กลยุทธ์ MINISO ทำ Brand Repositioning ดันสินค้า IP เป็น 70% เปลี่ยนร้านเป็น “สวนสนุก” พร้อมขยายร้านกว่า 100 สาขา

สังเกตกันไหมครับว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ เวลาเดินเข้าช้อป MINISO บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควรเลย จากที่เคยเน้นขายของใช้สไตล์มินิมอล ตอนนี้เดินเข้าไปทีไรก็เจอแต่คาแรคเตอร์ที่เราคุ้นตาเต็มไปหมด ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาจาก กลยุทธ์ Miniso ในประเทศไทย ที่กำลังเดินหน้าทำ Brand Repositioning ครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับโลกธุรกิจยุคใหม่

วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาแกะรอยเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้กันครับว่า ทำไมเขาถึงกล้าเดิมพันกับ “ความน่ารัก” และทิศทางธุรกิจที่พวกเขากำลังจะมุ่งไปในปี 2026 นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

Emotional Economy เมื่อ “อารมณ์” มีค่ามากกว่า “ฟังก์ชัน” 

ก่อนจะไปดูสินค้า ต้องเริ่มที่ “วิธีคิด” ก่อนครับ สิ่งที่ MINISO กำลังทำคือการขยับตัวเข้าสู่ Emotional Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เพราะในวันที่ผู้คนไม่ได้ซื้อของเพราะขาดแคลน แต่ซื้อเพื่อเติมเต็มจิตใจ โดยเฉพาะเทรนด์ Kidult (Kid + Adult) หรือผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ที่ยอมจ่ายเพื่อของเล่นและของสะสมมาช่วยฮีลใจในวันที่เหนื่อยล้า

AI-Generated by Shutterstock (Prompt: Middle-aged person hugging an adorable teddy bear doll, emotional and comforting moment, soft body language, gentle smile, fluffy teddy bear with toy-like appearance, set in a bright 3D cartoon world, fairy-tale environment, warm pastel tones, soft sunlight, heartwarming and healing atmosphere, Disney Pixar style, cinematic lighting, smooth 3D animation render –ar 16:9)

ผมมองว่า MINISO เห็นสักยภาพในพื้นที่นี้ เลยปรับทิศทางกลยุทธ์ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินค้า IP (Intellectual Property) หรือสินค้าลิขสิทธิ์จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 30% ให้กลายมาเป็นสินค้าหลักกว่า 70% ของร้าน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มหลักวัย 15-45 ปี ที่พร้อมจ่ายให้กับความสุขทางใจมากกว่าแค่ฟังก์ชันการใช้งานครับ

Character-Driven Retail ใช้ “ความน่ารัก” โจมตีหัวใจ Consumer 

เมื่อเป้าหมายคือ “อารมณ์” เครื่องมือสำคัญจึงหนีไม่พ้น Character-driven Retail หรือการเอาคาแรคเตอร์มานำธุรกิจครับ ในยุคที่สินค้าหน้าตาคล้าย ๆ กันเต็มท้องตลาด การจะสู้ด้วย “ฟังก์ชัน” หรือ “ราคา” อย่างเดียวอาจจะเหนื่อยเกินไป

กลยุทธ์ MINISO

MINISO เลยเลือกใช้กองทัพคาแรคเตอร์อย่าง YOYO, Gift Bear หรือ DUNDUN มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นการเปลี่ยนจุดขายจากแค่ของใช้ทั่วไปมาเป็นการขาย Emotional Value แบบเต็มตัว 

แต่ที่สำคัญคือยังคงรักษาจุดแข็งเรื่อง Value for Money เอาไว้ โดยขายของลิขสิทธิ์แท้ในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงง่าย ไม่ต้องจ่ายแพงเหมือนร้านของสะสมพรีเมียม ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ทำให้เขาสร้าง Differentiation ในตลาดได้ชัดเจนมาก

Theme Park in the City & Store as Media เปลี่ยนร้านค้าเป็น “สื่อ” และ “สวนสนุก” 

โจทย์ใหญ่ของร้าน Offline ยุคนี้คือ “ทำยังไงให้คนยอมออกจากบ้านมาที่ร้าน?” คำตอบของ MINISO คือ ต้องทำให้ร้านเป็นมากกว่าที่ขายของ แต่ต้องเป็น Experience Hub หรือศูนย์รวมประสบการณ์ครับ โดยผู้บริหารมองภาพร้าน MINISO ยุคใหม่ให้เป็นเหมือน “สวนสนุกในเมือง” ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้ความสนุกกลับไป

กลยุทธ์ MINISO

มีการนำโมเดลร้านรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า MINISO LAND มาใช้ ซึ่งเน้นการตกแต่งด้วยเทคโนโลยี 3D แบบไม่ต้องใส่แว่น และโซน Interactive ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแคมเปญช่วงคริสต์มาสที่สยามสแควร์วัน ที่เนรมิตทางเดินยาวกว่า 60 เมตร ให้เป็น Christmas Promenade เชื่อมคนจากถนนคนเดินให้เดินเข้าสู่ตัวร้านได้แบบเนียน ๆ

ในมุมการตลาด นี่คือกลยุทธ์ Store as Media หรือการใช้หน้าร้านเป็นสื่อครับ การลงทุนตกแต่งร้านให้สวยและมีจุดถ่ายรูป ไม่ใช่แค่เพื่อความงาม แต่เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายรูปและแชร์ลง Social Media (User Generated Content) กลายเป็นการทำ PR ฟรี ๆ ที่ Impact กว่าการซื้อโฆษณาเองอีกครับ

Market Expansion โตแบบเน้นคุณภาพ 100 สาขา กับทำเลที่ใช่ 

มาดูเรื่องการขยายธุรกิจกันบ้างครับ ทางแบรนด์วางเป้าหมายระยะยาวไว้ว่าจะเปิดสาขาใหม่ให้ได้ 100 สาขาภายใน 3 ปี โดยยังคงไว้แนวคิดที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

กลยุทธ์ MINISO

โดยทาง MINISO เลือกโฟกัสเฉพาะทำเลศักยภาพสูง ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างวัยรุ่นและวัยทำงาน (อายุ 15–45 ปี) ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กอย่าง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ หรือหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูดีและน่าเชื่อถือในระยะยาว

สรุป กลยุทธ์ MINISO ทำ Brand Repositioning ดันสินค้า IP เป็น 70% เปลี่ยนร้านเป็น “สวนสนุก” พร้อมขยายร้านกว่า 100 สาขา

กรณีศึกษาในครั้งนี้บอกเราว่า ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การขายสินค้าแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปครับ การเติม “สีสัน” ด้วยคาแรคเตอร์เพื่อตอบโจทย์ทางใจ และการสร้าง “ประสบการณ์” ที่หน้าร้านให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วม กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงเติบโตได้ สรุปแล้ว กลยุทธ์ MINISO ในครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าติดตาม สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนผ่านแบรนด์สู่การเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ในยุคใหม่ครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *