Experiential Marketing เกมที่ Bang & Olufsen เปลี่ยนร้านเป็นพิพิธภัณฑ์ 100 ปี โชว์ของสะสม 70 ชิ้น คัดสรร 8 ปี เปิดชมฟรี สู่ 4 บทเรียนสร้างประสบการณ์ให้แบรนด์

ถอดรหัส Experiential Marketing จาก Bang & Olufsen เปลี่ยนแฟล็กชิปสโตร์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ฉลอง 100 ปี ที่ Central Embassy

80% ของลูกค้าบอกว่า ประสบการณ์ที่แบรนด์มอบให้นั้นสำคัญพอๆ กับตัวสินค้าหรือบริการที่จ่ายเงินซื้อ นี่คือตัวเลขจากผลสำรวจ State of the Connected Customer ของ Salesforce ที่สะท้อนชัดว่า สนามแข่งขันได้ย้ายจาก ‘ของที่ขาย’ มาอยู่ที่ ‘ความรู้สึกที่ลูกค้าได้กลับไป’ เรียบร้อยแล้วครับ

เพราะจากตรงนี้เอง เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าเลยน่าสนใจขึ้นมาทันที เมื่อแบรนด์เครื่องเสียงระดับ Luxury สัญชาติเดนมาร์กอย่าง Bang & Olufsen เลือกที่จะ ‘ไม่ขายของ’ แต่กลับเปลี่ยนแฟล็กชิปสโตร์ของตัวเองที่ชั้น 4 ศูนย์การค้า Central Embassy ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม จัดแสดงของสะสมหายากกว่า 70 ชิ้น เปิดให้คนเดินเข้าไปดูฟรีๆ ในนิทรรศการ 100 Years Legacy Exhibition ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 กรกฎาคม 2569

ถ้าใครชอบเดินเล่นแถวเพลินจิตเหมือนผม น่าจะคุ้นเคยกับ Central Embassy ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูดี และถ้าลองนึกถึงตัวเองดูครับ เราต่างก็เคยเดินผ่านหน้าร้านแบรนด์ Luxury แพงๆ แล้วไม่กล้าเดินเข้าไปเพราะกลัวพนักงานจะมอง หรือบางทีก็เคยหลงเข้าไปในงานอีเวนต์ของแบรนด์สักงาน แล้วเผลอใช้เวลาอยู่ในนั้นเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรเลย

ฟังดูเผินๆ งานนี้อาจเหมือนแค่อีเวนต์เอาของเก่ามาโชว์ให้คนรักเครื่องเสียงตื่นเต้น แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังมันคือกรณีศึกษา Experiential Marketing การตลาดเชิงประสบการณ์ชั้นดี ที่ซ่อนเหตุผลทางธุรกิจไว้อย่างแยบยลครับ บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสกันว่า ทำไมการ ‘ยอมไม่ขาย’ ถึงเป็นการขายที่ฉลาดที่สุด และเราจะหยิบหลักการอะไรจากงานนี้ไปปรับใช้กับแบรนด์ของเราได้บ้าง

The Experience Economy ทำไมการขายวันนี้ต้องขาย ‘ความรู้สึก’ ก่อนขายสินค้า

ไอเดียที่ B&O กำลังเล่นอยู่ ไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใดครับ ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1998 นักคิดสองคนคือ Joseph Pine และ James Gilmore เคยเขียนบทความ Welcome to the Experience Economy ลงใน Harvard Business Review อธิบายว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาเป็นขั้นๆ จากการขายวัตถุดิบ มาเป็นสินค้า มาเป็นบริการ และขั้นสูงสุดที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงที่สุดก็คือการขาย ‘ประสบการณ์’

ประโยคที่ผมชอบที่สุดของทั้งสองคนก็คือ ในเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ ตัวสินค้าจะกลายเป็นเพียงแค่ ‘ของประกอบฉาก’ ส่วนสิ่งที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อจริงๆ คือความทรงจำที่ติดตัวพวกเขากลับไปต่างหาก

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมไอเดียเก่าตั้งแต่ปี 1998 ถึงกลับมาเป็นสนามแข่งที่ดุเดือดอีกครั้งในวันนี้ คำตอบอยู่ตรงที่ทุกวันนี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบได้เร็วมาก ฟีเจอร์ที่เราคิดว่าเด็ดสุด เปิดตัวไปได้ไม่กี่เดือนคู่แข่งใน Category เดียวกันก็ทำตามได้หมด พอแข่งกันที่ตัวสินค้าไม่ได้ก็เหลือทางเดียวคือลดราคาสู้กัน ซึ่งสุดท้ายเจ็บกันทั้งวงการ แต่ประสบการณ์และความรู้สึกที่แบรนด์สร้างขึ้นกลับเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบยาก เพราะมันผูกกับตัวตนและความเชื่อของแบรนด์ที่ลอกกันไม่ได้ในชั่วข้ามคืนครับ

เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวแบรนด์ไทยเลย อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเคส SC ที่ยอมลงทุนกับงานศิลปะมากกว่าตัวสินค้า ก็เป็นภาพสะท้อนของแนวคิดเดียวกัน คือแบรนด์เริ่มเข้าใจแล้วว่าการลงทุนกับ ‘ความรู้สึก’ ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มกว่าการเอางบไปอัดโฆษณาบอกสรรพคุณสินค้าซ้ำๆ

From Store to Museum เปลี่ยนพื้นที่ขายของให้กลายเป็นที่ที่คนอยากเดินเข้า

หัวใจของงานนี้อยู่ตรงการตัดสินใจเปลี่ยนแฟล็กชิปสโตร์ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งฟังดูง่าย แต่จากที่ผมสังเกต แบรนด์ Luxury ไม่ค่อยทำกันง่ายๆ แบบนี้นะครับ เพราะธรรมชาติของร้าน Luxury คือการสร้างกำแพงความพิเศษ ให้คนรู้สึกว่าต้องมีกำลังซื้อระดับหนึ่งถึงจะเดินเข้าไปได้ แต่ B&O กลับทำตรงข้าม ด้วยการ ‘เปิดประตู’ ให้ใครก็ได้เดินเข้ามาสัมผัสของจริงฟรีๆ (ส่วนตัวผมเองในฐานะคนที่ชอบงานออกแบบ พอรู้ว่ามีของหายากระดับนี้มาจัดแสดงให้ดูฟรี ก็แอบรู้สึกว่าพลาดไม่ได้เลยครับ)

เหตุผลเบื้องหลังน่าสนใจมากครับ การเปิดให้เข้าชมฟรีคือการทลายกำแพงข้อแรกที่กั้นระหว่างแบรนด์กับคนทั่วไป พอไม่มีป้ายราคาแปะให้รู้สึกกดดัน คนก็กล้าเดินเข้ามา กล้าใช้เวลาอยู่นานขึ้น ซึ่งในภาษาการตลาดเราเรียกการที่ลูกค้าใช้เวลาอยู่กับแบรนด์นานขึ้นว่า Dwell Time และยิ่งคนอยู่นานเท่าไหร่ โอกาสที่แบรนด์จะฝังความประทับใจลงไปในใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญคือการจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ยังเปลี่ยนสถานะของแบรนด์ในหัวคนไปเลย จากเดิมที่ B&O เป็นแค่ ‘ร้านขายเครื่องเสียงราคาแพง’ ก็ถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘สถาบันทางวัฒนธรรม’ ที่มีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษา รู้มั้ยครับว่าเรื่องนี้ B&O ทำมานานแล้ว ย้อนไปตั้งแต่ปี 1978 พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ระดับโลกอย่าง MoMA ในนิวยอร์ก เคยจัดนิทรรศการที่อุทิศให้กับงานออกแบบของ B&O มาแล้ว นั่นแปลว่าโลกมองงานของแบรนด์นี้เป็นงานศิลปะมาตั้งนานก่อนที่คำว่า Experiential Marketing จะฮิตเสียอีก

และถ้ามองในมุมธุรกิจล้วนๆ นิทรรศการนี้ก็คือการทำการตลาดต้นน้ำชั้นเยี่ยม เพราะสินค้าจริงของ B&O เป็นเครื่องเสียงและทีวีระดับพรีเมียมราคาสูง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อในวันเดียว การให้คนได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ ได้หลงรักดีไซน์และเรื่องราวก่อน คือการค่อยๆ บ่มเพาะความอยากได้ ที่สุดท้ายแล้วอาจจบลงด้วยการซื้อในอีกหลายเดือนข้างหน้าก็เป็นได้

จุดนี้ต้องชมเจ้าบ้านอย่าง Central Embassy ด้วยครับ เพราะนี่คือกลยุทธ์ที่ห้างวางไว้ชัดเจนว่าอยากเป็นมากกว่าแค่สถานที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และศิลปะ เราจะเห็นว่าตลอดทั้งปีพื้นที่ของห้างถูกหมุนเวียนเปลี่ยนเป็นนิทรรศการศิลปะอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเคส กลยุทธ์ของเซ็นทรัลพัฒนาที่เปลี่ยนพื้นที่ห้างให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างประสบการณ์ เอาไว้ พื้นที่ค้าปลีกยุคนี้จึงไม่ได้ขายแค่ ‘ของในร้าน’ แต่ขาย ‘เหตุผลที่คนต้องเดินทางมา’

Heritage as the Exhibit ขายเวลา 100 ปี ที่คู่แข่งหน้าใหม่ซื้อไม่ได้

ทีนี้ลองมาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ในงานนี้ ‘ลอกไม่ได้’ คำตอบคือมรดก 100 ปีของแบรนด์ครับ B&O ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1925 ที่เมือง Struer ประเทศเดนมาร์ก โดยสองวิศวกรหนุ่ม Peter Bang และ Svend Olufsen นิทรรศการนี้พาคนเดินทางย้อนความทรงจำของแบรนด์ในแต่ละทศวรรษ ไกลไปถึงยุค 1930 ผ่านวิทยุ เครื่องบันทึกเสียง ไปจนถึงทีวีคลาสสิกอย่าง Beovision 1 ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1967

สิ่งที่ทำให้งานนี้ลึกกว่าการเอาของเก่ามาตั้ง คือการที่บางชิ้นถูกเปิดให้เห็นกลไกและระบบวิศวกรรมข้างใน ตรงนี้แหละครับที่ฉลาด เพราะถ้ามองผ่านกรอบ 4 Realms ของ Pine กับ Gilmore งานนี้เล่นกับประสบการณ์พร้อมกันถึงสองชั้น ทั้งชั้น Esthetic คือการได้ชื่นชมความงามของดีไซน์ และชั้น Educational คือการได้เรียนรู้และทึ่งกับความอัจฉริยะของงานช่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน คนดูจึงไม่ได้แค่ ‘เห็น’ แต่ได้ ‘เข้าใจ’ ว่าทำไมของชิ้นนี้ถึงแพงและมีคุณค่า

อีกหนึ่งพระเอกของงานคือการยกย่องนักออกแบบระดับตำนานสองคนอย่าง Jacob Jensen และ David Lewis ซึ่ง Jacob Jensen คนเดียวออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ B&O ถึง 234 ชิ้นในช่วงปี 1965 ถึง 1985 การหยิบเอาคนเบื้องหลังมาเป็นจุดขาย ทำให้แบรนด์เล่าเรื่องได้ว่าของทุกชิ้นไม่ได้ผลิตจากโรงงานเฉยๆ แต่ผ่านการคิดของอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์เกิดใหม่เลียนแบบไม่ได้ เพราะต่อให้ลอกหน้าตาสินค้าได้ ก็ลอกประวัติศาสตร์ 100 ปีไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่มรดกและเรื่องราวของแบรนด์ถือเป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่มีค่ามหาศาล มันคือกำแพงป้องกันธุรกิจที่แข็งแรงที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเวลาเป็นสิ่งเดียวที่เงินซื้อไม่ได้ และความทรงจำที่ผู้คนมีร่วมกับแบรนด์มายาวนานก็เช่นกัน

The Local Collector Play ยืมความน่าเชื่อถือจากแฟนตัวจริง แทนการป่าวประกาศเอง

จุดที่เป็นไฮไลต์ที่แท้จริงของงานนี้ คือการที่ B&O เลือกจับมือกับนักสะสมท้องถิ่นแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง Back in time 94s ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ระดับโลกเลือกทำงานร่วมกับ Local Collector ในลักษณะนี้ในไทย โดยของสะสมในงานเป็นคอลเลกชันส่วนตัวที่เจ้าตัวใช้เวลาเสาะหาและคัดสรรนานถึง 8 ปี

ทำไมการดึงนักสะสมมาร่วมถึงสำคัญ คำตอบคือเรื่องของ Authenticity ความจริงแท้น่าเชื่อถือครับ ลองคิดดูว่าถ้าแบรนด์ออกมาบอกเองว่า ‘ของเราดี ของเราคลาสสิก ของเราคู่ควรแก่การสะสม’ เราก็คงฟังหูไว้หูเพราะรู้ว่าแบรนด์ต้องเชียร์ตัวเองอยู่แล้ว แต่พอเป็นนักสะสมตัวจริงที่ยอมทุ่มเทเวลาหลายปีและเงินส่วนตัวเพื่อตามเก็บของเหล่านี้ น้ำหนักความน่าเชื่อถือมันคนละเรื่องกันเลย เพราะมันคือ ‘ความรักที่พิสูจน์ด้วยการกระทำ’ ไม่ใช่คำโฆษณา

การยืมพลังจากคอมมูนิตี้และแฟนตัวจริงแบบนี้ ยังช่วยให้ตัวประสบการณ์ในงานรู้สึกพิเศษและหายากจริงๆ ไม่ใช่แค่โชว์รูมที่แบรนด์จัดเอง และที่สำคัญมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจของการทำ CRM ที่ดี (ถ้าใครสนใจเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ลึกและยั่งยืน ผมเขียนไว้ละเอียดในหนังสือ Customer Relationship Marketing ของผม สั่งซื้อได้ที่ https://s.shopee.co.th/5AqMDd1tiq

4 บทเรียน Experiential Marketing จาก Bang & Olufsen ที่ปรับใช้ได้จริง

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นแล้วว่า Bang & Olufsen ไม่ได้แค่เอาของเก่ามาตั้งโชว์ แต่ออกแบบทั้งงานให้เป็นประสบการณ์ที่ขายความรู้สึก ขายมรดก และยืมความน่าเชื่อถือจากนักสะสมตัวจริง คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะถอดสิ่งที่แบรนด์ระดับโลกทำ ออกมาเป็นหลักการที่แบรนด์งบไม่เยอะก็เอาไปใช้ได้จริงอย่างไรบ้าง ผมขอสรุปเป็น 4 บทเรียนดังนี้ครับ

  1. Feeling First ขายความรู้สึกก่อนขายสเปก ก่อนจะรีบบอกว่าสินค้าเรามีฟีเจอร์อะไรเด็ดบ้าง ลองถามตัวเองก่อนว่าเราอยากให้ลูกค้ารู้สึกอะไรกลับไป ลองนึกถึงร้านกาแฟ Specialty ที่แทนที่จะแปะป้ายว่าใช้เมล็ดเกรดพิเศษกี่คะแนน กลับจัดมุมให้ลูกค้าได้ดมกลิ่นเมล็ดและยืนดูบาริสต้าดริปตรงหน้า สุดท้ายคนจำความรู้สึกพิเศษตรงนั้นได้ มากกว่าจำว่าเมล็ดได้กี่คะแนน
  2. Destination, Not Just a Store เปลี่ยนหน้าร้านให้เป็นจุดหมาย ไม่ใช่แค่จุดขาย ทำให้พื้นที่ของคุณเป็นเหตุผลที่คนอยากเดินทางมา ไม่ใช่แค่ที่ที่มาจ่ายเงินแล้วกลับ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเคส ASICS ที่เปลี่ยน Pop-Up Store ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ให้กลายเป็นสวน Zen สุด Immersive คนที่เดินเข้าไปไม่ได้แค่ดูรองเท้า แต่ได้ถ่ายรูป ได้ดื่มด่ำบรรยากาศ แล้วเอาไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง นั่นคือพื้นที่ที่ทำงานแทนสื่อโฆษณาไปในตัว
  3. Heritage Advantage มรดกและเรื่องราวคือสินทรัพย์ที่คู่แข่งลอกไม่ได้ ถ้าแบรนด์ของคุณอยู่มานาน อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์นอนนิ่งอยู่เฉยๆ เพราะมันคือกำแพงป้องกันธุรกิจชั้นดี ลองนึกถึงแบรนด์ไทยที่อยู่คู่คนไทยมาหลายสิบปี ถ้าหยิบความทรงจำที่คนรุ่นพ่อแม่มีร่วมกับแบรนด์มาเล่าใหม่เป็นประสบการณ์ที่คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ มันจะกลายเป็นความผูกพันที่แบรนด์หน้าใหม่ไฟแรงเอาเงินมาซื้อไม่ได้เลย
  4. Borrow Authenticity ยืมพลังความน่าเชื่อถือจากแฟนตัวจริงและคอมมูนิตี้ แทนที่จะป่าวประกาศว่าตัวเองดีอยู่ฝ่ายเดียว ลองมองหาคนที่รักในสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วจริงๆ มาเป็นกระบอกเสียง ลองนึกถึงวงการสะสมรองเท้าหรือนาฬิกาในบ้านเรา ที่เสียงรีวิวของนักสะสมตัวจริงคนหนึ่ง มักน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่นมากกว่าโฆษณาของแบรนด์เป็นไหนๆ เพราะคนเชื่อคนที่รักของจริง มากกว่าเชื่อคนที่มีของจะขาย

Memory สรุปบทเรียน Experiential Marketing จาก Bang & Olufsen ที่นักการตลาดต้องรู้

ภาพใหญ่ที่งาน 100 Years Legacy Exhibition กำลังบอกนักการตลาดอย่างเราก็คือ ในโลกที่สินค้าถูกก๊อปปี้ได้ในชั่วข้ามคืน และโฆษณาก็ถูกผู้คนเลื่อนผ่านไปอย่างไร้เยื่อใย แบรนด์ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ ไม่ใช่แบรนด์ที่มีสินค้าดีที่สุดเสมอไป แต่คือแบรนด์ที่สามารถยึดพื้นที่ ‘ความรู้สึก’ และ ‘ความทรงจำ’ ในใจลูกค้าเอาไว้ได้

ถ้าให้ผมรวบทั้งงานนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Memory หรือในภาษาไทยคือ ‘ความทรงจำ’ เพราะอย่างที่ Pine กับ Gilmore เขียนไว้เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน สิ่งที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อจริงๆ ในเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่คือความทรงจำที่ติดตัวพวกเขากลับไป และความทรงจำที่ดีนี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาหาเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เรื่องการเปลี่ยนความประทับใจครั้งแรกให้กลายเป็นลูกค้าที่อยู่กับเราไปนานๆ ผมรวบรวมไว้ในหนังสือ Customer Relationship Marketing สั่งซื้อได้ที่ https://s.shopee.co.th/5AqMDd1tiq

คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายให้คิดต่อก็คือ ถ้าวันนี้ลูกค้าเดินจากแบรนด์ของคุณไป พวกเขาจะจำ ‘ความรู้สึก’ อะไรติดตัวกลับไปบ้าง และถ้าคำตอบคือยังไม่มีอะไรให้จำเลย คุณก็ต้องเริ่มลงมือออกแบบประสบการณ์นั้นตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คู่แข่งจะชิงพื้นที่ในใจลูกค้าของคุณไปก่อนอย่างน่าเสียดายครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *