10 Global Consumer & Culture Trends 2026 รวมเทรนด์ผู้บริโภคจากทั่วโลกประจำปี จากรายงาน The Future 100 ของ VML

10 Global Consumer Trends 2026 รวมเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกจาก VML

วันนี้จะพาเพื่อนๆ นักการตลาดในการตลาดวันละตอนมาอัปเดท 10 Global Consumer & Culture Trends 2026 รวมเทรนด์ผู้บริโภคจากทั่วโลกมาให้อัปเดทกัน จากรายงาน The Future 100 ของ VML ลองมาดูกันนะครับว่าทิศทางโลกกำลังไปทางไหน ผู้คนให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับอะไรอะไรบ้าง เพื่อที่นักการตลาดอย่างเราจะได้เอาไปประยุกต์ใช้กับสินค้า บริการ หรือกลยุทธ์ธุรกิจปีนี้และปีหน้าครับ

  1. Dirty is New Beauty เพราะสกปรกจึงสวย
  2. White Space is New Start เทรนด์สีขาวสะท้อนถึงการเริ่มต้นใหม่
  3. Truth Literacy เทรนด์ความต้องการรู้เท่าทันความจริง
  4. From Inter to Inner หมดยุคกระแสโลกตะวันตก สู่ยุคเทรนด์คอนเทนต์โลกตะวันออก
  5. S2S Marketing, From Social to Store ทุกสิ่งบนโซเชียลล้วนขายได้
  6. Algospeak ศัพท์โซเชียลใหม่รายวัน ที่นักการตลาดให้ทันถ้าไม่อยากเอ๊าท์
  7. Broketing = Brother + Marketing เทรนด์การตลาดยุคใหม่ต้องเข้าใจผู้ชายสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหงา
  8. Private Theater เทรนด์โรงหนังส่วนตัวกำลังมา
  9. Natural IP ทรัพย์สินทางปัญญาจากธรรมชาติ
  10. Multiflex Cities เทรนด์เมืองที่ดีต้องมีทุกอย่างเพื่อทุกคน

มาอ่านทำความเข้าใจทั้ง 10 เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกของปีนี้ไปด้วยกันครับ

1. Dirty is New Beauty เพราะสกปรกจึงสวย

ฟังดูย้อนแย้งใช่มั้ยครับ ปกติแล้วนิยามความสวยงามมักจะต้องตรงกันข้ามกับความสกปรกเสมอ จะสวยได้ต้องสะอาด นี่คือสิ่งที่มนุษย์เรารับรู้กันมานาน แต่ดูเหมือนว่าเทรนด์โลกจะเปลี่ยนไป ยอมรับในความสกปรกอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะมองว่านี่แหละคือความสร้างสรรค์ที่น่าสนใจในโลกที่อะไรๆ ก็ดูสวยเพอร์เฟคเสียเหลือเกิน

เดิมทีเทรนด์นี้มีชื่อว่า Entropism ที่มองว่าความสกปรกคือสุนรียศาสตร์รูปแบบหนึ่ง เริ่มมีการตัดแสดงงานนิทรรศกาลครั้งสำคัญของ Barbican ที่ชื่อว่า Dirty Looks: Desire and Debay in Fashion ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026

ที่หยิบเอาสถานการณ์ความแปรปรวนไม่แน่นอนของโลกใบนี้ ทั้งภาวะสงครามการสู้รบที่กระจายตัวไปทั่วโลก การล้มเหลวทางการเมืองของหลายประเทศ แล้วไหนจะการพังทลายของสภาพภูมิอากาศสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าโลกเรานั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แล้วเราจะดูสะอาดบริสิทธิ์ผุดผ่องเหมือนเดิมได้อย่างไร อารมณ์ก็เหมือนกับการเตรียมพร้อมรับแฟชั่นในยุคโลก Distopia โลกหลังภาวะสงครามที่จะเต็มไปด้วยฝุ่น ควัน สิ่งสกปรกทั้งหลาย

ดังนั้นถ้ายังสวยและดูได้แม้เสื้อผ้าจะดูสกปรกมอมแมม ต่อให้โลกดีขึ้นจนขาวสะอาดผุดผ่องเหมือนเดิมก็ย่อมดูสวยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างไรอย่างนั้น

ในแง่หนึ่งความสกปรกของเสื้อผ้าก็ยังสะท้อนกลับไปถึงรากของมนุษยชาติยุคโบราณ เดิมทีเราก็ไม่ได้แต่งตัวสะอาดสะอ้านแบบนี้กันหรอกครับ ดังนั้นการที่เสื้อผ้าดูสกปรก ดูเก่า ดูเปื้อนฝุ่นเปื้อนดินโคลนนั้น ก็คือการกลับไปหารากเหง้าที่แท้จริงของมนุษย์เราทุกคน

โจทย์การออกแบบจึงเปลี่ยนไป ถ้าเสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องประดับเราเจอเหงื่อ เจอโคลน เจอฝุ่น เจอสิ่งสกปรกต่างๆ แล้วจะยิ่งดูดี ยิ่งดูเปร่งปรั่ง ยิ่งดูเพิ่มมูลค่ากว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง

ดูเหมือนว่าถ้ามนุษย์เราไม่ต้องห่วงสะอาด เพราะกลัวว่าจะดูไม่ดี ดูไม่สวยตามแบบมาตรฐานพิมพ์นิยม ก็คงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือพวกผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาฟอกผ้าขาวที่เราต้องเสียเงินปีละไม่น้อย ธุรกิจเหล่านั้นคงต้องทรานฟอร์มไปสู่การหาทางทำให้ของต่างๆ ยังคงดูดีได้แม้จะสกปรกเปรอะเปื้อนขนาดไหนแทน

Omo คงไม่สามารถใช้สโลแกน ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ ได้เหมือนเดิมก็ด้วยเทรนด์นี้ เพราะดูเหมือนยิ่งเลอะ ยิ่งสง่างามแทนแล้วหละครับ

ในแง่มุมการตลาดเทรนด์นี้จะส่งผลต่อ Strategy & Communication เราขนาดไหน…

แน่นอนว่านี่คือภาพสะท้อนของการเบื่อคอนเทนต์ที่ดูสวยงามไร้ที่ติได้ง่ายๆ ด้วย AI อีกแง่คือการยอมรับในข้อบกพร่อง ผิดพลาด ไม่มีอะไรต้องปิดบังหรือพยายามทำให้ดูดีเกินจริงอยู่เสมอ ท้ายที่สุดคือการสะท้อนถึงเรื่องของความ Sustainability ความยั่งยืนที่ไปสู่เรื่องของ Regeneration ไม่ใช่แค่ไม่ทำลายหรือทิ้งไป แต่จะทำอย่างไรในวันที่เวลาเริ่มกัดกร่อนสิ่งนั้นแล้วมันจะยิ่งเพิ่มคุณค่า เพิ่มความสวยงาม หรือเพิ่มความแข็งแรงคงทนเข้าไปแทน

คอนเทนต์ต่อไปนี้ที่จะส่งออกไปให้ผู้บริโภคเห็น จะไม่ใช่สินค้าที่ดูใหม่แกะกล่อง แต่ต้องเป็นสินค้าที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วระดับหนึ่ง คนถึงจะเริ่มยอมรับ อารมณ์เหมือนกางเกงยีนส์ Levi’s ที่ทำให้ดูเก่าตั้งแต่ยังไม่ใส่ อีกอารมณ์ก็คล้ายกับ IKEA ที่พยายามสื่อสารด้วยคอนเทนต์ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันคนทั่วไป ไม่ใช่ดาราคนดังรวยล้นฟ้าเหมือนแบรนด์อื่นแต่อย่างไรครับ

งานออกแบบสินค้าบางชนิดอาจต้องยิ่งคิดว่า ถ้ายิ่งเก็บไว้เก่าจะยิ่งสวย แทนยิ่งใหม่ยิ่งสวย เพื่อให้คนอยากมีของเราเก็บไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น หนังสือที่นานวันเข้ายิ่งมีกลิ่นหนังสือที่พิเศษกว่าหนังสือปกติ หรือเครื่องหนังบางชนิดที่จะยิ่งดูดีก็ต่อเมื่อผ่านการใช้งานมานานพอระดับหนึ่ง

Photo: Hole-y Shit: Up Close & Personal With Balenciaga’s Paris Sneaker

Balenciaga เคยเปิดตัวรองเท้าผ้าใบชื่อ Paris Sneaker รองเท้าผ้าใบที่ไม่ใช่แค่ดูเก่าแบบแบรนด์อื่นทำ แต่ดูเน่าตั้งแต่เพิ่งซื้อใหม่โดยยังไม่มีใครใส่

Photo: Patagonia Worn Wear Tour – Carvemag.com

Patagonia เองก็สื่อสารเรื่องนี้มานานผ่านแคมเปญการตลาดชื่อ Worn Wear ที่บอกให้ลูกค้ารู้ว่าถ้าเก่า ถ้าเสียหายไม่มากนัก ยังไม่ต้องรีบซื้อใหม่ คุณก็ซ่อมเองได้ง่ายๆ หรือถ้ามันยากไปก็ส่งมาให้เราซ่อมได้ เรายินดีซ่อมของเก่าของคุณให้ยังคงใช้งานได้เหมือนเดิม

จากนิยามความสวยงามของโลกแฟชั่นเดิมที่ต้องสะอาด ดูเนี๊ยบ ดูกริ๊บ ดูใหม่ กลายเป็นวันนี้ร่องรอยของความสกปรก คราบที่มาจากประสบการณ์ กลายเป็นคุณค่าใหม่ที่แวดวงนี้ให้ความสำคัญ

ความสกปรกในแง่หนึ่งมันกำลังบอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของรอยนั้น ถ้าสินค้าคุณสามารถทำให้เก็บไว้ได้นาน เก็บไว้นานแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมที่ดี เหมือนกับกางเกงยีนส์ เสื้อวง หรือเครื่องหนังอะไรแบบนั้นได้ ก็น่าจะเป็น New S Curve ใหม่ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังดิ่งเหวแบบนี้ครับ

2. White Space is New Start เทรนด์สีขาวสะท้อนถึงการเริ่มต้นใหม่

ยังพอจำเทรนด์สีแห่งปีที่ Pantone ประกาศออกมาได้มั้ยครับ ที่ยกให้ Cloud Dancer เป็นสีแห่งปีนี้ แล้วหลายแบรนด์ก็เอาไปทำคอนเทนต์ ทำ Meme Marketing เล่นกันมากมายทั่วโลก แท้จริงแล้วความหมายลึกๆ ของเทรนด์สีนี้คือผู้คนในสังคมวันนี้มองหาความเงียบสงบในความวุ่นวาย มองหาพื้นที่ที่เสมือนกระดาษขาวที่ว่างเปล่า เพื่อจได้เริ่มต้นใหม่อะไรสักอย่างลงไปในนั้น

เดิมทีเทรนด์นี้ชื่อว่า Transformation frontier หมายถึงพรมแดนแห่งการเปลี่ยนแปลง บอกให้รู้ว่าถ้าเมื่อไหร่ก้าวเข้าสู่พื้นที่สีขาว ก็เหมือนกับการเตรียมตัวเริ่มต้นใหม่ เหมือนได้กระดาษแผ่นใหม่ให้เอาไปใช้ระบายวาดเรื่องราวที่เราต้องการได้ใหม่อีกครั้ง

เพราะจากรายงานบอกว่า 81% ของคนทั่วโลกรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใจดีต่อกันเหมือนวันวาน และ 86% ของคนทั่วโลกก็บอกว่าผู้คนวันนี้แตกแยกไม่มีใครอยากฟังกันและกัน มีแต่คนพยายามแย่งกันพูด ทั้งที่การรับฟังกันคือสิ่งสำคัญของการจะอยู่ร่วมกันและเดินหน้าในสังคม

ผู้คนในวันนี้รับรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้น้อยมาก เพราะเราถูกโหมกระหน่ำด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย แล้วไหนจะคอนเทนต์จากทั้ง Fake News และ AI ที่พยายามแย่งเวลาอันน้อยนิดเราไปอยู่ทุกวัน

เลยทำให้ผู้คนกว่า 89% บอกว่าอยากจะมีชีวิตที่เรียบง่ายขึ้นกว่านี้ ลดความวุ่นวายที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้นสี Cloud Dancer จึงสะท้อนพื้นที่เริ่มต้นใหม่ที่คุณสามารถเต้นรำในแบบของตัวเองได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร

Photo: https://stillorgandecor.ie/product/slow-swing-by-dulux/

บริษัทสีระดับโลกอย่าง Dulux เองก็เลือก 3 เฉดสีฟ้าสำคัญของปีนี้ และหนึ่งในนั้นก็มี Slow Swing เพื่อบอกให้ผู้คนได้หยุดพัก เริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง

ในแง่มุมการตลาดเทรนด์นี้คือโอกาสใหม่ที่ต้องรีบมองให้ออกโดยไว เริ่มตั้งแต่…

Marketing as a Safe Haven เมื่อผู้คนกว่า 86% รู้สึกว่าสังคมเต็มไปด้วยความแตกแยก จากเดิมที่เคยเน้นขายเครื่องความ “กล้า” กล้าที่จะทำโน่นนี่นั่น ต้องเริ่มหันมาขาย “ความสงบ” ที่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ต้องกล้าทำอะไรอีกต่อไป

แบรนด์ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัย Safe Space ให้คนรู้สึกว่าอยากหยุดจากความวุ่นวายรอบตัวมาอยู่กับคุณแทนโดยไวครับ

“Pause” is new Selling Point สำหรับใครที่ทำแอป ลองเพิ่มฟีเจอร์ให้คนได้หยุดพักจากหน้าจอเข้าไปดู ถ้าคุณสามารถทำให้คนออกจากหน้าจอได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่คนจะเข้าหาและจดจำแบรนด์คุณได้มากเท่านั้น หรือการออกแบบพื้นที่ภายในให้มีจุดหยุดพักที่เงียบสงบไร้ความวุ่นวายจริงๆ ลองเอาไปประยุกต์ใช้ว่าคุณจะช่วยให้ลูกค้าคุณหยุดอย่างไรบ้างในวันที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ครับ

Sincere & Simple Communication ลดการสื่อสารแบบตะโกนโวยวาย เลิกการใช้คำโฆษณาที่ดูดีเกินจริงมากมาย วันนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เขาจับทางได้ และยิ่งเทรนด์นี้บอกให้รู้ว่าการสื่อสารที่ดีนับจากนี้คือ พูดเรียบๆ ง่ายๆ ช้าๆ ชัดๆ ไม่ต้องประดิษฐ์อะไรเยอะ คิดไม่ออกคิดถึงเวลาเข้าร้านขายของดีๆ ที่ญี่ปุ่นที่พนักงานจะพูดจาและท่าทางดูสุภาพเรียบร้อยมากๆ ดูนะครับ

อย่างเครื่องสำอางบางแบรนด์ก็หันมาเน้นสินค้าประเภทลดการใช้แล้วหน้าเด้ง แต่เน้นการใช้แล้วฟื้นฟูผิวตั้งแต่พื้นฐานให้แข็งแรงแทน เน้นการลบแทนการเติม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้เริ่มต้นแต่งหน้าใหม่ในวันถัดไป

หรือสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Smartphone เองก็มีการออกสินค้าแบบที่ลดการดีไซน์วุ่นวายออกไป อย่าง Nothing หรือ Light Phone ทำให้เรียบเงียบหรือเอาความโปร่งใสเข้ามาเป็นดีไซน์แทน

หรือถ้าเป็นธุรกิจบริการ คุณก็สามารถเอาความว่างเปล่าลดความวุ่นวายมาขายได้ อย่างโรงแรมล่าสุดที่ผมไปพักตอนไปเที่ยวซัปโปโรที่ชื่อว่า The Royal Park Canvas Sapporo Odori Park

Photo: รอยัล ปาร์ค แคนวาส – สัปโปโรโอโดริปาร์ค – โรงแรมใน ซัปโปโร | Hotels.com

เป็นโรงแรมที่ดูดีมีสไตล์ แต่เชื่อไหมครับว่าทุกห้องไม่มีทีวีให้ดู แต่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง พร้อมกับมีแผ่นเสียงติดห้องไว้ให้ แถมถ้าอยากฟังแผ่นเสียงใหม่ๆ ก็สามารถลงไปหยิบยืมได้ที่ Lobby ง่ายๆ แค่นั้นเลย

จากเทรนด์สี Cloud Dancer มาสู่เทรนด์การออกแบบทั้งประสบการณ์และการตลาด ไปจนถึงรูปแบบสินค้าหรือบริการใหม่ๆ นับจากนี้ เราคงเห็นแล้วว่าโลกนี้เต็มไปด้วยเสียงดังมากมายที่พยายามแย่งชิงความสนใจเราทุกวินาที แบรนด์ไหนสามารถสร้างพื้นที่พักใจให้กับผู้คนได้ ก็จะกลายเป็นแบรนด์ใหม่ที่ผู้คนอยากเดินเข้ามาหาแทน

ลองเริ่มต้นง่ายๆ จากการลดดีไซน์ที่วุ่นวาย ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถ “หยุด” พักจากหน้าจอเพื่อทำอย่างอื่นบ้าง เมื่อความสงบกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ รู้แล้วรีบทำให้เกิดขึ้นก่อนคู่แข่งจะเริ่มก่อนคุณนะครับ

3. Truth Literacy เทรนด์ความต้องการรู้เท่าทันความจริง

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วย AI Generated Content มากมายทำให้เกิดคลิปที่ดูจริงจนยากจะแยกออกได้ว่าตกลงอันไหน Gen มา หรือตกลงอันไหนคือของ “จริง” นี่แหละครับคือที่มาของเทรนด์นี้ Truth Literacy ความสามารถในการรู้เท่าทันความจริงท่ามกลางความไม่จริงจาก AI มากมาย

ดูเหมือนจากเดิมที่เราเคยบอกกันว่า Data in the new Gold จะกลายเป็น Trust is the new Gold ความจริงคือสิ่งที่มีค่าดั่งทองไปแล้วในยุคคอนเทนต์ AI เต็มฟีดทุกวันนี้

อย่างคลิปที่บอกว่า Switzerland is Fake ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์รีบออกมาทำคลิปโปรโมทการท่องเที่ยวสวนกระแส Donald Trump ที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าเขาจะซื้อประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศนี้ไม่มีอยู่จริงหรอก ด้วยการทำคลิปจัดหนักตัวเองให้เต็มที่ หรือเรียกว่า Parody Marketing แบบขำๆ เพื่อบอกทุกคนว่าแท้จริงแล้วประเทศนี้ไม่มีอยู่จริง

เพราะประเทศอะไรจะสวยด้วยภูเขาหรือแม่น้ำได้ขนาดไหน มันจะมีของดีอะไรได้มากขนาดไหน ทำเอาคนยิ่งเห็นยิ่งชวนขำ ยิ่งทำให้รู้สึกหลงรักในประเทศนี้ อยากไปประเทศนี้มากขึ้นอีกหลายเท่า

ในคลิปวิดีโอโปรโมทประเทศสวิตเซอร์แลนด์ดังกล่าวจะเต็มไปด้วย Video ที่ถูกเจนด้วย AI มากมายเข้ามาผสมกัน ตั้งแต่การขนส่งวัวด้วยเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเขาไม่ได้ทำกัน ทั้งหมดชวนให้คนดูตั้งคำถามว่าตกลงอันไหนที่จริงบ้าง กลายเป็นว่ายิ่งคนเห็นการเล่นตัวเองแบบนี้ ยิ่งทำเอาอยากเชื่อมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวไปอีกครับ

เพราะตั้งแต่โลกได้รู้จัก AI Generated Video อย่าง Vibes ของ Meta หรือ Sora 2 จาก OpenAI และก็ตัวอื่นๆ มากมาย เราถูกถาโถมด้วยคลิปจาก AI ที่ตั้งใจหลอกล่อให้เราหยุดดูคลิปพวกเขานานๆ เพื่อที่พวกเขาจะทำเงินจากการดูวิดีโอของเราอีกที ที่จะได้ผ่านแพลตฟอร์มแบ่งให้เมื่อขายโฆษณาได้

วันนี้หลายคนที่ดูเก่งๆ ฉลาดๆ ดูน่าเชื่อถือ ก็ถูกหลอกด้วยคลิปหรือภาพจาก AI ไม่น้อย เราเผลอหลงเชื่อ Fake News โดยไม่รู้ตัวไปหลายครั้ง ยิ่งระหว่างการสู้รบของประเทศต่างๆ เอง แต่ละประเทศก็พยายามทำคอนเทนต์เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในแง่มุมต่างๆ

ดูเหมือนว่า Truth กลายเป็นสิ่งล้ำค่า ใครสามารถเข้าใจความจริงได้ เห็นความน่าจะจริงได้ หรือเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงโดยไม่ถูก AI หลอกล่อได้ จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบในโลกยุค Generative AI ทุกวันนี้

และจากปัญหาเรื่องนี้เองส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มากมายอย่าง Adobe, BBC และ Microsoft นำเสนอมาตรฐานใหม่ที่ชื่อว่า C2PA ย่อมาจาก Coalition for Content Provenance and Authenticity ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในการใช้งานว่า ต่อไปนี้คอนเทนต์ไหนที่พวกเขาแปะป้าย C2PA แล้วก็ถือว่าปลอดภัย เป็นจริงตามที่เห็นว่าไม่ใช่คอนเทนต์ปั่นหัวจาก AI

อารมณ์ก็เหมือนๆ การแปะป้ายมิชลินว่าอร่อยจริง หรือการแปะป้าย มอก ในบ้านเราว่ามีมาตรฐานรับรองใช้แล้วไฟไม่ใหม้บ้านง่ายๆ

เพราะผู้คนทั่วโลกกว่า 71% กำลังรู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะบอกได้ว่าตกลงสิ่งที่เห็นบนหน้าจอนั้นเป็นของจริงหรือถูกเจนขึ้นมาโดยเอไอ

เพราะธรรมชาติสมองเราถูกสร้างมาให้ประมวลผลและเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าโดยง่าย ทีนี้เราต้องมาฝืนธรรมชาติของเราด้วยการบอกว่า “หยุดก่อนอานนท์” สิ่งที่เห็นนั้นเป็นของจริงหรือถูกเจนขึ้นมาด้วยเอไอหรือเปล่า ลองสังเกตดีๆ ซิมีอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่ ในความเป็นจริงมันน่าจะเป็นแบบนี้ได้จริงใช่ไหม

และเรื่องนี้ก็เลยทำให้เกิดสิ่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Prebunking หรือการแก้ต่างล่วงหน้าครับ

Photo: ‘Prebunking’: An Effective Approach to Combat Misinformation

Prebunking ก็เหมือนกับการค่อยๆ เอาคอนเทนต์ Fake News หรือเนื้อหาที่ถูกเจนโดยเอไอมาบอกเรา ว่าทำไมภาพนี้ถึงไม่จริง ทำไมสิ่งนี้ถึงเจนมาจากเอไอทั้งที่มันดูจริงมาก ทั้งหมดนี้ก็เปรียบเสมือนกับการค่อยๆ เติมวัคซีนภูมิต้านทานในการรับมือกับ AI Content ที่มากมายขึ้นทุกวัน

มหาวิทยาลัย Standford ได้ทำการพัฒนาเกมบนเบราว์เซอร์ที่มีชื่อว่า Bad Vaxx ดัดแปลงมาจากเกม Bad News ก่อนหน้า สมัยก่อนต้องฝึกแยก Fake News ออกจาก Truth News วันนี้เราต้องฝึกแยกคอนเทนต์ที่ผ่านการเจนโดยเอไอกับคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจริงแม้ดูไม่น่าเชื่อว่ามันจะจริงได้

ทาง TikTok เองก็ยังประกาศจัดตั้งกองทุนการให้ความรู้เท่าทัน AI ด้วยเงินกว่า 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกเห็นแล้วว่าคือปัญหาใหญ่ระดับโลก ความก้าวหน้าของ Generative AI ในการสร้างสรรค์สิ่งที่เคยยากให้ง่าย กลายเป็นอุปสรรคทำลายพัฒนาการของมนุษยชาติไปเสียอย่างนั้นในเวลานี้

สิ่งที่นักการตลาดควรเรียนรู้และเอาไปปรับใช้กับ Marketing Strategy & Communication ในปี 2026 คือ…

Digital Nutrition Label ผู้คนจะเริ่มตั้งคำถามว่าตกลงคอนเทนต์นี้ AI หรือเปล่า หรือตรงไหนบ้างที่ใช้ AI ช่วยบอกให้รู้ด้วย เพราะถ้าคุณเก็บเงียบไม่บอกแล้วพวกเขามาจับได้ทีหลัง แบรนด์ที่ตั้งใจปั้นมานานอาจพังได้ด้วยเรื่องเล็กๆ อย่างความไว้ใจเรื่อง AI นี่แหละครับ

Prebunking as an Engagement Tool การทำคอนเทนต์แก้ข่าวปลอม ความเข้าใจผิด กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจะให้ความสนใจอย่างมาก เหมือนที่ Vaseline ออกมาทำซีรีส์คอนเทนต์ Verify เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นบนคลิปสั้นต่างๆ ที่ว่าทำได้จริงแบบง่ายๆ แท้จริงแล้วสามารถทำจริงได้หรือไม่ ก็ทำให้คนเลือกจะติดตาม Vasaline มากขึ้่นแม้จะยังไม่ได้เป็นลูกค้า Vaseline ก็ตาม

Digital Twin Verification แบรนด์หรูในเครือ LVMH ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการตรวจสอบยืนยันว่าสินค้าที่อยู่ในมือตกลงจริงหรือปลอม หรือใครกันแน่ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของครั้งล่าสุด

หรือบางแบรนด์เครื่องสำอางก็ทำแคมเปญประเภทต่อต้านภาพที่ใช้การตกแต่งด้วย AI โดยให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบ ก็จะเหมือนกับที่เล่าเรื่อง C2PA ก่อนหน้าว่าเป็นหน่วยงานตัวกลางในการตรวจสอบว่าคอนเทนต์ไหน AI หรือไม่

ในวันที่เต็มไปด้วยข่าวปลอม Fake News มากมาย ในวันที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ Generative AI ที่พร้อมจะตกเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าแบรนด์ไหนสามารถทำให้คนฉลาดรู้เท่าทัน AI และทำให้คนเข้าถึงความจริงได้ สิ่งนั้นจะกลายเป็น Brand Value ครั้งใหม่ในยุค Generative AI ที่จุดขายใดก็เทียบเท่าไม่ได้ง่ายๆ ครับ

4. From Inter to Inner หมดยุคกระแสโลกตะวันตก สู่ยุคเทรนด์คอนเทนต์โลกตะวันออก

เดิมเราจะเห็นภาพยนต์ ซีรีส์ หรือว่าเกมส์ดังๆ มักจะเป็นผลผลิตมาจากโลกตะวันตก หรือฝรั่งตาน้ำข้าวผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ อย่างโลกตะวันตก อเมริกา เองก็จะมี Hollywood เอาไว้คอยปั้นแต่งภาพสังคมในอุดมคติให้กับคนทั่วโลกมานาน ผ่าน Soft Power หรือ Creative Economy

หรือเพลงดัง ศิลปินดัง ก็มักจะเป็นจากฝั่งโลกตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาเป็นผู้ส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นช่วงเวลาหนึ่งของโลกใบนี้เหมือนถูกโน้มน้าวให้มีความคิดความอ่านแบบตะวันตก หรืออเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ ไปโดยไม่รู้ตัว

แต่ดูเหมือนว่าเรื่องของ Creativity โดยเฉพาะในยุค Content แบบนี้จะย้ายมาสู่โลกตะวันออก และกระจายออกไปสู่ทุกทวีปทั่วโลกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ศิลปินที่มียอดสตรีมเพลงสูงสุดทั่วโลกของ Spotify Wrapped 2025 ก็คือ Bad Bunny จากลาตินอเมริกา หรืออเมริกาใต้

Photo: Black Myth: Wukong is one of the fastest-selling games of all time

หรือแม้แต่เกมฮิตระดับโลกอย่าง Black Myth: Wukong หรือที่เราคนไทยคุ้นกับซุนหงอคง ที่เป็นลิงตัวเอกในพระถังซัมจั๋ง ก็เป็นวัฒนธรรมของแผ่นดินจีนโลกตะวันออก ยังไม่นับถึงศิลปินจากเกาหลีที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกได้มากมาย ตั้งแต่ BlackPink ไปจนถึง Lisa หรือ Jennie เองก็ได้รับรางวัลระดับโลกล่าสุดมา

นี่คือประเด็นหลักที่มาของเทรนด์ที่มีชื่อว่า Unbounded Creative จากรายงาน The Future 100 ของ VML ในปี 2026 ที่ฉายภาพให้เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกไม่ได้ครองโลกอีกต่อไป โลกใบนี้มีความหลากหลายและกระจายออกไปในยุค Digital Content จริงๆ

ศิลปินอย่าง Bad Bunny เองก็มีการทำแคมเปญการตลาดแบบ Interactive ที่มีชื่อว่า Tracking Bad Bunny จนได้รับรางวัลระดับ Grand Prix รางวัลสูงสุดในหมวด Entertainment จาก Cannes Lion

แคมเปญนี้เป็นการชวนให้แฟนๆ ติดตามกิจกรรมล่าสมบัติโดยใช้ Google Maps และคำใบ้จาก Spotify เพื่อค้นหาชื่อเพลงที่ซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่มีอยู่จริงๆ จากกระแสความโด่งดังนี้ก็ทำให้ตัวศิลปินได้ถูกเชิญให้ร่วมแสดงช่วงพักครึ่งในงาน Superbowl ของอเมริกาครับ

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงเทรนด์นี้ก็คือกระแสภาพยนต์ใน Netflix ที่ชื่อว่า K-Pop Demon Hunters ทำเอาเด็กทั่วโลกทั้งร้องได้และเต้นได้ หลานผมยังถึงขั้นขอไปเรียนเต้นเพราะเพลงในภาพยนต์เรื่องนี้เลย

ตัวเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องนี้ก็ยังเป็นเพลงแรกใน Billboard Hot 100 ที่มีถึง 4 เพลงมี่ติดอันดับ Top 10 พร้อมๆ กัน มันคือปรากฏการณ์ของโลกตะวันออกเข้ามาแทนที่โลกตะวันตก โดยเฉพาะทาง Gen Z กว่า 83% ก็รู้สึกว่าไลฟ์สไตล์ ความชอบ หรือวัฒนธรรมของพวกเขาทุกวันนี้มีความเป็นสากลมากขึ้น ไม่ถูกครอบงำโดยโลกตะวันตกจ๋าแบบคนรุ่นก่อน

เดิมทีโลกตะวันออกมักเลียนแบบโลกตะวันตกไม่มากก็น้อย แต่ดูเหมือนวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากรางเหง้าของความเป็นโลคัล หรือโลกตะวันออกที่แท้จริง หยิบเอาวัฒนธรรมเดิมมาตีความต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ แล้วก็ส่งออกไปขายยังทั่วโลกจนกลายเป็นเทรนด์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นิยามของคำว่า Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ หรือรูปแบบของ Content นับจากนี้ไม่ว่าจะในรูปแบบเพลง หรือภาพยนต์ หรือแม้แต่ภาพนิ่ง จะเริ่มขยับเข้าหาความเป็นโลกตะวันออกมากขึ้น หรือแม้แต่จะมีความเป็น Local ที่พร้อมจะกลายเป็น Globalization มากขึ้นในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องนี้บอกให้รู้ว่าโอกาสของนักการตลาดไทยเกิดขึ้นแล้ว เราอยู่ในยุคส่งออกงานดีไซน์ ครีเอทีฟ หรือ Soft Power ขายให้กับคนทั่วโลกได้ถ้าสิ่งนั้นมันน่าสนใจมากพอ

เลิกคิดว่าจะต้องทำอะไรแบบตะวันตกเท่านั้นถึงจะขายได้ เพราะไม่แน่คนตะวันตกเองอาจเบื่อกับสิ่งที่ตัวเองเห็นและเคยชินมานาน พวกเขาโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจกำลังพยายามเสาะหาสิ่งที่น่าสนใจกว่าแต่สิ่งนั้นกลับเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่เราคุ้นชินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาจนเผลอมองข้ามไปครับ

สำหรับเทรนด์นี้ในแง่มุมการตลาดบอกให้รู้ว่า…

The End of Western-Centric Marketing เลิกยึดติดกับคำว่า “อินเตอร์” แบบที่เคยเป็นมา เมื่อวันนี้ผู้คนมองหาความเป็น Local ที่พวกเขาไม่รู้จัก เราต้องหยิบสเน่ห์ของ Local ใกล้ตัวเราขึ้นมานำเสนอให้โลกได้รู้ใจมากขึ้นแทน

สำคัญคือเราสามารถทำให้คนที่เห็น กลุ่มเป้าหมายของเราที่เป็นคนต่างชาติ “อิน” กับเราได้หรือไม่ จาก “อินเตอร์” กลายเป็น “อินเนอร์” ที่จะเป็นกลยุทธ์ใหม่ของงานสร้างสรรค์นับจากนี้

Hyper-Local is the New Universal ยิ่งเล่าเรื่องใกล้ตัวเรา ในพื้นที่เรา ในประเทศเราได้ลงลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นจุดขายจุดแข็งที่ยากจะถูกเลียนแบบได้มากเท่านั้น

หยิบเอาสิ่งใกล้ตัวมาปัดฝุ่นตีความใหม่ให้ได้มากที่สุด ลงดีเทลให้ลึกเพราะนั่นอาจหมายถึง New S Curve ที่คุณอาจคาดไม่ถึงมาก่อน

สรุป Global Trends 2026 ที่ 4: Unbounded Creative เมื่อโลกตะวันตกไม่ใช่ศูนย์กลางของการส่งออกวัฒนธรรมอีกต่อไป

เดิมทีที่เราชอบเห่อโลกตะวันตก เพราะเรามองว่าสิ่งนั้นมันอินเตอร์ ฟังเพลงดูหนังหรือเสพคอนเทนต์จากโลกตะวันตกเป็นหลัก มาวันนี้โลกพลิกกลับด้านมาสู่โลกตะวันออก แถมยังกระจายออกไปยังภูมิภาคย่อยๆ ทุกทวีปทั่วโลกแทน

เราเห็นผ่านกระแส K-Pop เราเห็นผ่านเกมจีนยอดฮิต เราเห็นผ่านหลายๆ อย่างที่ลดความเป็น “อินเตอร์” แล้วหันมาเน้น “อินเนอร์” ของความเป็นโลคัลเข้าไปแทน

คำถามสำหรับนักการตลาดอย่างเราคือ มีอะไรใกล้ตัวเราบ้างที่เป็นโลคัลมากๆ แล้วถูกมองข้ามไป ถ้าเราสามารถหยิบสิ่งนั้นมาเจียระไนขาย ก็จะกลายเป็นห่านทองคำที่พร้อมจะออกไข่ทองคำให้กับธุรกิจเราได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงเวลาหนึ่งครับ

5. S2S Marketing, From Social to Store ทุกสิ่งบนโซเชียลล้วนขายได้

เราอยู่ในยุคแห่งอภิมหาคอนเทนต์ และคอนเทนต์บนโซเชียลวันนี้ล้วนล้ำเกินจินตนาการไปไกลมาก สาเหตุหลักก็ด้วยความสามารถของ Generative AI ที่ทำให้การจะสร้างภาพหรือคลิปอะไรสักอย่างขึ้นมาแทบไม่ต้องใช้ความสามารถด้านศิลปะ หรือเครื่องมือปั้น 3D หรือ Animation แบบเดิม เพราะแค่พิมพ์ Prompt คำสั่งภาพที่อยากได้ คลิปที่อยากเห็น แล้วรอไม่กี่วินาทีคุณก็จะได้คอนเทนต์ตามสั่งที่เสมือนจ้างมืออาชีพหลักแสน มาช่วยในราคาแค่หลักร้อยครับ

ตัวอย่างที่เราเห็นพวกตัวการ์ตูนประหลาดๆ คลิปการ์ตูนแก้วกาแฟคาปูชิโ หรือคลิปกล้วยที่เป็นลิง หรือที่คุ้นตาสุดก็คงเป็นฉลามใส่รองเท้าเดินได้

คอนเทนต์พวกนี้แรกๆ ขำๆ หลังๆ พวกผู้ใหญ่เจนก่อนๆ เริ่มกังวลกันว่าจะทำให้สมองเด็กรุ่นใหม่นั้นฝ่อหรือไม่พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า

จนก่อให้เกิดศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า Brain rot ทั้งที่ลืมคิดไปว่าเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน สมัยพวกเขายังเป็นเด็กๆ เราต่างก็เสียสมองจำชื่อการ์ตูนหรอเกมต่างๆ มากมายที่ดูไม่ได้มีสาระอะไรมากกว่าที่เด็กสมัยนี้เป็นเลย

และจากตัวคาแรคเตอร์การ์ตูนที่ดูรกสมองไร้สาระมากๆ ที่เห็นเต็มฟีดโซเชียลไปหมด ก็กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีแบรนด์หัวใจหยิบมาทำขายก่อนใครครับ

อย่างที่ KFC ในประเทศสเปนได้เปิดชุดของเล่นที่แถมกับอาหารเซ็ตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพวก Italian Brainrot ทั้งหลายจนทำยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำ

อย่าลืมนะครับว่าสิ่งที่ถูก Gen ขึ้นมาโดย AI นั้นยังไม่มีกฏหมายลิขสิทธิ์ครอบคลุมสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นคนเจน คนสร้าง คนคิดขึ้นมาก็ไม่อาจเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ เปรียบเสมือนสมบัติสาธารณะที่ใครจะหยิบไปต่อยอดใช้งานก็ไม่ผิดอะไร

หรือตัวคาแรคเตอร์การ์ตูนที่มาจากมีม Skibidi Toilet ก็กำลังถูกเอาไปสร้างเป็นซีรีส์จริงจัง

นับจากนี้ไปเราจะเห็นการหยิบ Social Content มาต่อยอดสู่การ Selling in Store มากขึ้นเรื่อยๆ กระแสอะไรมาในกลุ่ม Generation Alpha สิ่งนั้นจะสามารถเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับคนหูตาไวก่อนใครเสมอ

เดิมทีจากรายงาน The Future 100 ของ VML ประจำปี 2026 เทรนด์นี้มีชื่อว่า Hyperreality หรือถ้าให้นิยามง่ายๆ คือสิ่งที่คุณเห็นบนโซเชียลทั้งหลายพร้อมจะเป็นจริงเพื่อวางขายให้คุณซื้อได้เสมอ

ไม่มีอะไรที่พูดเพ้อเจ้ออีกต่อไป ขนาดพวกตัวการ์ตูนคาแรคเตอร์ Brain Rot ยังถูกแบรนด์ใหญ่หยิบไปทำขายได้ ถ้าคุณมัวแต่คิดมากห่วงภาพลักษณ์ว่าจะดูแย่หรือเปล่าถ้าทำแบบนั้น ก็เตรียมพับธุรกิจกลับบ้านเก่าไปได้เลยครับ

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มันอยู่ตรงความ Exclusivity ด้วย ถ้าถามว่าพิเศษตรงไหนก็ตรงที่ว่าคุณรู้จักสิ่งนี้หรือเปล่าหละ ถ้าไม่ก็แสดงว่าคุณกำลังเอาท์ หรือตกเทรนด์คนรุ่นใหม่ไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าโลกเขากำลังไปทางไหน โลกกำลังสนใจอะไร ถ้าคุณไม่ได้เล่นโซเชียลบ่อยมากพอจนจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ แสดงว่าคุณไม่ใช่ชาวโซเชียลยุคใหม่แล้วหละ

และเทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่กลุ่มเด็กๆ หรือแบรนด์แมสๆ ทั่วไป แต่กับแบรนด์หรูอย่าง Loewe ก็ยังเอากับเขาด้วย เมื่อมีคนโพสบน X ว่า “ดูมะเขือเทศลูกนี้ซิ มันโคตรจะ Loewe เลย แม้จะอธิบายไม่ถูกว่าทำไมก็ตาม”

จากโพสนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ Loewe เอาไปทำเป็นกระเป๋าจริงวางขายพร้อมกับบอกว่า From Meme Loewe to Reality ก็คือจากสิ่งที่คุณโพสเล่นกันวันนั้น วันนี้มีวางขายพร้อมให้ซื้อแล้วจ้าาาา

จากความสามารถของ Generative AI ที่ทำให้เราสามารถเจนสิ่งในหัวออกมาเป็นภาพจริงได้ง่ายๆ ก็เลยกลายเป็นทะเลแห่งโอกาสให้กับคนที่หูตาไว นั่นคือเหตุผลที่คุณควรมี Social Listeing ไว้ดูว่าเทรนด์โซเชียลกำลังเป็นอย่างไร ผู้คนกำลังสนใจอะไร และเราจะหยิบสิ่งนั้นมาสร้างเป็นสินค้าหรือบริการใหม่โดยไว เพื่อจะได้สร้างกำไรให้ธุรกิจได้ทันทีบ้างครับ

ในแง่มุมทางการตลาดต่อเทรนด์นี้มีดังนี้…

From Experience to Origin ผู้บริโภควันนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เด็กเจนอัลฟ่าไม่แคร์ว่าไอเดียหรือสิ่งที่เห็นนั้นจะมาจาก AI หรือมาจากใคร พวกเขาสนใจแค่ Experience หรือประสบการณ์เท่านั้น ถ้าสนุก โดนใจ ถือเป็นจบ

ดังนั้นคือเลยเป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะทำคอนเทนต์ จะเล่าเรื่องราว Storytelling ที่เคยเป็นแค่ไอเดียในหัวให้ออกมาเป็นสิ่งที่เห็นได้บนหน้าจอจริงๆ ด้วยเครื่องมืออย่าง Generative AI ที่ใช้งานได้ง่ายๆ และก็ราคาถูกมากมาย

เลิกคิดอะไรให้มากเกินไป หันมาทำ Branded Content สนุกๆ จาก AI ให้มากขึ้นแล้วดูกระแสว่าคนชอบสิ่งไหน แล้วลองหยิบเอาสิ่งนั้นไปต่อยอดทำออกมาขายดู

From Meme to Product จากสิ่งที่เห็นเป็นไวรัลบนโซเชียล เดิมทำได้แค่ทำคอนเทนต์สนุกๆ แล้วปล่อยผ่านไปรอกระแสใหม่มา แต่วันนี้ดูเหมือนว่านักการตลาดต้องหูตาไวหยิบมีมไวรัลที่น่าสนใจออกมาทำสินค้าทดลองตลาดขายดูทันที

ถ้าขายไม่ดีก็หามีมใหม่มาทำขาย ถ้าขายดีก็จะได้กลายเป็น New S Curve โดยไม่ต้องอาศัย R&D มากแบบวันวาน

หมั่นใช้ Social Listening เยอะๆ จะได้ไม่พลาดเทรนด์สำคัญที่ Algorithm ของ Social ไม่ได้หยิบมาป้อนหน้าฟีดเราครับ

หมดยุคการแบ่งระหว่าง Online กับ Offline เพราะนี่คือโอกาสที่ Offline จะหยิบเอาคอนเทนต์หรือมีมจาก Online มาต่อยอดทางการตลาดและธุรกิจใหม่ๆ ได้ทุกวัน

นี่คือยุคของการตลาดแบบ S2S Marketing หรือ Social to Store เหมือนที่มีคนบอกว่า “เงินอยู่ในอากาศ” ถ้าจะปรับคำให้เข้ากับบริบทสักหน่อยก็จะกลายเป็นว่า “เงินอยู่บนโซเชียล” เห็นก่อน คิดก่อน ขายก่อน กำไรก่อนครับ

6. Algospeak ศัพท์โซเชียลใหม่รายวัน ที่นักการตลาดให้ทันถ้าไม่อยากเอ๊าท์

ภาษาคือสิ่งที่มีวิวัฒนาการมาตลอดไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะมีคำศัพท์ใหม่ๆ โผล่ขึ้นมาให้เรารู้จัก เพียงแต่ในโลกยุคโซเชียลรอบตัวแบบนี้เราอาจเต็มไปด้วยศัพท์ใหม่ๆ ที่โผล่ขึ้นมาแบบไม่เคยหยุดพัก และนั่นคือที่มาของหนึ่งใน Global Culture Trends 2026 ที่อยากให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้รู้จักกับคำว่า Algospeak ครับ

Algospeak คือศัพท์ใหม่ๆ แปลกๆ หรือจะเรียกว่าศัพท์โซเชียล ศัพท์เด็กเจนอัลฟาก็ไม่ผิดนัก ซึ่งความน่าสนใจคือคำศัพท์ใหม่ๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดใหม่ อย่างคำว่าคอมพิวเตอร์เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน สิ่งนี้ไม่เคยมีมาก่อน พอมีเข้ามาก็เลยกลายเป็นการอุบัติคำขึ้นมาใหม่ หรือคำว่าอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

แต่คำศัพท์ใหม่เหล่านี้ส่วนหนึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก “ข้อจำกัด” ทางเทคโนโลยีหรือ Algorithm เช่น โซเชียลมีเดียไม่ชอบให้เราโพสคำในแง่ลบ บางครั้งอาจถูกลดการมองเห็น บางครั้งโพสนั้นอาจถูกลบไปอัตโนมัติ หรือบางครั้งแอคเคาท์เราอาจปลิวไปเลยก็ได้

เช่นคำว่า die ที่หมายความถึง ตาย เด็กรุ่นใหม่เจนอัลฟ่าก็หันมาใช้คำว่า unalive ที่หมายความว่า เลิกมีชีวิต แทนคำว่า ตาย ที่ Algorithm AI ไม่ชอบให้โพสคำนี้ตรงๆ

หรือคำว่า delulu ที่มาจากคำว่า delusional ที่หมายถึง ความเพ้อฝัน หรือคำว่า rizz ที่หมายถึง เสน่ห์ หรือคำว่า chopped ที่หมายถึง ขี้เหร่ เห็นไหมครับว่าวันนี้มีศัพท์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโซเชียลมากมาย และศัพท์เหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็น ภาษาวิบัติ แต่ทาง Cambridge Dictionary ถือว่าเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ผู้คนบนโลกเริ่มใช้ แม้จะเป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นบน TikTok เองก็ตาม แต่มันก็ถูกใช้มากพอและมีค่าพอที่จะเอาไปบันทึกลงปหนังสือทางการของ Cambridge ครับ

อย่างคำว่า tradwife ที่ใช้เรียกอินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์นิยมทางสังคม กลุ่มแม่บ้านที่ชอบดูแลสามี ลูก และงานบ้านเป็นหลัก หรือคำที่ดูไม่มีความหมายอย่าง 6-7 อ่านว่า six seven ที่เป็นที่เข้าใจเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มอัลฟ่าที่ออนไลน์มากพอจะเข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าอะไรครับ

ดูเหมือน TikTok จะกลายเป็นโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักของการกำเนิดคำศัพท์ใหม่ๆ สาเหตุหลักก็เพราะเด็กรุ่นใหม่เล่น TikTok เป็นหลัก นั่นบอกให้รู้ว่านักการตลาดควรโฟกัสช่องทางไหนนับจากนี้

อีกหนึ่งปัจจัยของการถือกำเนิดขึ้นของคำใหม่ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวในสังคมก็คือเจ้า Generative AI นี่แหละครับ

หลายครั้งมนุษย์เราก็ชอบเอาคำตอบจาก AI อย่าง ChatGPT ไปใช้ตรงๆ โดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง และนั่นทำให้คำที่ปกติคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้กันอย่าง meticulous ที่แปลว่า พิถีพิถัน หรือ intricate ที่แปลว่า ซับซ้อน หรือ garner ที่แปลว่า ได้รับ ถูกเอาไปใช้งานมากขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพราะ Generative AI นั่นเอง

แล้วนักการตลาดอย่างเราจะเอาเทรนด์ Algospeak คำศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาจาก AI และต้องการหลบเลี่ยง Algorithm นี้ไปต่อยอดอย่างไรได้บ้าง ลองมาดูกันครับ

Human Texture is Premium วันนี้เราสามารถให้ AI ช่วยเขียนคำสวยๆ งามๆ ดูอลังการได้ไม่รู้จบ กลายเป็นว่าคำธรรมดาแบบที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันกลับเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดคนด้วยกันมากกว่า

ใช้ AI ช่วยคิดได้ แต่อย่าเอาทุกอย่างจาก AI ไปใช้ เติมความเป็นมนุษย์เข้าไปให้มาก เพราะนี่คือเส่นห์หลักของการตลาดยุค AI ครับ

Algorithm Fluency แน่นอนว่าการเข้าใจคำศัพท์ใหม่ๆ นั้นสำคัญต่อนักการตลาด เราจะได้รู้ว่าวันนี้พวกเขาสื่อสารเรื่องนี้ด้วยคำแบบไหน การเข้าใจคำนั้นช่วยให้กลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าแบรนด์เรานั้นเป็นพวกเดียวกับพวกเขา

อีกแง่มุมหนึ่งมันคือการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ Algorithm จากโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่แสนจะเดาใจยากว่าตกลงมันชอบคำไหนบ้าง และไม่ชอบคำไหนบ้าง เพราะไม่เคยมีคนจากในแพลตฟอร์มออกมาอธิบายอะไรให้ชัดเจนเลย

Social Listening แน่นอนว่าหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักการตลาดทุกคนในวันนี้ก็คือ Social Listening ครับ เครื่องมือที่ช่วยให้เรารู้ว่ามีการโพสถึง “คำนี้” บนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาที่เราอยากรู้มากน้อยเท่าไหร่

สมมติเราเห็นคำแปลกๆ ที่ไม่คุ้นตามาแล้วอยากรู้ว่าคำนี้กำลังเป็นกระแสจริงหรือไม่ เราก็ไม่ต้องนั่งเดาสุ่มเอาเองอีกต่อไป แค่ใช้ Social Listening Tool แค่นี้ก็รู้ได้ไม่ยากว่ามีคนรุ่นใหม่โพสถึงคำนี้มากน้อยเท่าไหร่หรือเปล่าครับ

สรุป Global Trends 2026 ที่ 6: Algospeak ศัพท์ใหม่เจนอัลฟ่าที่นักการตลาดต้องตามให้ทันถ้าไม่อยากพลาดเทรนด์

ในวันที่โลกนั้นเปลี่ยนไปไวมาก โดยเฉพาะเกิดคำใหม่ๆ ที่พร้อมเป็นเทรนด์ได้ทุกวัน ถ้านักการตลาดคนไหนรู้ก่อน เข้าใจก่อน หยิบเอาไปใช้ได้ก่อน ก็จะกลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกวางใจ อยากเข้าหา อยากเข้าใกล้ เพราะรู้สึกว่าแบรนด์นี้ก็รู้เหมือนที่พวกเขารู้ และก็มองว่ามีความเป็นพวกเดียวกันมากกว่าแบรนด์ที่ไม่เคยพูดภาษาเดียวกับพวกเขาเลย

บวกกับ Social Algorithm พยายามปิดกั้นคำศัพท์ต่างๆ หรือคำต้องห้ามอยู่เสมอ ดังนั้นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นแทนใช้คำต้องห้ามตรงๆ ก็จะส่งผลให้โพสของเรานั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น

แล้วก็ระวังการใช้ AI ในการช่วยคิดคำต่างๆ มากเกินไป เพราะคำศัพท์ที่ดูดีเกินไปทำให้คนรู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่ไว้วางใจในแบรนด์คุณมากขึ้นทุกวัน

7. Broketing = Brother + Marketing เทรนด์การตลาดยุคใหม่ต้องเข้าใจผู้ชายสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหงา

Photo: https://globetrender.com/2025/09/09/booking-com-x-boyz-ii-men-music-infused-wellness-escape/

ดิมผู้ชายถูกมองว่าต้องเป็นแข็งแรง แข็งแกร่ง เพราะเป็นเพศชาย เหมือนคำที่พูดกันติดปากมานานมากว่า “ลูกผู้ชายห้ามร้องให้” หรือ “ทำตัวให้สมกับเป็นลูกผู้ชายหน่อย”

ในแง่มุมหนึ่งแนวคิดแบบ Stereotype เหมารวมว่าผู้ชายทุกคนจะต้องเข้มแข็งเช่นนี้ กลายเป็นจุดกดดันให้ผู้ชายต้องแบกรับภาระความเครียดที่เกินจำเป็นมานานมาก

ผิดกับผู้หญิงที่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้โดยไม่มีใครต่อว่า แต่ถ้าลองเป็นผู้ชายซิครับ บ่นนิดเดียวก็หาว่าไม่สมกับเป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย

และวันนี้โลกทั้งใบก็ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเรียบร้อยแล้ว เลยทำให้ผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป หรือผู้ชายวัย 50+ ขึ้นไปกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนี้

ผู้ชายกว่า 69% เชื่อว่าความเหงาคือโรคระบาดชนิดหนึ่ง และอีก 68% ก็บอกว่าไม่รู้ว่าทุกวันนี้สังคมคาดหวังอะไรจากผู้ชายบ้าง พอเห็นแรงกดดันของการเกิดมาเป็นผู้ชายบ้างแล้วหรือยังครับ

ถ้าย้อนกลับไปสักยี่สิบสามสิบปีก่อน มันยากมากที่ผู้ชายจะอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสังคม ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงเหมือนภาพก๊วนเพื่อนผู้ชายแบบเดิมสักเท่าไหร่

ผู้ชายวัย 65 ปีขึ้นไปเลยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บอกว่าตัวเองนั้นเหงามาก และมีแนวโน้มว่าจะตัดขาดจากสังคมไปโดยไม่รู้ตัวซึ่งนั่นอันตรายอย่างมากครับ

จากรายงานของสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้ชายกว่าหนึ่งในสามที่มีอายุระหว่าง 18-23 ปี นั้นแทบไม่ได้ออกไปพบเจอคนอื่นเลยนอกจากคนในครอบครัวตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และก็มีแค่หนึ่งในห้าเท่านั้นที่บอกว่ามีเพื่อนที่รู้สึกว่าพึ่งพาได้จริงๆ พอเห็นโลกแคบๆ เหงาๆ ของผู้ชายทุกวันนี้แล้วใช่ไหมครับ

จากภาวะที่เราเคยเรียกกันว่า Toxic Masculinity หรือความเป็นชายที่เป็นพิษ คือผู้ชายแมนๆ เขาไม่ทำกัน ยิ่งกดให้ผู้ชายต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งทั้งที่จริงแล้วอาจจะอยากอ่อนแอบ้างก็ได้

แล้วยิ่งแบรนด์ต่างๆ เวลาทำโฆษณากับผู้ชายก็ยิ่งสื่อไปยังภาพว่าผู้ชายจะต้องแมน จะต้องแข้มแข็งแบบนี้ซิถึงจะถูก ก็เหมือนกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ผู้หญิงตามสื่อต่างๆ จะต้องออกไปทางแม่บ้าน หรือไม่ก็เซ็กซี่อวดเรือนร่างเอาใจผู้ชายเท่านั้น

แต่ดูเหมือนโลกของผู้หญิงจะพัฒนาไปไวกว่าผู้ชายมาก ก็เลยเริ่มมีแบรนด์หันมาทำการตลาดกับผู้ชายโดยไม่เน้นความแมน แต่เน้นความเป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากผู้หญิงปกติทั่วไป เช่น มีการจับกลุ่มเล่นโยคะในหมู่ผู้ชายด้วยกัน ไม่ต้องเข้ายิมเล่นฟิตเนสเอากล้ามเท่านั้น

หรือมีการจับกลุ่มเดินป่า เที่ยวทะเล หรือแม้แต่เข้าซาวน่าก็กลายเป็นกิจกรรมทั่วไปของผู้ชายคนหนึ่งในทุกวันนี้

ที่ผมเลือกใช้คำว่า Broketing เพราะคำว่า Bro หรือ Brother คือคำที่ผู้ชายฝรั่งเอาไว้เรียกเพื่อนผู้ชายด้วยกันแบบแมนๆ คุยกันแบบผู้ชายๆ แต่แมนๆ ในที่นี้ก็มีเรื่องสนุกสนานเฮฮามากมาย อาจเป็นแค่การทำอาหารกินด้วยกันระหว่างเพื่อนผู้ชาย ดื่มกันเล็กน้อย เฮฮาสังสรรค์หน่อยๆ นี่คือโอกาสของนักการตลาดที่สามารถเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มผู้ชายทั่วโลกที่อายุเยอะขึ้น กำลังเหงามากขึ้นกว่าผู้ชายเจนก่อนๆ ครับ

อย่าลืมว่าผู้ชายก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ที่มีช่วงเวลาที่อ่อนแอ เปราะบาง อ่อนไหว อยากได้รับความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ ควรเลิกภาพจำว่าผู้ชายจะต้องแมน จะต้องแข็งแรง จะต้องไม่ร้องให้ได้แล้วหละครับ

ลองมาดูกันว่านักการตลาดจะประยุกต์ใช้เทรนด์ Broketing นี้อย่างไรได้บ้าง

The Loneliness Economy เมื่อความเหงากลายเป็นโรคระบาดที่รุนแรงมาก ในระดับ WHO ยังเคยออกมาเตือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่มักไม่ค่อยมีเพื่อนเมื่ออายุมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้หญิง ดังนั้นแบรนด์ที่จะได้ใจผู้บริโภคกลุ่มชายสูงวัยนี้ คือต้องหาพื้นที่ให้พวกเขาได้ออกมาเจอกัน ไม่ใช่แค่เพื่อลดความเหงา แต่เพื่อให้พวกเขาได้ออกมาระบายความเครียดไปด้วยกันครับ

From Toxic to Positive Masculinity จากยุคแมนๆ สู่ยุคก็แค่ผู้ชายคนนึง เดิมเราถูกสอนมาให้เชื่อว่าถ้าเป็นผู้ชายต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง ต้องห้ามแสดงอารมณ์ออกมามากมาย ทำให้การตลาดจากแบรนด์ส่วนใหญ่เลยชูภาพ Stereotype ออกมาในทิศทางเดียวกันหลายสิบปี แต่ดูเหมือนวันนี้การตลาดแบบที่เคยเวิร์ค จะไม่เวิร์คกับผู้ชายเหมือนเดิมอีกต่อไป

การตลาดยุคใหม่ต้องกล้าสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ชายในมิติที่หลากหลาย อ่อนแอได้ ดูแลตัวเองได้ เปิดใจแสดงอารมณ์ได้ มันคือการบาลานซ์ความเป็นผู้ชายว่าสุดท้ายก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง

ComManity Marketing การตลาดแบบจับกลุ่มผู้ชายมาหาเวลาเอนจอยกัน ก็คล้ายๆ กับที่กลุ่มแบรนด์รถยนต์มอเตอร์ไซค์ที่ Harley Davidson ทำมานาน แต่แบรนด์ยุคใหม่อาจจะลดความเป็น Masculinity ลงมาไม่ต้องมากเท่าเดิม

อาจเป็นการจัดงานเลี้ยงทั่วไปที่ไม่ต้องเน้นเหล้า เน้นเมา เน้นผู้หญิงก็ได้

หรืออาจจัดกิจกรรมประเภทให้ผู้ชายได้ออกมารวมตัวกันทำกิจกรรมดูแลตัวเองมากขึ้น สปาบ้าง โยคะบ้าง มันคือการออกมาผ่อนคลายลดความเครียดในวันที่สังคมก็เต็มไปด้วยความเครียดมากพอแล้ว

สรุป Global Trends 2026 ที่ 7: Broketing เทรนด์การตลาดยุคใหม่ต้องเข้าใจว่าผู้ชายก็เหงาและอ่อนแอได้

จากกระแส Toxic Masculinity ที่มีมาสักพัก จากความเชื่อเดิมๆ ที่สอนกันมาว่าเกิดเป็นผู้ชายต้องมีใจอดทน ดูเหมือนว่าวันนี้ความกดดันรอบด้านจากสังคมและหน้าที่การงาน ทำให้ผู้ชายก็รู้สึกอ่อนแอและบอบบาง ไม่อยากจะเป็นเพศที่ต้องแข็งแกร่งตลอดเวลาอีกต่อไป

ดังนั้นเลิกทำการตลาดไปยังกลุ่มผู้ชายว่าต้องแมนๆ เท่านั้น หันมาเน้นความเข้าอดเข้าใจ ลดความเครียด และพากลุ่มผู้ชายที่เริ่มมีอายุให้ได้ออกมาสังสรรค์เจอหน้ากัน ทั้งหมดก็เพื่อลดความเครียด ลดความกดดันที่พวกเขาต้องแบกรับมาตลอดชีวิตครับ

8. Private Theater เทรนด์โรงหนังส่วนตัวกำลังมา

Photo: https://robbreport.com/lifestyle/news/metro-cinema-new-york-private-cinema-1236896780/

ท่ามกลางกระแสความนิยมดูหนังในโรงภาพยนต์ทั่วโลกกำลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด เราจะเห็นกระแสการเอาภาพยนต์เก่ากลับมาฉายใหม่ให้คนได้ดูแบบเต็มตา เต็มอารมณ์ในโรงหนังมาสักพัก แต่ในขณะเดียวกันโรงภาพยนต์ หรือโรงฉายหนังแบบ Private กลับเริ่มได้รับความนิยมแบบเงียบๆ ในต่างประเทศ ซึ่งนี่เป็นหนึ่ง Global Consumer Trends 2026 ที่น่าสนใจที่อยากหยิบมาเล่าให้เพื่อนๆ นักการตลาดในการตลาดวันละตอนได้ฟังครับ

ในต่างประเทศโรงภาพยนต์ขนาดเล็ก แบบ Private Cinema หรือ Private Theater กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์คล้ายๆ ปิดโรงหนังดูส่วนตัว แต่ไม่ต้องใช้งบระดับเหมาโรง แต่ใช้งบเหมือนจองห้องกินข้าวส่วนตัวตามร้านอาหารดีๆ เท่านั้นเองครับ

ในแง่มุมหนึ่งมันคือการย้อนกลับไปยังยุคโรงภาพยนต์แบบโบราณ ที่มีขนาดเล็ก นั่งดูพร้อมกันได้แค่ไม่กี่คน อาจจะแค่หลักสิบคนเท่านั้น ซึ่งการมาของเทรนด์โรงภาพยนต์ส่วนตัวขนาดเล็กแบบนี้คนชอบดูหนังเก่ามากกว่าหนังใหม่ คนอยากดูหนังคลาสสิกแบบเต็มอารมณ์ที่จอทีวีและ Home Theater ที่บ้านไม่สามารถทำได้ครับ

ในขณะเดียวกันผู้ชมก็อาจเลือกกินอาหารไปด้วย ดื่มเครื่องดื่มที่ชอบไปด้วย ก็เพราะทั้งโรงหนังมีแค่เรากับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นจะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า มันคือบริการแบบสุด Exclusive รูปแบบหนึ่งที่อาจจะเริ่มมาในประเทศไทยในเร็วๆ นี้

ในบ้านเราอาจไม่ถึงขั้นส่วนตัวขนาดนั้น แต่ถ้าโรงพิเศษที่ค่าตั๋วหลักพัน ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกัน บางครั้งผมไปดูแทบทั้งโรงก็มีดูกันไม่เกินครึ่ง และทั้งโรงภาพยนต์แบบนี้ก็มีที่นั่งดูไม่เกิน 10 คู่ด้วยซ้ำครับ

ดังนั้นก็ถือว่าพิเศษมากพอที่จะเรียกว่าเป็นกึ่ง Private Theater ก็เป็นได้

อีกหนึ่งสาเหตุก็เพราะความนิยมของ Streaming ต่างๆ ไม่ว่าจะ Netflix, Disney Plus หรืออะไรก็ตาม การดูหนังที่บ้านเป็นเรื่องง่ายจนมันไม่สนุกเท่าไหร่ บางคนก็เลยต้องการประสบการณ์ความแปลกใหม่นั่นก็คือการไปใช้บริการ Private Theater จนกลายมาเป็นเทรนด์นี้นั่นเอง

ซึ่งเดิมทีเทรนด์นี้มีชื่อว่า Screen Subcultures ที่บอกถึงการมาของจอขนาดเล็ก ซึ่งก็หมายถึงโรงภาพยนต์ขนาดเล็กที่ให้บริการแบบ Private ครับ ในแง่มุมการตลาดในการหยิบเทรนด์นี้ไปประยุกต์ใช้ก็เช่น…

1 Niche Community Building บางทีการจับกลุ่มมาดูภาพยนต์อาจไม่ใช่เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว แต่เป็นกลุ่มคนที่ชอบภาพยนต์แบบเดียวกัน สไตล์เดียวกัน หรือแม้แต่เรื่องเดียวกัน

ได้มามีประสบการณ์อินไปกับภาพยนต์ที่รักไปด้วยกัน เม้ามอยกันอย่างออกรสให้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะด่าว่าดูหนังไปคุยไปแบบภาพยนต์ทั่วไปครับ

หรือถ้าไม่ใช่ภาพยนต์คุณก็อาจทำคลับหนังสือ ที่จับกลุ่มคนที่ชอบหนังสือแบบเดียวกันได้มาเจอกัน มาพูดคุยเรื่องหนังสือหรือนักเขียนร่วมกัน หรืออาจจะเป็นเรื่องของการฟังจากแผ่นเสียงที่ก็มีกลุ่ม Community เรื่องนี้ไม่น้อย

2 Micro-Lixury & Intimacy หรูหราในไซส์มินิ เดิมทีความหรูหรามักต้องทำให้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เราสามารถจัดงานขนาดเล็ก เชิญกลุ่มคนเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความหรูหราหายากบางสิ่งบางอย่างก็ได้

เช่นการจับกลุ่ม Exclusive Dinner จ้างเชฟดังมาทำ Private Chef Table ในสักสถานที่เพื่อชวนเพื่อนสนิทมากินกันสนุกสนานเสียงดังให้เต็มที่แบบส่วนตัว

นี่คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่บ้าน ยกเว้นว่าบ้านคุณจะมีครัวระดับภัตตาคารที่เชฟยอมรับว่าสามารถทำอาหารแบบจัดเต็มที่บ้านคุณได้ครับ

เดิมการจัดอีเวนท์มักเน้นขนาดใหญ่ ชวนคนเยอะ ทำให้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ดูเหมือนว่าคนวันนี้จะเบื่ออะไรแบบนั้น พวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องการประสบการณ์กับคนสนิทเท่านั้น

จึงทำให้ธุรกิจแบบ Exclusive & Private ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายแง่มุมสำหรับคนที่จ่ายได้ โรงภาพยนต์ขนาดเล็กที่มีความส่วนตัวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กำลังมาในเทรนด์ระดับโลก

ลองเอาไปคิดต่อยอดดูว่าเราจะจับกลุ่มคนเหล่านี้ให้กลายเป็นลูกค้าเราได้อย่างไร เราจะสร้างพื้นที่หรือโอกาสให้คนที่รักในอะไรมากๆ ได้ออกมาพบเจอกันและใช้เวลาใช้เงินร่วมกันกับธุรกิจเราอย่างไรได้บ้างครับ

9. Natural IP ทรัพย์สินทางปัญญาจากธรรมชาติ

มื่อผู้บริโภคกว่า 80% จากทั่วโลกบอกว่าภาคธุรกิจ เอกชน หรือรัฐบาล ควรจ่ายเงินให้กับธรรมชาติมากกว่านี้ เหตุผลเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหยิบเอามาทำ หยิบเอามาใช้ หยิบเอามาคิดต่อยอดเป็นธุรกิจต่างๆ นั้นล้วนได้รับแรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยก็ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่มากก็น้อยอยู่แล้วครับ

ก็เลยกลายเป็น Global Consumer Trends 2026 สำคัญจากรายงานของ The Future 100 VML ที่มีชื่อว่า Natural IP หรือการจ่ายคืนให้ธรรมชาติผ่านสิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเราทุกคนล้วนได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติในการคิดหรือทำสิ่งใดขึ้นมาครับ

อย่างค่ายเพลงที่ช่อว่า Future Sounds of Nature ก่อตั้งเมื่อปี 2025 โดย Eli Goldstein และ Lola Villa ได้เอาโมเดลธุรกิจที่แบ่งรายได้ 20% ไปสนับสนุนโครงการอนุรักษ์หรือดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยของธรรมชาติที่อยู่ในเพลง หรือเสียงที่บันทึกไว้

ก็คือเอาเสียงธรรมชาติมาใช้ แล้วทำไมไม่จ่ายคืนหละ แนวคิดนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเทรนด์ Natural IP ขึ้นมา อย่างแคมเปญการตลาดที่ชื่อ Sounds Right ที่ได้รางวัล Grand Prix สาขา Innovation จาก Cannes Lions ในปี 2025 ก็ยกให้ธรรมชาติกลายเป็นศิลปินในเพลงที่เผยแพร่ทาง Spotify และ Apple Music ครับ

พวกเขายกรายได้จากการ Stream เพลงให้กับธรรมชาติตรงๆ ซึ่งรวมแล้วก็เป็นเงินกว่า 6250,000 ดอลลาร์ หรืออคิดเป็นเงินไทยก็มากกว่า 20 ล้านบาท

หรือศิลปินอย่าง Hozier ก็แบ่งรายได้จากเพลง Like Real People Do กว่า 50% ที่มีเสียงของธรรมชาติในประเทศไอร์แลนด์ให้กับโครงการอนุรักษ์ในพื้นที่ด่านหน้าของแหล่งธรรมชาตินั้น

ดูเหมือนเทรนด์ Natural IP นี้จะล้ำหน้าไปยิ่งกว่า Sustainable หรือ ESG ในวันนี้ไปไกลครับ และเหล่านักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกก็เสนอว่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ควรร่วมจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อเริ่มต้นกองทุน Cali Fund เป็นโครงการที่เริ่มต้นโดยองค์การสหประชาชาติที่ขอให้บริษัทต่างๆ จ่ายเงินสำหรับการใช้ข้อมูลพันธุกรรมของธรรมชาติ ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึงสินค้าประเภทยารักษาโรค อาหาร และสิ่งทอ ที่ต้องพึ่งพาการเพาะปลูกที่ส่งต่อองค์ความรู้กันมาเป็นพันๆ หมื่นๆ ปี

ความน่าสนใจของเทรนด์ Natural IP กับแง่มุมการตลาดคือ…

From Charity to Royalty เดิมการจะจ่ายเงินคืนให้ธรรมชาติจะมาในรูปแบบความสมัครใจ ผ่านการบริจาคตามวาระต่างๆ แต่ถ้าเราปรับวิธีหรือกฏระเบียบให้กลายเป็น “ต้องจ่ายตามการใช้ธรรมชาติ” เพราะถือว่าธรรมชาติก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เหล่านั้น ก็จะยิ่งทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ถ้าเรามองว่าเวลาคนเอาทรัพย์สินทางปัญญาเราไปใช้เรายังต้องจ่ายเงินให้ หรือถ้าคนอื่นใช้ของเราเรายังต้องคิดเงิน แล้วธรรมชาติหละ จะไม่มีสิทธิ์นั้นบ้างเลยหรอ

เรื่องนี้ผมว่าถ้าแบรนด์ไหนเริ่มก่อน จะได้ใจกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงและใส่ใจธรรมชาติไม่น้อย จนอาจกลายเป็น New Unique Selling Point ก็ได้ครับ

Natural as a Co-Creator ธรรมชาติคือผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานนี้ วันนี้แบรนด์สามารถใช้ธรรมชาติมาเป็นจุดขายในการทำ Storytelling ได้ เช่นอาจจะบอกว่าผลงานชิ้นนี้ร่วมสร้างสรรค์กับเทือกเขาสักแห่ง แม่น้ำสักที่ หรือแม้แต่เสียงนกที่อุทยานแห่งชาติ

ถ้าใครสื่อสารออกไปแบบนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้แบรนด์ดูแตกต่างและหรูในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนครับ

สรุป Global Trends 2026 ที่ 9: Natural IP ทรัพย์สินทางปัญญาจากธรรมชาติ

เราคงเห็นแล้วว่าการจ่ายเงินคืนให้ธรรมชาติที่เราใช้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ระดับโลกที่น่าสนใจ เปลี่ยนจากการบริจาคเป็นการสร้างความผูกพันธ์จากรายได้การขาย ออกมาเป็นค่าลิขสิทธิ์จากทรัพย์สินทางปัญญาของธรรมชาติโดยตรง

ถ้าคุณใช้สิ่งไหนก็ควรจ่ายสิ่งนั้น ถ้าคุณใช้พืชบางชนิดทำเนื้อผ้าพิเศษ ก็ควรจ่ายคืนให้ธรรมชาติตามการใช้งาน ถ้าคุณใช้เสียงของธรรมชาติในการสร้างผลงาน ก็ควรเอารายได้แบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนว่าจะจ่ายคืนหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เหล่านั้นกี่เปอร์เซนต์

นี่คือเทรนด์ที่ Beyond กว่า ESG ไปไกล ดังนั้นใครกล้าเปิดก่อน เริ่มก่อน ก็น่าจะได้ใจผู้บริโภคกว่า 80% ที่บอกว่าภาคธุรกิจ หรือแบรนด์ต่างๆ ควรจ่ายคืนให้กับธรรมชาติมากกว่านี้ครับ

10. Multiflex Cities เทรนด์เมืองที่ดีต้องมีทุกอย่างเพื่อทุกคน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ประชากรโลกส่วนใหญ่ล้วนกระจุกอยู่ในเมืองหลวงของประเทศตัวเองมากกว่าครึ่ง เคยมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ประชากรกว่า 70% จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงทั้งนั้น

นั่นหมายความว่าความหลากหลายในพื้นที่เมืองอาจจะหายไปกลายเป็นสิ่งอื่น เช่น ที่อยูอาศัยแทน อย่างในบ้านเราก็จะเริ่มเห็นความหลากหลายของพื้นที่ที่หายไปจนกลายเอาอาคารพานิชย์เดิมไปสร้างเป็นตึกสูงๆ แทน

ดังนั้น Global Trends 2026 สำคัญปิดท้ายก็คือเรื่องของเมือง ว่าเราจะทำเมืองอย่างไรให้มีความหลากหลายตอบโจทย์คนอยู่อาศัยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

เมืองที่ต้องให้เราสามารถไปทำงานได้ ทำธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันก็ยังต้องสามารถใช้ชีวิตได้มีคุณภาาพที่ดีด้วย หลายประเทศเริ่มมีการปรับพื้นที่เดิมที่อาจเป็นพวกโรงงานเก่า เขตอุตสาหกรรมเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานาน (ในประเทศไทยเองก็มีไม่น้อย) ให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนรวมสำหรับคนในเมืองมากขึ้นแทน ที่มีทั้งตลาด งานนิทรรศการ หรือการแสดงศิลปะในรูปแบบต่างๆ

มันคือการทำให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น ถ้าในบ้านเราผมก็คิดถึงย่านทรงวาด ที่โซนพื้นที่ริมน้ำถูกทิ้งร้างมานานเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่พอเอามาปรับปรุงสร้างเป็นย่านใหม่ ก็กลายเป็นได้รับความสนใจจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ต้องแวะเวียนมา

Photo: https://www.facebook.com/laundryandlatte/?locale=en_GB

หรือหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมของคนเมืองก็คือ “ร้านสะดวกซัก” ทุกคนต้องซักผ้า และคนจำนวนมากก็เอาผ้าไปซักตามร้านสะดวกซักเหล่านี้ ร้านสะดวกซักในต่างประเทศมีการต่อยอดให้คนได้มาทำกิจกรรมร่วมกันแทนที่จะนั่งเล่นมือถือของใครของมันไปเฉยๆ

มีการดื่มกาแฟ จิบไวน์ นั่งคุยกันทำความรู้จักกันไปตอนที่ต้องรอผ้าซักให้เสร็จ ก็เรียกได้ว่าจากกิจกรรมน่าเบื่อกลายเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองมีสีสันในชีวิตมากขึ้น

การเปิดตัวพื้นที่ Mix Use จะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ลดความเป็นตึกสูง เป็นห้างร้าน ด้วยการทำให้เกิดความหลากหลายของการใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองทุกคนจริงๆ มากขึ้น ไม่ได้มีแค่คาเฟ่ แต่อาจมีร้านตัดผม มีงานศิลปะมาแสดง ให้คนได้ออกมาเจอกันแทนที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง

ในลอนดอนเองก็มีการเอาตึกออฟฟิศร้างมาปรับเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แบบใหม่ๆ เอามาทำเป็นคลับให้คนได้มาสังสรรค์กัน มีดีเจมาเปิดแผ่นสร้างสีสัน มันคือการบริหารจัดการพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างไม่เกิดประโยชน์ในเมืองที่มีมากมาย ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เกิดประโยชน์กับเมืองมากขึ้น แน่นอนรายได้ก็ย่อมตามมา

สำหรับที่ญี่ปุ่นอาจไม่มีพื้นที่แนวราบเยอะแบบประเทศอื่น แต่พวกเขาก็ประยุกต์เทรนด์ Multiflex Cities เมืองที่หลากหลายเพื่อทุกคนนี้ในรูปแบบตัวเองได้ดีครับ

Photo: https://www.hulic.co.jp/en/business/child/

มีการปรับพื้นที่ในตึกสูงของเขาให้มีความหลากหลายตอบไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มากกว่าแค่การช้อปปิ้งมากขึ้น มีการเอาโรงเรียนกวดวิชามาใส่ มีคลินิก มีสถานรับเลี้ยงเด็ก มีคาเฟ่ มีสตูดิโอพิลาทิส เอาทั้งหมดนี้เข้ามารวมกันไว้ในตึกเดียว จากเดิมที่อาจต้องกระจายไปยังหลายตึกซึ่งอาจไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตเท่าไหร่นัก

ฉะนั้นเทรนด์ Multiflex Cities เมืองที่ดีที่มีความยืดหยุ่นหลากหลายต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ ทำให้คนเมืองมีชีวิตชีวาและสีสันมากขึ้น ต้องไม่มองว่าจะหาแค่กลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้อย่างไร ต้องมองว่าเราจะสร้างความสุขให้กับคนได้อย่างไร เพราะถ้าคนมีความสุขมากขึ้นก็ย่อมเพิ่มโอกาสที่เขาจะใช้เงินกับเรามากขึ้นด้วย

เพราะวันนี้คนเมืองเดินกันน้อยลง เมืองก็เลยซบเซาลงตามไป ถ้าเราทำให้เมืองนั้นน่าเดินมากขึ้นได้มากเท่าไหร่ ชีวิตชีวาก็จะยิ่งกลับคืนมา แน่นอนว่ามูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยครับ

สิ่งที่นักการตลาดควรเอาเทรนด์นี้ไปคิดต่อยอดคือ…

Maximizing “Time Share” คนเรามีเวลาเท่ากัน แต่เราจะทำอย่างไรให้คนอยากเอาเวลาที่มีจำกัดมาใช้กับเรามากขึ้นแทน ซักผ้าอย่างเดียวอาจน่าเบื่อ แต่ถ้าเราหาพื้นที่กิจกรรมที่น่าสนใจให้คนได้หละ ธุรกิจซักผ้าเราอาจน่าสนใจมากกว่า คนอาจอยากเลือกมากกว่าแค่ราคาถูกกว่า และเราก็ไม่ต้องแข่งกันที่สงครามราคาที่เราทุกคนไม่ชอบได้

Asset Elasticity & ROI ทำให้พื้นที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เดิมธุรกิจมักมีเวลาเปิดปิดชัดเจน ซึ่งเวลาที่ปิดคือโอกาสทางธุรกิจที่เสียไป และยังเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่สูงมาก

ลองคิดว่าถ้ากลายวันเราขายกาแฟ กลางคืนเราจะขายอะไรได้บ้าง หรือถ้ากลางคืนเราทำธุรกิจอย่างหนึ่ง แล้วกลางวันพื้นที่เดียวกันเราจะเอาไปทำอะไรต่อได้อีก

ถ้าเราสามารถใช้พื้นที่ได้เต็ม 24 ชั่วโมงได้ เราก็จะทำให้ต้นทุนของพื้นที่ดังกล่าวนั้นมีราคาถูกลงได้ไม่ยากครับ

Design for “After 5 PM” กลยุทธ์การตลาดหลังเลิกงาน เชื่อไหมครับว่าทุกวันนี้หลายธุรกิจยังคงทำงานตามเวลาออฟฟิศเช่นเดิม เช่น อาจเลิกงานหกโมงเย็น แต่วันนี้คนเลิกงานก็เย็นแล้ว หลายร้านค้าร้านรวงก็ปิดตัวเร็วอย่างน่าเสียดาย

ตอนที่ผมไปเที่ยวสิงค์โปรพบว่าหลายคาเฟ่ปิด 4 ทุ่มเป็นส่วนใหญ่ มันทำให้เรามีเวลาใช้ชีวิตหลังเลิกงานได้นานขึ้น แน่นอนว่ามันหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โชว์รูมบ้าน โชว์รูมรถ ถ้าเปิดให้สายขึ้นแต่ปิดดึกขึ้นได้ อาจได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่อยากแวะมาดูรถหรือบ้านหลังเลิกงานไม่น้อยครับ

เราคงเห็นแล้วว่าชีวิตคนเมืองวันนี้นั้นเต็มไปด้วยความจืดชืด ความกดดัน คนเมืองส่วนใหญ่มีชีวิตแค่ทำงาน เข้าห้าง กลับบ้าน แต่ผู้คนอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น ผู้คนอยากใช้ชีวิตให้มากกว่านั้น ถ้านักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจคนไหนสามารถคิดได้ก่อน ทำได้ก่อน ก็น่าจะได้เปรียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันไม่มากก็น้อยครับ

มองว่าคนเมืองไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่คุณอยากให้มาใช้เงินกับคุณด้วยเท่านั้น แต่มองว่าเขาคือคนคนหนึ่งที่ต้องการคนมาเติมเต็ม มาทำให้ชีวิตมีสีสัน เพราะถ้าคุณทำให้เขามีความสุขกับคุณได้แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่อยากใช้เงินกับคุณครับ

เราคงเห็นภาพทิศทางการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วไป ที่เป็นผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน คนมองหาสิ่งที่ดูจริง ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นผ่านเทรนด์ที่ 1. Entropism ในขณะเดียวกันก็อยากจะเริ่มต้นใหม่จากความวุ่นวาย ผ่านเทรนด์ที่ 2. Transformation Frontier เพราะคนทั่วโลกต้องเจอความเครียด จากข่าวปลอม คอนเทนต์ปลอมมากมายด้วย Generative AI จนทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับ “ความจริง” มากขึ้นเพราะไม่อยากถูกหลอก ถูกปั่นหัว ผ่านเทรนด์ที่ 3.Truth Literacy

ในขณะที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า โลกไม่ได้ยกให้ฝั่งตะวันตกเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมผ่านเทรนด์ที่ 4. Unbounded Creativity เพราะวัฒนธรรมฝั่งโลกตะวันออกและอเมริกาใต้นั้นกลับขายดีและเป็นที่นิยมมากขึ้น

แต่ผู้คนก็ยังเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จาก AI ด้วยการเอาคอนเทนต์ที่บางคนว่าขยะ Brain Rot มาต่อยอดทางธุรกิจผ่านเทรนด์ที่ 5. Hyperreality ทำให้นักการตลาดต้องยิ่งอัปเดทคำศัพท์วัยรุ่น Alpha ใหม่ๆ ที่เกิดบนโซเชียลทุกวันผ่านเทรนด์ที่ 6. Algospeak ให้ทัน ไม่อย่างนั้นอาจตกงานเพราะไม่รู้เท่าทันเทรนด์ได้สบายๆ

ในขณะที่เทรนด์กลุ่มผู้ชายสูงวัยโดดเดี่ยวกำลังขยายตัวมากขึ้นจนน่ากังวล ผ่านเทรนด์ที่ 7. Rewilding Make Kinship ต่อด้วยเทรนด์ที่ 8. Screen Subcultures กับธุรกิจโรงภาพยนต์ส่วนตัวขนาดเล็กนอกบ้าน ให้เราได้มีเวลาดูหนังที่ต้องการแบบเต็มประสบการณ์กับแค่กลุ่มเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเท่านั้น

ส่วนเทรนด์ที่ 9. Natural IP ก็น่าสนใจ เพราะมันล้ำไปเกิน ESG หรือ Sustain ทั่วไป เพราะมันคือการแบ่งรายได้จากธุรกิจคืนสู่ธรรมชาติแบบจริงๆ และก็ปิดท้ายด้วยเทรนด์ที่ 10. Multiflex Cities เมื่อการออกแบบพื้นที่ในเมืองต้องยืดหยุ่นกับทุกคนจริงๆ และต้องเน้นการใช้ชีวิตหลังเลิกงานเป็นหลัก เพื่อให้คนเมืองรู้สึกไม่เครียดจนเกินไปครับ

ทั้งหมดนี้คือ 10 Global Consumer & Culture Trends 2026 ที่อยากให้เพื่อนๆ นักการตลาดในการตลาดวันละตอนได้รู้เท่าทัน รู้ก่อน ประยุกต์ใช้ก่อนเท่านั้น ถึงจะยังคงเป็นผู้นำในตลาดครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *