รวม 10 Beauty Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ความงามในโลกดิจิทัล เสื้อผ้าที่บำรุงผิว ความงามสายเกมเมอร์ ไปจนถึงภูมิปัญญาสมุนไพรไทยที่ได้เปรียบระดับโลก พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ทำได้จริง

10 Beauty Trends 2027 ถอดเทรนด์ความงามจาก The Future 100 ที่แบรนด์ไทยต้องรู้

นี่คือหมวดที่ 4 ของซีรีส์ที่ผมย่อยรายงาน The Future 100 ของ VML Intelligence มาเล่าให้เพื่อนๆ ชาวการตลาดวันละตอนฟัง ก่อนหน้านี้ผมได้สรุปไปแล้ว 3 หมวด คือ Marketing Trends 2027, Food & Drink Trends 2026-2027 และ Technology & AI Trends 2027 ใครยังไม่ได้อ่านแนะนำให้ตามไปเก็บด้วยนะครับ จะได้เห็นภาพเทรนด์ปีหน้าครบทุกมุม และถ้าใครอยากเทียบกับปีที่แล้ว ผมก็เคยย่อย 10 Beauty Trends 2025 ไว้ให้แล้วเหมือนกัน

มาปีนี้พออ่านหมวด Beauty จบ ผมพบว่ามันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าเรื่องเครื่องสำอางมาก เพราะ Beauty Trends 2027 ทั้ง 10 ข้อกำลังบอกเราว่านิยามของคำว่า “ความงาม” กำลังขยายและเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากความงามมาตรฐานเดียวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ ไปสู่ความงามที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือแสดงตัวตน และเป็นที่พึ่งทางใจของคน

ถ้าให้ผมสรุปภาพใหญ่ก่อนพาไล่ทีละข้อ ทั้ง 10 เทรนด์วิ่งอยู่บน 3 แกนหลัก แกนแรกคือความงามในฐานะเครื่องมือแสดงออกถึงตัวตนที่หลากหลาย แกนที่สองคือความงามที่เชื่อมกับประสาทสัมผัส อารมณ์ และวัฒนธรรมอื่น ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เกม และธรรมชาติ และแกนที่สามคือความงามในฐานะที่พึ่งทางใจ ท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความไม่มั่นคง

ที่อยากเน้นตั้งแต่ต้นคือ Beauty Trends 2027 ชุดนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อแบรนด์ความงามเท่านั้น แต่มันคือกระจกสะท้อนว่าผู้บริโภคยุคหน้ามองตัวเอง มองความงาม และมองแบรนด์อย่างไร ซึ่งนักการตลาดทุกสายเรียนรู้ได้ บทความนี้ผมจะพาไล่ทีละข้อ เล่าให้ฟังว่าแต่ละเทรนด์คืออะไร มีเคสอะไรที่น่าจดจำ และพอวางบนบริบทไทยแล้วแบรนด์เราหยิบอะไรไปลงมือทำต่อได้บ้าง โดยเฉพาะจุดที่ไทยได้เปรียบเป็นพิเศษ ซึ่งมีอยู่จริงและน่าตื่นเต้นครับ

1. Speculative Beauty เมื่อความงามไม่มีขีดจำกัดในโลกดิจิทัล

เทรนด์แรกของ Beauty Trends 2027 เปิดมาด้วยมุมที่เป็นศิลปะและปรัชญา เพราะกล่องเครื่องมือของความงามขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จากเมกอัปแบบจับต้องได้ ไปสู่ฟิลเตอร์ดิจิทัลและลุคที่สร้างด้วย AI เปิดโอกาสให้คนแสดงออกในแบบที่ก้าวข้ามโลกทางกายภาพ Bunny Kinney ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ระดับโลกของ Dazed Studio อธิบายกับ VML Intelligence ว่า Speculative Beauty คือศักยภาพอันน่าอัศจรรย์ของการแปลงโฉมผ่านความงาม

รวม 10 Beauty Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ความงามในโลกดิจิทัล เสื้อผ้าที่บำรุงผิว ความงามสายเกมเมอร์ ไปจนถึงภูมิปัญญาสมุนไพรไทยที่ได้เปรียบระดับโลก พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ทำได้จริง

งานที่เขาคัดสรรล่าสุดคือนิทรรศการ Virtual Beauty ที่ Somerset House ในลอนดอน ช่วงกลางปี 2025 ซึ่งรวมศิลปินนานาชาติกว่า 20 คนมาสำรวจว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ความงามอย่างไร มีทั้งผลงานที่ใช้เทคนิค GANs หรือ AI ที่สร้างภาพใบหน้าขึ้นมาใหม่จนบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ไปจนถึงงานที่สำรวจความงามในโลกหลังความตาย ศิลปินชาวสวีเดน Arvida Byström พูดประโยคที่น่าสนใจมากว่า “มันเป็นเรื่องที่มนุษย์มาก ๆ ที่จะเป็นสิ่งที่มนุษย์จะเป็นหลักงจากนี้ (Post-Human)” เมื่อคนวิวัฒน์ไปพร้อมกับเครื่องจักร ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล VML ที่ว่า 74% เห็นด้วยว่าในอนาคตแนวคิดความงามอาจขยายไปไกลกว่าลักษณะแบบมนุษย์ดั้งเดิม

พอมองมาที่ไทย จุดที่ใกล้ตัวที่สุดคือวัฒนธรรมฟิลเตอร์และการแต่งรูปที่คนไทยคุ้นเคยมากครับ ตั้งแต่ฟิลเตอร์ใน TikTok, Instagram ไปจนถึงแอปแต่งรูปที่คนไทยใช้จนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจริง ๆ ก็คือ Speculative Beauty เวอร์ชันที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแล้ว

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร แม้เทรนด์นี้จะดูล้ำ แต่แก่นของมันคือ “ความงามในฐานะเครื่องมือแสดงออกถึงตัวตน” ซึ่งใช้กับการตลาดได้จริง แบรนด์ความงามไทยที่เลิกขายความงามมาตรฐานเดียว แล้วหันมาขายความงามที่ให้คนได้เป็นตัวเองในแบบหลากหลาย จะเชื่อมกับคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

ในเชิงเครื่องมือ ฟิลเตอร์ AR และการลองเมกอัปเสมือน (Virtual Try-On) ก็เป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยเอามาใช้ได้เลย ข้อสังเกตคือเทรนด์นี้ยังเป็นปลายทางในโลกศิลปะและแฟชั่นระดับสูง ยังไม่ใช่กระแสมวลชนไทย ควรเข้าใจทิศทางไว้เพื่อเตรียมปรับตัว โดยเฉพาะแบรนด์ที่จับ Gen Z และ Gen Alpha

Start with This: ลองเพิ่มฟีเจอร์ Virtual Try-On หรือฟิลเตอร์ AR ที่ให้ลูกค้าได้ทดลองเมกอัปหรือเฉดสีของแบรนด์ก่อนซื้อ เพราะนอกจากจะลดความลังเลในการตัดสินใจแล้ว มันยังเป็นก้าวแรกที่จับต้องได้ในการให้ลูกค้าเล่นกับความงามในแบบของตัวเองครับ

2. Edible Allure เมื่อความงามมาเติมความสุขที่การกินเคยให้

เทรนด์ที่สองอ่านแล้วฉลาดมาก เพราะมันเชื่อม 2 เรื่องเข้าด้วยกันอย่างคาดไม่ถึง คือกระแสยาลดน้ำหนัก GLP-1 (ที่เราเจอในหมวด Food) กับวงการความงาม ความหลงใหลในอาหารของวงการความงามมีมานานแล้ว ตั้งแต่ลิปทินต์ Lemontini ของ Rhode ลิปบาล์มกลิ่นขนมของ Glossier ไปจนถึงการคอลแลบข้ามแบรนด์อย่าง Native x Dunkin’, Dove x Crumbl และ Laneige x Baskin-Robbins ที่เปลี่ยนสกินแคร์ให้กลายเป็นของหวาน

แต่แก่นที่ลึกกว่านั้นคือ ความสนิทสนมระหว่างความงามกับอาหารได้วิวัฒน์จากของแปลกใหม่มาสู่ความจำเป็นครับ เพราะเมื่อยา GLP-1 ทำให้ความอยากอาหารของคนถูกกดลง (17% ของคนทั่วโลกเคยหรือกำลังใช้ยากลุ่มนี้ เพิ่มจาก 12% ปีก่อน) ความสุขทางประสาทสัมผัสที่เคยได้จากการกินก็หายไป และแบรนด์ความงามกับน้ำหอมก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นแทน ด้วยกลิ่นและสัมผัสที่กระตุ้นโดพามีนได้เหมือนของหวานโดยไม่มีแคลอรี

ข้อมูลของ NielsenIQ ระบุว่ายอดขายน้ำหอมให้กลุ่มผู้ใช้ GLP-1 ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 23% ในปี 2025 และ Franck Barrière ซีอีโอของ Lean ก็เรียกสิ่งนี้ว่าการมาถึงของ “แคลอรีทางประสาทสัมผัส (Sensory Calorie)” คือความเพลิดเพลินที่ตอบความอยากของสมองโดยไม่มีแคลอรี

ในบริบทไทย ต้องบอกตรง ๆ ว่ามิติที่ผูกกับ GLP-1 โดยตรงยังเป็นเรื่องตลาดตะวันตกมากกว่า เพราะการใช้ยานี้ในไทยยังจำกัดกว่าสหรัฐฯ มาก แต่ถ้ามองข้ามเรื่องยา แก่นที่ใหญ่กว่าใช้กับไทยได้เต็ม ๆ ครับ นั่นคือ “ความงามที่ขายผ่านประสาทสัมผัสและอารมณ์ โดยเฉพาะกลิ่นและธีมอาหาร” ซึ่งคนไทยตอบสนองดีมากอยู่แล้ว ลิปกลิ่นผลไม้ บอดี้มิสต์กลิ่นหวาน หรือสครับกลิ่นขนม ขายดีในไทยเสมอ

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือเข้าใจว่าสินค้าความงามขาย “ความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัสแบบไร้ความรู้สึกผิด” ได้ โดยเฉพาะในยุคที่คนไทยใส่ใจสุขภาพและควบคุมอาหารมากขึ้น และการคอลแลบระหว่างแบรนด์ความงามกับแบรนด์อาหารหรือขนมดัง ก็เป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยทำได้และน่าจะไวรัลได้ดีในตลาดที่รักการคอลแลบ

Start with This: ลองเลือกสินค้าตัวหนึ่งของแบรนด์ แล้วออกแบบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสให้ครบทั้งกลิ่น เนื้อสัมผัส หน้าตา และแพ็กเกจ ให้รู้สึกเพลิดเพลินเหมือนได้กินของอร่อย มากกว่าจะเน้นแค่สรรพคุณบำรุง เพราะหัวใจของเทรนด์นี้คือการขายช่วงเวลาแห่งความสุขเล็ก ๆ ที่ปลอบใจคนได้จริงครับ

3. Skincarewear เมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นสกินแคร์

เทรนด์ที่สามของ Beauty Trends 2027 เป็นตัวอย่างที่ดีของการหลอมรวมข้ามอุตสาหกรรม เพราะเส้นแบ่งระหว่าง “สกินแคร์” กับ “เสื้อผ้า” กำลังเลือนหายไป จนเสื้อผ้ากลายเป็นทรีตเมนต์บำรุงผิวไปในตัว

แบรนด์เสื้อผ้าจากปารีสอย่าง Coperni ทำคอลเลกชันที่ฝังส่วนผสมพรีไบโอติกและโพรไบโอติกลงในเนื้อผ้า โดยสัญญาว่าจะให้ผลลัพธ์เหมือนสกินแคร์พรีเมียมที่คงอยู่ได้นานถึง 40 ครั้งของการซัก และ Arnaud Vaillant ซีอีโอก็มองว่าไลน์นี้เป็น “สะพานเชื่อมระหว่างแฟชั่นกับความงาม”

เทรนด์นี้ไปไกลกว่าแค่การบำรุงครับ ในจีนที่การป้องกันแดดเป็นเรื่องใหญ่ เสื้อผ้ากันแดด (Sunwear) กลายเป็นของจำเป็นสำหรับคนรักสกินแคร์ แบรนด์ตั้งแต่ Bosideng ไปจนถึง Uniqlo ออกคอลเลกชันปี 2025 ที่มีค่า UPF หรือค่าการป้องกันรังสี UV ของเสื้อผ้า สูงถึง 50+ ต่อยอดจากนวัตกรรมก่อนหน้าอย่างผ้าเพิ่มความชุ่มชื้นของ Under Armour และ Ph5

พอมองมาที่ไทย จุดที่ตรงกับตลาดเราที่สุดและเป็นโอกาสจริงคือเรื่อง “เสื้อผ้ากันแดด” ครับ เพราะไทยเป็นตลาดที่คนหมกมุ่นเรื่องกันแดดและผิวขาวไม่แพ้จีนเลย คนไทยคุ้นเคยกับเสื้อกันแดด ปลอกแขนกันแดด และเสื้อผ้า UV Protection อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มขับรถ ทำงานกลางแจ้ง และสายกิจกรรม ที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มนี้ขายด้วยฟังก์ชัน “กันแดด กันร้อน” เป็นหลัก

แต่เทรนด์ Skincarewear เปิดมุมใหม่ให้ยกระดับจาก “เสื้อกันแดด” เป็น “เสื้อผ้าที่ดูแลผิว” ได้ ซึ่งเพิ่มมูลค่าและเล่าเรื่องได้น่าสนใจกว่า จุดที่ผมอยากให้ระวังเป็นพิเศษคือเรื่องการเคลมสรรพคุณ เพราะในไทยการโฆษณาเครื่องสำอางอยู่ภายใต้การกำกับของ อย. ที่เข้มงวด

ถ้าเสื้อผ้าเริ่มเคลมสรรพคุณบำรุงผิวแบบสกินแคร์ มันจะเข้าสู่พื้นที่สีเทาทางกฎหมายทันที ทางที่ปลอดภัยคือเคลมสิ่งที่พิสูจน์ได้จริงและมีมาตรฐานรองรับ เช่นค่า UPF สำหรับการกันแดด มากกว่าไปเคลมเรื่องการฟื้นฟูผิวที่ตรวจสอบยากและเสี่ยงผิดกฎ

Start with This: ถ้าแบรนด์อยู่ในสายเสื้อผ้าหรือกีฬา ลองยกระดับการเล่าเรื่องสินค้ากันแดดของเราจาก “แค่กันแดด” เป็น “ดูแลผิว” โดยใช้ค่า UPF ที่วัดได้จริงเป็นจุดขายหลัก เพราะมันทั้งเพิ่มมูลค่าและปลอดภัยทางกฎหมาย เป็นจุดเริ่มที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับตลาดไทยครับ

4. Substack Strategies เมื่อแบรนด์ความงามหันมาเล่าเรื่องแบบ Slow Content

เทรนด์ที่สี่พูดถึงการที่แบรนด์ความงามหันไปใช้ Substack ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Newsletter สาย Long-Form เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกกับผู้บริโภค เพราะโซเชียลมีเดียให้รางวัลกับความสั้นกระชับ แต่บางแบรนด์ต้องการพื้นที่ในการขยายความ เราเห็นแบรนด์อย่าง Saie, Rare Beauty และ The Inkey List เปิด Substack ของตัวเองเพื่อแชร์เรื่องราวเบื้องหลัง แรงบันดาลใจของทีม และแม้แต่ภารกิจด้านสุขภาพจิตของผู้ก่อตั้ง โดย Saie บอกว่าต้องการ “พื้นที่สำหรับบทสนทนาจริง ๆ และอะไรที่ลึกกว่าที่แพลตฟอร์มอื่นเปิดให้ได้”

แต่ผมอยากให้มองข้ามตัว “แพลตฟอร์ม Substack” ไปที่ “แก่นของเทรนด์” ก่อนนะครับ เพราะในบริบทไทย ตัว Substack เองยังไม่ใช่แพลตฟอร์มที่คนไทยใช้แพร่หลาย เราไม่ได้มีวัฒนธรรม Subscribe Newsletter แบบตะวันตกมากนัก ดังนั้นถ้าแบรนด์ไทยจะลอกเทรนด์นี้ไปใช้ Substack ตรง ๆ อาจไม่เวิร์ก

แต่แก่นของมันใช้กับไทยได้เต็ม ๆ และสำคัญมาก นั่นคือกระแส Slow Content หรือคอนเทนต์แบบช้าที่เน้นความลึก และการที่คนเริ่มเหนื่อยล้ากับการไถฟีดเร็ว ๆ จนโหยหาคอนเทนต์ที่ลึกขึ้นและจริงใจกว่าเดิม รวมถึงหลักคิดที่ต้นฉบับสรุปไว้สวยมากว่า แบรนด์ควร “พูดถึงสิ่งที่ตัวเองขายให้น้อยลง และพูดถึงสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นให้มากขึ้น”

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ไม่ใช่การไปเปิด Substack แต่คือการหา “พื้นที่ของตัวเอง” ที่แบรนด์เป็นเจ้าของและเล่าเรื่องได้ลึกขึ้น ในบริบทไทยอาจเป็นช่องทางที่คนไทยใช้จริงและเหมาะกับ Long-Form เช่นคอนเทนต์เจาะลึกบนเพจ บทความบนเว็บของแบรนด์เอง YouTube สาย Storytelling หรือพ็อดแคสต์ สิ่งที่สำคัญกว่าเลือกแพลตฟอร์มคือ “เจตนา” ที่เปลี่ยนจากการขายของเป็นการเล่าตัวตนและคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งเชื่อมกับเทรนด์ Brand Bastions เรื่องความจริงใจและความไว้ใจโดยตรง

ข้อสังเกตคือจุดที่ทำให้เทรนด์นี้เวิร์กคือความสม่ำเสมอและความทุ่มเทจริง เพราะ Slow Content ให้ผลช้าและต้องอาศัยความต่อเนื่อง แบรนด์ไทยที่ชินกับการวัดผลไว ๆ อาจใจร้อนและเลิกกลางทาง

Start with This: ลองเลือกช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของเองมา 1 ช่องทาง แล้วลองทำคอนเทนต์ที่เล่า “สิ่งที่แบรนด์ยึดมั่น” หรือเบื้องหลังการทำงานจริง ๆ โดยไม่ขายของสักชิ้น สัปดาห์ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ แล้วดูว่าความสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ติดตามลึกขึ้นไหม เพราะนี่คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างความภักดีจริงครับ

5. Seditious Beauty เมื่อความงามท้าทายขนบกลายเป็นการแสดงตัวตน

เทรนด์ที่ห้าเป็นภาคต่อของ Speculative Beauty บนแกนเดียวกัน คือนิยามความงามกำลังขยายกว้างขึ้น แต่ Seditious Beauty เจาะจงไปที่ลุคที่ท้าทายขนบและกบฏต่อมาตรฐานความงามแบบเนี้ยบสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ความหลงใหลใน Crocs ของ Gen Z ไปจนถึงเทรนด์ #weirdcore บน TikTok ทั้งคิ้วฟอกสี การเจาะผิวหน้านอกขนบ และเมกอัปแบบแม็กซิมัลลิสต์จัดเต็ม แม้แต่ Prada ก็ส่งนางแบบเดินรันเวย์ด้วยผมยุ่ง ๆ แบบเพิ่งตื่นนอน

รวม 10 Beauty Trends 2027 จากรายงาน The Future 100 ตั้งแต่ความงามในโลกดิจิทัล เสื้อผ้าที่บำรุงผิว ความงามสายเกมเมอร์ ไปจนถึงภูมิปัญญาสมุนไพรไทยที่ได้เปรียบระดับโลก พร้อมบริบทไทยและก้าวแรกที่แบรนด์ทำได้จริง

แต่จุดที่ผมว่าสำคัญคือ Bunny Kinney บอกว่าสิ่งที่รู้สึกเหมือนการต่อต้านนั้น จริง ๆ แล้วหยั่งรากอยู่ในเรื่องตัวตน มันคือความปรารถนาที่จะแสดงออกถึงตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล VML ที่ว่า 72% ของคนเชื่อว่าการถูกมองว่าสวยคือการได้แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง พูดง่าย ๆ คือความงามที่ท้าทายขนบก็ยังคงเป็นความงามอยู่ดี เพียงแต่มันขยายพรมแดนออกไปครับ

ในบริบทไทยต้องมองให้ลึกขึ้นอีกระดับ เพราะตลาดความงามกระแสหลักของไทยยังผูกแน่นกับมาตรฐานที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ทั้งผิวขาว หน้าเรียว ดูสะอาดเนี้ยบ แต่ถ้ามองให้ลึก แก่นของเทรนด์นี้เกิดในไทยแล้วในวงเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะในคอมมูนิตี้ที่แสดงออกถึงตัวตนสูง เช่นกลุ่ม LGBTQ+ วงการ Drag ที่โตมากในไทย แฟชั่นทางเลือก และคนรุ่นใหม่ที่เล่นกับการแต่งจัด ๆ บน TikTok

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร แก่นที่แท้จริงไม่ใช่ “ความแปลก” แต่คือ “การให้คนได้เป็นตัวเอง” ซึ่งแบรนด์ไทยเอาไปใช้ได้โดยไม่ต้องสุดโต่งตามลุคตะวันตก ข้อควรระวังคือเส้นแบ่งระหว่างการเชิดชูความหลากหลายอย่างจริงใจ กับการหยิบความแปลกมาใช้เพื่อเรียกกระแสมันบางมาก

แบรนด์ไทยส่วนใหญ่จึงควรเริ่มจากการขยายนิยามความงามทีละก้าวในแบบที่ผู้บริโภครับได้ เช่นการใช้พรีเซนเตอร์ที่หลากหลายขึ้นทั้งสีผิว รูปร่าง และสไตล์ ซึ่งปลอดภัยกว่าและสร้างผลบวกได้จริง

Start with This: ลองทบทวนว่าพรีเซนเตอร์ นางแบบ และภาพลักษณ์ที่แบรนด์ใช้สื่อสาร สะท้อนความหลากหลายของลูกค้าจริงแค่ไหน แล้วลองขยายให้กว้างขึ้นอีกก้าว เพราะการให้คนหลากหลายได้เห็นตัวเองในแบรนด์ คือจุดเริ่มที่ปลอดภัยและทรงพลังของการเชิดชูตัวตน โดยเฉพาะกับ Gen Z ครับ

6. Sleeping Beauty เมื่อกิจวัตรความงามยามหลับเผยด้านมืด

เทรนด์ที่หกของ Beauty Trends 2027 น่าสนใจตรงที่ต้นฉบับไม่ได้เชียร์กระแสอย่างเดียว แต่ Balance ด้วยเสียงเตือนได้อย่างหนักแน่น เริ่มจากกระแส #morningshed บน TikTok ที่ครีเอเตอร์บันทึกการค่อย ๆ แกะมาสก์ แผ่นแปะ เทปปิดปาก และสายรัดใบหน้าที่สวมไว้ตลอดคืน จนมีวิดีโอกว่า 9,800 คลิป และ Skims ของ Kim Kardashian ก็เข้าร่วมด้วยผ้าพันหน้าผสมคอลลาเจน

แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับกังขา Dr Anna Andrienko บอกกับ BBC ว่าผ้าพันหน้าไม่ได้ให้ผลกระชับที่ยั่งยืน อย่างดีแค่ลดการกักน้ำระยะสั้น และเสี่ยงระคายเคืองผิวถ้าใช้มากไป

ที่สำคัญกว่านั้นคือ สุนทรียะสุดขั้วแบบนี้ก่อกระแสต่อต้านจากผู้บริโภคด้วยครับ โดย 71% ของผู้บริโภคทั่วโลกเห็นด้วยว่ามาตรฐานความงามทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะทำได้สำเร็จ และ Ellen Atlanta ผู้เขียนหนังสือ Pixel Flesh ก็ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่แบรนด์ใช้ภาษาของการเสริมพลัง (Empowerment) มาโปรโมตสินค้าเหล่านี้ ในขณะที่จริง ๆ แล้วมันกำลังบอกให้ผู้หญิงหมกมุ่นกับการใช้สกินแคร์หลายขั้นตอนและปิดปากตัวเองไว้

ในบริบทไทย มิติ #morningshed แบบแปะหน้าเต็มไปหมดตอนนอนยังเป็นเรื่องตะวันตกมากกว่า แต่แก่นเรื่อง “ความหมกมุ่นกับความงามที่สร้างความไม่มั่นใจ” กับสกินแคร์หลายขั้นตอนนั้นตรงกับไทยเต็ม ๆ เพราะสังคมไทยมีแรงกดดันเรื่องรูปลักษณ์สูงมาก

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือประโยคปิดของต้นฉบับที่ชี้โอกาสไว้ชัด ว่าความเหนื่อยล้าของผู้บริโภคต่อความงามที่ซับซ้อนเกินไป คือโอกาสให้แบรนด์นำเสนอ “ความเรียบง่าย” และเปลี่ยนเรื่องเล่าจาก “การซ่อมข้อบกพร่อง” ไปสู่ “การเสริมความมั่นใจและการยอมรับตัวเอง” ซึ่งทรงพลังมากในตลาดที่แบรนด์ส่วนใหญ่ยังขายด้วยการชี้ปมด้อยแล้วเสนอทางแก้

ข้อควรระวังที่สำคัญมากคือแบรนด์ไทยต้องระวังการใช้ภาษาของการเสริมพลังมาขายของที่จริง ๆ แล้วสร้างความไม่มั่นใจ เพราะผู้บริโภคยุคนี้จับได้ไวและพร้อมแบนเร็ว ถ้าจะเล่นมุมการยอมรับตัวเอง ต้องทำอย่างจริงใจและสอดคล้องกับการกระทำจริง

Start with This: ลองไล่ดูคำที่แบรนด์ใช้สื่อสารกับลูกค้า ว่ามันทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเอง “มีปัญหาที่ต้องแก้” หรือรู้สึกว่า “กำลังดูแลตัวเองให้ดีขึ้น” ถ้าเจอคำที่ตอกย้ำปมด้อย ลองเปลี่ยนเป็นภาษาที่เสริมความมั่นใจแทน เพราะบางครั้งการเปลี่ยนคำเพียงไม่กี่คำก็เปลี่ยนความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ได้ทั้งหมดครับ

7. Next-Gen Gamer Glow เมื่อความงามเข้าสู่วัฒนธรรมเกมเมอร์

เทรนด์ที่เจ็ดผมว่าน่าสนใจสำหรับไทยเป็นพิเศษ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างความงามกับเกมกำลังเข้าสู่เฟสถัดไป จากความแปลกใหม่ไปสู่การดื่มด่ำที่แท้จริง แบรนด์อย่าง Godmode ที่ร่วมก่อตั้งโดย Chloë Grace Moretz และ Rina Sawayama เป็นแบรนด์แนวไซเบอร์พังก์ที่สร้างจักรวาลเรื่องเล่าทั้งชุด เจาะกลุ่มเกมเมอร์หญิงในฐานะผู้นำเทรนด์นี้

ส่วน Elf ก็สร้างที่ทางในวัฒนธรรมเกมมาต่อเนื่อง เปิดช่อง Twitch ตั้งแต่ปี 2020 และในเดือนตุลาคม 2025 กลายเป็นแบรนด์แรกที่เปิดฟีเจอร์ช้อปในสตรีมร่วมกับ Amazon Ads

ที่ผมว่าคมที่สุดคือคำของครีเอเตอร์อย่าง Pinkiysensei ที่บอกว่าเกมเมอร์ “ไม่ใช่กลุ่มเฉพาะทาง แต่เป็นกลุ่มที่จำเป็น” พวกเธอเป็นผู้บริโภคความงามตัวจริง ที่รู้ว่าเมกอัปตัวไหนอยู่รอดจากการคอสเพลย์ ตัวไหนอยู่รอดตลอดงานอีเว้น และตัวไหนอยู่รอดจากการสตรีมยาว ๆ ใต้ไฟร้อน เพราะพวกเธอใช้ชีวิตอยู่กับมันจริง

พอมองมาที่ไทย นี่คือโอกาสที่ชัดมากครับ เพราะไทยเป็นตลาดเกมและ E-Sport ที่ใหญ่ระดับต้น ๆ ของภูมิภาค คนไทยเล่นเกมเยอะมากทั้งบนมือถือและ PC แต่ที่ผ่านมาแบรนด์ความงามไทยแทบไม่ได้มองเกมเมอร์เป็นกลุ่มเป้าหมายเลย ทั้งที่เกมเมอร์หญิงไทยมีทั้งกำลังซื้อและความสนใจเรื่องความงาม จุดที่เป็นโอกาสตรงกับไทยที่สุดคือมิติเรื่อง “ประสิทธิภาพของสินค้า” ที่ติดทน กันเหงื่อ กันความร้อน

เพราะไทยมีทั้งวงการคอสเพลย์ที่แข็งแรงมาก งาน Event เกมและอนิเมะที่คนแห่ไปเยอะ และสตรีมเมอร์หญิงจำนวนมาก

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือแก่นที่ต้นฉบับย้ำ ว่าความงามสายเกมเมอร์ที่เวิร์ก “ไม่ใช่เรื่องฟิลเตอร์พิกเซลหรือลูกเล่นฉาบฉวย แต่คือการเข้าหาผู้เล่นจริงในแบบที่พวกเขาเป็น” ทางที่ทำได้จริงคือการจับมือกับสตรีมเมอร์และเกมเมอร์หญิงไทยที่มีคอมมูนิตี้จริง

การไปปรากฏตัวในงาน Event เกมและคอสเพลย์ หรือการทำสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานของเกมเมอร์จริง ๆ ข้อสังเกตคือคอมมูนิตี้เกมเมอร์จับ “ของปลอม” ได้ไวมาก ต้องเข้าใจวัฒนธรรมจริงและให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่เอาธีมเกมมาแปะเพื่อดูเท่

Start with This: ถ้าแบรนด์มีสินค้าที่ติดทนหรือกันเหงื่อได้ดี ลองทำงานกับสตรีมเมอร์หรือเกมเมอร์หญิงไทยสัก 1 คนที่มีคอมมูนิตี้จริง ให้เขาทดสอบสินค้าในการใช้งานจริง เช่นการสตรีมยาวหรือการไปงานคอสเพลย์ เพราะการพิสูจน์ประสิทธิภาพในบริบทที่เกมเมอร์แคร์ คือวิธีเข้าหาที่จริงใจและได้ใจคอมมูนิตี้มากกว่าแคมเปญธีมเกมผิวเผินครับ

8. Fragrance Layering เมื่อ Gen Z ปรุงกลิ่นเป็นของตัวเอง

เทรนด์ที่แปดของ Beauty Trends 2027 เป็นภาคต่อของเทรนด์น้ำหอมจากปีที่แล้ว แต่ขยับลึกขึ้นไปที่พฤติกรรมการเลเยอร์กลิ่น คือผสมน้ำหอมหลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อสร้างกลิ่นเฉพาะตัว โดยมีแกนหลักคือ Personalization และการแสดงออกถึงตัวตนของ Gen Z

ข้อมูลระบุว่า 70% ของ Gen Z เชื่อว่ากลิ่นที่ตัวเองใช้สะท้อนถึงตัวตน และ #perfumelayering ก็เป็นเทรนด์บน BeautyTok ที่มีโพสต์กว่า 48,000 โพสต์ Myiesha Sewell จาก Sephora บอกว่าถ้ารักน้ำหอมยอดนิยมแต่ไม่อยากมีกลิ่นเหมือนคนอื่นทั้งเมือง

การเลเยอร์กลิ่นคือกุญแจสู่การสร้างบางอย่างที่เป็นของคุณเอง แบรนด์อย่าง Rare Beauty ก็ตอบรับด้วยการออกน้ำหอมพร้อมชุดบาล์มหลายโทนไว้จับคู่ และ Jo Malone London ก็เปิดแคมเปญ Uniquely You

ในบริบทไทย ตลาดน้ำหอมและ Body Mist กำลังมาแรงมากอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะกลุ่มราคาจับต้องได้ที่คนรุ่นใหม่ซื้อได้ และคนไทยรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญกับกลิ่นในฐานะตัวตนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกับตัวเลข 70% ของ Gen Z

จุดที่ผมว่าน่าสนใจคือ พฤติกรรมการเลเยอร์กลิ่นในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจริง ๆ เป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค เพราะยังมีพื้นที่ให้แบรนด์ไทยเข้าไปสร้างวัฒนธรรมการเลเยอร์กลิ่นก่อนคู่แข่ง แถมการเลเยอร์กลิ่นยังทำให้คน “ซื้อหลายขวด” มาผสมกันซึ่งดีต่อยอดขาย

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร มีสองมุมครับ มุมแรกคือการให้ความรู้ แบรนด์ไทยที่ทำคอนเทนต์สอนวิธีเลเยอร์กลิ่นหรือแนะนำสูตรผสม จะสร้างทั้งการมีส่วนร่วมและยอดขายไปพร้อมกัน ซึ่งเหมาะกับ BeautyTok ไทยที่คอนเทนต์รีวิวน้ำหอมได้รับความนิยมสูง มุมที่สองคือเรื่องสินค้า แบรนด์ไทยออกไลน์กลิ่นที่ออกแบบมาให้เลเยอร์กันได้ เปลี่ยนจากการขายน้ำหอมเดี่ยว เป็นการขายระบบกลิ่นที่ลูกค้าปรุงเองได้ เสน่ห์ของมันคือเปลี่ยนผู้บริโภคจาก “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้ปรุง”

Start with This: ลองทำคอนเทนต์สั้น ๆ สอนวิธีจับคู่กลิ่นน้ำหอมของแบรนด์ตัวเอง เช่นกลิ่นไหนผสมกับกลิ่นไหนแล้วได้อารมณ์แบบไหน เพราะนอกจากจะเป็นคอนเทนต์ที่คนไทยชอบดูแล้ว มันยังกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อหลายขวดมาลองผสมกัน ซึ่งเพิ่มทั้งการมีส่วนร่วมและยอดขายในคราวเดียวครับ

9. Rhythmic Beauty เมื่อความงามหยั่งรากในจังหวะธรรมชาติ

เทรนด์ที่เก้าคือเทรนด์ที่ผมว่าไทยมี “ต้นทุน” มหาศาลและได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ แก่นของมันคือความงามที่หยั่งรากในจังหวะของธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณ ทั้งการทำสินค้าตามฤดูกาล การใช้สมุนไพรดั้งเดิม และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านประสบการณ์แบบดื่มด่ำ

แบรนด์น้ำหอมอังกฤษอย่าง Ffern ทำน้ำหอมตามฤดูกาล ปล่อยสี่กลิ่นต่อปีตามการเปลี่ยนของฤดู ส่วนแบรนด์สกินแคร์อย่าง Wildsmith ก็ทำภูมิทัศน์เสียงจากสวนพฤกษศาสตร์ ด้วยเทคนิค Biosonification หรือการแปลงสัญญาณไฟฟ้าของต้นไม้ให้กลายเป็นเสียง และแบรนด์ Commune ก็ใช้ Herb-Lore หรือภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรโบราณ โดย Kate Neal ผู้ร่วมก่อตั้งอธิบายปรัชญาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เราทำ เรามองย้อนกลับไปหาสิ่งโบราณ แล้วจินตนาการมันขึ้นมาใหม่ในแบบสมัยใหม่”

พอมองมาที่ไทย นี่คือเทรนด์ที่เราได้เปรียบจริง ๆ ครับ เพราะไทยมีคลังภูมิปัญญาสมุนไพรและการดูแลตัวเองแบบดั้งเดิมที่ลึกและหลากหลายมาก ทั้งการแพทย์แผนไทย ศาสตร์เรื่องธาตุเจ้าเรือน สมุนไพรอย่างขมิ้น ไพล มะกรูด ตะไคร้ ไปจนถึงพิธีกรรมการนวด การประคบ และการอบสมุนไพร ซึ่งจริง ๆ ก็คือ Rhythmic Beauty เวอร์ชันไทยที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา เพียงแต่เรามักมองมันเป็นของโบราณหรือของบ้าน ๆ

ในขณะที่แบรนด์ตะวันตกกำลังหยิบภูมิปัญญาแบบนี้มาเล่าใหม่และขายในราคาพรีเมียม ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่ผมเคยเล่าไว้ใน Skin Longevity ของ Lancôme ที่แบรนด์ระดับโลกยกระดับศาสตร์การดูแลผิวให้เป็นเรื่องพรีเมียม ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ก็คือสูตรของ Kate Neal ที่ว่า “มองย้อนกลับไปหาสิ่งโบราณ แล้วจินตนาการใหม่ในแบบสมัยใหม่”

แบรนด์ไทยไม่ควรแค่ขายสมุนไพรดั้งเดิมตรง ๆ แต่ควรหยิบภูมิปัญญานั้นมาเล่าใหม่ในแบบที่ทันสมัย มีดีไซน์พรีเมียม และเชื่อมกับจุดแข็งของไทยเรื่องสปาและ Wellness Retreat โดยตรง ข้อสังเกตคือต้องเคารพที่มาของภูมิปัญญาจริง ทำงานร่วมกับผู้รู้หรือชุมชน ไม่ใช่แค่แปะคำว่า “สมุนไพรไทย” เพื่อขาย

Start with This: ลองสำรวจว่าแบรนด์มีวัตถุดิบหรือภูมิปัญญาไทยอะไรที่เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว แล้วลองเล่าเรื่องมันใหม่ให้ทันสมัยและดูพรีเมียม ทั้งดีไซน์ แพ็กเกจ และเรื่องราวที่มา เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของธรรมดา อาจเป็นสินทรัพย์ที่ต่างชาติลอกไม่ได้ เพราะมันผูกกับวัฒนธรรมและผืนดินของเราจริง ๆ ครับ

10. Apocalyptic Glamor เมื่อความงามกลายเป็นเกราะและกำลังใจ

เทรนด์ปิดท้ายของ Beauty Trends 2027 เป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างเป็นศิลปะและปรัชญา แก่นของมันคือการที่ความงามกลายเป็นเครื่องมือแสดงออกถึง “ความแข็งแกร่งและการเอาตัวรอด” ในยุคที่คนรู้สึกไม่มั่นคง ทั้งจากปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และความวิตกกังวลร่วมกัน

เราเห็นสุนทรียะแบบนี้บนรันเวย์ ทั้ง Maison Margiela ที่ให้นางแบบสวมที่ครอบปากสีเงิน และ Rick Owens ในโชว์ที่ได้แรงบันดาลใจจากความอดทน จุดที่ผมว่าคมที่สุดคือคำของนักจิตวิทยาพฤติกรรม Jo Hemmings ที่บอกว่ามันคือ “ความซื่อสัตย์ทางอารมณ์” คือการไม่แกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างสวยงาม แต่เผชิญหน้ากับความยากลำบากแล้วหาความงามและพลังจากตรงนั้น

ในบริบทไทยต้องบอกตรง ๆ ว่ามิติที่เป็นลุคแฟชั่นสุดขั้วแบบเกราะโลหะยังไกลจากตลาดความงามกระแสหลักไทยมาก คนไทยส่วนใหญ่ยังชอบความงามที่ดูสะอาด อ่อนหวาน และเข้าถึงง่าย แบรนด์ทั่วไปจึงไม่ควรกระโดดไปทำลุค Apocalyptic ตรง ๆ

แต่ถ้ามองข้ามเปลือกที่เป็นลุคแฟชั่น ไปที่แก่นเรื่อง “ความงามในฐานะที่พึ่งทางใจและการเสริมพลังในยามยาก” จะเห็นว่าอันนี้ตรงกับไทยได้ลึกมากครับ เพราะคนไทยก็ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพ และเราเห็นพฤติกรรมที่คนไทยใช้การดูแลตัวเองและความงามเป็นการเยียวยาใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นการที่คนยอมจ่ายกับลิปสติกหรือสกินแคร์เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นในวันที่แย่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักการตลาดเรียกว่า Lipstick Effect หรือการที่คนซื้อของเล็ก ๆ เพื่อปลอบใจตัวเองในยามเศรษฐกิจฝืด

ถ้าถามว่า Actionable คืออะไร ไม่ใช่การทำลุคสุดโต่ง แต่คือการเข้าใจว่าความงามในยุคนี้ทำหน้าที่เป็น “แหล่งของความแข็งแกร่งและกำลังใจ” ให้คนได้ แบรนด์ที่วางตัวเป็นเพื่อนที่ช่วยเสริมความมั่นใจและกำลังใจให้ลูกค้าในวันที่ชีวิตยาก จะเชื่อมใจได้ลึกกว่าแบรนด์ที่ขายแค่ความสวย ตราบใดที่ทำอย่างเข้าใจและไม่ฉวยโอกาสจากความทุกข์ของคน

Start with This: ลองคิดถึงเรื่องเล่าของแบรนด์ในมุมที่ว่าสินค้าของเราช่วยให้ลูกค้า “รู้สึกพร้อมรับมือกับวันของเขา” ได้อย่างไร แทนที่จะเล่าแค่ว่ามันทำให้สวยขึ้น เพราะในยุคที่คนเหนื่อยและไม่มั่นคง ความงามที่เป็นกำลังใจและเกราะให้ตัวเอง คือมุมที่จริงใจและทรงพลังกว่าครับ

ไล่มาครบทั้ง 10 ข้อแล้ว ผมอยากชวนถอยกลับมามองภาพใหญ่อีกครั้งครับ เพราะ Beauty Trends 2027 ทั้งหมดนี้ร้อยเข้าด้วยกันบน 3 แกนที่เกริ่นไว้ตอนต้น

แกนแรกคือความงามในฐานะเครื่องมือแสดงออกถึงตัวตนที่หลากหลาย เห็นได้จาก Speculative Beauty, Seditious Beauty และ Fragrance Layering

แกนที่สองคือความงามที่เชื่อมกับประสาทสัมผัส อารมณ์ และวัฒนธรรมอื่น เห็นได้จาก Edible Allure, Skincarewear, Next-Gen Gamer Glow และ Rhythmic Beauty และแกนที่สามคือความงามในฐานะที่พึ่งทางใจ เห็นได้จาก Substack Strategies, Sleeping Beauty และ Apocalyptic Glamor

ก่อนจากกัน ผมขอ Recap ทั้ง 10 เทรนด์อีกครั้งพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ เผื่อเพื่อนๆ เอาไปทบทวนหรือแชร์ให้ทีมได้ง่าย ๆ ครับ

  1. Speculative Beauty คือการที่ความงามขยายเข้าสู่โลกดิจิทัลและ AI จนกลายเป็นเครื่องมือแสดงตัวตนที่ไม่มีขีดจำกัด
  2. Edible Allure คือการที่ความงามเข้ามาเติมเต็มความสุขทางประสาทสัมผัสที่การกินเคยให้ ในยุคที่คนควบคุมอาหารมากขึ้น
  3. Skincarewear คือการที่เสื้อผ้าฝังประโยชน์แบบสกินแคร์เข้าไป จนกลายเป็นทรีตเมนต์ดูแลผิวตลอดวัน
  4. Substack Strategies คือการที่แบรนด์หันมาทำ Slow Content เพื่อเล่าเรื่องและสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการไถฟีด
  5. Seditious Beauty คือการที่ลุคความงามท้าทายขนบกลายเป็นการแสดงออกถึงตัวตน ไม่ใช่แค่การกบฏ
  6. Sleeping Beauty คือการที่กิจวัตรความงามสุดขั้วเผยด้านมืด และจุดกระแสต่อต้านที่โหยหาความเรียบง่ายและการยอมรับตัวเอง
  7. Next-Gen Gamer Glow คือการที่แบรนด์ความงามเข้าสู่วัฒนธรรมเกมเมอร์อย่างเข้าใจและให้ความเคารพ
  8. Fragrance Layering คือการที่ Gen Z ผสมกลิ่นน้ำหอมเองเพื่อสร้างกลิ่นซิกเนเจอร์เฉพาะตัว
  9. Rhythmic Beauty คือการที่ความงามหยั่งรากในจังหวะธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณ ซึ่งไทยมีต้นทุนมหาศาล
  10. Apocalyptic Glamor คือการที่ความงามกลายเป็นเกราะและกำลังใจให้คนในยุคที่รู้สึกไม่มั่นคง

ข้อสังเกตสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ ถ้าจับแก่นของทั้งหมวดให้ดี จะเห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้อยากให้ความงามมา “บอกว่าเขาต้องเป็นแบบไหน” อีกต่อไป แต่อยากให้ความงามเป็นเครื่องมือที่ “ช่วยให้เขาได้เป็นตัวเอง” และเสริมพลังให้เขา นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของแบรนด์จาก “ผู้กำหนดมาตรฐาน” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” ซึ่งต้องอาศัยทั้งความจริงใจและความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

และจุดที่ผมอยากให้แบรนด์ไทยภูมิใจและคว้าไว้เป็นพิเศษคือ Rhythmic Beauty เพราะเรามีคลังภูมิปัญญาสมุนไพรและ Wellness เป็นทุนมหาศาลที่รอการเล่าใหม่ให้ทันสมัย ซึ่งเป็นสนามที่ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ตาม แต่มีของดีพอจะเป็นผู้นำได้จริง ใครเริ่มเข้าใจและปรับตัวตั้งแต่วันนี้ คนนั้นจะได้เปรียบอย่างชัดเจนในปีข้างหน้าครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *