เจาะ Culinary Tourism Trend จาก Trip.com เมื่อการท่องเที่ยวเพื่อกินกลายเป็นเหตุผลหลักในการเดินทาง

การอยากไปกินของอร่อยตามที่ต่าง ๆ ก็เป็นปัจจัยหลักของการตัดสินใจไปเที่ยวที่นั่นได้เหมือนกัน เพราะตอนนี้อาหารไม่ได้เป็นแค่ปัจจัยสี่ที่เรากินเพื่ออิ่มท้องระหว่างทริปเท่านั้นค่ะ แต่ได้กลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและน่าตื่นเต้นพอ ๆ กับการไปเดินพิพิธภัณฑ์หรือช้อปปิ้ง การได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแบบออริจินัลในบรรยากาศจริง ๆ ให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าเดิมมาก บทความนี้เลยจะมาชวน เจาะ Culinary Tourism Trend หรือการท่องเที่ยวเพื่อตามล่าหาของอร่อยจาก Trip.com ว่ากำลังเติบโตและทรงพลังขนาดไหนในยุคนี้ และทำไมคนทำแบรนด์หรือนักการตลาดถึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของนักท่องเที่ยวแบบจริงจัง รับรองว่าเรื่องนี้น่าสนใจและอาจจะทำให้อยากจองทริปไปกินร้านเด็ดสักร้านทันทีที่อ่านจบเลยค่ะ

Culinary Tourism คืออะไรและทำไมถึงกลายเป็น Mega Trend

คำว่า Culinary Tourism  หรือ Food Travel คือการที่เราออกเดินทางโดยมีของอร่อยเป็นพระเอกของทริปค่ะ ลองเช็กตัวเองดูนะคะว่าเคยไหมที่เปิดแมพแล้วปักหมุดร้านอาหารที่อยากกินไว้ก่อนแล้วค่อยหาที่เที่ยวที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านนั้นอีกที ถ้าเคยคุณคือส่วนหนึ่งของกลุ่มนักท่องเที่ยวสายกินตัวจริงเพราะการเที่ยวแบบนี้ไม่ใช่แค่หาอะไรกินประทังหิวระหว่างทางแต่คือการวางแผนทุกอย่างรอบ ๆ จานอาหารที่เราตั้งตารอคอยนั่นเองค่ะ

Culinary Tourism Trend

ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจเลยนะคะ ข้อมูลจาก Trip.com Group บอกเราว่า ยอดจองบริการเกี่ยวกับอาหารพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 43% เลยค่ะ แถมใน Google เอง ผู้คนก็เสิร์ชหาคำว่า food travel กันเยอะขึ้นมากตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมาและที่น่าสนใจสุด ๆ คือเทรนด์การตามล่าหาร้านอาหารระดับ Fine Dining ก็มาแรงแซงโค้งร้านอาหารทั่วไป ตัวเลขและพฤติกรรมสะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยค่ะว่า สำหรับนักท่องเที่ยวยุคนี้ อาหารไม่ได้เป็นแค่ส่วนประกอบของทริปอีกต่อไปแล้วแต่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เรายอมเก็บกระเป๋า ออกเดินทาง และพร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้สัมผัสรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่นั่นจริง ๆ 

เปลี่ยนพฤติกรรมจาก “หาร้านหน้างาน” เป็น “ปักหมุดล่วงหน้า”

จากเมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวเรามักจะเน้นเดินทางไปให้ถึงที่หมายก่อนแล้วค่อยไปเดินวนหาว่าแถวนี้มีอะไรกินบ้าง หรือไม่ก็ถามเอาจากพนักงานโรงแรมหรือคนแถวนั้น ร้านไหนใกล้ ร้านไหนสะดวกก็แวะฝากท้องร้านนั้นไปตามระเบียบค่ะ แต่ตัดภาพมาที่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เรากลายเป็นสายวางแผนที่เริ่มจากของกินเป็นอันดับแรก แถมใช้เวลาไปกับการรีเสิร์ชหาร้านเด็ดร้านดังตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางด้วยซ้ำ บางคนถึงขั้นยอมจองโต๊ะล่วงหน้าหลายสัปดาห์โดยเฉพาะร้าน Fine Dining ที่จองยาก ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พลาด

Culinary Tourism Trend

ที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจคือ ตอนนี้ร้านอาหารกลายเป็น “เป้าหมายหลัก” หรือไฮไลท์ของทริปที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวร้านเลย เราจะเริ่มวางเส้นทางเที่ยวจากการปักหมุดร้านอาหารที่อยากไปก่อนแล้วค่อยดูว่าแถวนั้นมีที่เที่ยวตรงไหนน่าแวะบ้าง การออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสรสชาติที่ใฝ่ฝันอย่างจริงจังหรือที่เรียกว่าเปลี่ยนจากแค่ของกินประกอบทริปมาเป็นของกินคือจุดหมายปลายทางนั่นเอง

ทำไมคนถึงยินดีเดินทางไกลเพื่อกิน

เข้าใจเลยค่ะว่าทำไมหลายคนถึงยอมนั่งเครื่องบินหลายชั่วโมงเพื่อไปกินข้าวแค่หนึ่งมื้อ จริง ๆ แล้วเหตุผลซ่อนอยู่ในความรู้สึกและไลฟ์สไตล์ของพวกเราที่เปลี่ยนไปนั่นเองค่ะ

อย่างแรกเลยคือ ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ “ประสบการณ์” มีค่ามากกว่าข้าวของค่ะ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อของฝากเยอะแยะ หลายคนเลือกที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปแลกกับความทรงจำดี ๆ ในร้านอาหารที่บรรยากาศสุดพิเศษหรือได้ลองลิ้มรสชาติที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วซึ่งมันความสุขที่อยู่กับเราไปอีกนาน

อีกเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือพลังของโซเชียลมีเดียค่ะ เวลาเห็นเพื่อนหรืออินฟลูเอนเซอร์โพสต์รูปอาหารน่ากิน ๆ จากร้านดังหรือร้านลึกลับในท้องถิ่น ทำให้เรารู้สึกว่า “ต้องไปลองบ้าง” หรือที่เรียกกันว่าอาการ FOMO นั่นเองค่ะ ความกลัวพลาดของดีประจำเมืองนั้นไปทำให้ร้านอาหารกลายเป็นเช็คลิสต์ที่ต้องทำให้ได้ในทริปนั้น ๆ เลย

เครื่องมือที่ช่วยให้การท่องเที่ยวเพื่อหากินง่ายขึ้น

เพื่อให้การตามล่าของอร่อยเป็นเรื่องง่ายขึ้น ตอนนี้ทาง Trip.com Group เลยพัฒนาเครื่องมือมาช่วยเหล่านักกินอย่างเราแบบจัดเต็มเลยค่ะ บอกเลยว่าแต่ละอย่างคือตัวช่วยที่ทำให้ทริปกินเที่ยวสมบูรณ์แบบ

เริ่มจากระบบที่ชื่อว่า Trip.Best ตัวนี้ใช้พลังของ Big Data มาช่วยจัดอันดับร้านอาหารให้เราแบบเรียลไทม์เลย ข้อมูลเหล่านี้มาจากรีวิวของผู้ใช้งานจริง ๆ ยอดการจองและสิ่งที่คนค้นหากันเยอะ ๆ บนแพลตฟอร์มทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าอันดับที่โชว์อยู่นั้นเชื่อถือได้ไม่ต้องกลัวจะโดนหลอกให้ไปร้านที่ไม่อร่อยค่ะ

ยังมี Trip.Gourmet ที่เป็นเหมือนคัมภีร์ร้านอาหารส่วนตัวเลยค่ะ เพราะรวบรวมร้านเด็ดไว้มากกว่า 18,000 แห่ง จาก 68 ประเทศทั่วโลก พร้อมรีวิวจากทั้งผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนร่วมอุดมการณ์นักชิมด้วยกัน แถมเรายังเลือกกรองข้อมูลได้ละเอียดไม่ว่าจะเป็นประเภทอาหาร ช่วงราคา หรือบรรยากาศที่อยากได้ จะหาร้านเดทสุดหรูหรือร้านลับราคาน่ารักก็หาเจอได้ง่ายแค่ปลายนิ้วค่ะ

และมีระบบ AI อัจฉริยะมาช่วยแนะนำร้านอาหารตามสไตล์ความชอบส่วนตัว เหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวที่รู้ใจว่าเราชอบกินอะไร แล้วก็จะช่วยจับคู่ร้านอาหารให้เข้ากับกิจกรรมท่องเที่ยวในทริปนั้น ๆ พร้อมบอกเสร็จสรรพเลยว่าร้านไหนมีโต๊ะว่างในช่วงเวลาที่เราต้องการบ้าง เรียกว่าช่วยจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพเพื่อให้เรามีหน้าที่แค่เตรียมท้องไปกินของอร่อยให้ฟินที่สุดก็พอค่ะ

Consumer Insight ที่นักการตลาดต้องจับตา

สำหรับฝั่งนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ ข้อมูลตรงนี้น่าสนใจและสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปคือโอกาสครั้งใหญ่เลยเดี๋ยวเรามาดูกันค่ะว่า Insight ของนักกินนักเที่ยวในยุคนี้มีอะไรที่เราต้องปรับจูนให้ตรงใจได้บ้าง

อย่างแรกเลยคือ ความรอบคอบในการวางแผนค่ะ เดี๋ยวนี้ลูกค้าไม่ได้แค่เดินเข้าร้านสุ่ม ๆ แล้ว แต่จะรีเสิร์ชหนักมาก ทั้งอ่านรีวิวจากหลาย ๆ เว็บ เช็กหน้าตาเมนูและราคาก่อนไปหรือแม้แต่ไล่ดูรูปถ่ายจากลูกค้าคนอื่นเพื่อความมั่นใจ สิ่งนี้กำลังบอกแบรนด์ว่า “โลกออนไลน์” ของร้านสำคัญสุด ๆ ต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน รูปภาพต้องสวยและต้องมีรีวิวดี ๆ คอยซัพพอร์ตเพื่อให้รู้สึกว่าการตัดสินใจมาร้านเรานั้นถูกต้องที่สุดค่ะ

Culinary Tourism Trend

ต่อมาคือเรื่อง “ความปังที่ต้องแชร์ได้” ค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่จะตั้งคำถามในใจก่อนเลยว่าไปแล้วจะได้รูปสวย ๆ ไหม เพราะฉะนั้นร้านอาหารที่ใส่ใจเรื่องการจัดจานให้ดูสวยเป็นพิเศษ มีมุมถ่ายรูปหรือแม้แต่การจัดแสงในร้านให้ถ่ายรูปคนออกมาสวยจะมีแต้มต่อสูงมาก การเปลี่ยนอาหารหนึ่งจานให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่ลูกค้าเต็มใจจะแชร์ต่อให้เรานั่นเอง

นอกจากนี้ เรื่อง ความคุ้มค่าต่อประสบการณ์ ก็สำคัญ ถ้าสามารถทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับนั้น “คุ้มค่า” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติอาหารอย่างเดียวแต่รวมถึงบริการที่ประทับใจ บรรยากาศที่โดดเด่น และความรู้สึกพิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ การสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าพร้อมเปย์ค่ะ

Culinary Tourism Trend

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความสะดวกสบายต้องมาเป็นที่หนึ่งค่ะ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ อะไรที่ทำได้ง่ายผ่านมือถือจะชนะใจลูกค้าได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบจองโต๊ะออนไลน์ที่เสร็จในไม่กี่คลิก การโชว์เมนูที่ชัดเจนหรือการชำระเงินที่รวดเร็วผ่านแอปฯ ทุกอย่างต้องลื่นไหลและพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าทันที ถ้าเราทำให้เขารู้สึกว่า “สะดวกและดี” แบบนี้ รับรองว่าลูกค้าติดใจและกลายเป็นลูกค้าประจำได้ไม่ยากเลยค่ะ

บทสรุป เจาะ Culinary Tourism Trend เมื่อการท่องเที่ยวเพื่อกินกลายเป็นเหตุผลหลักในการเดินทาง

สรุปส่งท้ายสำหรับเทรนด์นี้ จะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่า Culinary Tourism Trend เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแบบถาวรไปแล้วค่ะ ตอนนี้ “อาหาร” ได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งและเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เรายอมแพ็กกระเป๋าเดินทางข้ามโลกเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับคนทำงานสายการตลาดก็คือ จากเดิมที่เลือกที่เที่ยวก่อนค่อยหาร้านกินเดี๋ยวนี้เลือก “ร้านที่อยากกิน” ก่อน แล้วค่อยหาที่เที่ยวรอบ ๆ นั้นแทน แถมทุกคนยังกลายเป็นสายวางแผนที่เช็กข้อมูลแน่นและจองล่วงหน้ากันแบบจริงจังโดยเฉพาะร้านระดับ Fine Dining ที่กำลังบูมมาก ๆ เพราะตอบโจทย์คนที่โหยหาประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ซึ่งเทคโนโลยีอย่างแพลตฟอร์ม Trip.com ก็เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เรื่องกินเรื่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้วเลยค่ะ

สำหรับประเทศไทยเรา โดยเฉพาะ กรุงเทพฯ ที่คว้าอันดับเมืองยอดฮิตของเหล่านักกินทั่วโลก นี่คือโอกาสทองในการผลักดัน Soft Power ผ่านอาหารไทยอย่างจริงจังเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านสตรีทฟู้ดริมทางไปจนถึงร้านระดับมิชลินสตาร์ ทุกที่สามารถเป็น “จุดหมายปลายทาง” ที่คนอยากเดินทางมาสัมผัสได้หมดเลย ขอเพียงแค่แบรนด์และร้านอาหารปรับตัวให้ทันโลกออนไลน์ สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทุกมิติและทำให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้ง่ายที่สุดค่ะ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *