หากย้อนกลับไปช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ วงการคนชอบเที่ยวและสายกินต้องไม่มีใครไม่รู้จัก “นูกัต” ตังเมไต้หวันไอเทมของฝากระดับตำนานที่ใครบินไปไต้หวันก็ต้องโดนป้ายยาหิ้วกลับมาฝากคนที่บ้านกันจนเต็มกระเป๋าเดินทางครับแต่ปัญหาของขนมประเภทนี้ในตลาดประเทศไทยคือ มันเป็นได้แค่ของฝากที่นาน ๆ จะได้กินทีเนื่องจากราคาในตลาดที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับช่องทางการจัดจำหน่ายที่หาซื้อยากในไทย คนทั่ว ๆ ไปหากินได้ยาก
แต่ว่าตอนนี้ บริษัท ไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ภายใต้การนำทัพของ คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา มองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครลงมาเล่นอย่างจริงจัง พวกเขาจึงตัดสินใจพัฒนาแบรนด์ เนสไลน์ (NEZLINE) พร้อมส่งขนม “นูกัตโตะ” (NOUGATTO) เข้ามาในตลาดสแน็คไทยครับ
ภายใต้แนวคิด “ทานสนุก เข้าถึงง่าย และแตกต่าง” เนสไลน์สามารถเปลี่ยนขนมพรีเมียมหาทานยาก ให้กลายมาเป็นสแน็คเคี้ยวหนึบ หวานน้อย อร่อยเพลิน ที่ใคร ๆ ก็หยิบได้แบบไม่ต้องลังเล เบื้องหลังขนมตัวนี้มีอะไรเราจะพาไปหาคำตอบกับ[m8;k, กลยุทธ์ ‘เนสไลน์’ ปั้น “นูกัตโตะ” พลิกโฉมขนมของฝากไต้หวัน สู่ขนมยอดฮิตในเซเว่นฯ
1. Product Innovation: พัฒนาสู่ขนมที่ถูกปากคนไทย
หัวใจสำคัญของการเอาชนะใจผู้บริโภคในตลาดสแน็ค คือการหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาหยุดกินครับ สำหรับขนมนูกัตแบบดั้งเดิม แม้จะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยนุ่มละมุน แต่อินไซต์สำคัญของคนไทยเวลาทานกลับพบ Pain Point นั่นคือเนื้อขนมมักจะเหนียวเคี้ยวยากและติดฟันซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกอึดอัด ทานได้ไม่เยอะ และไม่อยากหยิบกินบ่อย ๆ
แบรนด์เนสไลน์แก้โจทย์นี้ด้วยการปรับสูตรและเนื้อสัมผัสใหม่ให้เข้ากับพฤติกรรมและความชอบของคนไทย โดยการเติม แครกเกอร์กรุบกรอบลงไปผสมผสานกับเนื้อนูกัตอย่างลงตัว
การขยับตัวครั้งนี้ในแง่ของ Sensory Marketing มันทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์เนื้อสัมผัสแบบ 3 มิติ คือ กรอบ นุ่ม และหนึบ พร้อมกันในคำเดียว ความกรอบของแครกเกอร์เข้ามาตัดความเหนียวของตังเม ทำให้ขนมทานง่ายขึ้น เคี้ยวเพลิน ไม่ติดฟัน และที่สำคัญคือสร้าง Product Differentiation ออกมาจากนูกัตทั่วไปในตลาด เปลี่ยนจากขนมที่นาน ๆ กินที ให้กลายเป็นสแน็คที่เปิดทานได้เรื่อย ๆ ครับ
2. Flavor Expansion Strategy: ต่อยอดรสชาติ เจาะอินไซต์คนรุ่นใหม่
ในตลาดขนมขบเคี้ยว สิ่งที่น่ากลัวคือความเบื่อของผู้บริโภคครับ ต่อให้สินค้าชิ้นแรกจะอร่อยจนเป็นไวรัลแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีอะไรใหม่ ๆ แบรนด์ก็อาจจะถูกลืมได้ง่าย ๆ เนสไลน์จึงออกเปิดตัว 2 รสชาติใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างและครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน:
รสคุกกี้แอนด์ครีม: เจาะตลาด Mass ทานง่ายที่คุ้นเคยกันดี โดยเนสไลน์ได้ผสานความหอมมันเข้มข้นของครีมวานิลลาเข้ากับความกรุบกรอบที่เป็นเอกลักษณ์ของชิ้นคุกกี้ช็อกโกแลต กลายเป็นรสชาติคลาสสิกที่เข้าถึงง่ายตั้งแต่วัยเรียนไปจนถึงวัยทำงาน
รสชานมไข่มุก: ตอกย้ำภาพจำความเป็นของดีจากไต้หวันโดยหยิบเอาเครื่องดื่มระดับโลกมาตีความใหม่ให้อยู่ในรูปแบบสแน็คเคี้ยวหนึบ ความเจ๋งคือแบรนด์ใส่ชิ้นไข่มุกจริง ๆ เข้าไปในเนื้อขนม เพื่อมอบประสบการณ์สัมผัส ที่ทั้งแปลกใหม่ สนุกสะใจ และเกาะไปกับกระแสความคลั่งไคล้ชานมไข่มุกที่ไม่มีวันตายของคนไทย
การออกรสชาติใหม่ ๆ เหล่านี้นอกจากจะเป็นการอุดช่องว่างความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายแล้ว ในแง่ของการตลาดมันคือกลยุทธ์การสร้างความสดใหม่และตื่นเต้นให้กับแบรนด์อยู่เสมอ ทำให้หน้าเชลฟ์ในเซเว่นฯ มีเรื่องราวใหม่ ๆ ไปดึงสายตาและกระตุ้นให้ลูกค้าหน้าเก่าและหน้าใหม่ยอมเปิดใจหยิบขนมลงตะกร้าได้ตลอดทั้งปีครับ
3. 360 Degree Marketing & Trial Generation: กระตุ้นการทดลองชิม
ต่อให้สินค้าจะอร่อยและนวัตกรรมดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้บริโภคหาซื้อไม่ได้ แคมเปญนั้นก็จะล้มเหลวครับ กลยุทธ์ข้อสุดท้ายที่เนสไลน์ทำได้คือการผสานระหว่าง การตลาดแบบปากต่อปากและช่องทางจัดจำหน่าย ในช่วงแรก แบรนด์เลือกสร้างกระแสผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และกลุ่มรีวิวขนมใน Facebook โดยเน้นการใช้อินฟลูเอนเซอร์สายกินและการรีวิวจากผู้บริโภคจริงมาขยี้ภาพความยืด หนึบ และความกรอบของแครกเกอร์ จนเกิดแบบของมันต้องลอง
แต่สิ่งที่เนสไลน์ทำได้ดีกว่าแบรนด์ไวรัลทั่วไป คือการส่งสินค้าเข้าไปอยู่ใน 7-Eleven ทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วครับ เปลี่ยนจากความอยากกินให้สามารถเดินไปซื้อได้ทันทีที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน
นอกจากนี้ การออกแบบขนาดซองแบบซองขนาด Mini Pack ในราคาที่จับต้องได้ง่ายยังช่วยลดกำแพงในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคลงไป ทำให้เกิดพฤติกรรมการซื้อซ้ำซ้อนซ้ำเล่า และกลายเป็นไอเทมที่ต้องหยิบพ่วงติดมือไปทุกครั้งเมื่อเดินไปเช็กเอาต์ที่เคาน์เตอร์ครับ
บทสรุป กลยุทธ์ ‘เนสไลน์’ ปั้น “นูกัตโตะ” พลิกโฉมขนมของฝากไต้หวัน สู่ขนมยอดฮิตในเซเว่นฯ
เคสของ เนสไลน์ และขนมนูกัตโตะคือตัวอย่างที่ของการทำธุรกิจแบบทำถึงครับ พวกเขาพิสูจน์ให้เราเห็นว่า โอกาสทางการตลาดมักซ่อนอยู่ใน Pain Point ที่คนอื่นมองข้าม การหยิบเอาของฝากยอดฮิตระดับพรีเมียมมาถอดรหัสใหม่ผ่าน Product Innovation ใส่แครกเกอร์เพื่อแก้ปัญหาขนมติดฟัน บวกกับการขยายรสชาติอย่างรวดเร็วเพื่อรักษา Brand Relevance และขยายช่องทางจัดจำหน่ายผ่าน 7-Eleven
นูกัตโตะเปลี่ยนจากของฝากที่นาน ๆ จะได้กินทีให้กลายมาเป็นสแน็ ที่สามารถหาซื้อกินได้ง่ายและอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้ครับ เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่ทำการบ้านมาดีและน่าจับตามองมาก ๆ ครับ แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ ได้ลองชิม นูกัตโตะรสชาติไหนกันมาบ้างแล้ว? แล้วคิดว่ารสชาติใหม่ล่าสุดอย่างรสชานมไข่มุกที่กำลังจะมา จะสามารถสร้างไวรัลได้ถล่มทลายเหมือนรสแรก ๆ มั้ย? คอมเมนต์มาแชร์มุมมองกันหน่อยครับ
บทความที่แนะนำเพิ่มเติม