กลยุทธ์ Ikea รีเฟรมจุดอ่อน “ของถูกคือของไม่ดี” ให้กลายเป็นจุดแข็งผ่าน Second-hand Marketplace

แบรนด์ที่วางตำแหน่งตัวเองเป็น “Value Brand” หรือแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย มักต้องเจอกับอคติเดิม ๆ ในใจผู้บริโภคที่ว่า “ราคาถูก เท่ากับ คุณภาพต่ำ” ครับ การที่จะลบภาพจำนี้ด้วยโฆษณาที่บอกว่าสินค้าตัวเองแข็งแรงทนทาน มักดูเป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ กลยุทธ์ Ikea ในการแก้โจทย์นี้กลับเลือกใช้วิธีที่ต่างออกไป คือการหยิบเอาพฤติกรรมการซื้อขาย “สินค้ามือสอง” มาเป็นเครื่องมือพิสูจน์คุณภาพ ควบคู่ไปกับการแก้โจทย์เรื่อง Sustainability ครับ

โจทย์ใหญ่สองข้อที่ผลักดันให้ Ikea ต้องลงมือทำ

ก่อนจะไปถึงตัวแคมเปญ ลองมาดูปัญหาที่อยู่เบื้องหลังกลยุทธ์ Ikea กันก่อนครับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรกคือ Sustainability Paradox หรือความขัดแย้งในโครงสร้างธุรกิจ เป้าหมายของ IKEA คือ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 แต่โมเดลธุรกิจดั้งเดิมคือการผลิตสินค้าจำนวนมากและกระตุ้นให้คนซื้อของใหม่เข้าบ้าน ยิ่งขายดี ยิ่งผลิตเยอะ ก็ยิ่งสร้าง Carbon Footprint  ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายรักษ์โลก การจะหลุดจากลูปนี้ได้ IKEA จึงต้องหันมาทำ Circular Economy อย่างจริงจังครับ

รูปภาพจาก: IKEA

ประเด็นที่สองคือส่วนแบ่งตลาดที่หลุดมือไป แม้เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นจะถูกทิ้งเมื่อหมดความจำเป็น แต่ก็มีสินค้า IKEA จำนวนมากที่ถูกนำไปขายต่อในตลาดมือสองอยู่แล้ว BBC รายงานในปี 2024 ว่ามีสินค้า IKEA มือสองกว่า 25,000 รายการอยู่บน eBay และอีกกว่า 10,000 รายการบน Gumtree ของอังกฤษ ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามีเม็ดเงินและฐานลูกค้าจำนวนมากเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้า IKEA โดยที่แบรนด์เองไม่ได้มีส่วนร่วมเลยครับ

จากสองปัญหานี้ IKEA จึงเริ่มทดสอบแพลตฟอร์ม Ikea Preowned ในช่วงกลางปี 2024 ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาต่อจนกลายเป็นแพลตฟอร์มตลาดมือสองในปัจจุบันครับ

รู้จักตลาดมือสองของ Ikea แพลตฟอร์มที่ลงมือทำเอง

หลังจากทดสอบที่ Madrid และ Oslo ในปี 2024 IKEA ก็ขยายแพลตฟอร์มไปยัง Portugal และ Poland ในปี 2025 และล่าสุดในเดือนมกราคม 2026 ก็ขยายมาถึง Sweden ทำให้ Second-hand Marketplace เปิดให้บริการครบ 5 ประเทศแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของ กลยุทธ์ Ikea ในการขยายตลาดมือสองอย่างเป็นระบบครับ

กลยุทธ์ Ikea
รูปภาพจาก: IKEA

จุดที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้ต่างจาก Resale ทั่วไป คือการนำเทคโนโลยีมาแก้ Pain Point คลาสสิกของการขายของมือสอง นั่นคือความยุ่งยากในการเตรียมข้อมูล ผู้ขายเพียงระบุสินค้า ระบบจะดึงข้อมูลขนาด ภาพถ่ายมาตรฐาน และคู่มือการประกอบจากฐานข้อมูลของ IKEA มาสร้างเป็นหน้าประกาศขายให้อัตโนมัติ ทำให้การลงขายง่ายและน่าเชื่อถือกว่าแพลตฟอร์มทั่วไปครับ

ปัจจุบันสินค้า IKEA คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ของตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสองในยุโรป และ IKEA ตั้งเป้าดึงสินค้าเข้าแพลตฟอร์มให้ถึง 170,000 รายการภายในปี 2026 ครับ

กลยุทธ์เบื้องหลัง Second-hand Marketplace

สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ Ikea ในแคมเปญนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การมีแพลตฟอร์ม แต่คือกรอบคิดที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แนวทางครับ

กลยุทธ์ Ikea
รูปภาพจาก: IKEA

Longevity as Proof of Quality (อายุการใช้งานคือเครื่องพิสูจน์คุณภาพ): ความท้าทายของแบรนด์คือความเชื่อที่ว่า “ของถูกคือของไม่มีคุณภาพ” แทนที่จะโฆษณาว่าสินค้าตัวเองดี IKEA เลือกให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นคนบอกแทน การที่เฟอร์นิเจอร์ถูกใช้งานมาแล้วระยะหนึ่งแต่ยังขายต่อได้ และมีคนยินดีซื้อไปใช้ต่อ คือหลักฐานที่ตอกย้ำความทนทานของสินค้าได้ดีกว่าคำโฆษณาครับ

Ecosystem Lock-in ด้วยบัตรกำนัลมูลค่าเพิ่ม 15% (สร้างวงจรการช้อปปิ้งแบบหมุนเวียน): แพลตฟอร์มให้ผู้ขายเลือกได้ว่าจะรับเป็นเงินสดตามราคาที่ขาย หรือรับเป็นบัตรกำนัลที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาขายอีก 15% สำหรับใช้ซื้อสินค้าใน IKEA ทำให้เม็ดเงินที่เกิดจากการหมุนเวียนสินค้ามือสอง มีโอกาสกลับมาเป็นยอดขายสินค้าใหม่ในระบบของ IKEA เองครับ

Normalization of Second-hand (ยกระดับของมือสองให้เป็นเรื่องปกติ): IKEA เลือกนำภาพสินค้ามือสองจากลูกค้า ไปอยู่ในสื่อโฆษณาหลักควบคู่กับสินค้าคอลเลกชันใหม่ การทำแบบนี้ช่วยลบเส้นแบ่งระหว่าง “ของเก่า” และ “ของใหม่” ทำให้การซื้อของมือสองไม่ใช่สัญลักษณ์ของความขัดสน แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมครับ

Bridging Brand Perception & Business Innovation (ผสานภาพลักษณ์กับนวัตกรรมทางธุรกิจ): แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่คือนวัตกรรมทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนให้เกิดการลงมือทำจริง สะท้อนว่า Sustainability และ Profitability สามารถเดินไปด้วยกันได้ครับ

ผลลัพธ์ของแคมเปญ

ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้สะท้อนทั้งในมุมของ Brand Building และการเติบโตของแพลตฟอร์ม โดยข้อมูลแคมเปญนี้สามารถเข้าถึงผู้คนได้ถึง 102 ล้านคน และสร้าง Earned Media สูงถึง 1.2 ล้านยูโร ส่วน Traffic ของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 183% โดยมียอดวิวรวม 3.6 ล้านครั้ง และดึงผู้ใช้ใหม่เข้าสู่ระบบได้ถึง 75,000 ราย พร้อมสินค้าที่ถูกลงประกาศขายกว่า 26,700 รายการครับ

สรุป กลยุทธ์ Ikea เปลี่ยนภาพจำ “ของถูกคือของไม่ดี” ให้กลายเป็นจุดแข็งผ่าน Second-hand Marketplace

กลยุทธ์ Ikea ในเคสนี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการพลิกจุดอ่อนเรื่องราคาให้กลายเป็นจุดแข็งเรื่องคุณภาพ แบรนด์ไม่ได้แค่สร้างพื้นที่ขายของเก่า แต่กำลังสร้างเครื่องมือที่ช่วยลบอคติเรื่องราคาและคุณภาพ ดึงเม็ดเงินที่เคยหลุดมือกลับเข้าสู่ธุรกิจ และทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นคนยืนยันความทนทานของแบรนด์โดยไม่ต้องพูดเองครับ

สำหรับนักการตลาด บทเรียนจากเคสนี้คือ ความยั่งยืนในธุรกิจยุคใหม่ไม่ใช่แค่การทำ CSR แบบผิวเผินอีกต่อไป แต่คือการหาจุดตัดระหว่างการแก้ปัญหาให้โลก แก้ปัญหาให้ลูกค้า และสร้างผลกำไรกลับสู่แบรนด์ครับ ลองมองกลับมาที่ธุรกิจของคุณดูครับ มีจุดไหนบ้างที่ “ของเก่า” หรือ “พฤติกรรมที่มีอยู่แล้วของลูกค้า” สามารถกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดได้บ้าง?

Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *