ฉะนั้นจะเห็นว่าไอเดียที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่ ต้องดูบิ๊กบึ้มอลังการ ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้บริหารตำแหน่งใหญ่โต แต่ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ผ่านการทดสอบ Experiment เก็บ Data แล้วว่าดีจริง นี่คือการตลาดแบบวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงที่จะกลายเป็นแก่นของการตลาดและธุรกิจนับจากนี้ไป
ทั้งหมดที่เล่ามาบอกให้รู้ว่าการจะทำ Experiment Driven Data เพื่อเอาดาต้าที่ได้ไป Driven Decision แบบ Marketing Scientist นั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน จากวิธีการก็คือการทำ A/B Test ที่เราหลายคนคุ้นเคยกันเท่านั้นเอง แต่ประเด็นคือก่อนจะทำ A/B Test เพื่อเก็บ Data เราได้ทำการออกแบบ Design Experimentation ได้ดีพอแล้วหรือเปล่า เราได้ทำการทดสอบโดยไม่กลุ่มควบคุม และกลุ่มตัวแปรชัดเจนมั้ย เราได้ทำการเทสกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความใกล้เคียงกันพอหรือไม่ เราได้ดูตัวแปรอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้มี Bias ใน Data โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า และที่สำคัญคือเราได้เทสกับกลุ่มเป้าหมายที่มีจำนวนมากพอไปจนถึงได้ทำการทดสอบผลลัพธ์นั้นเพิ่มด้วยวิธีการ A/A Test หรือไม่
จะเห็นว่าประเด็นของการตลาดแบบวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่การเก็บ Data ไป Driven Marketing หรือ Driven Decision แต่เป็นการออกแบบ Experimentation ว่าเราจะทำ Experiment-Driven Data อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ลด Bias หรือ Error ให้มีน้อยที่สุด เพื่อให้ Data ที่ได้มานั้นนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ นี่คือหัวใจหลักของการทำ Marketing Science แบบ Marketing Scientist ครับ
A/B Test หัวใจสำคัญของการทำ Experiment-Driven Data
ก่อนจะมีการทำ A/B Test ในยุคดิจิทัลเป็นต้นมา การจะทดสอบไอเดียสักอย่างว่าดีไหมนั้นเป็นเรื่องที่ทั้งวุ่นวาย และก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยังไม่นับว่าต้องใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะรวบรวม Data กลับมาได้
ตัวอย่างเมื่อหลายสิบปีก่อนซุปกระป๋อง Campbell เองก็เคยทำการทดสอบว่าถ้าเพิ่มงบโฆษณาเข้าไป 50% จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือเปล่า ในวันนั้นยังไม่มี Digital Marketing ไม่มี Digital Ads ที่ใส่เงินโฆษณาเข้าไปก็เห็นผลลัพธ์ยอดขายแทบจะในทันทีว่าคุ้ม ROAS มั้ย
บรรดาบริษัทและผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของ Data อย่างปฏิเสธไม่ได้ พวกเขารู้แล้วว่าจะตัดสินใจโดยไม่มีดาต้าไม่ได้ พวกเขาเลยมีแนวคิดว่าก่อนจะตัดสินใจอะไรจะต้องหา Data เรื่องนั้นมาเพื่อช่วยตัดสินใจก่อน
เมื่อทำการทดสอบไปจนครบช่วงเวลาที่กำหนด อาจให้โปรโมชั่นส่วนลดนั้นมีอายุ 1 เดือนนับจากวันที่ได้รับ ก็มาสู่ตัวแปรตาม หรือผลลัพธ์ Data ที่ได้ว่าตกลงแล้วยอดซื้อที่เกิดขึ้นจากข้อความการตลาดแบบใหม่เพิ่มขึ้น หรือลดลง หรือไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็จึงเอาไอเดียข้อความการตลาดแบบใหม่ไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ต่อไป นี่แหละครับคอนเซปของ A/B Test เบื้องต้น
แต่ทีนี้ A/B Test ไม่ได้มีแค่ A กับ B ตามชื่อเท่านั้น แต่ยังสามารถมีไปได้ถึง C D E F G หรือ Z ไปจนถึงหลายสิบหลายร้อยตัวแปรเป็นต้น อย่างเคสที่ผมเคยเขียนถึงเรื่อง Obama กับทำ Experiment-Driven Data ว่าควรเลือกภาพและข้อความแบบไหนจนทำให้ได้รับเงินบริจาคเพิ่มขึ้นกว่าสองพันล้านบาท (คลิ๊กอ่านได้ที่นี่)
จากเคสของ Data Driven Obama จะเห็นว่าพวกเขาทำกันเทสมากถึง 24 ตัวแปรทั้งรูปภาพและข้อความที่ควรใช้ เมื่อได้ดาต้ามาแล้วก็จึงเอามาปรับเป็นกลยุทธ์หลักในการเลือกทำ Marketing Communication ทั้งหมดออกไป จากภาพนักการเมืองที่ดูจริงจัง กลายเป็นลุคผู้ชายอบอุ่นรักครอบครัวเหมือนคนทั่วไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่ใช้คอนเซป A/B Test เพียงแต่อาจจะทำ A/D Test หรือ A/Z Test ก็ว่าไป ประเด็นหลักอย่ายึดติดกับชื่อว่าจะต้องมีแค่ A กับ B สองตัวแปรเท่านั้น แต่มันสามารถไปได้หลายตัวแปรในการทดสอบเพื่อเก็บดาต้าเอามาใช้ตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรต่อไปครับ
Facebook เองก็มีการทำ Experiment ทดสอบปุ่ม Like รูปแบบต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าเราพอจำได้จะรู้ว่าหน้าตาปุ่ม Like ของ Facebook เองมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ยังไม่นับว่าจากเดิมมีแค่ปุ่ม Like มาสู่ปุ่มแสดง Emotion แบบอื่นๆ เพิ่มเติมอย่าง Love, Care, Haha, Wow และก็ Angry จนล่าสุดปลายปี 2025 ก็มีคนสังเกตพบว่า Facebook นำปุ่ม Dislike ในคอมเมนต์เข้ามาเพิ่มแล้วสำหรับผู้ใช้งานบางคน
ซึ่งก็แน่ใจได้ว่าถ้าผลลัพธ์การใช้งานปุ่ม Dislike กับผู้ใช้งานที่ถูกทดสอบออกมาดีในแง่ว่ามีการใช้ Facebook นานขึ้น แสดงออกผ่านการคอมเมนต์หรือ Engagement ต่างๆ เยอะขึ้น ปุ่ม Dislike ที่ดูสร้างความแตกแยกในสังคมก็จะถูกนำมาใช้กับผู้ใช้งาน Facebook ทั่วโลกแน่นอน เพราะอย่าลืมว่า Business Model ของ Facebook หรือ Digital Platform ส่วนใหญ่ล้วนมาจากจำนวนโฆษณาที่ขายได้มากขึ้นจากการที่คนเห็นเยอะขึ้น ก็มาจากการที่คนใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวเยอะขึ้นนั่นเอง
ถ้าเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซขายของออนไลน์เองก็อาจทำ Experiment ด้วย A/B Test เพื่อดู Data ว่าสำหรับกลุ่มคนที่เพิ่งกด iPhone ใหม่ใส่ตะกร้าไป ถ้านำเสนอสินค้าตัวไหนจะทำให้พวกเขากดใส่ตะกร้าเพิ่มขึ้นอีก
A. หูฟังแบบเดิมๆ ที่ทำมาตลอด B. Power Bank แบบ MacSafe C. ประกันเครื่องและหน้าจอเพิ่มอีก 2 ปี D. เคส E. iPhone ใหม่อีกเครื่อง
เป็นต้น จากนั้นก็อาจไม่ได้ผลดู Data แค่ว่าไอเดียสินค้าขายเสริมตัวไหนมีคนกดซื้อมากที่สุด แต่อาจต้องดูในแง่ของกำไรสุทธิของสินค้าตัวนั้นแทน เพราะสินค้าบางตัวแม้ขายได้น้อยชิ้นกว่าแต่ทำกำไรต่อชิ้นได้เยอะกว่า แบบนี้เป็นต้น