ถ้าวันหนึ่งเราได้รับพัสดุที่ไม่ได้จ่าหน้าถึงเรา สิ่งแรกที่หลายคนน่าจะรู้สึกคงเป็นความงงที่ปนรำคาญนิด ๆ ว่า “ส่งผิดอีกแล้วเหรอ?” หรือ “แล้วเราต้องเอาไปคืนใครต่อเนี่ย?” เพราะในชีวิตจริงการพัสดุส่งผิดบ้าน มักเป็นเรื่องวุ่นวายที่ไม่มีใครอยากเจอนักเท่าไรค่ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Milka แบรนด์ช็อกโกแลตจากยุโรป กลับหยิบความผิดพลาดธรรมดานี้มาเปลี่ยนให้กลายเป็น กลยุทธ์ แคมเปญที่ทั้งอบอุ่น น่ารัก และมีความหมายมากกว่าการแจกช็อกโกแลตให้คนได้ลองกินค่ะ แคมเปญนี้มีชื่อว่า Let’s Neighbor Up! เป็นแคมเปญที่แบรนด์ตั้งใจส่งช็อกโกแลตไป “ผิดบ้าน” เพื่อให้คนที่ได้รับต้องนำช็อกโกแลตไปส่งต่อให้เพื่อนบ้านตัวจริงนั่นเองค่ะ
ฟังแค่นี้ก็รู้สึกแล้วใช่ไหมคะว่า ไอเดียมันน่ารักมากเลย เพราะสิ่งที่แบรนด์กำลังทำคือการสร้างเหตุผลเล็ก ๆ ให้คนได้เดินไปเคาะประตูเพื่อนบ้าน เพื่อทักทายกัน และอาจเริ่มต้นบทสนทนาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บางทีการตลาดที่ดีอาจไม่ได้เริ่มจากตัวสินค้า แต่เริ่มจากการมองเห็นช่องว่างบางอย่างในชีวิตของผู้คน ที่สะท้อนความรู้สึกบางอย่างของสังคมได้อย่างชัดเจน แล้วช่องว่างที่ Milka มองเห็นคืออะไร? เบลล์จะพาไปดูค่ะว่า ทำไมแบรนด์ช็อกโกแลตถึงเลือกหยิบเรื่อง “เพื่อนบ้าน” ขึ้นมาเล่า และทำไมการส่งช็อกโกแลตผิดบ้านครั้งนี้ ถึงเป็นไอเดียที่ตั้งอยู่บนอินไซท์ของผู้คนอย่างแท้จริง
เมื่อ Milka ตั้งใจส่งช็อกโกแลตผิดบ้าน เพื่อให้เพื่อนบ้านได้ทักทายกันอีกครั้ง
เคยไหมคะที่เราอยู่ใกล้ใครบางคนมาก ๆ แต่กลับไม่เคยรู้จักเขาจริงเลย บางทีเราอาจเดินสวนกับเพื่อนบ้านทุกเช้า หรือมีรั้วบ้านติดกันมาหลายปี แต่กลับไม่เคยรู้ชื่อ ไม่เคยทักทาย และไม่เคยมีบทสนทนากันจริง ๆ สักครั้ง คำถามคือ แล้วถ้าแบรนด์หนึ่งอยากทำให้คนสองบ้านเริ่มต้นพูดคุยกัน จะทำอย่างไรให้การทักทายครั้งแรกไม่เกร็ง และไม่รู้สึกเหมือนถูกรบกวน
เบื้องหลังไอเดียนี้มาจากอินไซท์ที่น่าสนใจมากเลยค่ะ ชาวโปแลนด์กว่า 93% บอกว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับมีเพียง 33% เท่านั้นที่รู้จักเพื่อนบ้านของตัวเองจริง ๆ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดเลยค่ะว่า ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายคนในโปแลนด์รู้สึกโหยหาความเป็นชุมชนที่เคยหายไป แต่ในชีวิตจริงความสัมพันธ์เหล่านี้ห่างเหินไปไกลจนหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นอย่างไรนั่นเองค่ะ
Milka เลยหยิบช่องว่างนี้มาเปลี่ยนเป็นแคมเปญ Let’s Neighbor Up! ด้วยการส่งช็อกโกแลตกว่า 100,000 ชิ้นไปยังอพาร์ตเมนต์ทั่วประเทศโปแลนด์ แต่ความพีคก็คือ ช็อกโกแลตทั้งหมดนั้นถูกจ่าหน้าซอง “ผิดบ้าน” แบบตั้งใจค่ะ แทนที่จะส่งถึงเจ้าของห้องโดยตรง Milka กลับจ่าหน้าถึงเพื่อนบ้าน เพื่อให้คนที่ได้รับต้องนำช็อกโกแลตไปส่งต่อให้เจ้าของตัวจริง และนั่นก็กลายเป็นเหตุผลเล็ก ๆ ให้คนสองบ้านได้เริ่มทักทายกันเป็นครั้งแรกค่ะ
และเมื่อเพื่อนบ้านเปิดกล่องออกมา จะพบว่าภายในกล่องมีช็อกโกแลต Milka อยู่ 2 แท่ง พร้อมจดหมายอธิบายว่าของขวัญนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับทั้งสองคน คนหนึ่งคือเจ้าของชื่อบนพัสดุ ส่วนอีกคนคือเพื่อนบ้านที่ช่วยนำพัสดุมาส่ง จากพัสดุที่ควรจะสร้างความรำคาญ แบรนด์จึงเปลี่ยนมันให้กลายเป็นกับดักที่ทำให้คนสองบ้านต้องมีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ และนำไปสู่จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันดีนั่นเองค่ะ แล้วอะไรทำให้แคมเปญนี้กลายเป็นไอเดียที่เตะใจคนและสร้างผลลัพธ์ให้แบรนด์ได้จริง ต่อไปเบลล์จะพาไปถอดกลยุทธ์ของแคมเปญนี้กันค่ะ
Human Insight Strategy กลยุทธ์ที่เริ่มจากความเข้าใจคน ไม่ใช่แค่เข้าใจสินค้า
เคยสังเกตไหมคะว่า บางครั้งคนที่อยู่ใกล้เราที่สุด อาจเป็นคนที่เราไม่รู้จักมากที่สุดก็ได้ เราอาจรู้ว่าเพื่อนในโซเชียลไปเที่ยวไหน กินอะไร หรือรู้สึกยังไงในแต่ละวัน แต่กลับไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ ชื่ออะไร ทั้งที่เดินสวนกันแทบทุกเช้า ใช้ลิฟต์ตัวเดียวกัน หรืออยู่ห่างกันแค่กำแพงกั้น
นี่แหละค่ะคือความย้อนแย้งของชีวิตเมือง เราเชื่อมต่อกับคนไกลตัวได้ง่ายขึ้น แต่กลับห่างจากคนใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือจุดที่ทำให้แคมเปญ Let’s Neighbor Up! น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ เพราะ Milka ไม่ได้มองเห็นแค่โอกาสในการส่งช็อกโกแลตให้คนลองชิม แต่มองเห็นความรู้สึกบางอย่างที่หลายคนมีเหมือนกัน คือ “อยากรู้จักเพื่อนบ้านแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”
อินไซต์นี้ทำให้ Milka เข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่อยากเชื่อมต่อกัน แต่ปัญหาคือการเริ่มต้นมันยากกว่าที่คิดค่ะ เพราะถ้าอยู่ ๆ เราเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อนบ้าน เพื่อชวนคุยเฉย ๆ หลายคนก็คงรู้สึกเกร็งทั้งคนทักและคนถูกทักเอง จะเริ่มด้วยประโยคอะไรดี เขาจะรู้สึกว่าเรารบกวนหรือเปล่า คำถามเล็ก ๆ เหล่านี้นี่แหละค่ะที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านไม่เคยเริ่มต้นสักที ทั้งที่ลึก ๆ แล้วหลายคนก็อยากมีเพื่อนบ้านที่ดี อยากอยู่ในชุมชนที่อบอุ่น และอยากรู้สึกว่าคนรอบตัวไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าที่อยู่ใกล้กัน
นี่คือเหตุผลที่ Milka ไม่ได้ใช้ช็อกโกแลตเป็นแค่ของแจก แต่ใช้เป็น “ข้ออ้าง” ที่ทำให้การเริ่มต้นบทสนทนาดูเป็นธรรมชาติขึ้นมากค่ะ จากที่ไม่รู้จะเดินไปหาเพื่อนบ้านด้วยเหตุผลอะไร ก็กลายเป็นว่าเรามีพัสดุที่จ่าหน้าถึงเขาอยู่ในมือ มีช็อกโกแลตอยู่ในกล่อง และมีเรื่องให้พูดต่อได้ในทันที นี่คือสิ่งที่ทำให้ Human Insight Strategy ของแคมเปญนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้คนเข้าใจไอเดีย แต่ยังช่วยให้ Milka เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ลึกขึ้น เพราะแบรนด์ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะช็อกโกแลตสีม่วง แต่กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าใจความรู้สึกของคน และช่วยสร้างโมเมนต์อบอุ่นเล็ก ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันอีกด้วยค่ะ
Problem Reframing Strategy เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาส
สิ่งที่น่าสนใจในแคมเปญนี้ ไม่ใช่แค่ว่า Milka ส่งพัสดุผิดบ้าน แต่คือการที่แบรนด์มอง “ความผิดพลาด” ไม่เหมือนที่เรามองกันทั่วไปค่ะ ลองคิดดูนะคะ ถ้าเราได้รับพัสดุผิดบ้านในชีวิตจริง ส่วนใหญ่คงไม่ได้รู้สึกดีใจ แต่คงจะรู้สึกวุ่นวายมากกว่า เพราะต้องหาว่าเจ้าของคือใครเพื่อเอาไปคืน หรือไม่ก็ต้องติดต่อขนส่งให้มารับกลับไป แต่ Milka กลับมองเห็นโอกาสในความวุ่นวายเล็ก ๆ นี้ค่ะ เพราะถ้าเกิดพัสดุส่งผิด จะต้องมีพฤติกรรมนึงที่เกิดขึ้นแน่นอนค่ะ นั่นคือมันบังคับให้คนต้องทำอะไรต่อ ผู้รับจะปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ก็ยาก จะเปิดก็ไม่ใช่ของตัวเอง ทางเลือกที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือการนำไปส่งต่อให้เจ้าของตัวจริงนั่นเองค่ะ
แบรนด์พยายามหยิบพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นอยู่แล้วในชีวิตจริงมาเปลี่ยนบทบาทใหม่ จากเดิมที่การเอาพัสดุไปคืนอาจเป็นภาระอย่างนึง แต่ใครจะคิดล่ะคะว่ามันจะกลายเป็นการเริ่มต้นบทสนทนาได้ นี่จึงเป็นหัวใจของ Problem Reframing Strategy ในแคมเปญนี้เลยค่ะ แบรนด์ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการลบความผิดพลาดนั้นออกไป แต่ใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์
เบลล์มองว่าสิ่งที่ทำให้วิธีคิดนี้เวิร์กเลยคือ แบรนด์ไม่ได้ขอให้คนทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติเลย แบรนด์แค่เปลี่ยน “สิ่งที่คนจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว” ให้มีความรู้สึกดีขึ้น จากเดิมที่การเอาพัสดุไปคืนอาจเป็นแค่หน้าที่ กลายเป็นโมเมนต์ที่มีรอยยิ้ม มีเรื่องให้พูด และมีช็อกโกแลตเป็นตัวช่วยเปิดทาง
ตรงนี้เองที่ทำให้แคมเปญไม่รู้สึกเหมือนแบรนด์กำลังบังคับให้คนร่วมกิจกรรม แต่เหมือนแบรนด์แอบวางจังหวะเล็ก ๆ ไว้ให้ความสัมพันธ์เกิดขึ้นเอง และนี่อาจเป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับนักการตลาดค่ะ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ให้ผู้บริโภคเสมอไป แต่อาจแค่เข้าไป “เปลี่ยนความหมาย” ของพฤติกรรมเดิมให้คนรู้สึกอยากทำมันมากขึ้นก็พอ ลองคิดดูสิคะ ถ้าแบรนด์สามารถทำให้เรื่องที่คนเคยมองว่าเป็นภาระ กลายเป็นสิ่งที่คนเต็มใจทำได้ นั่นอาจทรงพลังยิ่งกว่าการชวนให้คนเข้าร่วมแคมเปญแบบตรง ๆ เสียอีกค่ะ
Experiential Sampling Strategy เปลี่ยนการแจกสินค้า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนได้ลงมือทำจริง
ลองนึกภาพเวลาแบรนด์อยากจะแจกของให้ชิมดูนะคะ เราก็จะคุ้นเคยกับการยื่นช็อกโกแลตให้ชิมฟรีตามห้าง แจกคูปองส่วนลด หรือไม่ก็ส่งสินค้าไปให้ลองกินที่บ้านใช่ไหมคะ แต่ครั้งนี้แบรนด์ไม่ได้อยากให้คนแค่ได้ชิมช็อกโกแลตแล้วจบไป เพราะเขาเปลี่ยนการแจกของฟรี ให้กลายเป็น “Experiential Sampling” หรือการแจกสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนต้องมีส่วนร่วมจริง ๆ ค่ะ
ความเจ๋งคือแบรนด์ไม่ได้แค่ส่งช็อกโกแลตไปให้ลองชิมแล้วจบกันไป แต่เขาทำให้คนที่ได้รับของมี “บทบาท” สำคัญในแคมเปญนี้ด้วยค่ะ คนที่ได้พัสดุจะกลายเป็นเหมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ที่ต้องรับหน้าที่เอาของไปส่งต่อให้คนข้างบ้าน ต้องเดินไปเคาะประตู เริ่มต้นเอ่ยปากทักทาย และอาจจะได้บทสนทนาอบอุ่นใจกลับมาเป็นของแถม ซึ่งตรงนี้แหละค่ะที่ทำให้ช็อกโกแลตไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะของกินอร่อย ๆ แต่ถูกจำลึกลงไปพร้อมกับโมเมนต์ความประทับใจที่เกิดขึ้นนั่นเอง
นี่คือความต่างที่ชัดเจนมากระหว่างการแจกของแบบเดิม ๆ กับ Experiential Sampling ค่ะ แบบแรกคนแค่ได้ลองสินค้า แต่แบบหลังคนจะได้สัมผัสประสบการณ์ร่วมไปกับสินค้าด้วย แล้วไอ้ประสบการณ์นี่แหละค่ะที่ทำให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจคนได้ลึกสุด ๆ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าแค่กินช็อกโกแลตฟรี แป๊บเดียวเราก็ลืม แต่ถ้าช็อกโกแลตแท่งนั้นพาเราไปเจอเพื่อนบ้าน ได้รอยยิ้ม ได้มิตรภาพ หรือแค่วันนั้นได้ทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม โมเมนต์พิเศษแบบนั้นมันจะติดหนึบอยู่กับภาพจำของแบรนด์ไปเลย
ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ แคมเปญนี้ไม่ได้หยุดความสำเร็จไว้แค่พัสดุ 1 แสนกล่องแรกเท่านั้นนะคะ แบรนด์ยังต่อยอดความปังด้วยการออกช็อกโกแลตรุ่นพิเศษ “Neighborly” ที่ออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้มีพื้นที่เขียนข้อความด้านนอก เพื่อกระตุ้นให้คนส่งต่อความใส่ใจให้กันได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือช็อกโกแลตรุ่นนี้ขายเกลี้ยง มีชาวโปแลนด์กว่า 5.5 ล้านคนยอมควักกระเป๋าซื้อเพิ่มเติมจากยอดขายปกติ จนทำให้คนกว่า 11 ล้านคนได้มีโอกาสเริ่มต้นทักทายเพื่อนบ้านของตัวเอง หรือคิดเป็นมากกว่า 30% ของประชากรผู้ใหญ่ในโปแลนด์
ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนเลยค่ะว่า เมื่อการลองสินค้าไม่ได้จบลงแค่ความอร่อย แต่กลายเป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่ใครก็อยากบอกต่อ แคมเปญมันก็สามารถขยายผลจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ไปสู่คนนับล้านได้จริง ที่ทำให้ market share สูงถึง 33.5% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในโปแลนด์นั่นเองค่ะ ทุกคนเห็นพลังของการสร้างประสบการณ์หรือยังคะ บางทีเวลาทำการตลาด เราอาจจะไม่ต้องหยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “ทำยังไงให้คนยอมลองสินค้า” แต่อาจจะต้องมองข้ามช็อตไปถามต่อว่า “แล้วจะทำยังไงให้การลองสินค้านั้น กลายเป็นโมเมนต์ที่คนอยากจดจำและเล่าต่อ” ค่ะ
สรุป ถอด กลยุทธ์ Experiential Sampling เมื่อ Milka ตั้งใจส่งช็อกโกแลตผิดบ้าน เพื่อเชื่อมสัมพันธ์เพื่อนบ้าน
สำหรับเบลล์สิ่งที่ทำให้แคมเปญ Let’s Neighbor Up! น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ไอเดียการส่งช็อกโกแลตผิดบ้านค่ะ แต่คือการที่ Milka เข้าใจปัญหาของผู้คนได้ลึกพอ แล้วแปลงอินไซท์นั้นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง แคมเปญนี้ทำให้เห็นค่ะว่า การตลาดที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพูดว่าสินค้าดีแค่ไหนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังรู้สึกอะไร หรือมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่แบรนด์สามารถเข้าไปช่วยทำให้ดีขึ้นได้
Milka เห็นว่าผู้คนอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แบรนด์จึงใช้ช็อกโกแลตเป็นตัวกลาง เปลี่ยนจากพัสดุส่งผิดบ้าน ให้กลายเป็นจังหวะเล็ก ๆ ที่ทำให้คนได้เริ่มทักทายกัน ทำให้ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้น่าสนใจมากเลยทีเดียวค่ะ เพราะจากการส่งพัสดุ 100,000 กล่อง Milka ช่วยให้เพื่อนบ้านกว่า 200,000 คน มีโอกาสเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ ก่อนจะต่อยอดด้วยช็อกโกแลตรุ่นพิเศษ Neighborly ที่ทำให้คนกว่า 11 ล้านคน มีโอกาสทักทายเพื่อนบ้านของตัวเอง ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ได้มีแค่รอยยิ้มหน้าประตูบ้าน แต่ยังส่งผลกลับมาถึงความแข็งแรงของแบรนด์ในระยะยาวอีกด้วยค่ะ
Source
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ