ประเมินว่าตลาดเนื้อสัตว์ทั่วโลกมีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และจะโตเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แต่ต้นฉบับก็ Balance ดีมากครับ เพราะปิดท้ายด้วยเสียงของ Dr Richie Kirwan จากมหาวิทยาลัย Liverpool John Moores ที่ยอมรับข้อดีเรื่องน้ำตาลในเลือดและการลดน้ำหนัก แต่ก็เตือนเรื่องการขาดไฟเบอร์และคอเลสเตอรอลสูงในอาหารที่กินแต่เนื้อ

ในไทย กระแสโปรตีนมาก่อนเห็นได้ชัดอยู่แล้วผ่านร้านสเต๊ก ปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะ รวมถึงกระแสคีโตและ High-Protein และเรื่องยา GLP-1 ที่คนไทยเริ่มใช้มากขึ้นก็ตรงกับต้นฉบับพอดี ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่าแก่นที่แท้จริงของเทรนด์นี้ไม่ได้อยู่ที่ “เนื้อสัตว์” แต่อยู่ที่ “การปฏิเสธอาหารแปรรูปสูง” ต่างหากครับ คนกำลังมองหาอาหารที่ดูจริง ไม่ผ่านการแต่งเยอะ อ่านฉลากแล้วเข้าใจ ซึ่งแบรนด์อาหารไทยเล่นได้กว้างกว่าแค่เนื้อสัตว์มาก

ข้อควรระวังที่สำคัญมากคือเทรนด์นี้มีมุมสุดโต่งอยู่ในตัว โดยเฉพาะเคสการเลี้ยงทารกด้วยเนื้อล้วนที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจริง แบรนด์ไทยควรอยู่ในกรอบ “โปรตีนคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสมดุล” ไม่ใช่ไปเชียร์การกินสุดโต่ง เพราะเสี่ยงทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและกฎหมายโฆษณาอาหารสุขภาพของไทยที่ค่อนข้างเข้มครับ

Start with This: ลองหยิบฉลากส่วนผสมของสินค้าตัวเองขึ้นมาอ่าน แล้วถามตรง ๆ ว่าลูกค้าทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจไหม มีส่วนผสมที่ชื่อเหมือนสารเคมีจนคนกังวลหรือเปล่า ถ้ามีจุดที่ทำให้เรียบง่ายและโปร่งใสขึ้นได้ นั่นคือก้าวแรกที่ตอบโจทย์คนที่กำลังกลัวอาหารแปรรูป โดยไม่ต้องไปแตะเรื่องเนื้อสัตว์เลยครับ

3. Forgotten Flavors เมื่อสูตรอาหารในประวัติศาสตร์กลับมาอยู่บนโต๊ะ

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่สามคือรสชาติจากอดีตกำลังถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพ เชฟทั่วโลกกำลังขุดตำราอาหารเก่าและชุบชีวิตรสชาติที่หายไปจากอาหารยุคใหม่ Kathleen Adams นักวิจัยระดับศาสตราจารย์ประจำสถาบัน SOAS อธิบายกับ VML Intelligence ว่าในยุคที่การผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรมเป็นเรื่องปกติ และความไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยของอาหารกำลังเพิ่มขึ้น การชุบชีวิตสูตรโบราณสะท้อนความปรารถนาที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคที่อาหารบริสุทธิ์กว่า เห็นไหมครับว่าแรงขับของเทรนด์นี้มาจากที่เดียวกับเทรนด์ที่ 2 คือความกลัวอาหารอุตสาหกรรม

เคสที่น่าทึ่งมีเยอะครับ เชฟชาวตุรกี Necati Yilmaz ปลุกชีพเมนูจากยุคสำริดด้วยเมนู 11 คอร์สที่อิงชาวฮิตไทต์ที่ร้าน Deraliye ในอิสตันบูล ส่วนเชฟชาวอังกฤษ Heston Blumenthal ผู้บุกเบิกการวิจัยอาหารเชิงประวัติศาสตร์ เปิดร้าน Dinner by Heston Blumenthal ที่ทำอาหารย้อนไปไกลถึงศตวรรษที่ 14 จนได้สองดาวมิชลิน และร้านที่สองของเขาที่ดูไบก็เสิร์ฟเมนูจากสูตรเก่าอย่าง Crab Loaf ราดเนยสูตรราวปี 1714

นอกจากนี้ Marriott International ยังทำธีม Forgotten Flavors ใน Luxury Dining Series ปี 2025 และมี Forgotten Food Festival ครั้งแรกในนิวยอร์กที่มี 16 ร้านเข้าร่วม จุดที่ Adams พูดแล้วผมว่าคมมากคือ คนเล่นเทรนด์นี้เพราะอยากได้ “ทุนทางวัฒนธรรม” และอยากแสดงความโดดเด่นเฉพาะตัว ชนชั้นทางวัฒนธรรม และสถานะของตนเองผ่านการกิน

เทรนด์นี้คือเทรนด์ที่ไทยมีต้นทุนมหาศาลแบบที่หลายประเทศอิจฉา เพราะเรามีทั้งตำรับชาววัง อาหารโบราณหากินยาก และเมนูท้องถิ่นเฉพาะภาคที่กำลังจะเลือนหาย ในขณะที่ต้นฉบับยกเคสเชฟตุรกีทำอาหารยุคสำริด ไทยเราก็มีของแบบเดียวกันรอการหยิบมาเล่าใหม่ ซึ่งร้านไทยระดับมิชลินหลายเจ้าก็ทำอยู่แล้ว

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่ามันอยู่ที่มุมที่ Adams พูดไว้ ว่าอาหารที่ถูกลืมมันไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขาย “ความรู้และเรื่องเล่า” ที่ทำให้คนกินรู้สึกพิเศษและมีของไปเล่าต่อ แบรนด์อาหารไทยที่มีสูตรเก่าหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงควรลงทุนกับการเล่าที่มาให้ดีพอ ๆ กับตัวอาหาร ข้อควรระวังคือเส้นแบ่งระหว่างการฟื้นฟูอย่างเคารพกับการหยิบความเก่ามาขายเป็น Gimmick มันบางมาก โดยเฉพาะอาหารที่ผูกกับวัฒนธรรมหรือชาววัง ทางที่ดีคือทำการบ้านเรื่องประวัติจริงหรือทำงานร่วมกับผู้รู้ครับ

Start with This: ลองนั่งคุยกับคนรุ่นก่อนในครอบครัวหรือในทีม แล้วจดสูตรหรือเมนูเก่าที่กำลังจะหายไปมาสัก 1 อย่าง จากนั้นลองคิดว่าจะเล่าที่มาของมันให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่ามีคุณค่าและอยากลองได้ยังไง เพราะของเก่าที่มีเรื่องเล่าดี ๆ มักขายได้ราคาพรีเมียมกว่าที่เราคิดครับ

4. Downsized Dining เมื่อความอยากอาหารหดเล็กลงเพราะยา GLP-1

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่สี่ของ Food Trends 2027 เป็นเทรนด์ที่ต้องเข้าใจต้นตอก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่อง “จานเล็ก” ลอย ๆ แต่เป็นผลลูกโซ่จากยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ที่ทำให้ความอยากอาหารของคนกลุ่มหนึ่งลดลงจริง จนพฤติกรรมการกินนอกบ้านเปลี่ยนไป Nichola Ludlam-Raine นักโภชนาการและผู้เขียนหนังสือ How Not to Eat Ultra-Processed บอกกับ VML Intelligence ว่าลูกค้าสายลดน้ำหนักของเธออยากได้อาหารปริมาณน้อยลงแต่คุณภาพสูงขึ้นเวลาออกไปกินข้างนอก เพราะความอยากอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

พฤติกรรมนี้กำลังปรับโฉมเมนูร้านอาหารแล้วครับ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 ร้าน The Fat Duck ระดับสามดาวมิชลินของ Heston Blumenthal เปิดเมนู Tasting แบบย่อส่วนชื่อ The Mindful Experience โดยได้อิทธิพลจากประสบการณ์ของตัวเชฟเองกับยา GLP-1 อย่าง Mounjaro และ Wegovy ส่วนร้าน The Banc ในดูไบก็เปิดเมนูโปรตีนสูงพอร์ชันเล็ก โดยผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Mazlum Topcu พูดประโยคที่ผมว่าเป็น Insight ที่คมที่สุดของเทรนด์นี้ ว่าลูกค้ากลุ่มใหม่ “อยากกินน้อยลงโดยไม่เป็นจุดสนใจต่อหน้าคนทั้งร้าน”

นอกจากนี้ตลาดเครื่องดื่มเติมน้ำเฉพาะทางอย่าง Unwell Hydration และ Punchy Drinks ก็โตตามไปด้วย โดย UBS Investment Bank คาดว่าจะมีคนราว 40 ล้านคนใช้ยา GLP-1 ภายในปี 2029 ขับเคลื่อนตลาดมูลค่ายอดขายถึง 126,000 ล้านดอลลาร์

ในไทย ยา GLP-1 กำลังนิยมขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับที่ร้านระดับกลางถึงบนต้องการพอดี ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่ามันอยู่ที่ประโยคของ Mazlum Topcu นั่นแหละครับ เพราะมันแปลว่าโจทย์ไม่ใช่แค่ “ทำเมนูเล็กลง” แต่คือ “ทำให้การกินน้อยเป็นเรื่องที่มีศักดิ์ศรีและไม่ต้องเขินอาย” ร้านไทยที่ยังคิดว่าปริมาณเยอะคุ้มราคาคือจุดขาย อาจต้องทบทวนใหม่สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม

อีกโอกาสที่ชัดคือฝั่งเครื่องดื่มเติมน้ำและอิเล็กโทรไลต์ที่ยังไม่ค่อยมีใครเล่นในบ้านเรา ข้อควรระวังคือเทรนด์นี้ผูกกับยาลดน้ำหนักที่อ่อนไหวทั้งด้านสุขภาพและกฎหมาย แบรนด์ควรเล่าในมุม “กินอย่างตั้งใจ กินน้อยแต่คุณภาพดี” มากกว่าไปเชื่อมโยงกับตัวยาโดยตรงครับ

Start with This: ลองออกแบบเมนูหรือแพ็กเกจไซซ์เล็กเพิ่มขึ้นมาสัก 1 ตัว ที่ตั้งใจให้ “กินน้อยแต่รู้สึกดี” ไม่ใช่แค่ลดปริมาณแล้วลดราคา แล้วสื่อสารมันในมุมความตั้งใจและคุณภาพ ดูว่าลูกค้ากลุ่มที่กินน้อยตอบรับยังไง เพราะนี่คือกลุ่มที่กำลังโตและยังมีคนเสิร์ฟเขาน้อยครับ

5. Beernovation เมื่อเบียร์ต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความยั่งยืน และรสชาติพร้อมกัน

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่ห้าคือเบียร์ทางเลือกกำลังยกระดับมาตรฐานของนวัตกรรมเบียร์ เริ่มจากเคสที่เซอร์ไพรส์มากคือ Meli เบียร์จากสตาร์ตอัปของ Samara Oster ผู้จบจาก MIT และ Harvard ที่หมักจากควินัวล้วน มีแอลกอฮอล์ 4.4% และมีรสหวานทั้งที่ไม่เติมน้ำตาล อีกกลุ่มที่โตขึ้นคือคนดื่มเบียร์แอลกอฮอล์ต่ำ อย่างแบรนด์อังกฤษ Collider Brew Co ที่ทำเบียร์ Adaptogenic 0.5% จากเห็ด ในยุคที่ 32% ของคนบอกว่าดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในหกเดือนที่ผ่านมา เครื่องดื่มทางเลือกจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากวัตถุดิบแปลกใหม่ แบรนด์ยังทำเรื่องความยั่งยืนด้วยครับ Carlsberg เปิดตัว Grobund เบียร์ตัวแรกจากข้าวบาร์เลย์แบบ Regenerative ในปี 2025 และตั้งเป้าใช้ธัญพืช Regenerative 100% ภายในปี 2040 ส่วนธัญพืชโบราณอย่างข้าวฟ่างและโฟนิโอก็ได้รับความสนใจเพราะทนภูมิอากาศและใช้น้ำน้อย โดยผู้ชนะรางวัล African Beer Cup ปี 2025 อย่าง Wild African Soul เป็นเบียร์ดั้งเดิมของแอฟริกาใต้ที่ทำจากข้าวฟ่าง อย่างที่ Samara Oster สรุปไว้ว่าผู้บริโภคทุกวันนี้มองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนมากขึ้นในทุกชั้นวาง และเบียร์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

เทรนด์นี้มาบรรจบกับ 2 กระแสในไทยพอดี คือ Craft Beer ไทยที่บูมมาก และกระแสสุขภาพกับ Low-Alcohol ที่คนรุ่นใหม่ดื่มน้อยลง ที่ผมว่าเป็นโอกาสจริงคือมุม “วัตถุดิบพื้นถิ่นที่ยั่งยืน” เพราะไทยมีคลังธัญพืชและวัตถุดิบท้องถิ่นมหาศาลที่ยังไม่ค่อยมีใครเอามาเล่นในวงการเบียร์ ทั้งข้าวสายพันธุ์พื้นเมือง ผลไม้ และสมุนไพรไทย

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือแก่นของเทรนด์นี้ไม่ใช่แค่เบียร์แปลกใหม่ แต่คือการที่ผู้บริโภคเริ่มคาดหวังให้เครื่องดื่มต้องตอบโจทย์หลายมิติพร้อมกัน ทั้งดีต่อสุขภาพ ดีต่อโลก รสชาติดี และมีฟังก์ชัน เครื่องดื่มที่ยังขายแค่รสชาติหรือความเมาอย่างเดียวกำลังจะไม่พอ ข้อควรระวังที่สำคัญมากในไทยคือกฎหมายโฆษณาแอลกอฮอล์ที่เข้มมาก ควรโฟกัสการสื่อสารเรื่องนวัตกรรมวัตถุดิบและความยั่งยืน มากกว่าโฆษณาตัวเครื่องดื่มตรง ๆ และควรปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนทำแคมเปญเสมอครับ

Start with This: ถ้าอยู่ในสายเครื่องดื่ม ลองลิสต์วัตถุดิบพื้นถิ่นไทยที่มีเรื่องเล่าและยั่งยืนมาสัก 3 อย่าง แล้วลองคิดว่าจะเอามาเป็นพระเอกของสินค้าตัวใหม่ได้ยังไง ถ้าไม่ได้อยู่สายแอลกอฮอล์ หลักคิด “ตอบโจทย์หลายมิติพร้อมกัน” ก็เอาไปใช้กับสินค้าเราได้เลย ลองเช็กว่าสินค้าเราตอบได้กี่มิติ นอกจากรสชาติครับ

6. Apocalypse-Proof Dining เมื่อวิกฤตภูมิอากาศทำให้ต้องคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่หกเป็นเทรนด์ที่จริงจังและมีน้ำหนักที่สุดในหมวดนี้ เพราะมันไม่ได้พูดเรื่องรสชาติ แต่พูดเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในโลกที่ภูมิอากาศแปรปรวน รัฐสภายุโรประบุในปี 2025 ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความไม่มั่นคงทางอาหารที่พบบ่อยที่สุด ทำให้อุตสาหกรรมอาหารขยับมาสร้างความยืดหยุ่นทนทานเพื่อรับมืออนาคต ทั้งสองขั้วเลยครับ ขั้ว High-Tech อย่างการที่ Mars ขอลิขสิทธิ์ใช้เครื่องมือตัดต่อยีน CRISPR ของ Pairwise เพื่อพัฒนาโกโก้ที่ทนภูมิอากาศ และสตาร์ตอัป Compound Foods ที่เปิดตัวแพลตฟอร์มกาแฟและโกโก้แบบไร้เมล็ด

ส่วนขั้ว Low-Tech ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่ North House Folk School ในมินนิโซตา นักเรียนเรียนทักษะเอาตัวรอดอย่างการถนอมเนื้อสัตว์ ส่วน Hunter Gather Cook ในอังกฤษก็เปิดคอร์สปรุงด้วยเปลวไฟ การรมควัน และการหาอาหารป่ามากว่าทศวรรษ

Maricel Saenz ผู้ก่อตั้ง Compound Foods อธิบายว่าเป้าหมายไม่ใช่การมาแทนที่กาแฟ Specialty ที่เรารัก แต่คือการมอบทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับส่วนของอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุด และภาพที่น่ากังวลคือ งานวิจัยใน Nature ที่รายงานโดย CarbonBrief ระบุว่าผลผลิตเฉลี่ยทั่วโลกของพืชอาหารหลัก 6 ชนิดอาจลดลงมากกว่า 11% ภายใต้สถานการณ์โลกร้อนระดับปานกลางภายในสิ้นศตวรรษ

ไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมและครัวของโลก เป็นทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีบทบาทสำคัญในเทรนด์นี้มากกว่าหลายประเทศ ทั้งข้าวและกาแฟไทยกำลังเจอความเสี่ยงเดียวกับที่ต้นฉบับยกมา และไทยมีต้นทุนแข็งทั้งสองขั้ว โดยเฉพาะฝั่ง Low-Tech ที่เรามีภูมิปัญญาการถนอมอาหารลึกมาก ทั้งการหมัก ดอง ตากแห้ง ทำปลาร้า น้ำปลา ซึ่งจริง ๆ คือ Resilient Food Practice ตามนิยามของเทรนด์นี้เป๊ะ เพียงแต่เราไม่เคยมองมันเป็นเทรนด์

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร สำหรับแบรนด์อาหารและเกษตร ความมั่นคงของ Supply Chain ไม่ใช่แค่ CSR อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจโดยตรง ส่วนแบรนด์ที่อยากเล่าเรื่อง ภูมิปัญญาการถนอมอาหารไทยคือเรื่องเล่าที่มีทั้งคุณค่าวัฒนธรรมและตอบเทรนด์ยั่งยืนพร้อมกัน ข้อควรระวังคืออย่าให้กลายเป็นการฟอกเขียว เพราะผู้บริโภคยุคนี้จับการตีเนียนได้ไว ถ้าจะเคลมเรื่องความยั่งยืน ต้องมีการกระทำจริงรองรับครับ

Start with This: ลองทำแบบประเมินความเสี่ยงง่าย ๆ ว่าวัตถุดิบหลักของแบรนด์เราพึ่งพาแหล่งเดียวหรือพืชชนิดเดียวมากเกินไปไหม ถ้าใช่ ลองมองหาแหล่งหรือวัตถุดิบสำรองที่ทนทานกว่าไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะการกระจายความเสี่ยงตอนที่ยังไม่วิกฤต ถูกและง่ายกว่าการแก้ตอนของขาดมากครับ

7. Three Hot Ingredients เมื่อวัตถุดิบพื้นถิ่นที่คนมองข้ามกลายเป็นพระเอกระดับโลก

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่เจ็ดคือเหล่าเชฟกำลังเฉลิมฉลองรากเหง้าของตัวเอง ด้วยการหยิบวัตถุดิบดั้งเดิมที่คนในประเทศมองข้าม มาเล่าใหม่ให้คนทั้งโลกเห็นคุณค่า ต้นฉบับยก 3 วัตถุดิบมาให้ดู ตัวแรกคือ Arrack สุราพื้นเมืองของศรีลังกาที่มีทั้งกลิ่นรมควัน ดอกไม้ และความเผ็ดร้อน เป็นหัวใจของเมนูค็อกเทลที่ร้าน Smoke & Bitters ซึ่งติดอันดับ 14 ใน Asia Top 50 Best Bars ปี 2025 และที่น่าสนใจสำหรับเราคือ อารักกลั่นจากน้ำหวานต้นมะพร้าวผ่านกระบวนการ Toddy Tapping ซึ่งเป็นงานฝีมือที่นักผสมเครื่องดื่มใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” กำลังช่วยกันอนุรักษ์ ซึ่งไทยก็อยู่ในภูมิภาคนี้

ตัวที่สองคือ Siraegi ที่ทำจากใบและก้านหัวไชเท้าตากแห้ง วัตถุดิบเกาหลีที่ถูกมองข้าม จนเชฟระดับมิชลินอย่าง Gwanju Kim เปิดร้าน Sol ในฮ่องกงเพื่อให้มันเป็นที่รู้จักทั่วโลก และตัวที่สามคือ Palm Pollen หรือเกสรต้นปาล์ม ที่ Tala Bashmi เชฟหญิงคนเก่งแห่งตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเชิดชูว่าเป็นวัตถุดิบพื้นเมืองของบาห์เรนที่เธอชอบเป็นพิเศษ สิ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลจาก VML เองก็ระบุว่ารสชาติที่ไม่เหมือนใครหรือท้าทายขอบเขต คือหนึ่งในคุณสมบัติที่ผู้บริโภคด้านอาหารมองหามากเป็นพิเศษ

เทรนด์นี้คือเทรนด์ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าไทยมีของเหลือเฟือแบบน่าเสียดายที่ยังไม่ค่อยได้ถูกดันขึ้นเวทีโลก เพราะเรามีทั้งผักพื้นบ้าน สมุนไพรที่คนเมืองไม่รู้จัก ดอกไม้กินได้ ผลไม้ป่า และวัตถุดิบหมักดองภูมิปัญญาท้องถิ่นเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้คือ Hot Ingredients ในอนาคตที่รอเชฟไทยหยิบมาเล่า

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือวัตถุดิบพื้นถิ่นที่มีเรื่องเล่าคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ไม่ใช่ของบ้าน ๆ ที่ต้องอาย การหยิบของที่คนไทยมองข้ามมาเล่าใหม่ในบริบทที่ดูพรีเมียมและมีที่มา สร้างทั้งมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างที่ต่างชาติลอกไม่ได้ ข้อควรระวังคือเส้นแบ่งระหว่างการยกระดับอย่างเคารพกับการฉวยใช้วัฒนธรรมมันบางมาก

โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ผูกกับภูมิปัญญาชุมชนหรือชนเผ่า ทางที่ดีคือทำงานร่วมกับแหล่งต้นทาง ให้เครดิตที่มาชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ให้ชุมชนได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยครับ

Start with This: ลองเดินตลาดสดหรือคุยกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่น แล้วมองหาวัตถุดิบพื้นถิ่นสัก 1 อย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักหรือมองข้าม จากนั้นลองคิดว่าจะเล่าเรื่องมันและยกระดับให้ดูพิเศษได้ยังไง เพราะบางทีของที่เราคิดว่าธรรมดาที่สุด อาจเป็นจุดขายที่ไม่มีใครมีก็ได้ครับ

8. Culinary Collaborations เมื่อการจับมือกันคือทางรอดในเศรษฐกิจที่ฝืด

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่แปดคือการคอลแลบระหว่างเชฟและร้านอาหาร ที่นำความสดใหม่และนวัตกรรมเข้าสู่ร้าน จุดตั้งต้นที่สำคัญคือมันเกิดใน “เศรษฐกิจที่ยากลำบาก” ที่เกือบครึ่งหรือ 49% ของคนบอกว่าลดการกินข้าวนอกบ้าน การคอลแลบที่บางครั้งเรียกว่า Four-Hands Dinner เลยกลายเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นการตลาดที่คู่ควรกับพาดหัวข่าว และเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมงาน ปี 2025 มีการคอลแลบระดับโลกมากมาย ทั้ง Anne-Sophie Pic ที่ไปเป็นเชฟรับเชิญที่โมนาโก และ Kanji Kobayashi จากญี่ปุ่นที่ไปคุมครัวร่วมที่อังกฤษ

ที่ผมว่าเป็นเคสสอนใจที่ดีคือ โรงแรม Claridge’s ในลอนดอนที่คอลแลบกับร้าน Dante ในนิวยอร์ก โดย Jim Lyons จาก Maybourne Hotel Group เล่าว่ามีโปรแกรมปฐมนิเทศ 10 วันเพื่อเข้าใจปรัชญาของอีกฝ่าย และการคอลแลบที่เดิมกำหนดแค่หนึ่งเดือน ถูกขยายเป็นหนึ่งปีเพราะความต้องการล้นหลาม อย่างที่ Andy Wang นักเขียนอาหารบอกกับ Fine Dining Lovers ว่าเชฟกำลังจมอยู่กับปัญหามากกว่าที่เคย พวกเขาเลยเห็นค่าของโอกาสที่จะได้คอลแลบกับเพื่อนและรู้สึกถึงความเป็นคอมมูนิตี้

ในไทย เทรนด์ Four-Hands Dinner เห็นชัดมากในวงการ Fine-Dining โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เป็นหนึ่งใน Food Destination ระดับโลก ร้านมิชลินไทยหลายเจ้าจับมือกับเชฟต่างชาติ หรือเชฟไทยไปคอลแลบต่างประเทศ ซึ่งพอเกิดทีก็เป็นข่าวและตั๋วมักขายหมดเร็ว

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมอยากให้มองกว้างกว่าแค่ร้านอาหาร เพราะต้นฉบับบอกตรง ๆ ว่านี่คือพิมพ์เขียวการสร้างพาร์ตเนอร์ชิปสำหรับทุกแบรนด์ หลักคิดคือการคอลแลบที่ดีให้ 3 อย่างพร้อมกัน คือเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของพาร์ตเนอร์ ได้แรงบันดาลใจและทักษะใหม่ให้ทีม และสร้างความเป็นคอมมูนิตี้ในวงการ

ข้อสังเกตคือคอลแลบที่เวิร์กเริ่มจากความเคารพและอยากเรียนรู้ระหว่างกันจริง สังเกตว่า Claridge’s ถึงกับมีปฐมนิเทศ 10 วัน ไม่ใช่แค่จับสองแบรนด์ดังมาแปะกันเพื่อกระแส เพราะถ้าจับคู่ผิดหรือทำแบบฉาบฉวย คนดูออกและกระแสจบเร็วครับ

Start with This: ลองลิสต์แบรนด์ที่ไม่ใช่คู่แข่งแต่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกับเรามาสัก 2 ถึง 3 แบรนด์ แล้วเลือกมา 1 แบรนด์ที่คุณค่าและตัวตนเข้ากับเราจริง ลองทาบทามทำอะไรร่วมกันเล็ก ๆ ดูก่อน เพราะคอลแลบที่ดีไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องเข้ากันจริงครับ

9. Water Sommeliers เมื่อแม้แต่ “น้ำ” ก็ยกระดับเป็นประสบการณ์พรีเมียมได้

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ที่เก้าอ่านแล้วอาจรู้สึกว่าไกลตัว แต่แก่นของมันทรงพลังมากครับ เพราะมันคือการที่น้ำกำลังถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์เทียบเท่าไวน์ชั้นดี ความสนใจในการจับคู่น้ำที่โตขึ้นนี้เกิดพร้อมกับที่เกือบครึ่งหรือ 48% ของคนใช้จ่ายกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ร้าน Fine-Dining ฝรั่งเศส La Popote ในอังกฤษเปิดเมนูน้ำแห่งแรกของสหราชอาณาจักรในปี 2025 ที่ระบุทั้งประเทศต้นกำเนิด รสชาติ และสัมผัสในปาก ส่วนร้านมิชลิน Gwen ในลอสแอนเจลิสก็มีเมนูน้ำคล้ายลิสต์ไวน์

ที่ผมว่าน่าสนใจคือเรื่องเล่าของ Curtis Stone หัวหน้าเชฟและเจ้าของร่วมของ Gwen ที่ตอนแรกก็ลังเลว่าเมนูน้ำจำเป็นจริงหรือ แต่ Martin Riese นักชิมน้ำของร้านโน้มน้าวเขาได้ โดย Stone บอกว่าปริมาณแร่ธาตุ Terroir และเนื้อสัมผัส ทุกอย่างเปลี่ยนวิธีที่น้ำมีรสชาติและวิธีที่มันจับคู่กับอาหาร เหมือนกับที่ไวน์เป็น และในงาน Fine Water Summit ที่แอตแลนตาปี 2025 เหล่าซอมเมอลิเยร์ถึงกับชิมและตัดสินน้ำจากทั่วโลก บางตัวอย่างได้รสชาติจากน้ำที่นำมาจากหินภูเขาไฟ ป่าสน และทะเลลึก

ในบริบทไทย เวอร์ชันที่ตรงกับเทรนด์นี้ที่สุดไม่ใช่น้ำเปล่า แต่คือการที่ไทยกำลังยกระดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ให้เป็นประสบการณ์พรีเมียม โดยเฉพาะ Mocktail และที่ชัดที่สุดคือชาไทยกับกาแฟ Specialty ที่คนไทยเริ่มพูดถึง Terroir แหล่งปลูก และวิธีชงกันจริงจัง บาริสต้าและ Tea Master ที่อธิบายโปรไฟล์รสชาติให้ลูกค้าฟัง ก็คือ Water Sommelier เวอร์ชันไทยนั่นเอง

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ผมว่ามันคือหลักคิดที่ว่า “ความรู้สึกอยากค้นหา” ที่เคยมีแค่กับไวน์ กำลังถูกนำไปใช้กับสิ่งที่พื้นฐานที่สุดได้ นี่คือ Insight ที่ทรงพลังมาก เพราะมันแปลว่าสินค้าธรรมดาที่สุดในหมวดของคุณก็ยกระดับเป็นพรีเมียมได้ ถ้าใส่ 3 อย่างเข้าไป คือที่มาที่ไป ภาษาที่ใช้บรรยาย และการให้ความรู้ ข้อควรระวังคือความแตกต่างที่เราเคลมต้องมีจริงและลูกค้าสัมผัสได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นการขายของแพงเกินจริงที่คนจับได้และย้อนกลับไปทำลายความไว้ใจครับ

Start with This: ลองเลือกสินค้าที่ธรรมดาที่สุดในไลน์ของแบรนด์มา 1 ตัว แล้วลองเขียนคำบรรยายมันใหม่แบบที่มีทั้งที่มา รสชาติ และวิธีใช้ให้ได้อรรถรสที่สุด แล้วดูว่าพอมีภาษาและเรื่องราวประกอบ ลูกค้ามองมันต่างไปไหม เพราะบางทีของธรรมดาแค่ขาดคนเล่าให้เป็นครับ

10. AI Gastronomy เมื่อ AI เข้าครัวเพื่อเสริมมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

เทรนด์ปิดท้ายของ Food Trends 2027 คือ AI กำลังนำพาเราเข้าสู่ยุคใหม่ของการกินดื่ม และที่ผมชอบคือมันวนกลับมาบรรจบกับข้อสรุปเดียวกับทั้งเล่ม ต้นฉบับเปิดมาแบบติดตลกว่า AI อาจยังทำเมนูได้ไม่เก่งจนได้ฉายา “เชฟห่วย” จาก Joe Ray ในนิตยสาร Wired แต่คนกว่าครึ่งหรือ 56% ก็ยังอยากลองเมนูที่ AI คิดขึ้น ที่น่าสนใจสำหรับภูมิภาคเราคือ ร้านชาเพื่อสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของอาเซียนอย่าง Que Tang Yu Fang เปิดที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อกันยายน 2025 ใช้เครื่องสแกน AI วิเคราะห์ใบหน้าและลิ้นเพื่อแนะนำสมุนไพรตามแพทย์แผนจีน แปลว่าเทรนด์นี้เกิดในบ้านข้างเราแล้ว

ส่วนเคสที่เป็นข่าวคือร้าน Woohoo ที่ดูไบ ที่ถูกยกเป็นร้านอาหารธีม AI แห่งแรกของเมือง โดยพนักงานทำงานเคียงข้าง Chef Aiman ซึ่งเป็น AI แต่ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Ahmet Oytun Cakir ก็ย้ำว่าการทำอาหารโดยมนุษย์จะไม่ถูกแทนที่ ในฝั่งที่สร้างมูลค่าจริง Deloitte รายงานว่าผู้บริหารร้านอาหาร 82% วางแผนเพิ่มการลงทุนใน AI

Major Food Group ยักษ์ใหญ่เบื้องหลังร้าน Carbone ก็ร่วมลงเงิน Seed 10 ล้านดอลลาร์ให้ Magic ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชื่อ Loyalist ที่ช่วยจัดการงานร้านตั้งแต่จองโต๊ะไปจนถึงการตลาด โดย Mario Carbone บอกว่า Loyalist ช่วยให้เขาขยายความสัมพันธ์ส่วนตัวไปสู่แขกทุกคนที่มากินที่ร้านได้

ในไทย AI ในวงการร้านอาหารจริง ๆ มาถึงเร็วและกว้างกว่าที่หลายคนคิด เพียงแต่มันอยู่ในส่วนที่ไม่ค่อยเห็น คือฝั่ง Operation และการตลาด ทั้งการจัดคิว จองโต๊ะ วิเคราะห์ยอดขาย Dynamic Pricing บนแอปเดลิเวอรี และ CRM ที่จดจำลูกค้าประจำ ซึ่งตรงกับที่ผมเคยเล่าไว้ใน Seamless Experience จากงาน LINE Food Tech

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือให้แยกให้ออกระหว่าง AI ที่เป็น Gimmick สร้างกระแส กับ AI ที่สร้างมูลค่าจริง ฝั่ง Gimmick อย่างร้านธีม AI ได้ผลระยะสั้นเรื่อง Awareness แต่ฝั่งที่สร้างมูลค่าระยะยาวคือ AI ที่ทำงานเบื้องหลัง ช่วยให้ Operation ลื่นขึ้น ต้นทุนต่ำลง และดูแลลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลในสเกลใหญ่ได้ สำหรับร้านไทยที่งบจำกัด ผมแนะนำให้เริ่มจากฝั่งหลังบ้านที่วัดผลได้ก่อน

และบทเรียนสำคัญที่ปิดท้ายทั้งหมวดนี้คือ ทุกเคส AI ที่เวิร์กล้วนวางตำแหน่ง AI ให้เสริมความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่ ใช้ AI จัดการงานซ้ำ ๆ เพื่อคืนเวลาให้พนักงานไปดูแลลูกค้าแบบมนุษย์ได้ดีขึ้น นั่นคือจุดที่ AI กับความเป็นมนุษย์เสริมกันจริง ไม่ใช่แข่งกันครับ

Start with This: ลองไล่ดูงานในร้านหรือในทีมว่ามีงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลาคนอะไรบ้าง เช่นการตอบแชทคำถามเดิม ๆ หรือการสรุปยอด แล้วเลือกมา 1 งานลองให้ AI หรือระบบอัตโนมัติช่วย เป้าหมายไม่ใช่การลดคน แต่คือการคืนเวลาให้คนไปทำงานที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์จริง ๆ อย่างการดูแลลูกค้าครับ

รวม 10 Food & Drink Trends 2026-2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่เนื้อสัตว์คัมแบ็ก ยา GLP-1 ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ไปจนถึง AI ในครัว พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ลงมือทำได้จริง

ไล่มาครบทั้ง 10 ข้อแล้ว ผมอยากชวนถอยกลับมามองภาพใหญ่อีกครั้งครับ เพราะ Food Trends 2027 ทั้งหมดนี้ร้อยเข้าด้วยกันบน 3 แกนที่เกริ่นไว้ตอนต้น

แกนแรกคือคนโหยหา “ของจริง” ที่ไว้ใจได้ เห็นได้จาก Carnivore Cuisine, Forgotten Flavors และ Apocalypse-Proof Dining ที่ตั้งอยู่บนความกลัวอาหารอุตสาหกรรมและของปลอม

แกนที่สองคือการกินดื่มกลายเป็นประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า เห็นได้จาก Elemental Dining, Three Hot Ingredients, Culinary Collaborations และ Water Sommeliers ที่คนจ่ายเพื่อ Story และประสบการณ์ ไม่ใช่แค่รสชาติ

และแกนที่สามคือสุขภาพ ความยั่งยืน และ AI กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินงาน เห็นได้จาก Downsized Dining, Beernovation และ AI Gastronomy

ข้อสังเกตสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ หมวดอาหารของเล่มนี้เอนไปทางเคสตะวันตก ตะวันออกกลาง และจีนเป็นหลัก เวลาเอา Food Trends 2027 เหล่านี้มาใช้กับไทย เราต้องแปลบริบท ไม่ใช่แค่แปลภาษา โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายโฆษณาอาหาร แอลกอฮอล์ และยาลดน้ำหนักที่ไทยเข้มกว่าหลายประเทศ แต่จุดที่ผมอยากให้ทุกคนภูมิใจคือ ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามในหมวดนี้ เพราะเราถูกยกเป็นเคสระดับโลกโดยตรงผ่าน The Standard Bangkok และเรามีต้นทุนทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และซีน F&B ที่แข็งพอจะเป็นผู้นำในหลายเทรนด์

ถ้าจับแก่นให้ถูก จะเห็นว่าทุกเทรนด์ชี้ไปทางเดียวกัน นั่นคือแบรนด์อาหารที่ชนะในปี 2027 จะไม่ใช่แบรนด์ที่รสชาติดีกว่าใครอย่างเดียว แต่คือแบรนด์ที่ทำให้คนไว้ใจได้ เล่าเรื่องเป็น และปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนไปได้ ใครเริ่มลงมือตั้งแต่วันนี้ คนนั้นจะได้เปรียบอย่างชัดเจนในปีหน้าครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *