Research to Market ถอดรหัสกลยุทธ์ INT เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นธุรกิจ สร้าง Deep Tech มุ่งสู่ตลาดโลก

เวลาได้ยินคำว่างานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคืออะไรครับ? เปเปอร์วิชาการหนาเตอะ? หรือผลงานนวัตกรรมที่จบแค่การรับรางวัลแล้วก็ถูกเก็บขึ้นหิ้ง? แต่สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นหัวหอก ประกาศปั้น Deep Tech สตาร์ทสัญชาติไทย เพื่อลงสนามชิงส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก

ในโลกธุรกิจยุคนี้ การปล่อยให้งานวิจัยดี ๆ นอนนิ่งอยู่บนหิ้ง ถือเป็นการปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปอย่างน่าเสียดายครับ ลองดูตัวเลขระดับโลกพวกนี้สิครับ ปัจจุบันตลาด Global Wellness มีมูลค่าสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลยุทธ์ INT
Source : Global Wellness Institude

ในขณะที่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงก็กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ารวมทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

กลยุทธ์ INT
Source: Bloomberg

เม็ดเงินมหาศาลนี้ ไม่ได้เป็นแค่โอกาสทางธุรกิจทั่วไป แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ คำถามคือ ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาดนี้?

ที่ผ่านมาบ้านเราคุ้นเคยกับการรับบทเป็นเพียงผู้ซื้อ หรือนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างชาติมาโดยตลอดครับ แต่วันนี้หลายอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปครับ เมื่อ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ตัดสินใจลุกขึ้น ประกาศปั้น Deep Tech สตาร์ทอัพสายคนไทย เพื่อยกระดับประเทศไทยจากผู้บริโภค ให้ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมอย่างเต็มตัว พวกเขามองไกลไปถึงการใช้นวัตกรรมเชิงลึกเหล่านี้ เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อลงสนามชิงส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก  บทความนี้ผมจะพาไปถอดรหัสเบื้องหลังกันครับว่า INT มหิดล ใช้กลยุทธ์อะไรในการปั้นนักวิจัยให้กลายเป็น Tech Entrepreneur และจะผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้ไปไกลระดับโลกได้อย่างไร!

แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านการแพทย์และบริการ Wellness ติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในระดับสากล เรากลับรับบทเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติมาใช้ด้วยต้นทุนที่แสนแพงมาโดยตลอดครับ

ด้วย Pain Point นี้สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จึงตั้งเป้าหมายใหม่ ว่าปี 2026 นี้ ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะดันประเทศไทยให้ก้าวข้ามจากการเป็นผู้ตาม สู่การเป็นผู้สร้าง อย่างเต็มตัว

พวกเขาเลือกใช้ Deep Tech ที่นักวิจัยมหิดลมีอยู่ในมือเป็นตัวขับเคลื่อนตัวใหม่ จึงนำมาสู่ 4 กลยุทธ์การตลาดและการปั้นธุรกิจที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

ประเด็นที่ใหญ่และท้าทายที่สุดของมูฟเมนต์นี้ ไม่ใช่แค่การเปิดตัวธุรกิจใหม่ครับ แต่คือความพยายามในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ระดับมหภาคของเศรษฐกิจและวงการงานวิจัยไทยใหม่ทั้งหมด ที่ผ่านมาเวลาพูดถึงเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง เรามักจะติดภาพจำว่าของดีต้องนำเข้าจากเมืองนอกซึ่งทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงเพื่อซื้อเทคโนโลยีมาโดยตลอดครับ

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) เลือกที่จะพังกรอบนั้นด้วยกลยุทธ์ “Deep Tech Commercialization” ครับ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มทั่ว ๆ ไป แต่คือการนำเอา Deep Tech ที่ผ่านการวิจัยและทดลองรื้อลงมาจากหิ้ง แล้วนำมาเจียระไนให้เป็นโปรดักต์ในที่แก้ปัญหาได้จริง พร้อมสเกลไปแข่งขันในตลาดโลกได้ครับ

ผมขอหยิบยก 3 ผลผลิตความภูมิใจที่พร้อมออกสู่ตลาดโลกครับ

1. VETISOME ทางรอดใหม่ของสัตว์เลี้ยงที่เป็นภูมิแพ้ ปกติน้องหมาน้องแมวที่เป็นโรคผิวหนังมักต้องใช้สเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อตับและไตในระยะยาว แต่ VETISOME ใช้เทคโนโลยี MSC-derived Exosomes เข้าไปซ่อมแซมเซลล์และปรับสมดุลภูมิคุ้มกันที่ต้นเหตุ ปลอดภัยกว่าเพราะเป็นแบบ Cell-free ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกครับ

กลยุทธ์ INT

2. OrganoTopia ตับจำลองยุติการทดลองในสัตว์ แก้ปัญหาใหญ่ของวงการยา ที่ยาใหม่กว่า 90% ล้มเหลวเพราะความแตกต่างทางสรีระระหว่างคนกับสัตว์ทดลอง นวัตกรรมนี้ช่วยคัดกรองพิษต่อตับได้อย่างแม่นยำตรงกับมนุษย์ ลดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย และที่สำคัญคือลดการใช้สัตว์ทดลองครับ

3. RevoAllerX จบตำนานคนกลัวเข็ม ใช้เทคโนโลยี Microneedle เข็มจิ๋วที่มองแทบไม่เห็น เจาะลงไปแค่ชั้นตื้นของผิวหนัง ทำให้ไม่เจ็บ และไม่มีเลือดครับเปลี่ยนประสบการณ์การตรวจภูมิแพ้ที่น่ากลัวสำหรับเด็ก ให้กลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนแปะสติกเกอร์ แต่ได้ผลแม่นยำครับ

ในโลกของ Deep Tech บ่อยครั้งที่นักวิจัยมักจะมุ่งเน้นแต่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี จนลืมมิติของความเป็นมนุษย์ไปครับ แต่สำหรับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) พวกเขาเลือกที่จะส่งมอบนวัตกรรมที่ผสานทั้ง “High Touch” และ “High Value” เข้าด้วยกันครับ

หากเรากางพอร์ตโฟลิโอสตาร์ทอัพที่มาจากโปรแกรมของมหิดลดู จะพบว่ามี DNA ร่วมกัน นั่นคือการยึดหลัก “Better, Safer, Ethical” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นโปรดักต์ที่มี Selling Point ในตัวเองตั้งแต่เริ่มคิดค้นเลยครับ:

  • Safer: VETISOME เลิกใช้สเตียรอยด์ เพื่อความปลอดภัยระยะยาวของสัตว์เลี้ยง
  • Better Experience: RevoAllerX เปลี่ยนการตรวจภูมิแพ้ที่เจ็บปวด ให้เป็นเรื่องง่ายไร้เข็ม
  • Ethical: OrganoTopia ลดการใช้สัตว์ทดลอง ตอบโจทย์จริยธรรมโลก

ในมุมมองในโลกธุรกิจยุคนี้ ผู้บริโภคไม่ได้ควักเงินจ่ายเพียงเพราะเทคโนโลยีของคุณไปไกลแค่ไหน แต่พวกเขาจ่ายเพราะเทคโนโลยีนั้นแคร์พวกเขาและโลกใบนี้มากแค่ไหนต่างหาก

การหยิบเอาเรื่องจริยธรรม และความปลอดภัย มาเป็นแกนหลัก ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตัวเป็นคนดีโลกสวยนะครับ แต่มันคือการสร้าง Competitive Advantage ที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

เพราะในอนาคตเทคโนโลยี อาจจะมีคู่แข่งที่ทำตามหรือทำได้ถูกกว่า แต่ความเชื่อใจ และความสบายใจ ที่แบรนด์ส่งมอบให้ผู้บริโภคไปแล้ว เป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบหรือใช้เงินซื้อกันไม่ได้ง่ายๆ ครับ นวัตกรรมที่แก้ปัญหาด้วยหัวใจ จึงเป็นนวัตกรรมที่จะอยู่รอดและครองใจตลาดได้ในระยะยาวอย่างแท้จริงครับ

ไทยเรามีนักวิจัยระดับหัวกะทิมากมายที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานสุดล้ำในห้องแล็บได้ แต่พอต้องนำผลงานนั้นออกมาสู่โลกธุรกิจจริง กลับไปต่อไม่ถูก เพราะขาดทักษะและมุมมองทางการตลาด สุดท้ายงานวิจัยดี ๆ หลายชิ้นจึงมักจะจบลงด้วยการตีพิมพ์เปเปอร์วิชาการ แล้วถูกเก็บขึ้นหิ้ง ไปอย่างน่าเสียดาย

เพื่ออุดรอยรั่วนี้ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) จึงไม่ใช่การเข้าไปช่วยขาย แต่พวกเขาเข้าไปเป็น Ecosystem Builder หรือผู้สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจครับ พวกเขาได้เดินหน้าโครงการ Mahidol Incubation Program ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมช่องว่างระหว่างโลกวิชาการและโลกธุรกิจเข้าด้วยกัน แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มทักษะเชิงธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนางานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบครับ

Ai Generate by Shutterstock Prompt: A dynamic modern professional standing in a sleek, high-tech coworking space, actively connecting glowing digital nodes that represent startups, investors, and mentors. Holographic networking lines forming a complex web of collaboration. Vibrant startup hub atmosphere, cinematic lighting, highly detailed, photorealistic, 8k resolution, professional business aesthetic.

ผมคิดว่าการสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำนี้เองครับ ที่เป็นกุญแจสำคัญในการการันตีครับว่า นวัตกรรมเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ และเป็นบทพิสูจน์ว่าโมเดลนี้สามารถเปลี่ยนงานวิจัยไทยไม่ให้จบแค่บนหิ้ง แต่สามารถ Scale สู่การเป็นธุรกิจจริงที่พร้อมลงสนามแข่งขันและช่วงชิงเม็ดเงินในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งครับ

จากกรณีศึกษาของ กลยุทธ์ INT(สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล) ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยครับว่างานวิจัยที่ดีที่สุด ในยุคนี้ไม่ใช่งานวิจัยที่อยู่บนกระดาษหรือบนหิ้ง แต่คืองานวิจัยที่สามารถลงไปแก้ปัญหาในชีวิตจริง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลกได้

กลยุทธ์ INT ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจะพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักการเป็นเพียงผู้ซื้อสู่การเป็นผู้สร้าง ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคมในทุกมิติครับ

  1. ดึงจุดแข็งด้านการแพทย์มาสร้างเป็น Deep Tech สัญชาติไทย
  2. การจับเทรนด์โลกเล็งเป้าไปที่ขุมทรัพย์มหาศาลอย่างตลาด Global Wellness และ Pet Economy
  3. การสร้าง Value-Based Innovation พัฒนาโปรดักต์ที่ยึดหลักความปลอดภัยและจริยธรรม (Better, Safer, Ethical) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
  4. การเป็น Ecosystem Builder สร้างระบบนิเวศผ่าน Mahidol Incubation Program เพื่อติดปีกทักษะธุรกิจ เปลี่ยน “นักวิจัย” ให้เป็น “นักธุรกิจ”

มูฟเมนต์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพอย่าง VETISOME, RevoAllerX หรือ OrganoTopia เท่านั้น แต่มันคือความหวังใหม่ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่กำลังส่งสัญญาณบอกชาวโลกครับว่า นวัตกรรม Deep Tech สัญชาติไทยในวันนี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อแข่งกันเองในประเทศอีกต่อไป แต่เราพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นตัวจริง และลงสนามไปช่วงชิงเม็ดเงินมหาศาลในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิครับ!

บทความที่แนะนำเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *