ทีนี้พอ AI เข้ามาก็ทำปัญหาเปลี่ยนรูปแบบไป เพราะคู่มือแบบเดิมเขียนขึ้นเพื่อให้มนุษย์อ่านและตีความ แต่ AI ไม่ได้อ่านแบบมนุษย์ ทำให้สิ่งที่ยากสำหรับมนุษย์อยู่แล้วยิ่งยากขึ้นไปอีกสำหรับ AI การตีความ Brand Guidelines ผิดพลาดจึงเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำคอนเทนต์ด้วย AI
นั่นหมายความว่าในยุคที่ปริมาณงานระเบิดออกมามากมาย การคุมแบรนด์ด้วยเอกสารที่ต้องให้คนหรือ AI มานั่งตีความเองกลับใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทางออกไม่ใช่การเขียนกฎให้ละเอียดขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแบรนด์จากเอกสารที่ต้องตีความให้กลายเป็นระบบที่เครื่องอ่านได้และนำไปใช้ได้ทันที หรือที่เราอาจเรียกว่า Brand Operating System ครับ
Project Fizzion Case Study ของการเปลี่ยน Guidelines ให้กลายเป็นระบบที่ AI เข้าใจได้
ที่น่าสนใจในการออกแบบของ Fizzion คือมันให้ตัวคนทำงานจริงเป็นแหล่งความรู้ คุณ Dominik Heinrich อธิบายว่าการให้ดีไซเนอร์สร้างบริบทไปพร้อมกับการทำงาน ทำให้เห็นทันทีว่า AI ตีความเจตนาของเขายังไง แทนที่จะให้วิศวกรมานั่งเทรน AI จากการอ่าน Guidelines แบบแยกส่วน เห็นความต่างไหมครับ ระบบส่วนใหญ่เอาความรู้ไปยัดให้ AI เรียนทีหลังโดยทีมเทคนิค แต่แนวคิดนี้ทำให้ความฉลาดเกิดขึ้นตรงจุดที่เจตนาเกิดขึ้น ไม่ใช่ตรงจุดที่ Data ถูกประมวลผล
นี่คือหัวใจของ Brand Intelligence ครับ การทำ AI-Driven Branding ไม่ใช่การป้อนตัวอย่างงานสวยๆ ให้ AI เลียนแบบและเรียนรู้ แต่คือการสอนให้ AI เข้าใจว่าทำไมแบรนด์เราถึงเป็นแบบนี้
จาก Pilot สู่เครื่องมือที่แบรนด์ทั่วไปเริ่มใช้ได้
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นของเล่นแบรนด์ระดับโลกที่มีงบมหาศาลเท่านั้น แต่ความจริงกำลังเปลี่ยนเร็วครับ Adobe เอาสิ่งที่เรียนรู้จาก Fizzion มาพัฒนาต่อเป็นโปรดักต์ชื่อ Firefly Design Intelligence ที่เปิดให้แบรนด์อื่นใช้ได้ โดยทีมงานสามารถเทรน ทดสอบ และแชร์ Design System ที่ตรงตามแบรนด์ได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องออกจากเครื่องมือที่ใช้อยู่ และไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้าน AI
สอน AI ด้วยเจตนา ไม่ใช่แค่ตัวอย่างงานสำเร็จ แทนที่จะป้อนรูปงานสวยๆ ให้ AI เลียนแบบหน้าตา ให้ใส่บริบทว่าทำไมงานชิ้นนี้ถึงถูกต้อง เช่น โทนเสียงแบบนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เลย์เอาต์แบบนี้เพราะอะไร เพราะ AI ที่เข้าใจเหตุผลจะปรับตัวกับโจทย์ใหม่ได้ ส่วน AI ที่จำแค่หน้าตาจะพังทันทีที่เจอสิ่งที่ไม่เคยเห็น
ฝัง AI ไว้ในเครื่องมือที่ทีมใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่บังคับให้เปลี่ยน เหตุผลหนึ่งที่ Fizzion มีโอกาสสำเร็จคือมันฝังตัวอยู่ในเครื่องมือที่ดีไซเนอร์ใช้ทุกวัน ไม่ได้บังคับให้ไปเรียนของใหม่ บทเรียนคือต้นทุนที่แท้จริงของการนำ AI เข้าทีมคือต้นทุนการเปลี่ยนพฤติกรรมยิ่งลดได้มาก โอกาสที่คนจะใช้จริงก็ยิ่งสูงครับ
วางตำแหน่ง AI ให้เสริมคน ไม่ใช่แทนคน Coca-Cola ย้ำชัดเจนว่า Fizzion ไม่ใช่เรื่องการลดต้นทุนด้วย AI และเดินหน้าใช้ทั่วโลกโดยไม่ลดงบแคมเปญลงเลย เป้าหมายคือให้ AI ตามใจ Creative ไม่ใช่ครอบงำ Creative การวางตำแหน่งแบบนี้ลดแรงต้านจากทีมได้มาก เพราะคนจะไม่ช่วยฝึกระบบที่เขารู้สึกว่ามาแย่งงานตัวเอง