การตลาดแบบ Data-Driven Marketing ดูเหมือนจะหยุดชะงักเมื่อโลกเราเริ่มเข้าสู่ยุค Privacy Era ทั้งจากนโยบาย GDPR หรือ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ของไทย วันนี้จะขอหยิบ Case Study การใช้ First-Party Data ที่ทำให้ลูกค้าอยากให้ Consent Data กับเรามากขึ้น กับกลุ่มธุรกิจที่ชื่อว่า S Group ที่ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งดูแล้วก็รู้สึกว่าเหล่าธุรกิจยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทเจ้าสัวไทยทั้งหลายก็สามารถเอาไอเดียนี้ไปประยุกต์ใช้ในแบบของตัวเองได้ครับ
First Party Data คืออะไร?
ก่อนจะเข้าไปสู่เนื้อหารายละเอียด ขอพามาทำความเข้าใจ Data แต่ละชนิดแบบง่ายๆ ให้คุณพอเห็นภาพก่อนครับ
แต่ไหนแต่ไรมา นักการตลาดอย่างเราล้วนใช้ Third-Party Data หรือ Third-Party Cookies เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเจ้า Cookies พวกนี้ก็มักจะแอบเก็บข้อมูลพฤติกรรมการออนไลน์ของเราอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เอาข้อมูลที่กระจัดกระจายของตัวเรา ไปทำการ Analysis & Segmentation ออกมาเป็น Segments ต่างๆ ที่นักการตลาดอย่างเราสามารถเลือกทำการตลาดหรือยิงโฆษณาได้สบายๆ
กลายเป็นการตลาดดราม่ามากมายหลายตอนหลังจากนั้น แต่ทาง Google เองก็เอาจริงเช่นกัน แม้พวกเขาจะเป็นบริษัทที่ทำรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก แต่ก็ประกาศว่าต่อไปนี้ Third-Party Cookies ตามเว็บต่างๆ จะใช้งานผ่าน Chome ของ Google ไม่ได้แล้วนะ
งานนี้เป็นเหมือนผีซ้ำด้ามพลอยของนักการตลาดและบริษัท Ad Tech ทั่วโลก ว่าต่อไปนี้ถ้าเราเข้าถึง User Data ไม่ได้ แล้วเราจะทำการตลาดที่แม่นยำแบบ Personalization แบบง่ายๆ เหมือนเดิมได้อย่างไรหละ
เกริ่นมาเยอะ เอาเป็นว่าไปอ่านต่อในลิงก์นี้เอานะครับ ว่า First-Party Data, Second Party Data และ Third-Party Data คืออะไร
หลายครั้งเรามักพยายามเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว จนลืมคิดถึงการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรมไป ผมก็เลยขอหยิบ Case Study การใช้ First-Party Data เพื่อ Driven Customer Data เพิ่ม จากบริษัทที่ชื่อว่า S Group ที่ประเทศฟินแลนด์ครับ
S Group กลุ่มธุรกิจในฟินแลนด์ ที่เต็มไปด้วย Data มากมาย
เมื่อดูจากรูปภาพจะเห็นว่า S Group นั้นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยบริษัทลูกมากมายในฟินแลนด์ เริ่มตั้งแต่การมีธุรกิจในกลุ่มร้านค้า รีเทล ร้านสะดวกซื้อ กลุ่มธุรกิจปั๊มน้ำมัน กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า และนำเข้าแบรนด์พิเศษต่างๆ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร กลุ่มธุรกิจรถยนต์ และอะไหล่ กับกลุ่มธุรกิจในภาคการเกษตร
ดูไปแล้วก็ให้อารมณ์กลุ่มธุรกิจเจ้าสัวในบ้านเรานะครับ ไม่ว่าจะ CP หรือ Thai-Bev หรือ Central หรือใดๆ ก็แล้วแต่
แต่วิธีการที่เขาทำกับ Customer Data ที่มีน่าสนใจ ปกติแล้วบริษัทต่างๆ จะพยายามกันลูกค้าออกจาก Data ตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่กับที่ S Group นั้นคิดต่าง พวกเขากลับมีมุมมองอีกแบบว่า ก็ในเมื่อเรามี Customer Data ที่เป็น First-Party Data มากมายหลากหลายมิติ ทำไมเราไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์กับลูกค้าเจ้าของ Data มากที่สุดหละ
เพื่อที่ลูกค้าเจ้าของ Data จะได้วางใจว่า Data ที่ถูกเก็บไปนั้นพวกเขาก็ได้ประโยชน์ด้วย เพื่อที่พวกเราจะได้เก็บ Data เพิ่มตามไปในอนาคต เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่วินวินกันทุกฝ่ายครับ
Your Data is Your Data ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้จากข้อมูลตัวเราในอดีต
การจะปรับปรุงเรื่องใดให้ดีขึ้นก็ตาม เราควรเริ่มต้นจากการวัดค่าหรือประเมินผลสิ่งที่เคยทำในอดีตก่อน ในการคิดแบบ Data Thinking คือการเอา Historical Data มาเป็น Benchmark เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร แค่ทำให้ดีกว่าตัวเองในอดีตเรื่อยๆ ก็พอแล้ว นี่คือแนวคิดคอนเซปใหญ่ ที่ทาง S Group เลือกเอามาใช้ให้ลูกค้าวางใจอยากให้ Data เพิ่มครับ
ลองดูคลิปวิดีโอแคมเปญการตลาดที่ใช้ First-Party Data Driven Consumer Data ของ S Group กันครับ
มันคือการเอาสิ่งที่มองเห็นได้ยากเพราะการกระจัดกระจายของ Data มารวมไว้ในที่เดียวแล้วก็ทำให้เข้าใจง่าย จะเห็นว่านี่เป็นทักษะการทำ Data Visualization ที่ดี เพราะถ้าบริหารจัดการข้อมูลไม่ดี ก็จะเหมือน Dashboard ทั่วๆ ไปในห้องประชุม ที่ทุกคนดูแล้วก็ตั้งคำถามว่า อย่างไรต่อดีนะ
และจากทั้งหมดนี้ก็ส่งผลลูกค้า S Group เห็นประโยชน์ของการให้ Data กับบริษัทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเห็นแล้วว่าข้อมูลที่ให้ไปกลายเป็นประโยชน์กลับมายังตัวเอง สุดท้ายนี้อยากจะบอกครับว่า แคมเปญ Your Data is Your Data ของ S Group นี้สามารถเพิ่มยอดขายเป็นกอบเป็นกำกว่า 13.9% แล้วก็ได้รางวัล Gold จากเวที Cannes Lion ในปี 2021 มาด้วย
และยังไม่เท่านั้น ทาง S Group เองก็สามารถเอา Customer Data ที่มีไปต่อยอดธุรกิจในด้านต่างๆ ทั้งการจัดซื้อ การเปิดสาขา การวิเคราะห์หาเทรนด์ว่าช่วงไหนควรทำธุรกิจแบบไหนดี
ทั้งหมดนี้คือ Case Study ตัวอย่างการใช้ First-Party Data Driven Customer Data ถ้าใครยังกังวลเรื่องการขอ Consent จากลูกค้า ผมอยากให้คุณถามตัวเองว่า แล้วเราให้อะไรที่ลูกค้าจะเห็นว่าเป็นประโยชน์จนอยากยก Data ให้เราหละ