การตลาด Fujifilm เปิดนิทรรศการ decades of possibilities ย้อนเวลาผ่านเลนส์กล้องพาสัมผัสความคลาสสิกในทุกยุคสมัย

สงสัยไหมคะว่าทำไมแค่เรามองย้อนกลับไปดูรูปถ่ายบางใบถึงสามารถดึงเอาความรู้สึกคิดถึงหรือพาเราย้อนกลับไปสู่วินาทีแห่งความสุขในตอนนั้นได้ทันทีเลย นั่นเป็นเพราะ “อารมณ์และบรรยากาศ” ที่ถูกบันทึกไว้ผ่านเลนส์นั่นเองค่ะ ซึ่งเสน่ห์เหล่านี้มักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างกันไปตามยุคสมัยและเอฟเฟกต์ที่เราเลือกใช้ในขณะนั้นและถ้าใครกำลังโหยหาบรรยากาศอบอุ่นแบบนั้น ตอนนี้ทาง Fujifilm (ประเทศไทย) มีนิทรรศการสุดพิเศษที่ชื่อว่า decades of possibilities ค่ะ งานนี้ทาง การตลาด Fujifilm ตั้งใจจะชวนทุกคนมาลองนั่ง “ไทม์แมชชีน” ย้อนเวลาไปสัมผัสเสน่ห์ของการถ่ายภาพในแต่ละยุคสมัย

ผ่านมุมมองของกล้องตระกูล instax mini Evo ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัวใครที่รักการถ่ายภาพหรือชอบสะสมความทรงจำ บอกเลยว่างานนี้เข้าชมฟรีและไม่ควรพลาดจริง ๆ ตั้งแต่ 12 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 ณ FUJIFILM House of Photography ชั้น LG สยามสแควร์วัน ค่ะ

instax mini Evo คืออะไร ทำไมถึงพิเศษ

ถ้าจะให้พูดถึงกล้องโพลารอยด์ยุคใหม่ที่ดึงเอาความคลาสสิกมาผสมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัวคงหนีไม่พ้น instax ตระกูล Evo ซึ่งความพิเศษที่ทำให้ใครหลายคนตกหลุมรักกล้องซีรีส์นี้ก็คือความเป็น “กล้องอินสแตนท์ไฮบริด” ค่ะ

อธิบายง่าย ๆ ก็คือเป็นกล้องที่รวมเอาข้อดีของดิจิทัลและฟิล์มมาไว้ด้วยกันค่ะ เราสามารถกดถ่ายรูปก่อนแล้วค่อยมานั่งเลือกเอฟเฟกต์สวย ๆ ที่เราชอบผ่านหน้าจอ LCD ด้านหลังกล้องได้จนกว่าจะพอใจ ถ้าภาพไหนถูกใจก็แค่สั่งพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นฟิล์มให้เราได้หยิบจับและเก็บเป็นความทรงจำได้ทันทีในเครื่องเดียวเลยค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะกดถ่ายเสียหรือสิ้นเปลืองฟิล์มโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ Fujifilm ก็จัดเต็มขนทัพ instax Evo มาให้เราได้สัมผัสกันถึง 3 รุ่นเลยค่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันต่อว่าแต่ละรุ่นเขามีสไตล์และความน่าสนใจต่างกันยังไงบ้าง ดังนี้ค่ะ

1. instax mini Evo Cinema

ตัวนี้คือที่สุดของความครบเครื่องเพราะเป็นกล้องแบบ 3 in 1 ที่ทำได้ทุกอย่างในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือจะขยับมาถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ก็ทำได้แถมยังสั่งพิมพ์รูปออกมาได้ทันทีอีกด้วย ความเก๋ที่ทำให้คนรักกล้องฟิล์มถูกใจคือเจ้าฟังก์ชัน Eras Dial ค่ะ ซึ่งทาง Fujifilm ได้แรงบันดาลใจมาจากกล้องฟิล์มในสมัยก่อน ให้เราได้สนุกกับการเลือกปรับเอฟเฟกต์ภาพตามยุคสมัยต่าง ๆ ได้ถึง 10 แบบแถมยังเลือกปรับความเข้มความอ่อนของโทนภาพได้ตามสไตล์ที่ชอบด้วยค่ะ

การตลาด Fujifilm

ที่สำคัญคือกล้องรุ่นนี้เขาเน้นการถ่ายทอดอารมณ์แบบ Cinematic หรือฟีลหนัง ทุกภาพที่ถ่ายออกมาหรือวิดีโอที่บันทึกไว้จะดูมีมิติ มีเรื่องราวและให้ความรู้สึกละมุนเหมือนเป็นเฟรมหนึ่งในภาพยนตร์คลาสสิกเลยค่ะ ใครที่ชอบภาพแนวมีสตอรี่มีอารมณ์ร่วมเยอะ ๆ รับรองว่าต้องตกหลุมรักรุ่นนี้แน่นอนค่ะ

2. instax mini Evo

มาต่อกันที่รุ่นยอดฮิตอย่าง instax mini Evo รุ่นคลาสสิกตัวแม่ที่ครองใจสายถ่ายรูป ความสนุกของรุ่นนี้อยู่ที่การที่เราสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์เอฟเฟกต์เลนส์และฟิลเตอร์ฟิล์มรวมกันได้มากกว่า 100 รูปแบบเรียกว่าเปลี่ยนโทนภาพได้ไม่ซ้ำวันกันเลยทีเดียว

การตลาด Fujifilm

ที่สำคัญคือช่วยให้เราเลิกกังวลเรื่องการกดถ่ายเสียไปได้เลยค่ะ เพราะเราสามารถเลือกดูรูปที่ถ่ายไว้ผ่านหน้าจอ LCD ด้านหลังกล้องก่อนได้ ชอบรูปไหน อยากได้โทนไหนก็ปรับแต่งให้เป๊ะตามใจสั่งก่อนจะกดสั่งพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นฟิล์มจริง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าทุกภาพที่ออกมาจะสวยสมบูรณ์แบบและถูกใจเราที่สุดแน่นอนค่ะ

3. instax WIDE Evo

ปิดท้ายกันที่รุ่นใหญ่ไซส์จัมโบ้อย่าง instax WIDE Evo ค่ะ รุ่นนี้เกิดมาเพื่อเพื่อน ๆ ที่รู้สึกว่าภาพขนาดเล็กมันยังไม่จุใจหรืออยากได้พื้นที่ในการโชว์รายละเอียดในภาพให้มากขึ้นเพราะความเด็ดของเขาคือการพิมพ์ภาพขนาด Wide ที่กว้างกว่าฟิล์มปกติทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

การตลาด Fujifilm

แน่นอนว่าเรื่องความฉลาดยังคงคอนเซปต์ตระกูล Evo ไว้ครบถ้วนนะคะ คือเรายังสนุกกับการเลือกใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ได้หลากหลายเหมือนเดิมแต่ด้วยขนาดภาพที่กว้างขึ้นแบบนี้เลยทำให้เหมาะมากกับการเก็บภาพบรรยากาศวิวสวย ๆ เวลาไปเที่ยวหรือจะใช้ถ่ายรูปกลุ่มกับแก๊งเพื่อนเวลาไปปาร์ตี้ก็เก็บครบทุกคนแบบไม่ต้องกลัวใครหลุดเฟรมเลยค่ะ ใครที่ชอบความอลังการและอยากได้ภาพที่ดูเต็มตาขึ้นมาหน่อยต้องเทใจให้รุ่นนี้เลย

ไฮไลต์ของนิทรรศการที่ไม่ควรพลาด

บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ เพราะนิทรรศการ “decades of possibilities” เป็นการรวบรวมเอาเรื่องราวและความรู้สึกมาเล่าผ่านภาพถ่ายและวิดีโอสวย ๆ จากฝีมือของศิลปินชื่อดังอย่าง คุณบอม ณพวัชร หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “นักบันทึกแสง The Light Saver” นั่นเองค่ะ

ผลงานทุกชิ้นที่นำมาจัดแสดงถูกคัดมาอย่างดีเพื่อให้เราได้เห็นพลังของการเลือกโทนภาพค่ะ ว่าแค่เราเปลี่ยนเอฟเฟกต์เพียงนิดเดียวอารมณ์ของรูปใบเดิมก็เปลี่ยนไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์เลย เหมือนได้ย้อนเวลาไปสัมผัสบรรยากาศในแต่ละยุคสมัยจริง ๆ ค่ะ

แถมในงานยังมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้เราได้มีส่วนร่วมด้วยอย่างในวันเปิดงาน คุณบอมก็ได้มาแชร์เคล็ดลับแบบใกล้ชิดว่าจะใช้กล้องยังไงหรือเลือกเอฟเฟกต์แบบไหนให้รูปออกมาดูมีสไตล์เป็นของตัวเองที่สุด และที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับสายคอนเทนต์คือโซน Touch & Try ค่ะ ที่เขาใจดีเปิดให้เราได้ลองหยิบ ลองเล่นกล้องตระกูล Evo ทั้ง 3 รุ่นด้วยตัวเอง แถมยังให้ลองพิมพ์รูปออกมาเป็นฟิล์มจริง ๆ เพื่อเก็บกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกได้ด้วยนะคะ เรียกว่าได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งรูปสวย ๆ ติดมือกลับบ้านไปแบบฟิน ๆ เลยค่ะ

ทำไมการเลือกเอฟเฟกต์ถึงสำคัญ

ทำไมต้องมีเอฟเฟกต์ให้เลือกเยอะแยะตั้ง 100 กว่าแบบขนาดนั้นด้วยล่ะ จริง ๆ แล้วเหตุผลนั้นคือความสวยในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละความทรงจำนั้นมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกันเลย การมีตัวเลือกเยอะ ๆ แบบนี้จะช่วยให้เราดึงเอาบรรยากาศในตอนนั้นออกมาได้เป๊ะที่สุด

ลองนึกภาพดูนะคะ ถ้าเราอยากได้รูปที่ดูอบอุ่นเหมือนย้อนไปในวันวาน การเลือกเอฟเฟกต์แนว Vintage ที่ให้โทนสีนวล ๆ อุ่น ๆ จะช่วยสร้างความรู้สึกคิดถึงอดีตได้ดีมากเลยค่ะ หรือถ้าวันไหนไปเที่ยวกับแก๊งเพื่อนแล้วอยากได้รูปที่ดูสนุกสนาน มีพลัง การใช้ฟีลแบบ 80s-90s ที่สีสันสดใสจัดจ้านก็จะตอบโจทย์สุด ๆ ส่วนใครที่เป็นสายคุมโทน อยากให้รูปดูแพงมีมิติและมีเรื่องราวเหมือนเฟรมหนังระดับโลก การเลือกโทน Cinematic ก็จะช่วยอัปเกรดให้ภาพดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

เพราะฉะนั้นการเลือกเอฟเฟกต์ที่ใช่จึงไม่ได้เป็นแค่การแต่งรูปเล่น ๆ นะคะ แต่คือศิลปะของการเล่าเรื่องค่ะ เหมือนเรากำลังใส่ความรู้สึกลงไปในภาพเพื่อให้คนที่มาเห็นรูปของเราสามารถรับรู้อารมณ์และบรรยากาศในวินาทีนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำเลยค่ะ

บทสรุป การตลาด Fujifilm เปิดนิทรรศการ decades of possibilities ย้อนเวลาผ่านเลนส์กล้องพาสัมผัสความคลาสสิกในทุกยุคสมัย

สุดท้ายแล้วกับ การตลาด Fujifilm ซึ่งนิทรรศการ decades of possibilities ครั้งนี้คือการเปิดประตูสู่โลกแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายค่ะ ไม่ว่าคุณจะอยากเล่าเรื่องแบบไหนหรืออยากพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศในยุคไหน กล้องตระกูล instax mini Evo ก็พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือคู่ใจที่ช่วยให้คุณบันทึกทุกความทรงจำได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ความเจ๋งของเขาอยู่ตรงการนำเอาเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของภาพสไตล์อนาล็อกมาผสมผสานเข้ากับความสะดวกสบายของเทคโนโลยีดิจิทัลได้ เราจะได้ทั้งความคลาสสิกที่หยิบจับเป็นแผ่นฟิล์มมาสะสมได้และยังมีความยืดหยุ่นในการแต่งรูปให้เป๊ะก่อนพิมพ์ ซึ่งนี่แหละค่ะคือจุดแข็งที่ทำให้ instax Evo โดดเด่นและแตกต่างจากกล้องตัวอื่น ๆ ในตลาด จนเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ที่หลายคนมองว่ากล้องโพลารอยด์เป็นแค่ของเล่นในปาร์ตี้ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างงานศิลปะได้จริง ๆ

การที่ Fujifilm ตั้งใจหยิบยกเรื่องราวของ 10 ยุคสมัยมาให้เราเล่นผ่านฟังก์ชัน Eras Dial แสดงให้เห็นชัดเลยค่ะว่าเขาเข้าใจลึกซึ้งว่าภาพถ่ายคือการเล่าเรื่องและการส่งต่อความรู้สึกถ้าใครกำลังมองหากล้องที่ทั้งสนุก ใช้งานง่ายและให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันที อยากให้ลองหาเวลาแวะไปสัมผัสด้วยตัวเองที่งาน อย่าลืมแวะไปที่สยามสแควร์วันนะคะ งานจัดถึงแค่วันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้เท่านั้น ที่สำคัญคือเข้าชมฟรีด้วยพลาดไปเสียดายแย่เลยค่ะ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *