เวลาที่จะไปต่างประเทศทีไร เราจะต้องมาคิดเรื่องแลกเงินกันทุกทีใช่ไหมครับ ? ในทุกวันนี้มีแอปที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างดีครับ นั่นก็คือก็คือ YouTrip แอปที่ช่วยให้เราแลกเปลี่ยนสกุลเงินและ ชำระเงินต่างประเทศ ได้ง่าย ๆ ล่าสุดนี้ YouTrip ได้จับมือกับ Google Pay โดยใช้กลยุทธ์ Integration Partnership โดยลูกค้าสามารถผูกบัตร YouTrip เข้ากับ Google Wallet ทำให้การชำระเงินสะดวกมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพียงแค่แตะเท่านั้น จะมีฟังก์ชั่นใหม่ ๆ อะไรบ้าง เรามาติดตามไปพร้อมกันครับ
อุ่นใจทุกทริปด้วยแอปแลกสกุลเงิน YouTrip
YouTrip คือแพลตฟอร์ม Multi-currency wallet ที่มาพร้อมกับบัตร Travel card โดยผู้ใช้สามารถแลกสกุลเงินต่าง ๆ ในแอป ได้ด้วยเรทราคาที่ดี สามารถใช้จ่ายได้สูงสุด 500,000 บาท / วัน ผ่านร้านค้าต่างๆ ทั่วโลกที่รองรับ Mastercard®
ขอขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ
จุดเด่นของ YouTrip
สามารถใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลกด้วยเรทที่ดี
แลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศล่วงหน้าได้ถึง 10 สกุลเงิน เช่น THB, JPY, HKD, SGD, AUD EUR, GBP, CHF, USD, CAD
ใช้งานบัตรได้อย่างปลอดภัย สามารถ เปิด/ปิด การใช้งานบัตรผ่านแอปด้วยตัวเอง
ลดความเสี่ยงอันตรายจากการพกพาเงินสด ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ
Google Pay ชำระเงินง่าย ๆ เพียงแค่ใช้โทรศัพท์แตะ
Google Pay เป็นการชำระเงินผ่านแอพ Google Wallet ช่วยให้คุณสามารถชำระเงินแบบไร้สัมผัส เพียงแค่ใช้โทรศัพท์แตะเพื่อชำระเงินที่ร้านค้า โดยหลังจากโหลดแอปเรียบร้อยแล้วให้ผูกบัตรเครดิตที่ต้องการจะใช้งาน ซึ่งในตอนนี้รองรับการผูกบัตรเครดิตจากธนาคารกรุงไทย และกรุงเทพ เท่านั้น เพียงเท่านี้ก็สามารถชำระเงินด้วย Google Pay ได้แล้ว
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Google Pay
จุดเด่นของ Google Pay
มีความปลอดภัยสูงเพราะใช้เลข Virtual account number แทนการเปิดเผยเลขบัตรของจริง
สะดวกสบายเพราะพกแค่สมาร์ตโฟนเครื่องเดียวก็สามารถที่จะบันทึกข้อมูลการชำระเงิน, บัตรเครดิต, ใบเสร็จ, บอร์ดดิ้งพาสของสายการบินไว้ใน Google Wallet
มีความเป็นสากล เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก
ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
ในส่วนต่อไปเราจะมาดูกการตลาด Integration Partnership ที่ Google Play และ YouTrip ใช้ Collab กันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วผู้บริโภคอย่างเราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการ collab กันครั้งนี้
ตอบโจทย์สังคมที่กำลังเปลี่ยนไปเป็น Cashless Society
เราทุกคนรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมเป็นสังคมไร้เงินสด หรือ cashless society ใช่ไหมครับครับ ซึ่งนั่นเป็นเพราะเราหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลกันมากขึ้นครับ ธุรกิจต่างๆ จึงต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสสังคมนั่นเองครับ
Google Pay ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการปรับตัวให้เข้ากับ cashless society จากจุดเด่นที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เพียงแค่ผูกบัตรเครดิตก็สามารถชำระเงินด้วย Google Wallet ได้แล้ว
แล้วจะเป็นยังไงถ้า Google Pay ที่ปกติแล้วผูกบัตรเครดิต สามารถผูกกับ YouTrip ที่สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินได้ ผู้ใช้งานอย่างเราคงจะสะดวกสบายมากขึ้นและมี option ให้เลือกมากกว่าเดิมอีก
YouTrip ได้มองเห็นถึงโอกาสนี้จึงได้ตัดสินใจจับมือกับ Google Pay เพื่อที่จะนำฟังก์ชั่นที่ตัวเองมีอยู่นี้ ให้เข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น ลูกค้าชำระเงินสะดวกมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ Eco system ของ Google Pay ที่มีความปลอดภัยและมีเครือข่ายร้านค้ารองรับทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์ที่ YouTrip X Google Pay นี้คือ Integration Partnership ครับ
YouTrip X Google Pay ด้วยกลยุทธ์ Integration Partnership
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้มันคล้ายกับการ Co Branding ไม่ใช่หรอ? ก่อนอื่นเรามาดูความแตกต่างระหว่าง Integration Partnership กับ Co-Branding กันก่อนครับ จากนั้นเราจะมาวิเคราะห์กันว่าทำไม YouTrip X Google Pay ด้วยกลยุทธ์ Integration Partnership
Integration Partnership คือการร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร มีเป้าหมายในการทำให้ “ผลิตภัณฑ์ทำงานร่วมกัน” อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเราจะเห็นการผสานเทคโนโลยี หรือ ฟังก์ชันต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ จะเน้นเรื่องฟังก์ชันการทำงานมากกว่าการโปรโมต
Co-Branding คือการร่วมมือกันโดยใช้ “จุดแข็งและภาพลักษณ์” ของแต่ละแบรนด์ จุดประสงค์ก็คือต้องการใช้การตลาดและภาพลักษณ์แบรนด์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น Apple Watch X Nike สังเกตว่าทั้ง 2 แบรนด์เป็นแบรนด์ที่ต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มาคอแลปกันเพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายร่วมกัน แต่จะไม่ได้ร่วมกันในด้านฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์
ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้ Google Pay ทำให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มบัตร YouTrip ลงใน Google Wallet และใช้บัตรนั้นในการชำระเงินในร้านค้าที่รองรับและออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ Integration Partnership ที่ว่า “ผลิตภัณฑ์ทำงานร่วมกัน” Google Pay ได้ ช่วยให้ผู้ใช้ YouTrip สามารถใช้การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการพกพาบัตร ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ด้วยจุดเด่นของทั้ง 2 แบรนด์
โดยหากใครที่ต้องการจะลองผูกบัตร YouTrip กับแอป Google Wallet ก็สามารถทำตาม 3 Steps ง่าย ๆ ตามนี้ได้เลยครับ
เปิดแอป Google Wallet หรือดาวน์โหลดจาก Play Store บนอุปกรณ์ Android
กด “เพิ่มลงใน Wallet” และทำตามขั้นตอนการกรอกรายละเอียดบัตร YouTrip
ป้อนรหัส OTP ที่ส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนกับ YouTrip เพื่อยืนยันการเชื่อมต่อ
เพียงเท่านี้ก็พร้อมใช้จ่ายทุกร้านค้าที่รองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส หรือ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ของ Google Pay แล้ว
จะเห็นได้เลยว่า ทางฝั่งของ YouTrip นั้นใส่ใจรายละเอียดในการให้บริการมาก ๆ จากการที่เห็นโอกาสในการเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าด้วยกลยุทธ์ Integration Partnership ทาง YouTrip ก็ไม่ลังเลที่จะนำฟังก์ชั่นใหม่ ๆ นี้มาเติมให้กับผู้ใช้งานครับ
สรุป
YouTrip X Google Pay ได้ยกระดับการ ชำระเงินต่างประเทศ ให้เป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นด้วยกลยุทธ์ Integration Partnership ที่เน้นการประสานฟังก์ชันเข้าด้วยกัน โดยลูกค้าสามารถผูกบัตร YouTrip เข้ากับ Google Wallet ด้วย 3 Steps ง่าย ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ผู้บริโภคอย่างเราก็สามารถทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น และ ไม่ต้องกังวลเรื่องการพกบัตร และ บัตรหาย
ซึ่งผมมองว่ากลยุทธ์ Integration Partnership ไม่เพียงแค่ช่วยผู้บริโภคให้ชำระเงินได้สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ในมุมของบริษัท ทั้ง YouTrip และ Google Pay ก็จะได้เพิ่มกลุ่มลูกค้าจากการคอลแลปกัน เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกันให้แบรนด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นครับ
ในบทความนี้เราได้เรียนรู้ถึงจุดเด่นของทั้งในฝั่ง YouTrip และ Google Pay และกลยุทธ์การขยายกลุ่มลูกค้าด้วยการผูกบัตรร่วมกัน รวมถึงได้รู้ความแตกต่างระหว่าง CO-Branding กับ Integration Partnership ที่คล้ายกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน สำหรับใครที่สนใจอ่านบทความอื่นๆ หรือ ต้องการอัปเดตความรู้การตลาดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เพจการตลาดวันละตอน และช่องทาง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่