ช่วงหลังถ้าเพื่อนๆ เลื่อนฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ เหมือนผม น่าจะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ อย่างนึง นั่นคือคลิปที่เกี่ยวกับ F1 หรือ Formula 1 โผล่มาเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่คลิปแซงโค้งหรือเปลี่ยนยางในพิทนะครับ กลับเป็นคลิปนักแข่งเดินเข้าสนามในชุดเท่ๆ คลิปตัดต่อ Charles Leclerc มองกล้องช้าๆ ประกอบเพลงเศร้า หรือคลิปเพื่อนซี้ Lando กับ Carlos แกล้งกันหลังบ้าน
และที่น่าสนใจคือคนที่แชร์คลิปพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง Gen Z ครับ
รู้มั้ยครับว่าตัวเลขมันชัดขนาดไหน จากรายงาน 2025 Global F1 Fan Survey ที่ Formula 1 ทำร่วมกับ Motorsport Network เก็บข้อมูลจากแฟนกว่า 100,000 คนใน 186 ประเทศ พบว่า 3 ใน 4 ของแฟนหน้าใหม่ของ F1 ในปีนี้คือผู้หญิง และเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่ม Gen Z ที่ตอบแบบสอบถามก็เป็นผู้หญิงด้วย กีฬาที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชายมาหลายสิบปี มาวันนี้กำลังเติบโตด้วยแฟนกลุ่มใหม่ที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน
บทความนี้ผมเลยอยากชวนนักการตลาดอย่างเรามาถอดรหัสว่า F1 ทำอะไรถึงพลิกภาพลักษณ์ตัวเองได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่มันคือบทเรียนด้านการตลาด Fandom Marketing ชั้นยอดที่เอาไปปรับใช้กับแบรนด์อะไรก็ได้ และเราจะเรียนรู้อะไรไปใช้ต่อได้บ้าง ลองมาดูกันดีกว่าครับ
Background ทำไม F1 ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน F1 คือกีฬาที่ขายอยู่ไม่กี่อย่าง ความเร็ว เครื่องยนต์ วิศวกรรม และความกดดันของการแข่งขัน คนที่จะอินกับมันต้องเข้าใจเรื่องเทคนิคพอสมควร เป็นกำแพงที่กันคนหน้าใหม่ออกไปโดยไม่รู้ตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในปี 2017 ตอนที่ Liberty Media เข้ามาเป็นเจ้าของ F1 แล้วเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากที่เคยหวงคอนเทนต์แบบสุดๆ ห้ามนักแข่งกับทีมโพสต์อะไรลงโซเชียลมากนัก ก็คลายกฎให้ทุกคนเล่าเรื่องตัวเองได้เต็มที่ และหมุดหมายที่ดังที่สุดคือเมื่อซีรีส์ Drive to Survive ออกฉายบน Netflix ในปี 2019 ครับ
สิ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุดและนักการตลาดต้องจำให้ขึ้นใจคือ F1 ไม่ได้ทำให้การแข่งรถ น่าเบื่อลงหรือ ง่ายลง เพื่อเอาใจคนกลุ่มใหม่เลย ตัวสินค้าหลักยังเป็นการแข่งที่ดุเดือดเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือ ประตูทางเข้า ต่างหาก
Content คือประตูบานใหม่ของแบรนด์
ในรายงาน 2025 Global Fan Survey มีประโยคหนึ่งที่ Formula 1 เขียนไว้เองและผมว่าคมมาก เขาบอกว่า Content คือ Entry Point หรือประตูทางเข้าใหม่และเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ให้คนเข้ามามีส่วนร่วม
The Fandom Halo เมื่อมีแฟนที่ภักดี แบรนด์ข้างๆ ก็อยากเข้ามาด้วย
สิ่งที่เกิดตามมาหลังจาก F1 มีฐานแฟนกลุ่มใหม่ที่กว้างและภักดีขึ้น คือแบรนด์จากอุตสาหกรรมอื่นเริ่มอยากเข้ามาเกาะกระแสด้วย โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น ความงาม และ Luxury ที่เมื่อก่อนแทบไม่มีเหตุผลจะมายุ่งกับกีฬาแข่งรถครับ
วันนี้พาร์ทเนอร์ระดับโลกของ F1 มีทั้ง LVMH กลุ่มสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแบรนด์ในเครืออย่าง Louis Vuitton กับ TAG Heuer เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ เหตุผลไม่ใช่เพราะคนทำกระเป๋าหรูอยากขายรถแข่งนะครับ แต่เพราะ F1 กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงผู้บริโภคที่มีอารมณ์ร่วมสูง โดยเฉพาะผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกลุ่มที่แบรนด์ทุกหมวดอยากได้ครับ
และข้อมูลก็สนับสนุนการลงทุนนี้ เพราะ 76% ของแฟน F1 มองว่าผู้สนับสนุนช่วยเสริมประสบการณ์การเป็นแฟนให้ดีขึ้น มี 1 ใน 3 ที่บอกว่ามีแนวโน้มซื้อสินค้าจากพาร์ทเนอร์ของ F1 มากขึ้น และตัวเลขนี้ขยับขึ้นไปถึง 40% ในกลุ่ม Gen Z นี่คือสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า Brand Affinity หรือความรู้สึกดีที่ส่งต่อจากสิ่งที่แฟนรักไปยังแบรนด์ที่เข้ามาดูแลสิ่งนั้นครับ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ F1 ยังต่อยอดด้วยการสร้าง F1 ACADEMY ซึ่งเป็นรายการแข่งรถสำหรับนักแข่งหญิงล้วนที่เริ่มฤดูกาลแรกในปี 2023 ปรากฏว่ากลายเป็นรายการที่แฟนติดตามมากเป็นอันดับสองรองจาก F1 เอง และในกลุ่มผู้หญิงมีถึง 42% ที่ติดตาม นั่นแปลว่าเมื่อแบรนด์ลงทุนสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มใหม่รู้สึกว่าที่นี่มีฉันอยู่ คนกลุ่มนั้นก็พร้อมจะตอบแทนด้วยความ Loyalty ที่มากขึ้น
AssetWise Case Study ของการเปลี่ยนธุรกิจอสังหาฯ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแฟนด้อม
อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อนๆ อาจคิดว่าเรื่อง F1 มันไกลตัว เพราะไทยไม่มีสนามแข่ง F1 แต่หลักการ Fandom Marketing แบบเดียวกันนี้มีแบรนด์ไทยทำสำเร็จมาแล้วในหมวดที่ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวกับแฟนคลับเลย นั่นคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครับ