ถ้ามีคนบอกคุณว่า “แก้วน้ำ” สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้คนวิ่งเข้าห้างตั้งแต่เช้าได้ คุณอาจคิดว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นหรือสินค้าเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่ความจริงแล้วสินค้าที่ทำให้คนต่อคิวแย่งซื้อกลับเป็นแก้วน้ำจากแบรนด์อายุเกิน 100 ปี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงอุปกรณ์คู่ใจของคนทำงานภาคสนาม และนักผจญภัยเท่านั้น แบรนด์นั้นมีชื่อว่า Stanley 1913 ค่ะ แล้วคำถามสำคัญคือแบรนด์ใช้ กลยุทธ์ อะไรในการทำให้แก้วน้ำกลายเป็นไอเท็มไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่หลงใหล
จนภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี แบรนด์กลับกลายเป็นสินค้าที่สาว ๆ ยืนต่อคิวรอซื้อตั้งแต่เช้าและสามารถทำยอดขายจาก 73 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 สู่ 750 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในเวลาเพียง 4 ปีค่ะ เบลล์มองว่าเรื่องของ Stanley ไม่ใช่แค่เรื่องของแก้วน้ำที่กลายเป็นไวรัลค่ะ แต่มันคือบทเรียนสำคัญเรื่องการมองเห็นโอกาสในกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ไม่เคยมองมาก่อน การกล้าปรับมุมมองที่มีต่อผู้บริโภค และการสร้างคุณค่าให้สินค้า จน Quencher ไม่ได้เป็นเพียงแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ และการแสดงตัวตนบนโซเชียลมีเดีย
เรื่องราวของแบรนด์ที่เกือบถูกลืม กับจุดเปลี่ยนสำคัญของ Stanley
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1913 ยุคที่ตู้เย็นยังไม่ใช่สิ่งของสามัญประจำบ้าน และการพกพาเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นออกนอกบ้านยังเป็นเรื่องยากค่ะ ในเวลานั้น William Stanley Jr. นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ได้คิดค้นกระติกน้ำสูญญากาศที่ทำจากเหล็กกล้าขึ้นมาเป็นครั้งแรก เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเก็บความร้อนและความเย็นได้นานหลายชั่วโมง พร้อมความทนทานที่เหนือกว่าภาชนะแก้วหรือเซรามิกในยุคนั้นอย่างมากค่ะ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ลูกค้าของ Stanley คือกลุ่มคนทำงานภาคสนาม สาย Outdoor และนักผจญภัยที่ให้คุณค่ากับความทนทานมากกว่าความสวยงามค่ะ ซึ่งกลายเป็นภาพจำของแบรนด์มาโดยตลอด แต่หากถามว่า Stanley เคยเป็นแบรนด์ที่ผู้คนพูดถึงบนโซเชียลมีเดียหรือไม่ คำตอบคือแทบจะไม่เลยค่ะ มันไม่ใช่แบรนด์ที่วัยรุ่นอยากถ่ายรูปลง Instagram และไม่ใช่สินค้าที่ใครรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ครอบครอง เป็นเพียงแบรนด์ที่ผู้คนเชื่อถือ และซื้อเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้นค่ะ
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี 2016 ปีนั้นแบรนด์เปิดตัวแก้วน้ำรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Quencher Tumbler แก้วขนาด 40 ออนซ์ หรือประมาณ 1.2 ลิตร มาพร้อมหูหิ้วขนาดใหญ่ ช่องใส่หลอด และรูปทรงที่แตกต่างจากกระติกทรงกระบอกแบบดั้งเดิมของแบรนด์อย่างสิ้นเชิง แม้จะยังคงใช้เทคโนโลยีสูญญากาศที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ แต่ในตอนนั้นแทบไม่มีใครมองว่าสินค้าชิ้นนี้จะกลายเป็นอนาคตของบริษัทได้เลยค่ะ
ทีมการตลาดยังคงสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก สีสันของสินค้าก็มีเพียงโทนเรียบ ๆ อย่างเขียว ดำ และน้ำตาล ไม่มีแคมเปญใหญ่ ไม่มีการใช้ Influencer และไม่มีใครพูดถึงมันบนโลกออนไลน์ ผลลัพธ์ที่ได้คือยอดขายของ Quencher อยู่ในระดับที่ธรรมดา จนในปี 2019 ผู้บริหารบางส่วนเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังว่าควรยุติการผลิตสินค้ารุ่นนี้หรือไม่ค่ะ
ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นจุดจบของสินค้าตัวหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Stanley และคำถามสำคัญคือ แบรนด์ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงกระติกน้ำสำหรับคนทำงานภาคสนาม สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นไอเท็มไลฟ์สไตล์ที่ผู้คนต่อคิวแย่งซื้อได้อย่างไร? เบลล์จะพาทุกคนไปถอดรหัส 4 กลยุทธ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้กันค่ะ
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Stanley ไม่ได้เริ่มจากแคมเปญโฆษณาระดับล้านดอลลาร์ หรือการจ้าง Influencer ชื่อดังค่ะ แต่เริ่มจากผู้หญิงกลุ่มเล็ก ๆ ที่หลงรักสินค้าและอยากบอกต่อให้คนอื่นรู้จัก ซึ่งในปี 2019 ขณะที่ Stanley กำลังพิจารณาว่าจะยกเลิกการผลิต Quencher หรือไม่ กลุ่มผู้ก่อตั้ง The Buy Guide ซึ่งเป็นเพจรีวิวสินค้าสำหรับผู้หญิงและคุณแม่ ได้ค้นพบแก้วรุ่นนี้และเริ่มรีวิวจากประสบการณ์ใช้งานจริง
สิ่งที่พวกเธอชื่นชอบไม่ใช่แค่ความสามารถในการเก็บความเย็นได้ตลอดวัน แต่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้หญิงอย่างมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหูหิ้วที่ถือสะดวก ความจุขนาดใหญ่ หรือรูปทรงที่สามารถวางในช่องใส่แก้วของรถยนต์ได้พอดี ซึ่งรีวิวเหล่านั้นล้วนไม่ได้เกิดจากการจ้างงาน ไม่มีสปอนเซอร์ และแบรนด์เองก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในช่วงแรกอีกด้วยค่ะ แต่ด้วยความน่าเชื่อถือของกลุ่มผู้ติดตาม The Buy Guide ทำให้ผู้ติดตามจำนวนมากแห่กันไปซื้อ Quencher จนสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็วค่ะ
เมื่อเห็นความต้องการที่เกิดขึ้นจริง The Buy Guide จึงติดต่อ Stanley เพื่อขอให้ผลิตสินค้าเพิ่ม แต่เนื่องจากแบรนด์กำลังจะเลิกผลิตสินค้าตัวนี้อยู่แล้ว Stanley จึงยื่นข้อเสนอสุดท้าทายกลับมาว่า “ถ้าอยากได้ก็ต้องเหมาซื้อขาดไปขายเองจำนวน 5,000 ใบ” ซึ่งสามสาวตัดสินใจเสี่ยงด้วยเงินตัวเองเพื่อเหมาแก้ว 5,000 ใบนั้นมาขายบนบล็อก และผลลัพธ์ก็คือ มันขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่วันค่ะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ไปเลยค่ะ
แทนที่จะมองว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นเพียงผู้ซื้อ Stanley เลือกที่จะรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานจริงเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนแบรนด์ ทั้งการทำ Affiliate Program และการออกสินค้า Exclusive สีพิเศษร่วมกับ The Buy Guide ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเลยทีเดียวค่ะ จากจุดนั้นแบรนด์เริ่มตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้ค้นพบแค่ลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่ค้นพบกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์
ซึ่งหลายครั้งแบรนด์มักยึดติดกับภาพจำเดิมของตัวเองจนมองไม่เห็นโอกาสใหม่ ๆ แต่ Stanley เลือกที่จะสังเกตสิ่งที่ลูกค้ากำลังบอกผ่านพฤติกรรมจริง และกล้าที่จะเดินตามสัญญาณนั้นค่ะ
2. Target Audience Reframing กล้ามองลูกค้าในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
แม้สินค้า Quencher จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ Stanley ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ในทันทีค่ะ เพราะการจะเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ที่มีอายุร้อยกว่าปีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย จนกระทั่งในปี 2020 แบรนด์ได้แต่งตั้ง Terence Reilly อดีตผู้บริหารฝ่ายการตลาดจาก Crocs มารับตำแหน่งประธานบริษัทค่ะ
พอพูดถึงชื่อ Crocs หลายคนอาจนึกถึงรองเท้าที่เคยเป็นที่ถกเถียงเรื่องดีไซน์อยู่ไม่น้อยค่ะ แต่สำหรับคนในวงการธุรกิจ Terence Reilly คือหนึ่งในผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการพลิก Crocs จากแบรนด์ที่หลายคนมองข้าม ให้กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งที่ Stanley สิ่งแรกที่ Reilly ทำไม่ใช่การออกแคมเปญการตลาดครั้งใหญ่ค่ะ แต่เป็นการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าที่กำลังหลงใหลใน Quencher อย่างละเอียด ตั้งแต่ข้อมูลจาก The Buy Guide ไปจนถึงบทสนทนาและความคิดเห็นของผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ค่ะ
แล้วสิ่งที่ Reilly ค้นพบจากข้อมูลนั้นก็น่าสนใจมากค่ะ คนที่หลงรัก Quencher มากที่สุดในเวลานั้น ไม่ได้เป็นคนงานก่อสร้างหรือนักผจญภัยตามภาพจำดั้งเดิมของแบรนด์อีกต่อไป แต่กลับเป็นผู้หญิงวัย 24-45 ปีที่มีไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉง และให้ความสำคัญกับทั้งฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงามในชีวิตประจำวันค่ะ พวกเธอคือคนที่ชงกาแฟในตอนเช้าก่อนพาลูกไปโรงเรียน พกแก้วน้ำติดตัวไปออกกำลังกาย วางไว้ข้างโต๊ะระหว่างประชุมออนไลน์ หรือพกติดรถระหว่างทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน สำหรับคนกลุ่มนี้ แก้วน้ำไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับใส่น้ำเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในสิ่งของที่อยู่กับพวกเขาตลอดวันค่ะ
แต่ปัญหาคือ สินค้าในตลาดตอนนั้นไม่ได้สื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างชัดเจน สีของสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นโทนเข้มอย่างดำ เขียว และน้ำตาล ซึ่งเป็นโทนสีที่ถูกเลือกมาเพื่อภาพลักษณ์ “ทนทาน ใช้งานหนัก” ของคนทำงานกลางแจ้ง
Reilly จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ทีมงานเดิมไม่เคยกล้าทำค่ะ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่นั่นกลับส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคอย่างมากค่ะ แบรนด์ได้เริ่มขยายไลน์สีของ Quencher ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งโทนพาสเทล สีเอิร์ธโทน และคอลเลกชันพิเศษตามฤดูกาล ก่อนจะพัฒนาต่อยอดไปสู่การร่วมงานกับแบรนด์และนักออกแบบ และในเวลาต่อมามันได้เติบโตจนมีมากกว่า 100 เฉดสีค่ะ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มตัวเลือกสีให้มากขึ้นค่ะ แต่เป็นการส่งสารว่า Stanley สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้หลากหลายรูปแบบ และพร้อมตอบโจทย์ผู้คนที่แตกต่างกันมากกว่าที่เคยนั่นเองค่ะ เบลล์ชื่นชมแบรนด์มากเลยนะคะในการตัดสินใจครั้งนี้ ที่สามารถขยายฐานลูกค้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากฐานของแบรนด์
สินค้ารุ่นคลาสสิกและภาพลักษณ์ด้านความทนทานยังคงอยู่เหมือนเดิมและแบรนด์เองก็กล้าที่จะปรับตัว นี่จึงเป็นตัวอย่างที่เบลล์มองว่าสมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การตลาดในเรื่องของการทำ Target Audience Reframing เลยค่ะเพราะสิ่งที่ Stanley เปลี่ยน ไม่ใช่ตัวตนของแบรนด์ แต่เป็นมุมมองที่มีต่อลูกค้า และการเปิดโอกาสให้ผู้คนกลุ่มใหม่มองเห็นตัวเองอยู่ในแบรนด์ได้เช่นกันค่ะ
3. Viral Moment Amplification เมื่อโอกาสครั้งใหญ่ มาในรูปแบบที่ไม่ คาดคิด
ปลายปี 2023 Stanley ได้รับโอกาสทางการตลาดที่ไม่มีใครสามารถวางแผนล่วงหน้าหรือไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นได้ค่ะ เมื่อ Danielle เจ้าของบัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์วิดีโอเล่าเหตุการณ์หลังรถยนต์ของเธอเกิดไฟไหม้จนได้รับความเสียหายอย่างหนักค่ะ ซึ่งภายในคลิปผู้ชมจะเห็นสภาพรถที่ถูกเผาไหม้เกือบทั้งคัน แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนกลับไม่ใช่ตัวรถค่ะ แต่เป็นแก้ว Stanley Quencher ที่ยังคงอยู่ภายในรถ และเมื่อเธอหยิบแก้วขึ้นมาเขย่า ก็ยังคงได้ยินเสียงน้ำแข็งอยู่ข้างใน
ซึ่งวิดีโอดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วบน TikTok และไวรัลระดับโลกจนยอดวิวพุ่งทะลุ 98 ล้านวิวและกลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานั้นค่ะ ผู้คนจำนวนมากต่างแสดงความประหลาดใจกับความทนทานของสินค้า ขณะที่อีกหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงขำขันว่า Stanley ควรซื้อรถคันใหม่ให้เจ้าของคลิปเสียเลย ซึ่งตอนนั้นทุกคนมองว่าเป็นเพียงคอมเมนต์ขำ ๆ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงค่ะ
แต่แล้ว Terence Reilly ได้โพสต์คลิปตอบกลับด้วยตัวเอง โดยกล่าวว่า Stanley ไม่เพียงต้องการส่งแก้วใบใหม่ให้ Danielle เท่านั้น แต่บริษัทจะช่วยจัดหารถคันใหม่ให้เธอด้วยค่ะ การตอบสนองครั้งนั้นได้รับความสนใจอย่างมาก และทำให้เรื่องราวถูกพูดถึงต่อในวงกว้างทั้งบนโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลักค่ะ
ในสายตาของผู้บริโภค เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพของสินค้า แต่ยังสะท้อนบุคลิกของแบรนด์ที่พร้อมรับฟังและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างจริงใจ เบลล์มองว่าเรื่องของความเร็วในการตอบสนองของแบรนด์ต่อผู้บริโภคนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างนึงค่ะ โอกาสที่แบรนด์ได้จากกระแสไวรัลนี้ ไม่ได้เกิดจากการวางแผนเตรียมล่วงหน้า แต่ก็แสดงให้เราเห็นแล้วค่ะว่าแบรนด์พร้อมที่จะลงมือทำทันทีเมื่อโอกาสนั้นมาถึง
สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริง ๆ คือความสามารถขององค์กรในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนความสนใจของผู้คนในช่วงเวลาสั้น ๆ ให้กลายเป็นคุณค่าระยะยาวของแบรนด์ค่ะ
4. Scarcity Marketing สร้างความต้องการด้วยความหายาก
เมื่อกระแสของ Quencher เริ่มแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง Stanley ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลายแบรนด์มักพลาดในจุดนี้ค่ะ นั่นคือการรักษาระดับความน่าสนใจของสินค้าไว้ให้ได้ เพราะในโลกการตลาด ความนิยมมักมาพร้อมกับความเคยชินค่ะ เมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าสามารถหาซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา ความรู้สึกอยากได้ก็มักจะลดลงตามไปด้วยค่ะ
ด้วยความนิยมอย่างมากของสินค้า Stanleyไม่ได้เลือกแก้ปัญหานี้ด้วยการเร่งผลิตสินค้าให้มากที่สุดค่ะ แทนที่จะผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น พวกเขากลับเลือกที่จะออก Limited Edition Drops หรือคอลเลกชันพิเศษ ทั้งสีเอ็กซ์คลูซีฟ คอลเลกชันตามเทศกาล และสินค้าที่เกิดจากความร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละครั้งจะมีช่วงเวลาวางขายที่ชัดเจนและปริมาณที่จำกัดค่ะ
และก่อนวันวางขายจริง แบรนด์จะส่งสินค้าให้ Creator และ Influencer บางกลุ่มทดลองใช้ล่วงหน้า จากนั้นก็เริ่มมีวิดีโอแกะกล่อง รีวิวสี และพูดถึงความรู้สึกเมื่อได้จับสินค้าจริงออกมาบน TikTok และ Instagram อย่างต่อเนื่องค่ะ ซึ่งแต่ละคลิปก็ค่อย ๆ ปลุกความอยากของคนดูขึ้นมาทีละนิดก่อนที่สินค้าจะวางขายจริงค่ะ และเมื่อถึงวันวางขาย สินค้ามักหมดภายใน 24-48 ชั่วโมง ทำให้ทั้งคนที่ซื้อได้และคนที่พลาดต่างก็มีแรงจูงใจในการรอครั้งถัดไปค่ะ
นอกจากนี้ Stanley ยังต่อยอดกลยุทธ์นี้ผ่านการทำ Collaboration กับแบรนด์และบุคคลที่มีฐานผู้ติดตามใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตัวเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับ Starbucks ในคอลเลกชันพิเศษช่วง Valentine’s Day การออกสีเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ Target ที่วางจำหน่ายเฉพาะในร้าน หรือการร่วมงานกับศิลปินคันทรีอย่าง Lainey Wilson ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมากที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าของ Stanley ค่ะ นอกจากจะได้ยอดขายแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูให้แบรนด์ได้รู้จักกับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่อาจไม่เคยสนใจแบรนด์มาก่อนผ่านความน่าเชื่อถือของแบรนด์พาร์ตเนอร์อีกด้วยค่ะ
เบลล์มองว่าสิ่งที่ทำให้ Scarcity Marketing ของ Stanley ได้ผลอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นเพราะสินค้ามันดีพอที่จะรองรับความคาดหวังของคนที่รอซื้ออยู่ทุกครั้ง เพราะถ้าสินค้าไม่ดีจริง ต่อให้สร้างกระแสได้แค่ไหน คนที่ซื้อไปก็จะไม่กลับมาซื้ออีกนั่นเองค่ะ
สรุป ถอด 4 กลยุทธ์ ของ Stanley จากแบรนด์แก้วน้ำอายุ 100 ปี สู่ Cultural Icon แห่งยุค TikTok
Stanley พิสูจน์ให้เห็นว่า อายุของแบรนด์ไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ แบรนด์ยังเปิดใจเรียนรู้และปรับตัวอยู่หรือไม่ เมื่อมองย้อนกลับไป ความสำเร็จของ Stanley ไม่ได้เกิดจากแก้วน้ำเพียงใบเดียวหรือแคมเปญการตลาดเพียงครั้งเดียวค่ะ แต่มาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ หลายครั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน
ตั้งแต่การรับฟังเสียงของลูกค้าที่หลงรักสินค้าโดยไม่คาดคิด การมองเห็นโอกาสจากกลุ่มผู้บริโภคที่แบรนด์ไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน การตอบสนองต่อกระแสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการสร้างความตื่นเต้นและความคาดหวังให้กับสินค้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเปลี่ยนแบรนด์อายุร้อยกว่าปี ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาของผู้คนทั่วโลกได้อีกครั้งค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ