Rethinking Reality เทรนด์การตลาด จริงตนาการ เมื่อจินตนาการสามารถทำให้จริงได้ง่ายๆ ด้วย AI หนึ่งใน Social & Content Trends 2026

Rethinking Reality เทรนด์การตลาดแบบ “จริงตนาการ” ทำจินตนาการให้จริงด้วย AI

มารู้จัก Social Trends 2026 ที่ 6 กับ Rethinking Reality เทรนด์การตลาด “จริงตนาการ” เลิกพยายามทำให้ดูจริงด้วย AI เริ่มใช้ความสามารถของ AI ให้เต็มที่ เรากำลังอยู่ในยุคที่แข่งกันใช้จินตนาการที่มากกว่า ทำออกมาให้ดูจริงกว่า และนั่นคือสิ่งกระตุ้นให้คนอยากตัดสินใจเลือกแบรนด์เรา

เดิมทีคนที่ถูกมองว่าเป็น Creative หรือมีความคิดสร้างสรรค์นั้น มักจะถูกมองว่าเป็นคนที่คิดการไกล มองออกไปยังอนาคตถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เช่น คนที่เคยจินตนาการว่าถ้าครั้งหนึ่งมนุษย์เราบินได้คงดี หรือครั้งหนึ่งคนที่คิดจินตนาการว่าถ้ามนุษย์เราสามารถสื่อสารแบบเห็นหน้ากันได้ทุกที่จากทั่วทุกมุมโลกคงดี แต่ดูเหมือนว่าด้วยการก้าวเข้ามาของ Generative AI ที่แสนล้ำหน้าในวันนี้ การแค่มีจินตนาการออกไปได้ไกลไม่เพียงพอสำหรับนิยามของคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” หรือ “Creativity” ในยุคสมัยใหม่เช่นปัจจุบันแล้ว

เพราะเมื่อไอเดียใหม่ๆ เป็นของหาง่ายได้ด้วย Generative AI จึงทำให้การแค่คิดไอเดียใหม่ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงได้อาจไม่ใช่เรื่องน่าสนใจเท่าไหร่ วันนี้นิยามของคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” จึงถูกขยับไปอีกระดับสู่ “การคิดและจินตนาการในแบบที่ AI ทำไม่ได้” มันคือการคิดแบบเข้าใจมนุษย์จริงๆ ยิ่งกว่า AI ว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ไอเดียดีๆ ที่เจนออกมาได้ด้วยเอไอแบบไม่รู้จบ

ในขณะเดียวกันร่างกายของมนุษย์เราก็ถูกพัฒนาอัปเกรดขึ้นด้วยเทคโนโลยีรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การทำศัลยกรรมที่กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา การเอาสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่กลายเป็นเรื่องทั่วไปที่ใครๆ ในวันนี้ก็ทำกัน

ยังไม่ถึงรวมถึงการทำพวก Biohacking การพยายามอัปเกรดร่างกายมนุษย์เราให้ก้าวล้ำเกินหน้ามนุษย์ทั่วไป นี่คือยุคแห่ง Augmented Human จากการอัปเกรด Software OS สู่การอัปเกรด Human OS แทน

จริงประเด็นนี้ถ้าย้อนกลับไปสักหน่อย ก็จะตรงกับเทรนด์สมัยก่อนที่มีชื่อว่า Instagram Surgery เทรนด์ที่คนแห่ไปทำศัลยกรรมให้ตัวเองมีรูปร่างหน้าตาตาม Filter ใน Instagram นั่นเอง

ดังนั้นเราจะเห็นว่านิยามคำว่า “จริง” เปลี่ยนแปลงจากคำว่า “จริง” ของคนในเจนก่อนไปมาก ดูเหมือนว่าสิ่งที่เห็นบนหน้าจอกำลังผลักดันให้โลกความจริงต้องเป็นแบบนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

บวกกับความสามารถของ Generative AI ที่ก้าวเข้ามาทำให้การเปลี่ยนภาพในหัวที่เคยเป็นแค่จินตนาการกลายเป็นภาพหรือคลิปที่เกิดขึ้นจริง และส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ได้ง่ายขึ้นมาก คุณอยากเห็นหมาแมวขับรถหรอ ได้ ไม่ต้องทำ CG ราคาแพงให้วุ่นวาย แค่ใช้ AI Gen คลิปหมาแมวคุยกันขึ้นมา คุณอยากเห็นการ์ตูนลายเส้นที่เคยชอบเป็นคนจริงหรอ ไม่ยาก แค่อัปโหลดภาพต้นฉบับเข้าไปให้ AI เรียนรู้ จากนั้นก็ค่อยๆ Prompt ปรับแต่งจนแยกไม่ออกว่าตกลงมันจริงหรือเจนกันแน่

ดูเหมือนว่าความจริงในวันนี้ จะมีกรอบจำกัดแค่จินตนาการของเราว่าคิดได้แค่ไหน ในเมื่อเราสามารถสร้างความ “ดูจริง” ได้ง่ายๆ มากมายด้วย Generative AI ราคาถูกรอบตัว

เพราะนักการตลาดกว่า 81% จากทั่วโลกต่างใช้ AI ช่วยงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนอีก 17% ที่เหลือก็ตั้งใจว่าจะใช้ AI ในงานตัวเองอย่างจริงจังในปีนี้ จะเหลือก็แค่ 2% ที่ยังไม่คิดจะใช้หรือสนใจ AI ในการทำงานสักเท่าไหร่ คำถามคือคุณคือคนกลุ่มไหน ใช้แล้ว กำลังจะใช้ หรือไม่คิดจะใช้เลย

Rethinking Reality เทรนด์การตลาดแบบจริงตนาการ

จากทั้งหมดที่เกริ่นมาตอนต้น ลองมาดูบริบทเพิ่มเติมของเทรนด์นี้ที่เกิดขึ้นกันดีกว่าครับ ว่ามีคอนเทนต์แนวไหน อินฟลูคนใดที่สอดคล้องกับเทรนด์ Rethinking Reality การตลาดแบบจริงตนาการ

เทรนด์คอนเทนต์เหนือจินตนาการ จากภาวะความเครียด ความกดดัน ความไม่แน่นอนทางสังคมและอนาคตของผู้คนในวันนี้ พวกเขาเลยเลือกเส้นทางที่หลบเลี่ยงความจริงเข้าไปสู่โลกในจินตนาการมากขึ้น

สมัยก่อนอาจทำได้แค่ดูการ์ตูน อ่านนิยาย ดูทีวี ปิดห้องฟังเพลงเงียบๆ ไม่สนใจใคร แต่ในวันนี้ด้วยเครื่องไม้เครื่องมืออย่าง AI ทำให้พวกเขาสามารถทำภาพโลกในจินตนาการให้ดูเหมือนจริงได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง TikTok Account หนึ่งที่มีชื่อว่า marielpello ที่ชอบทำคอนเทนต์แนวแฟนซี แต่งหน้าแต่งตาเหมือนมาจากเทพนิยายกรีโบราณ แล้วก็ทำคอนเทนต์ประหนึ่งว่านี่คือโลกแฟนซีที่เธอกำลังอยู่ จนทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้หันมาติดตามเธอมากขึ้น

หรือ Instagram Account หนึ่งที่มีชื่อว่า beautypapersmag ก็จะทำคอนเทนต์แบบมนุษย์ในจินตนาการให้ดูเหมือนว่ามีอยู่จริงในโลกใบนี้ ทำเอาคนเห็นรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้จริงได้คงดี หรือจริงลงนี่มันจริงหรือเค้กกันแน่นะ

นี่คือภาพสะท้อนว่าผู้คนในวันนี้ต่างอยากจะก้าวข้าม “ความจริง” ที่เป็นอยู่จริงออกไปอีกระดับ พวกเขาอยากจะทำอะไรให้ดูแปลกตาขึ้น ในขณะเดียวกันก็ชวนให้คนที่ได้เห็นตั้งคำถามว่า “ตกลงนี่มันจริงหรือเปล่านะ ?” แล้วถ้าฉันอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริงบ้างจะต้องทำอย่างไร

Content Creator อีกคนที่มีชื่อว่า kilmaruig บน Instagram ก็โด่งดันจนมีผู้ติดตามเกือบล้านจากการทำคอนเทนต์ประเภท “จริงตนาการ” ด้วยการใช้ AI Gen Video ออกมาเสมือนว่าโลกทั้งใบนี้ร้างไร้ผู้คน จนทำให้คนที่ดูคลิปของเขารู้สึกว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ได้จริงคงดี หรือจริงๆ แล้วคลิปที่เห็นมันมีอยู่จริงที่ไหนสักแห่งบนโลกหรือเปล่า

จากทั้งสามคลิปตัวอย่างด้านบน ในความเป็นจริงไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้เลย อย่างห้องทำงานรูปไข่ใน White House ไม่มีทางที่คุณจะเข้าไปถ่ายคลิปแบบไม่มีคนในห้องเลยได้ ถ้าคุณไม่ใช่ประธานาธิบดี หรือเรือสำราญทั้งลำจะไร้คนลอยอยู่กลางทะเล

หรือหอเอนเมืองปิซา ยิ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งวันไม่มีวันหยุด ทั้งหมดนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ด้วยความดูจริงมากของคลิปที่เจนขึ้นมาก็พาลให้คนตั้งคำถามว่าตกลงมันจริงไหมสำหรับคนใหม่ที่เขามาติดตาม ส่วนคนที่ติดตามอยู่แล้วก็ได้แต่จินตนาการว่าถ้ามันไร้คนวุ่นวายจริงๆ จะดีมากๆ เลย

หรืออย่าง Instagram Account ที่มีชื่อว่า saintlaurahs ที่ทำคอนเทนต์ด้วยการแต่งหน้าและถ่ายภาพสไตล์ Glitch Art ที่ให้อารมณ์รู้สึกว่าดูแล้วน่าจะไม่ใช่ AI เพราะมันดูเกินจริงไปเยอะมาก ในวันที่ AI ถูกสอนว่าให้ทำภาพให้ดูสมจริงมากที่สุด ดูผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวน้อยที่สุด กลายเป็นภาพแนวที่ดูเกินจริง ดูไม่จริง ดูมาจากจินตนาการคือสิ่งที่สะท้อนบอกว่านี่น่าจะเป็น Creativity ของมนุษย์มากกว่า AI

เพราะมนุษย์คือความผิดพลาด Error แต่กลายเป็นสเน่ห์ในแบบที่ AI เลียนแบบไม่ได้ครับ

จากเทรนด์ของคอนเทนต์แนว จริงตนาการ ผ่านอินฟลูและครีเอเตอร์หลายคนคงพอให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้เห็นภาพแล้ว ทีนี้ลองมาดูตัวอย่าง Case Study ที่บางแบรนด์ได้ทำนำเทรนด์ไปแล้วกันครับ

Case Study Rethinking Reality “จริงตนาการ” นิยามใหม่ของคำว่า จริง x จินตนาการ

Godmodebeauty แบรนด์เครื่องสำอางที่ทำ Digital Image ก่อน Physical Product

แบรนด์เครื่องสำอางที่เน้นผู้หญิง Gamer Gen Z ที่เน้นการทำคอนเทนต์แนวแต่งหน้าให้ดูเหมือนสาวอวกาศ หลุดมาจากหนังภาพยนต์ Sci-fi ประหนึ่งมาจากการ์ตูน Gundam ก็ไม่ผิดนัก พวกเขาเริ่มต้นด้วยการทำภาพสินค้า ทำสไตล์การแต่งหน้าจากเครื่องสำอางให้เห็นบน Instagram ก่อน

จากนั้นถ้าสินค้าตัวไหนได้รับความสนใจดีบนออนไลน์ ก็ค่อยเอาไปผลิตเป็นสินค้าจริงให้คนได้ซื้อเป็นเจ้าของ

คำว่า Godmode ในภาษาเกมเมอร์คือโหมดโกง หรือโหมดอมตะ ก็เรียกได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือเลดี้เกมเมอร์นั่นเองครับ

จะเห็นว่าเคสของแบรนด์นี้เข้ากับเทรนด์คอนเซปใหม่ จริงตนาการ คือเอาจินตนาการมาทำให้เป็นจริง Rethinking Reality

หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง Case Study ย่อยในหัวข้อนี่ก็เป็นการที่ Luxury Brand อย่าง Hermes ได้ทำคอนเทนต์ร่วมกับศิลปินนักวาดอนิเมะอย่าง Annie Choi และจริงๆ เธอก็ร่วมงานกับแบรนด์หรูมากมายอย่าง Loewe ด้วยเช่นกัน

ด้วยการเปลี่ยนความรู้สึกแข็งๆ หรูๆ เข้าถึงยากของแบรนด์หรูหรา ให้กลายเป็สไตล์อนิเมะที่เข้าถึงง่าย ก็เป็นการทำสินค้าจริงให้ดูแฟนซีขึ้นอีกวิธีหนึ่ง

Gentle Monster มันคงจะดีถ้าเราได้ก้าวข้ามความเป็นคน

แบรนด์แว่นตาที่มาแรงมากในวันนี้ จากสไตล์การแต่งร้านที่ดูหลุดโลกแบบสุดๆ ไม่เน้นโชว์แว่น แต่เน้น Display หรือเอาหุ่น Cyborg มาตกแต่งภายในร้านจนกลายเป็นการตลาดชั้นดีให้กับแว่นตาแบรนด์นี้

อีกทั้งยังมีการออกแบบแว่นให้ดูล้ำเกินกว่าจะเป็นแค่แว่นสายตาธรรมดา กลายเป็นแว่นแฟชั่นที่เหนือกว่าแว่นแฟชั่นทั่วไปที่เน้นแค่ใส่แล้วสวยเข้ากับชุด เพราะแว่นของ Gentle Monster นี้เน้นการใส่แล้วดูล้ำหลุดโลกเสมือนมาจากยุคอวกาศในอนาคตที่มนุษยชาติได้แต่เฝ้าฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

นี่คือตัวอย่างของแบรนด์ที่ทำสินค้าได้ถึง ถึงในระดับจริงตนาการตามคอนเซปของเทรนด์ Rethinking Reality ในปี 2026 จริงๆ ครับ

Coperni แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่ให้ความรู้สึกว่ากำลังสวมใส่เสื้อผ้ายุคอวกาศจากอนาคต

อย่างที่บอกครับว่าเทรนด์จริงตนาการคือการที่คนอยากซื้อของที่เคยคิดว่าจะมีอยู่แค่ในจินตนาการ แต่กลับมีพร้อมวางขายในชีวิตจริงวันนี้ หนึ่งในนั้นก็คือแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าที่มีชื่อว่า Coperni ที่เขาใช้คอนเซปการเล่าเรื่องและออกแบบเสมือนว่าเป็นชุดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ให้ความรู้สึกล้ำกว่าด้วยเนื้อผ้า สัมผัส และการออกแบบ

เรียกได้ว่าถ้าเราอยู่ในยุคอวกาศที่แท้จริง นี่ก็คงเป็นเสื้อผ้าที่ดูสวยเก๋ยังคงความเป็นแฟชั่นในอวกาศแบบไม่ใช่ชุดเชยๆ เหมือนที่คุ้นเคยได้

Space of Time เครื่องประดับที่ดูเหมือนมาจากนอกโลก

อีกหนึ่งเคสปิดท้ายของเทรนด์นี้ก็คือแบรนด์แฟชั่นเครื่องประดับที่มีชื่อว่า Space of Time ที่มีหน้าตาไม่เหมือนต่างหูทั่วไป แต่มันกลับดูเหมือนเป็นโลหะลึกลับแวววาว ที่เหมือนจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ แต่แท้จริงแล้วมันคือการดีไซน์ที่หลุดโลกจนดูล้ำเสมือนอยู่ในยุคอวกาศ

สบกับเป็นหนึ่งในเทรนด์จริงตนาการที่คนอยากจ่ายเงินเพื่อซื้อของที่น่าจะไม่มีอยู่จริง หรือไม่เคยมีขายจริงมาก่อนครับ

สรุป Rethinking Reality เทรนด์การตลาดจริงตนาการ เมื่อผู้คนวันนี้อยากเห็นจินตนาการในโลกความจริง

จาก Social & Content Marketing Trends 2026 จากรายงาน Think Forward ของ We Are Social บอกให้รู้ว่าสิ่งที่เคยเป็นแค่จินตนาการนั้นกลายเป็นจริง หรือดูเหมือนจริงได้ง่ายขึ้นมากจากความสามารถของ Generative AI

สิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่คอนเทนต์ที่ดูเหมือนจริงมากจาก AI แต่พวกเขาต้องการคอนเทนต์ที่ดูไม่น่าจะมีอยู่จริง เหนือจริง เกินจริง หรือล้ำไปให้สุดกว่าความเป็นจริง แต่ต้องทำให้มันรู้สึกว่ามีอยู่จริงให้ได้

ดังนั้นอย่าพยายามทำคอนเทนต์ที่ดูจริงจาก AI จงพยายามเอาจินตนาการของผู้คนส่วนใหญ่ สิ่งที่ผู้คนได้แต่คิด ได้แต่ฝัน แต่ไม่อยากเกิดขึ้นจริงได้ ลองเอามาทำให้เสมือนว่ามันมีอยู่จริง เกิดขึ้นจริง แล้วก็เอามาวางขายจริงๆ ดู

คุณอาจจะได้เจอ New S Curve ใหม่ของธุรกิจคุณในปีนี้ จากคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ดูเหมือนว่ามันจะเป็นได้จริงแล้วในยุคของ AI ยุคที่คุณสามารถทำอะไรขึ้นมาก็ได้แบบง่ายๆ ด้วยการสั่ง AI ให้ทำขึ้นมา

ทีนี้เราก็จะมาแข่งกันว่าใครจะมีจินตนาการที่ล้ำเลิศกว่าคนอื่น ก็จะได้รับ Attention จาก Consumer ไป อย่าลืมว่าเรายังคงอยู่ในยุคเศรษฐกิจแบบ Attention Economy ไปอีกนาน ตราบใดที่ Social Media ยังคงอยู่กับเราไม่ไปไหนครับ

สรุป 10 ประเด็นสำคัญที่นักการตลาดต้องรู้จากเทรนด์จริงตนาการ Rethinking Reality

1. Embrace Human Flaws ความสมบูรณ์แบบไร้ค่าลง เพราะ AI ทำแทนได้

เมื่อ AI ผลิตความเนียนกริบได้แบบอุตสาหกรรม “ความเป๊ะ” จึงกลายเป็นเรื่องโหล สิ่งที่จะสร้าง Prestige (ความมีระดับ) ในอนาคตคือ “ความไม่สมบูรณ์แบบที่ตั้งใจ” ซึ่งสะท้อนถึงร่องรอยของมนุษย์ที่ AI เลียนแบบไม่ได้

2. Social as a Sandbox ใช้โซเชียลเป็น “ห้องแล็บ” พื้นที่ลองผิดลองถูก

อย่ามองโซเชียลเป็นแค่ช่องทางกระจายสื่อ แต่ให้มองเป็นพื้นที่ Prototyping แบรนด์ควรใช้ฟิลเตอร์เหนือจริงหรือโลกจำลองเพื่อ Test อารมณ์ของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแคมเปญหรือสินค้าจริง

3. Phygital Renaissance ผสานโลกดิจิทัลเข้าสู่โลกจริง

แรงบันดาลใจยุคใหม่มาจาก Digital-first Aesthetics แบรนด์ต้องกล้าหยิบเอาความ “Glitch” (ติดขัด) หรือกราฟิกจากโลกเกมมาดีไซน์สินค้าในชีวิตจริง เพื่อตอบโจทย์ชาวเน็ตที่อยากเห็นความล้ำในจอมาอยู่บนตัว

4. The Body as a Canvas ยอมรับวัฒนธรรมการ “เสริมเติมแต่ง”

ในยุค Cosmetic Augmentation ร่างกายไม่ใช่สิ่งถาวรแต่คือพื้นที่แสดงออก แบรนด์ควรเลิกยึดติดกับ “ความงามตามธรรมชาติ” แล้วหันมาซัพพอร์ตการสร้างตัวตนใหม่ๆ (Personas) ที่ไร้ขีดจำกัดของลูกค้า

5. Surrealist Stopping Power สร้างคอนเทนต์ “เหนือจริง” เพื่อหยุดนิ้วโป้ง

ยุคนี้ความสวยแบบเดิมๆ ถูกไถผ่าน คอนเทนต์ที่ดู Absurd (ไร้เหตุผล) หรือเหมือนฝัน (Fever-dream) แบบครีเอเตอร์สายหลอน คือกุญแจสำคัญที่จะดึงความสนใจของผู้บริโภคที่เริ่มชาชินกับโลกความจริง

6. Emotional Futurism เล่าเรื่องผ่านความกังวลและความหวัง

นักการตลาดต้องเลือกข้างให้ชัดระหว่าง Future Anxiety ความหม่นเท่แบบไซบอร์ก หรือ Future Optimism ความสดใสแบบโลกนิทาน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้คนที่กำลังมองหาที่ยึดเหนี่ยวในอนาคตที่ไม่แน่นอน

7. Hyper-Sensory Immersion ออกแบบเพื่อ “ทุกประสาทสัมผัส”

แม้จะเป็นสินค้าบนหน้าจอ แต่ต้องทำให้คนดู “รู้สึก” ถึงผิวสัมผัสที่แปลกใหม่ (Tactility) ออกแบบแบรนด์ให้ดูมีความ Extraterrestrial (เหมือนมาจากนอกโลก) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตื่นเต้นกว่าแค่การมองเห็น

8. AI as a Creative Catalyst AI คือ “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ผู้สร้าง”

เปลี่ยนบทบาท AI จากการเป็นแค่เครื่องมือประหยัดเวลา ให้กลายเป็น Co-creator ที่ช่วยทลายกำแพงจินตนาการเดิมๆ ของนักการตลาด เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ที่ “มนุษย์คิดแต่ AI ช่วยทำให้เป็นจริง”

9. Portalized Products เปลี่ยนสินค้าให้กลายเป็น “ประตูสู่โลกจำลอง”

สินค้าชิ้นหนึ่งไม่ได้จบที่ตัวมันเอง แต่ต้องทำหน้าที่เป็น Gateway พาผู้ซื้อหลุดเข้าไปในจักรวาลของแบรนด์ (Brand Universe) ที่มีความลึกและเรื่องราวที่น่าหลงใหล เหมือนหลุดเข้าไปในอนิเมะหรือความฝัน

10. Uncanny Edge ความหรูหราคือ “จินตนาการที่เลียนแบบไม่ได้”

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้าถึงทุกคน New Luxury คือความกล้าที่จะ “แปลก” (Uncanny) และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสุดโต่ง แบรนด์ที่กล้าท้าทายกรอบความจริงเดิมๆ จะเป็นผู้ชนะในใจผู้บริโภคยุค 2026

ในบทความตอนหน้าเราจะไปทำความรู้จัก Social Trends ที่ 7 ของปี 2026 ที่มีชื่อว่า Fandom Architects ครับ

อ่าน 8 Social Trends 2026 ตอนที่ 1

Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2026

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *