การตลาด Big C AI จับมือ AWS เปิดตัว Shopping Assistant ดัน Basket Size โต 5-10% พิสูจน์ว่า Generative AI สร้างยอดขายค้าปลีกได้จริง

ถอดรหัสการตลาด Big C จับมือ AWS เปิดตัว Shopping Assistant ใช้ AI ดัน Basket Size โต 5-10% ด้วยพลังของ Conversational Commerce

ถ้าเพื่อนๆ เคยเดินซื้อของในห้าง Big C แล้วยืนงงหน้าชั้นวางเครื่องปรุงว่าถ้าคืนนี้จะทำต้มยำกุ้งหม้อนึงต้องใช้อะไรบ้าง ไม่ต้องห่วง เราคือเพื่อนกันครับ เพราะเราไม่รู้หรอกครับว่าต้มยำกุ้งหม้อนึงต้องใช้อะไรเท่าไหร่ สุดท้ายก็หยิบมั่วๆ ไปก่อน แล้วค่อยไปนึกออกตอนยืนหน้าเตาว่าลืมซื้อขิง หรือ ข่า เป็นต้น

แต่เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปครับ เพราะล่าสุด Big C ประกาศจับมือกับ Amazon Web Services หรือ AWS เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Shopping Assistant AI Chat บนแอป Big C ที่ให้เราพิมพ์คุยกับ AI เป็นภาษาไทยธรรมดาๆ ว่าอยากทำเมนูอะไร แล้ว AI จะจัดวัตถุดิบลงตะกร้าให้ครบพร้อมจ่ายเงินในไม่กี่วินาที

ฟังดูเหมือนเป็นแค่ Chatbot อัปเกรดใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังมันคือการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือมันมีตัวเลขผลลัพธ์ทางธุรกิจออกมายืนยันแล้วว่าการตลาดของ Big C ด้วย AI ตัวนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อการซื้อ Basket Size เพิ่มขึ้นได้ 5-10% ซึ่งสำหรับธุรกิจค้าปลีกที่ขายของชิ้นละไม่กี่บาทแต่ขายเป็นล้านๆ บิลต่อวัน ตัวเลขนี้คิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลครับ

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมการเอา Generative AI มาทำ Conversational Commerce ในค้าปลีกถึงไม่ใช่แค่ของเล่นเท่ๆ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างยอดขายจริง และเราจะเรียนรู้อะไรจากเคสนี้ไปใช้กับธุรกิจตัวเองได้บ้าง

เมื่อ AI กลายเป็นสนามรบใหม่ของค้าปลีกไทย

ก่อนจะเข้าเรื่อง Big C ผมอยากปูภาพการแข่งขันให้เห็นก่อนครับ เพราะมันคือเหตุผลว่าทำไมซูเปอร์มาร์เก็ตห้างค้าปลีกถึงต้องรีบลงทุนเรื่องนี้

ข้อมูลจากรายงาน Ecommerce in Southeast Asia ของ Momentum Works ระบุว่ามูลค่าตลาด E-commerce รวม หรือ GMV ของอาเซียนในปี 2568 พุ่งไปแตะ 157,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 22.8% จากปีก่อนหน้า และที่น่าตกใจคือประเทศไทยเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดในภูมิภาคด้วยอัตรา 51.8% แซงทุกประเทศ

ตัวเลขนี้บอกอะไรเรา มันบอกว่าสมรภูมิที่ลูกค้าใช้เงินกำลังย้ายไปอยู่บนหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าตลาดออนไลน์ก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน สำหรับห้างค้าปลีกที่มีหน้าร้านเป็นพันสาขาอย่าง Big C ที่มีสาขากว่า 1,750 แห่งทั่วประเทศและ Customer Data ลูกค้าที่แบรนด์มีมากกว่า 20 ล้านคน การจะรักษาลูกค้าให้อยู่ใน Ecosystem ของตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่คือเรื่องของประสบการณ์ว่าใครจะทำให้การซื้อของง่ายกว่า และตอบโจทย์ชีวิตได้มากกว่ากัน

และนี่คือจุดที่ AI เข้ามามีบทบาทครับ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือความเคลื่อนไหวของ Big C เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ AWS เพิ่งเปิดตัวบริการ Agentic Shopping Assistant on AWS อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยช้อปปิงที่ Amazon ใช้เองมาเปิดให้ซูเปอร์มาร์เก็ตร้านค้าปลีกรายอื่นนำไปสร้างประสบการณ์ Personalized AI Chatbot ของตัวเองได้ภายในเวลาราว 60 วัน แทนที่จะต้องพัฒนาเองหลายปี Big C จึงไม่ได้แค่ทดลองของเล่นใหม่ แต่กำลังทดลองใช้เทคโนโลยีระดับโลกที่กำลังจะเปลี่ยนหน้าตาของ Retail ค้าปลีกทั้งวงการ

Big C Case Study ของการเปลี่ยนช่องค้นหาให้กลายเป็น Conversational Commerce

หัวใจของมันคือการเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าหาของ จากเดิมที่เราต้องคิดเป็นคำค้นหา พิมพ์ว่ากุ้ง ตะไคร้ ข่า ทีละอย่าง แล้วไล่กดใส่ตะกร้าเอง กลายเป็นการบอก AI ตรงๆ ว่าเราอยากได้อะไร อย่างตัวอย่างในข่าวคือพิมพ์ว่าอยากทำต้มยำกุ้งสำหรับ 4 คน ระบบ AI จะวิเคราะห์เมนู แนะนำวัตถุดิบที่ต้องใช้ คำนวณปริมาณให้พอดี 4 ที่ แล้วรวบรวมทั้งกุ้งสด ตะไคร้ ข่า น้ำพริกเผา ลงตะกร้าให้พร้อมจ่ายเงิน

สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังคือการนำ Amazon Bedrock มาผสานการทำงานของ AI Agent หลายตัวพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยนการค้นหาสินค้าทีละชิ้นให้กลายเป็นการช้อปปิงแบบครบวงจร

ประโยคหนึ่งจากคุณสุรชัย หิรัญนิธิชัย รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นของ Big C ที่ผมว่าโดนใจมากคือ “ลูกค้าไม่ได้คิดเป็นคำค้นหา แต่คิดเป็นเมนูอาหาร โอกาสพิเศษ และสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน”

ฟังดูเป็นเรื่องเล็กแต่จริงๆ แล้วมันคือ Insight ที่ลึกซึ่งมากครับ เพราะมันคือหลักคิดเรื่อง Jobs To Be Done ที่บอกว่าลูกค้าไม่ได้อยากได้ตัวสินค้า แต่อยากได้ผลลัพธ์ที่สินค้านั้นช่วยให้เกิดขึ้น ไม่มีใครตื่นมาแล้วอยากซื้อกุ้ง แต่เราอยากกินต้มยำกุ้งอร่อยๆ กับครอบครัว การที่ Big C เปลี่ยนจากการขายสินค้าทีละชิ้นมาเป็นการช่วยลูกค้าทำงานในชีวิตให้สำเร็จคือการขยับ Value ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

และผลลัพธ์ที่ออกมาจาก Pilot Project นี้ก็พิสูจน์ว่าไอเดียนี้ได้ผลครับ เพราะการช้อปปิงผ่านการแชทช่วยให้ลูกค้าเจอสินค้าในหมวดอาหารสดและของใช้จำเป็นได้ตรงใจมากขึ้น เลยส่งผลให้ Basket Size มูลค่าเฉลี่ยต่อการซื้อเพิ่มขึ้น 5-10% เพราะเวลา AI แนะนำวัตถุดิบทั้งเมนู มันเกิด Cross-sell โดยธรรมชาติ คนที่ตั้งใจมาซื้อแค่กุ้งอาจจะได้น้ำพริกเผากับเส้นหมี่ติดมือกลับไปด้วย โดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดขายเพราะมันคือสิ่งที่เขาต้องใช้จริงๆ

พิสูจน์แล้วว่า AI ขายของได้จริง ไม่ใช่แค่ Gimmick

ผมรู้ว่าพอพูดถึง AI ในการตลาด หลายคนจะเริ่มกังวลว่ามันจะเป็นแค่เทรนด์ที่ลงทุนไปแล้วยังไม่คุ้ม เป็นแค่คำเท่ๆ เอาไว้ออกข่าว PR แต่ไม่ได้สร้างยอดขาย

แต่ตัวเลขจากฝั่ง Amazon เองช่วยลบข้อกังวลนี้ได้ชัดเจนครับ เพราะ AI ผู้ช่วยช้อปปิงของ Amazon มีลูกค้าใช้งานมากกว่า 300 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายส่วนเพิ่ม หรือ Incremental Sales ได้เกือบ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ยอดขายรวมนะครับ แต่เป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาเพราะมี AI เข้ามาช่วย นั่นแปลว่าถ้าไม่มี AI ตัวนี้ เงินก้อนนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย

พอเอาตัวเลขของ Amazon มาวางคู่กับผลลัพธ์ Basket Size +5-10% ของ Big C เราจะเห็นภาพเดียวกันชัดเจนว่า Conversational Commerce ไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือเครื่องมือสร้างรายได้ที่ทำงานได้แล้วในวันนี้

คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย พูดไว้ว่าอนาคตของธุรกิจค้าปลีกไม่ใช่แค่หน้าแค็ตตาล็อกสินค้า แต่คือการแชทสนทนา และผมเห็นด้วยครับ เพราะเมื่อหน้าร้านออนไลน์ของทุกแบรนด์เริ่มหน้าตาเหมือนกันไปหมด สิ่งที่จะทำให้แตกต่างได้คือความสามารถในการเข้าใจลูกค้าและคุยกับเขาได้เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว

ทำไม Conversational Commerce ถึงเวิร์คกับคนไทยเป็นพิเศษ

มาถึงตรงนี้ผมอยากเพิ่มมุมที่คนมักมองข้าม เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เวิร์คกับทุกประเทศเหมือนกันหมด แต่มันเหมาะกับพฤติกรรมคนไทยเป็นมากพิเศษ

ถ้าเพื่อนๆ จำได้ การตลาดวันละตอนเคยเล่าเรื่องพฤติกรรมแชทก่อนช้อปของคนไทย ที่ Facebook ประเทศไทยเผยว่าคนไทยส่วนใหญ่ติดการแชทก่อนตัดสินใจซื้อ ถ้าไม่ได้คุยให้สบายใจกับคนขายก่อน ความอยากซื้อจะลดลงทันที และทาง BCG ก็เคยสรุปว่ามูลค่า Conversational Commerce มีโอกาสสูงกว่าการซื้อแบบทั่วไปได้ถึง 1.5 เท่า

นั่นแปลว่าคนไทยคุ้นเคยกับการช้อปผ่านบทสนทนาอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เราชอบทักไปถามแม่ค้าว่ามีไซซ์นี้ไหม สีนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า ของจะถึงเมื่อไหร่ การที่ Big C เอา AI มาทำหน้าที่เป็นคู่สนทนาที่ตอบได้ 24 ชั่วโมงและมันฉลาดพอที่จะจัดของลงตะกร้าให้ จึงเป็นการต่อยอดพฤติกรรมที่คนไทยมีอยู่แล้วให้เป็นระบบและสเกลได้ ไม่ใช่การยัดเยียดพฤติกรรมใหม่ที่คนไม่คุ้นเคย

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักการตลาดครับ เทคโนโลยีจะเวิร์คหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่ามันไปต่อกับพฤติกรรมที่ผู้บริโภคมีอยู่แล้วได้ดีแค่ไหนต่างหาก

4 ข้อสรุปจากการตลาด Big C AI ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

  1. อย่ามองว่า AI คือต้นทุน แต่ให้มองเป็นเครื่องมือสร้างยอดขาย เคสนี้พิสูจน์ด้วยตัวเลข Basket Size +5-10% และ Incremental Sales ของ Amazon เกือบ 12,000 ล้านดอลลาร์ ว่า Generative AI ดัน Revenue ได้จริง ถ้าจะเสนอผู้บริหารให้ลงทุน อย่าขายความเท่ ให้ขายตัวเลขผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  2. ขายผลลัพธ์ในชีวิตลูกค้า ไม่ใช่ขายตัวสินค้า หลักคิด Jobs To Be Done คือหัวใจ ลูกค้าไม่ได้อยากได้กุ้ง แต่อยากได้มื้อต้มยำกุ้งที่อร่อย แบรนด์ไหนที่ช่วยลูกค้าทำงานในชีวิตให้สำเร็จได้ครบจบในที่เดียว จะชนะใจและได้กระเป๋าตังค์ของลูกค้าไปด้วย
  3. Cross-sell ที่ดีที่สุดคือ Cross-sell ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกขาย การที่ AI แนะนำวัตถุดิบครบทั้งเมนู ทำให้ลูกค้าซื้อเพิ่มโดยรู้สึกว่าได้ของที่ต้องการจริง ไม่ใช่ถูกยัดเยียด นี่คือศิลปะของการเพิ่มยอดขายแบบที่ลูกค้ายังแฮปปี้
  4. เทคโนโลยีต้องไปต่อกับพฤติกรรมเดิม ไม่ใช่ฝืนสร้างพฤติกรรมใหม่ Conversational Commerce เวิร์คกับคนไทยเพราะเราติดแชทก่อนช้อปอยู่แล้ว ก่อนจะลงทุนเทคโนโลยีใดๆ ลองถามตัวเองก่อนว่ามันต่อยอดจากสิ่งที่ลูกค้าทำอยู่แล้วได้ไหม

สรุป การตลาด Big C เมื่อ AI คือสัญญาณว่าเกม Retail ค้าปลีกกำลังเปลี่ยน

สิ่งที่ Big C ทำร่วมกับ AWS ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในแอป แต่คือสัญญาณว่าสนามแข่งของ Retail ค้าปลีกกำลังพลิกโฉมจากการแข่งกันที่ราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การแข่งกันว่า AI ใครจะเป็นแชทกับลูกค้าได้ดีกว่ากัน

คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายให้เพื่อนๆ นักการตลาดคิดต่อคือ ในวันที่ลูกค้าเริ่มเคยชินกับการพิมพ์บอก AI ว่าอยากได้อะไรแล้วได้ของครบในไม่กี่วินาที แบรนด์ของคุณยังจะให้ลูกค้านั่งไล่หาสินค้าทีละชิ้นอยู่อีกหรือเปล่า เพราะถ้าคู่แข่งเริ่มเปลี่ยนช่องค้นหาให้กลายเป็นแชทบทสนทนาที่เข้าใจลูกค้าได้แล้ว คนที่ยังยึดติดกับวิธีเดิมอาจกำลังปล่อยให้ลูกค้าและยอดขายไหลออกไปอย่างน่าเสียดายครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *