เมื่อพูดถึงคำว่าการมีอายุยืนยาว หลายคนอาจนึกถึงการดูแลสุขภาพเพื่อให้อยู่บนโลกนี้ไปได้นานที่สุดใช่มั้ยครับ แต่วันนี้ผมได้ไปฟังเซสชั่น Living for lasting life จากงาน People Performance Conference 2026 โดยเป็นการพูดคุยระหว่างคุณโจ้ สมบุญ และ นพ.ฉันชาย ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเซสชั่นนี้ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปครับว่า การมีชีวิตที่ยืนยาวนั้นจะไม่มีความหมายเลยหากปราศจากสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพชีวิตครับ
หลายคนอาจสงสัยว่าชีวิตที่ดีและมีความสุขคืออะไร? เวลาที่เราได้ยินคำว่า Longevity หลายคนมักจะเผลอโฟกัสไปที่ตัวเลขว่าทำอย่างไรให้อยู่รอดไปจนถึง 80 หรือ 100 ปี แต่จริง ๆ แล้ว นิยามของชีวิตที่ดีและมีความสุขไม่ได้วัดกันที่ความยาวชีวิตเราเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือการอยู่แบบมีคุณภาพให้นานและดีที่สุดในทุกมิติของแต่ละช่วงวัยต่างหากครับ
นี่คือบทความสรุปสาระสำคัญที่จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของความสุข การบริหารความเสี่ยงในชีวิต และการวางแผนพินัยกรรมชีวิต ที่จะช่วยให้คุณออกแบบการเดินทางในตลอดเวลาที่เหลือในการใช้ชีวิตครับกับบทความ ถอดรหัส Living for lasting life เมื่อเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ การอยู่และจากไปแบบมีคุณภาพ ในงาน People performance Conference 2026
Framework 3P: เข็มทิศวางแผนชีวิต ให้เติบโตอย่างมีทิศทางและมีความหมาย
นพ.ฉัตรชาย บอกว่าเราสามารถออกแบบและวางแผนชีวิตอย่างมีทิศทางได้ด้วยการใช้ Framework 3P เป็นตัวกำหนดเป้าหมายในแต่ละมิติครับ ได้แก่:
- Pleasure: ความสุขในชีวิตประจำวัน เช่น การได้เจอเพื่อน หรือได้ทำสิ่งที่เราชอบ
- Passion: การทำสิ่งที่อยากทุ่มเท ตั้งเป้าหมาย และทุ่มเทจนสำเร็จ
- Purpose: เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เช่น ความมั่นคง หรือการดูแลครอบครัว
และประเด็นที่ทัชใจคนทำงานหลายคนก็คือ เราไม่จำเป็นต้องหางานตาม Passion เสมอไป แต่อนุญาตให้ตัวเองหา Passion ในงานที่ทำ และพยายามหาสิ่งที่เพิ่มพลังในงานนั้นๆ ให้เจอก็พอแล้วครับ
Life Risk Management ถอดบทเรียนจากองค์กร สู่การบริหารความเสี่ยงในชีวิต
คนทำงานอย่างเรามักจะคุ้นเคยกับการทำ Risk Management เพื่อป้องกันความผิดพลาดกับโปรเจกต์ของบริษัทใช่มั้ยครับ? แต่ นพ.ฉัตรชาย เตือนให้เราเห็นความจริงข้อหนึ่งว่า “ชีวิตของเราเองก็คือโปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และต้องการการบริหารความเสี่ยงไม่แพ้กัน” โดยเราสามารถแบ่งความเสี่ยงในชีวิตออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ ที่ต้องบาลานซ์ให้ดีครับ:
Risk to Avoid ความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือ
หลายคนมักจะใช้ชีวิตด้วยความประมาท และเลือกที่จะลืมให้ความสำคัญกับความเสี่ยงก้อนใหญ่เช่น ความเจ็บป่วย การสูญเสียคนสำคัญ หรือแม้แต่วันสุดท้ายของชีวิต คุณหมอได้ฝากข้อคิดที่น่าสะเทือนใจและเตือนสติได้ดีมากครับว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความตายครับ แต่คือ “การมีชีวิตที่ยืนยาว แต่อยู่อย่างไร้คุณภาพในช่วงบั้นปลาย” การบริหารความเสี่ยงข้อนี้ จึงหมายถึงการหันมาดูแลสุขภาพกายและใจตั้งแต่วันนี้ และการวางแผนรับมือกับความสูญเสียอย่างมีสติ เพื่อปิดประตูความเสี่ยงที่เราจะต้องมานั่งเสียดายหรือเสียใจในวันที่สายเกินแก้ครับ
Risk to Take ความเสี่ยงที่ต้องกล้าแลก และคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
ในทางกลับกัน การใช้ชีวิตที่อยู่ในเซฟโซนมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ชีวิตเราไม่เติบโตครับ หากเราคิดแล้วว่าความเสี่ยงนั้น ๆ มันตอบโจทย์ Framework 3P ของเรา เช่น การกล้าเปลี่ยนสายงานเพื่อตามหา Passion, การกล้าลงทุนเวลาเพื่อสร้าง Purpose ให้กับสังคม หรือการกล้าเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ Toxic คือความเสี่ยงที่คุ้มที่จะ Take Risk เพื่อสร้างความสุขให้ตัวเองครับ
Living for Lasting Life: ถอดรหัสแผนชีวิต 4 ช่วง สู่การออกแบบบั้นปลายที่สวยงาม
เพื่อให้เราสามารถบริหารจัดการชีวิตที่ให้ง่ายและเห็นภาพชัดเจนขึ้น นพ.ฉัตรชาย ได้แบ่งเส้นทางชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 4 ช่วงเวลาสำคัญครับ ซึ่งแต่ละช่วงจะมีภารกิจ และวิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไปครับ:
- ช่วงที่ 1 The Healthy Stage (วัยแข็งแรง): นี่คือช่วงเวลาทองของชีวิตครับ ภารกิจหลักในเฟสนี้ไม่ใช่แค่การก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงิน แต่คือการลงทุนในสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี และดูแลสุขภาพจิต เพื่อยืดระยะเวลาของเฟสนี้ให้อยู่กับเราไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ช่วงที่ 2 The Ailing Stage (วัยเจ็บป่วย): เมื่อความชรามาเยือน ภารกิจของเราจะเปลี่ยนจากการป้องกัน เป็นการบริหารจัดการความเจ็บป่วยครับ เราต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ปรับไลฟ์สไตล์ และหาจุดสมดุลที่จะอยู่ร่วมกับโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ โดยที่ยังคงรักษาคุณภาพชีวิตเอาไว้ไม่ให้ตกลงไปมากนัก
- ช่วงที่ 3 The Dependent Stage (วัยพึ่งพาผู้อื่น): เมื่อร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเองได้ 100% จนต้องพึ่งพาคนรอบข้าง นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดทั้งทางกายและใจครับ สิ่งสำคัญในวัยนี้คือการวางแผนระบบการดูแล และที่สำคัญที่สุดคือต้องกล้าที่จะพูดคุยบอกความต้องการของตัวเองให้ลูกหลานหรือคนดูแลรับรู้ เพื่อรักษาความเคารพและศักดิ์ศรีในตัวเองเอาไว้ครับ
- ช่วงที่ 4 The End-of-Life Stage (วัยใกล้เสียชีวิต): หน้าสุดท้ายของหนังสือชีวิต ภารกิจในเฟสนี้จะโฟกัสไปที่การดูแลแบบประคับประคองเพื่อลดความทุกข์ทรมานให้เหลือน้อยที่สุด สิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่ตอนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคือ การทำพินัยกรรมชีวิตครับ เพื่อระบุเจตนาในการรับการรักษา และการแต่งตั้งผู้ตัดสินใจแทนในยามที่เราไม่อาจสื่อสารได้แล้ว
Living Will พินัยกรรมชีวิตสิ่งที่ควรทำก่อนจะสายไป
มีประโยคหนึ่งที่คุณหมอพูดแล้วผมเห็นด้วยมาก ๆ คือพรุ่งนี้หรือชาติหน้าไม่รู้ว่าอะไรจะมาก่อนกันดังนั้น การทำ Living Will จึงสำคัญมาก มันคือการบอกล่วงหน้าว่าคุณภาพชีวิตแบบไหนที่เราไม่อยากอยู่เพื่อให้เราสามารถปฏิเสธการรักษาที่ยื้อชีวิตโดยไม่มีคุณภาพได้ครับ ไฮไลต์คือเราต้องเลือกคนที่จะตัดสินใจแทนเรา และต้องบอกเขาก่อนเลยว่าอย่ารักเรามากเกินไปเพื่อให้เราได้จากไปอย่างสงบ พร้อมทั้งวางแผนสิ่งที่เราอยากส่งต่อหลังความตาย เช่น ของสำคัญ หรือสิ่งที่อยากบอก โดยเราสามารถให้คุณหมอเป็นผู้ช่วยไกด์ในการพูดคุยและหาคำตอบได้นั่นเองครับ
ดูแลสุขภาพด้วย 5E เพื่อให้เรายังแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เพื่อให้แผนชีวิตทั้ง 4 ช่วงที่เราคุยกันมาสามารถเกิดขึ้นได้จริง นพ.ฉัตรชาย ได้มอบหลักการจำง่าย ๆ อย่าง 5E ซึ่งเป็นเหมือน 5 เสาหลักที่จะช่วยพยุงทั้งร่างกายและจิตใจของเราให้แข็งแรงและสมดุลครับ
- Eat ดูแลเรื่องการกินอาหารที่เหมาะสม
- Exercise ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- Emotion ดูแลสุขภาพจิต และหาสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต
- Environment พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ
- Engagement รักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี
และนอกจาก 5E แล้ว อีกสิ่งที่ต้องฝึกคือ การตัดความห่วงและความกังวลเพื่อมาอยู่กับปัจจุบันให้เมื่อถึงเวลาสุดท้าย เราจะได้ไม่รู้สึกลำบากใจนั่นเองครับ
บทสรุปถอดรหัส Living for lasting life เมื่อเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ การอยู่และจากไปแบบมีคุณภาพ
ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าในวัฒนธรรมของสังคมไทย การคุยกันเรื่องความตายมักจะถูกตีตราว่าเป็นเรื่องอัปมงคลหรือเป็นการแช่งตัวเอง นพ.ฉัตรชาย ได้เปรียบเปรยประเด็นนี้ไว้ครับว่า มันคือสภาวะ Elephant in the room หรือช้างตัวเบ้อเริ่มที่ยืนอยู่กลางบ้านมันคือสัจธรรมความจริงที่ทุกคนเห็นอยู่เต็มอก แต่กลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
แต่การทำเป็นลืม ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิดขึ้นครับ การเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องช่วงสุดท้ายของชีวิตกับคนในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญและแสดงถึงความรับผิดชอบครับ หากรู้สึกว่าการพูดขึ้นมาดื้อ ๆ มันทำใจยาก คุณหมอแนะนำให้ลองใช้ตัวช่วยอย่างสมุดเบาใจ ซึ่งจะช่วยไกด์ให้การพูดคุยเรื่องที่อ่อนไหว กลายเป็นเรื่องที่ เป็นเหตุเป็นผล และไม่ดูตึงเครียดจนเกินไปครับ
ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องเปลี่ยน Mindset กันใหม่ครับว่า การวางแผนสำหรับวาระสุดท้าย ไม่ได้เป็นการแช่งตัวเอง หรือการเอาใจไปผูกติดกับความตาย แต่มันคือการโฟกัสที่การมีชีวิตอยู่อย่างไรให้มีคุณภาพและคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากที่สุดต่างหากครับ
เมื่อเราได้จัดการความห่วงและความกังวลในอนาคตทิ้งไปแล้ว มันจะช่วยปลดล็อกให้เราสามารถกลับมาใช้ชีวิตใน ปัจจุบันได้อย่างมีความสุขครับ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องบอกลาโลกนี้ไป เราจะพร้อมจากไปอย่างดีและงดงามที่สุดโดยไม่ทิ้งภาระหรือความลำบากใจไว้ให้คนที่เรารักอยู่เบื้องหลังครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ