Campaign Planning Strategy ด้วย ChatGPT รวม 20 Prompt วางแผนแคมเปญการตลาดพร้อมใช้ สอนโครง SPICE Framework 5 เครื่องปรุง ปรับเป็นของแบรนด์คุณได้ใน 15 นาที

Campaign Planning Strategy with ChatGPT รวม 20 Prompt วางแผนแคมเปญการตลาดให้คิดเป็นระบบ ไม่ใช่ตอบกลางๆ

เวลาผมไปสอนเวิร์กชอปเรื่อง AI กับการตลาด ผมชอบให้ผู้เรียนลองพิมพ์ Prompt ที่ใช้อยู่จริงให้ดูสักตัว สิ่งที่เห็นเกือบทุกครั้งคือคนส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT แบบลองผิดลองถูก พิมพ์คำสั่งสั้นๆ ลงไปก่อน พอได้คำตอบมาไม่ถูกใจก็พิมพ์ใหม่ เติมไปทีละนิด ลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใช้ได้ เหมือนเขย่ากล่องสุ่มแล้วหวังว่ารอบนี้จะได้ของดี

วิธีนี้พอจะได้คำตอบที่ดีขึ้นมาบ้างก็จริง แต่ปัญหาคือเราแทบไม่เคยรู้ว่าทำไมมันถึงดี พอเจองานใหม่ก็ต้องเริ่มสุ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ไม่มีอะไรสะสมเป็นทักษะติดตัว เพราะการลอง Prompt แบบไม่มีหลักการมันคือการเดา ไม่ใช่การควบคุม และนี่แหละคือเส้นแบ่งระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานจริงจัง กับคนที่ใช้มันเป็นของเล่นกดสุ่มไปเรื่อย คนกลุ่มแรกไม่ได้เก่ง Prompt เพราะพรสวรรค์ แต่เพราะเขามีโครงในหัวว่า Prompt ที่ดีต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เลยสั่งงานให้ ChatGPT ตอบตรงงานได้ แทนที่จะได้คำตอบกลางๆ ที่เอาไปใช้กับแบรนด์ไหนก็ได้

ก่อนหน้านี้ OpenAI เคยปล่อยชุด Prompt Pack สำหรับนักการตลาดออกมาผ่าน OpenAI Academy มาสักพักใหญ่แล้ว โดยแบ่งงานของนักการตลาดออกเป็น 5 หมวดใหญ่ ตั้งแต่วางแผนแคมเปญ ทำ Research คู่แข่ง ผลิตคอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงงาน Visual และ Brand ผมเลยอยากหยิบของดีชุดนี้มาต่อยอดให้เข้ากับบริบทวันนี้ ด้วยการเลือกเอาแต่หมวดหมู่มาทำเป็นซีรีส์เจาะลึกหมวดละตอน แต่จะไม่ลอกมาเฉยๆ เพราะ Prompt ต้นฉบับเป็นโครงเปล่าที่ต้องเติมเอง แถมหลายตัวยังอิงกับโมเดลรุ่นเก่าและตัวอย่างของฝั่งตะวันตก ผมเลยอัปเดต Prompt ให้เข้ากับโมเดลล่าสุดและบริบทไทย พร้อมเติมสองชั้นที่ต้นฉบับไม่มีเข้าไป คือชั้นโครงสร้างการคิด Prompt ด้วย SPICE และชั้นตัวอย่างพร้อมใช้สำหรับคนไทย

EP แรกนี้ผมขอเริ่มจากหมวดที่เป็นต้นน้ำของทุกอย่าง นั่นคือ Campaign Planning การวางแผนแคมเปญ พร้อมแจก 20 Prompt ที่ก๊อปไปวางใช้ได้เลย และสอนสูตรปรุง Prompt ที่ผมจะใช้ตลอดทั้งซีรีส์ไปด้วยกัน

Thinking Mode ทำไมงานวางแผนแคมเปญถึงเหมาะกับ ChatGPT โหมดคิดเยอะ

Campaign Planning Strategy ด้วย ChatGPT รวม 20 Prompt วางแผนแคมเปญการตลาดพร้อมใช้ สอนโครง SPICE Framework 5 เครื่องปรุง ปรับเป็นของแบรนด์คุณได้ใน 15 นาที

ก่อนจะไปเรื่อง Prompt มีเรื่องที่หลายคนมองข้ามแต่สำคัญมาก คือการเลือกโหมดของ ChatGPT ให้ตรงกับประเภทงาน

ปัจจุบันกลางปี 2026 รุ่นล่าสุดของ ChatGPT คือ GPT-5.5 ที่เพิ่งออกเมื่อปลายเดือนเมษายน และมีให้เลือกหลักๆ สองโหมดบนแพลนแบบเสียเงิน คือโหมด Instant ที่ตอบไว เหมาะกับงานสั้นๆ ถามตอบทั่วไป กับโหมด Thinking ที่ใช้เวลาคิดนานขึ้นแลกกับคำตอบที่เป็นระบบและลึกกว่า ส่วนคนที่ใช้แบบฟรีก็เรียกโหมดคิดเยอะนี้มาใช้ได้ผ่านปุ่มเครื่องหมายบวกในช่องแชต

งานวางแผนแคมเปญคืองานที่ต้องคิดหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ ช่องทาง ไทม์ไลน์ และความเสี่ยง พูดง่ายๆ คือมันเป็นงานคิดเชิงกลยุทธ์ที่มีตัวแปรเยอะ จากที่ผมสังเกตจากการใช้งานจริง โหมด Thinking จะทำงานประเภทนี้ได้ดีกว่าชัดเจน เพราะมันยอมเสียเวลาไล่เหตุผลทีละขั้นแทนที่จะรีบสรุป ดังนั้นกฎข้อแรกก่อนพิมพ์ Prompt วางแผนเลยคือ สลับมาใช้โหมด Thinking ก่อนเสมอ อย่าใช้โหมดตอบไวมาวางกลยุทธ์ เพราะมันจะรีบเกินไปจนได้แผนที่ตื้น

ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเราจะ Brief งานให้มันดีแค่ไหน ซึ่งนั่นคือหัวใจของทั้งซีรีส์นี้

The SPICE Framework สูตรปรุง Prompt 5 เครื่องที่ผมใช้ทั้งซีรีส์

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยอ่านบทความ 25 เทคนิค Prompt สำหรับนักการตลาด หรือเรื่อง โครงสร้าง Prompt แบบมืออาชีพ ที่ผมเคยเขียนไว้มาบ้างแล้ว สำหรับซีรีส์ใหม่นี้ผมขอใช้สูตรที่เรียบเรียงขึ้นมาใหม่เป็นภาษากลางตลอดทั้งซีรีส์ ผมตั้งชื่อมันว่า The SPICE Framework ซึ่งเป็นสูตรที่ผมคิดขึ้นเองสำหรับซีรีส์นี้โดยเฉพาะ

ที่ตั้งชื่อว่า SPICE เพราะผมอยากให้นึกถึงเครื่องปรุง Prompt ที่ดีก็เหมือนอาหารจานหนึ่งที่ต้องปรุงเครื่องให้ครบ ขาดเครื่องไหนรสชาติก็เพี้ยน คนทั่วไปที่บ่นว่า ChatGPT ตอบกลางๆ มักจะใส่เครื่องปรุงแค่ตัวเดียวคือคำสั่ง แล้วก็หวังให้ได้จานเด็ด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ SPICE ประกอบด้วยเครื่องปรุง 5 อย่างดังนี้

  1. Situation สถานการณ์และบริบท คือการบอก ChatGPT ว่าแบรนด์เราคือใคร ขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร กำลังเจอโจทย์อะไร รวมถึงแปะข้อมูลดิบที่เกี่ยวข้องให้มันด้วย นี่คือเครื่องปรุงที่คนลืมใส่บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คำตอบออกมากลางๆ ลองนึกภาพถ้าเราเดินไปบอกที่ปรึกษาว่าช่วยคิดแคมเปญให้หน่อย โดยไม่บอกว่าขายอะไร เขาก็คิดให้ตรงไม่ได้เหมือนกัน
  2. Persona บทบาท คือการสั่งให้ ChatGPT สวมหมวกเป็นใคร เก่งเรื่องอะไร เช่นให้เป็น Creative Strategist ที่เชี่ยวชาญแบรนด์ F&B ในไทย พอกำหนดบทบาทชัด น้ำเสียงและมุมคิดของคำตอบจะคมขึ้นทันที
  3. Instruction คำสั่งงาน คือบอกให้ทำอะไร และแตกออกมาให้ชัดว่าอยากได้อะไรบ้าง ยิ่งคำสั่งคลุมเครือ คำตอบยิ่งคลุมเครือตาม
  4. Criteria เงื่อนไขและรูปแบบ คือกำหนดว่าอยากได้คำตอบหน้าตาแบบไหน เป็นตารางหรือเป็นข้อ ความยาวเท่าไหร่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่นต้องอยู่ในงบเท่านี้ ห้ามใช้คำแบบนี้ เครื่องปรุงตัวนี้ทำให้คำตอบเอาไปใช้ต่อได้เลยโดยไม่ต้องจัดรูปใหม่
  5. Example ตัวอย่าง คือการให้ตัวอย่างงานที่เราชอบ เพื่อให้ ChatGPT เห็นมาตรฐานที่เราต้องการ ลองนึกถึงเวลาเราจ้างคนทำงาน ถ้ายื่นตัวอย่างงานที่ชอบให้ดูด้วย ผลลัพธ์จะตรงใจกว่าการอธิบายลอยๆ เยอะ

ในงานจริงบางงานจะมีเครื่องปรุงพระเอกที่ทำงานหนักกว่าตัวอื่น แต่ใน 20 Prompt ของตอนนี้ผมตั้งใจใส่ครบทั้ง 5 ให้ดูทุกตัว และจะกำกับไว้ในวงเล็บเลยว่าบรรทัดไหนคือ S P I C E เพื่อให้คุณค่อยๆ ซึมซับว่าแต่ละเครื่องทำหน้าที่อะไร พอจับทางได้แล้วเวลาเอาไปปรับเอง คุณจะรู้ทันทีว่างานแบบไหนตัดเครื่องปรุงตัวไหนได้ และงานแบบไหนขาดตัวไหนไม่ได้เด็ดขาด

Before and After ลองปรุง Prompt วางแผนแคมเปญด้วย SPICE ให้ดูทีละเครื่อง

ทฤษฎีอ่านแล้วอาจยังไม่เห็นภาพ ผมขอหยิบ Prompt ระดมไอเดียแคมเปญแบบที่คนส่วนใหญ่พิมพ์มาให้ดูก่อน แล้วค่อยปรุงเครื่องเข้าไปทีละตัวให้เห็นความต่าง

แบบที่คนทั่วไปพิมพ์มักจะเป็นประมาณนี้

ช่วยคิดไอเดียแคมเปญการตลาด 5 ไอเดียให้หน่อย

คำสั่งแบบนี้ ChatGPT ตอบได้ก็จริง แต่มันจะตอบแบบที่ใช้กับร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า หรือบริษัทประกันก็ได้หมด เพราะมันไม่รู้เลยว่าเรากำลังพูดถึงแบรนด์อะไร ทีนี้ลองดูแบบที่ปรุงเครื่องครบตาม SPICE

(S) Situation เราคือร้านกาแฟ Specialty เล็กๆ ในเชียงใหม่ ลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่ฮอปปิ้งอายุ 25-35 ปี
จุดเด่นคือเมล็ดที่คั่วเองจากดอยทางเหนือ กำลังจะเปิดสาขา 2 ช่วงไฮซีซั่นปลายปี
งบการตลาดจำกัดอยู่ที่ราว 50,000 บาท โจทย์คือทำยังไงให้คนรู้ว่าเรามีสาขาใหม่

(P) Persona ขอให้คุณสวมบทบาทเป็น Creative Strategist ที่เชี่ยวชาญแบรนด์ F&B ขนาดเล็กในไทย
และเข้าใจพฤติกรรมการแชร์ลง Social ของกลุ่มสายคาเฟ่ฮอป

(I) Instruction ช่วยคิด 5 ไอเดียแคมเปญเปิดสาขา 2 แต่ละไอเดียให้มีชื่อธีม แท็กไลน์ภาษาไทยที่ติดหู
และวิธีทำหลัก 1-2 อย่างที่ทำได้จริงในงบที่มี

(C) Criteria ตอบเป็นตาราง คอลัมน์ประกอบด้วย ชื่อไอเดีย ธีม แท็กไลน์ วิธีทำ และงบประมาณคร่าวๆ
ทุกไอเดียต้องอยู่ในงบรวม 50,000 บาท และต้องมีกลไกกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายรูปแชร์เองอย่างน้อย 1 อย่างต่อไอเดีย

(E) Example แนวไอเดียที่ผมชอบคือแบบที่ใช้ความเป็น Local และฟังก์ชันเด่นของตัวเองมาเล่าเป็นเรื่อง ไม่ใช่แค่ลดราคา

เห็นความต่างไหมครับ Prompt ตัวหลังบังคับให้ ChatGPT ตอบในกรอบงบ 50,000 บาท เน้นไอเดียที่คนอยากถ่ายรูปแชร์ และมีตัวอย่างแนวทางให้เทียบ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นไอเดียที่เอาไปคุยกับทีมต่อได้เลยตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ต้องถามใหม่วนไปวนมาหลายรอบ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้จำติดตัวไปทั้งซีรีส์ Prompt เปล่าใครก็ก๊อปได้ แต่ Prompt ที่ปรุงเครื่องครบต่างหากที่ได้งาน

ทีนี้เราผ่าน Prompt ตัวอย่างแบบเต็มมาแล้ว 1 ตัว และเข้าใจว่าเครื่องปรุงแต่ละตัวทำงานยังไง ผมเลยรวบ Prompt สำหรับงานวางแผนแคมเปญมาให้ครบ 20 ตัว แบ่งเป็น 5 กลุ่มตามลำดับการทำงานจริง ทุกตัวจะมีโครงเหมือนกัน คือเริ่มด้วยปัญหาที่คุณน่าจะเคยเจอ ตามด้วย Prompt ที่ปรุงครบ 5 เครื่องพร้อมกำกับ S P I C E ให้เห็น และปิดด้วยผลลัพธ์ที่จะได้ว่ามันช่วยงานคุณได้แค่ไหน ก๊อปไปวางแล้วเปลี่ยนเฉพาะส่วนในวงเล็บให้เป็นของแบรนด์คุณได้เลย

Campaign Ideation รวม Prompt ระดมไอเดียแคมเปญ

กลุ่มแรกคือ Prompt สำหรับช่วงที่กระดาษยังว่างเปล่า ยังไม่มีไอเดียอะไรในหัว เครื่องปรุงที่ทำงานหนักที่สุดในกลุ่มนี้คือ Situation เพราะยิ่งบอกบริบทแบรนด์ละเอียด ไอเดียที่ได้ยิ่งตรงกับเรา ไม่ใช่ไอเดียที่ใครก็ใช้ได้

1. ระดมไอเดียแคมเปญพร้อมธีมและแท็กไลน์

ปัญหาคือเวลาต้องเริ่มแคมเปญใหม่จากศูนย์ หัวมันตันคิดไม่ออก พอลองถาม ChatGPT ก็ได้ไอเดียโหลที่ใครก็คิดได้ Prompt นี้ช่วยให้ได้ไอเดียที่ตรงกับแบรนด์และงบของคุณจริง

(S) Situation แบรนด์ของเราคือ [ขายอะไร ลูกค้าคือใคร จุดเด่นคืออะไร] กำลังจะทำแคมเปญเพื่อ [เป้าหมาย] งบราว [งบ] บาท
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Strategist ที่เข้าใจตลาดไทยและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้
(I) Instruction ช่วยคิด 5 ไอเดียแคมเปญ แต่ละไอเดียมีชื่อธีม แท็กไลน์ภาษาไทย และวิธีทำหลัก 1-2 อย่าง
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง ทุกไอเดียต้องอยู่ในงบที่บอก และทำได้จริงด้วยทีมขนาดเล็ก
(E) Example แนวที่ผมชอบคือไอเดียที่เล่าจุดเด่นของแบรนด์เป็นเรื่อง ไม่ใช่แค่ลดราคาแข่งกับคนอื่น

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ข้าวกล่องคลีนเดลิเวอรี)

(S) Situation แบรนด์เราคือ JoyBox ข้าวกล่องคลีนเดลิเวอรีในกรุงเทพ ลูกค้าคือพนักงานออฟฟิศอายุ 28-40 ที่อยากกินคลีนแต่ไม่มีเวลาทำเอง จุดเด่นคือเมนูหมุนทุกวันไม่ซ้ำและบอกพลังงานชัดทุกกล่อง กำลังจะทำแคมเปญดันยอดสมัครแพ็กเกจรายเดือน งบราว 80,000 บาท
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Strategist ที่เข้าใจตลาดไทยและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้
(I) Instruction ช่วยคิด 5 ไอเดียแคมเปญ แต่ละไอเดียมีชื่อธีม แท็กไลน์ภาษาไทย และวิธีทำหลัก 1-2 อย่าง
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง ทุกไอเดียต้องอยู่ในงบ 80,000 บาท และทำได้จริงด้วยทีม 3 คน
(E) Example แนวที่ผมชอบคือไอเดียที่เล่าเรื่องความสะดวกของคนไม่มีเวลา ไม่ใช่แค่ลดราคาแพ็กเกจ

ผลลัพธ์ที่ได้คือไอเดียตั้งต้น 5 แบบที่อยู่ในกรอบงบจริง เอาเข้าที่ประชุมทีมได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ จากที่เคยนั่งคิดเองเป็นชั่วโมงกว่าจะได้สักไอเดีย ย่นเหลือไม่กี่นาทีก็มีของให้เลือกต่อยอด

2. หา Big Idea แกนกลางที่ร้อยทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ปัญหาคือบางทีไอเดียในหัวมีเยอะ แต่กระจัดกระจาย พอทำออกมาแล้วแต่ละชิ้นไปคนละทาง คนดูจำแบรนด์ไม่ได้ Prompt นี้ช่วยหาแกนเดียวที่ร้อยทุกชิ้นงานให้เป็นเรื่องเดียวกัน

(S) Situation นี่คือไอเดียกระจัดกระจายที่เรามีตอนนี้ [แปะไอเดียทั้งหมด] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์สั้นๆ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Director ที่เก่งเรื่องการหาแก่นความคิดร่วมของงาน
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าแก่นร่วมของไอเดียเหล่านี้คืออะไร แล้วเสนอ Big Idea กลาง 3 แบบที่ใช้ร้อยทุกชิ้นงานได้
(C) Criteria แต่ละ Big Idea บอกเหตุผลที่เลือก และยกตัวอย่างว่าจะแตกเป็นชิ้นงานอะไรได้บ้าง 2-3 ชิ้น
(E) Example Big Idea ที่ดีควรพูดได้ในประโยคเดียวและเข้าใจทันที ไม่ใช่สโลแกนสวยๆ ที่ตีความได้สิบแบบ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางออร์แกนิก)

(S) Situation นี่คือไอเดียกระจัดกระจายที่เรามีตอนนี้ คลิปรีวิวส่วนผสม โพสต์ภาพก่อนหลังใช้ โปรซื้อ 1 แถม 1 และไลฟ์ขายของ แบรนด์เราคือเครื่องสำอางออร์แกนิกสำหรับผิวแพ้ง่าย ชูเรื่องส่วนผสมธรรมชาติ
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Director ที่เก่งเรื่องการหาแก่นความคิดร่วมของงาน
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าแก่นร่วมของไอเดียเหล่านี้คืออะไร แล้วเสนอ Big Idea กลาง 3 แบบที่ใช้ร้อยทุกชิ้นงานได้
(C) Criteria แต่ละ Big Idea บอกเหตุผลที่เลือก และยกตัวอย่างว่าจะแตกเป็นชิ้นงานอะไรได้บ้าง 2-3 ชิ้น
(E) Example Big Idea ที่ดีควรพูดได้ในประโยคเดียวและเข้าใจทันที ไม่ใช่สโลแกนสวยๆ ที่ตีความได้สิบแบบ

ผลลัพธ์คือคุณจะได้แกนกลางที่ทำให้ทุกโพสต์ ทุกชิ้นงานในแคมเปญพูดเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คนจำแบรนด์ได้ แทนที่จะเปลืองงบยิงงานกระจายแล้วไม่มีใครจำอะไรได้เลย

3. แตกไอเดียแคมเปญเป็นเวอร์ชันของแต่ละแพลตฟอร์ม

ปัญหาคือมีไอเดียหลักแล้ว แต่พอเอาคอนเทนต์เดียวกันไปลงทุกแพลตฟอร์ม มันไม่เวิร์กเท่ากัน เพราะคนดู Facebook กับ TikTok เสพต่างกัน Prompt นี้ช่วยปรับไอเดียให้เข้ากับนิสัยคนดูของแต่ละที่

(S) Situation Big Idea ของแคมเปญเราคือ [ไอเดียหลัก] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] สินค้าคือ [สินค้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจพฤติกรรมคนดูบนแต่ละแพลตฟอร์มในไทย
(I) Instruction แตกไอเดียหลักนี้เป็นแนวคอนเทนต์สำหรับ Facebook, Instagram, TikTok และ LINE
(C) Criteria ตอบเป็นตารางแยกตามช่องทาง บอกรูปแบบคอนเทนต์ มุมเล่า และเหตุผลที่เหมาะกับคนดูช่องทางนั้น
(E) Example เช่นบน TikTok ควรเป็นคลิปสั้นที่ Hook ใน 3 วินาทีแรก ไม่ใช่ภาพนิ่งสวยๆ แบบที่ใช้บน Instagram

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านชาผลไม้สด)

(S) Situation Big Idea ของแคมเปญเราคือ ชาผลไม้สดที่เห็นเนื้อผลไม้จริงทุกแก้ว กลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นและนักศึกษาอายุ 18-25 สินค้าคือชาผลไม้สดแบรนด์ FruiTea
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจพฤติกรรมคนดูบนแต่ละแพลตฟอร์มในไทย
(I) Instruction แตกไอเดียหลักนี้เป็นแนวคอนเทนต์สำหรับ Facebook, Instagram, TikTok และ LINE
(C) Criteria ตอบเป็นตารางแยกตามช่องทาง บอกรูปแบบคอนเทนต์ มุมเล่า และเหตุผลที่เหมาะกับคนดูช่องทางนั้น
(E) Example เช่นบน TikTok ควรเป็นคลิปสั้นที่ Hook ใน 3 วินาทีแรก ไม่ใช่ภาพนิ่งสวยๆ แบบที่ใช้บน Instagram

ผลลัพธ์คือแผนคอนเทนต์ที่พร้อมส่งต่อให้ทีมผลิตได้เลย โดยที่แต่ละแพลตฟอร์มได้เวอร์ชันที่เหมาะกับมันจริง ช่วยให้ไม่ต้องเสียงบยิงคอนเทนต์ผิดที่ผิดทางจนคนเลื่อนผ่าน

4. หา Hook ที่ฉีกออกจากคู่แข่งในหมวดเดียวกัน

ปัญหาคือกลัวว่าแคมเปญจะออกมาเหมือนคู่แข่งจนคนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร Prompt นี้ช่วยหามุมเล่าที่ต่างออกไป โดยยังเชื่อมกับจุดเด่นของเรา

(S) Situation แบรนด์เราอยู่ในหมวด [ระบุหมวดสินค้า] จุดเด่นเราคือ [จุดเด่น] คู่แข่งส่วนใหญ่มักสื่อสารแบบ [คู่แข่งทำอะไรเหมือนๆ กัน]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์แบรนด์ที่เก่งเรื่องการสร้างความแตกต่าง
(I) Instruction เสนอ 5 มุมเล่าหรือ Hook ที่ฉีกออกจากสิ่งที่ทุกคนในหมวดนี้ทำ แต่ยังเชื่อมกับจุดเด่นของเรา
(C) Criteria แต่ละมุมบอกด้วยว่ามีความเสี่ยงอะไร และเหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน
(E) Example มุมที่ดีคือมุมที่คู่แข่งเลียนแบบยาก เพราะมันผูกกับจุดเด่นเฉพาะของเรา ไม่ใช่แค่พูดเสียงดังกว่า

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นคลินิกทันตกรรมจัดฟัน)

(S) Situation แบรนด์เราอยู่ในหมวดคลินิกทันตกรรมจัดฟัน จุดเด่นเราคือมีทันตแพทย์เฉพาะทางและผ่อน 0 เปอร์เซ็นต์ 10 เดือน คู่แข่งส่วนใหญ่มักสื่อสารแบบโชว์ภาพก่อนหลังและแข่งกันลดราคา
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์แบรนด์ที่เก่งเรื่องการสร้างความแตกต่าง
(I) Instruction เสนอ 5 มุมเล่าหรือ Hook ที่ฉีกออกจากสิ่งที่ทุกคนในหมวดนี้ทำ แต่ยังเชื่อมกับจุดเด่นของเรา
(C) Criteria แต่ละมุมบอกด้วยว่ามีความเสี่ยงอะไร และเหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน
(E) Example มุมที่ดีคือมุมที่คู่แข่งเลียนแบบยาก เพราะมันผูกกับจุดเด่นเฉพาะของเรา ไม่ใช่แค่พูดเสียงดังกว่า

ผลลัพธ์คือคุณจะได้มุมสื่อสารที่ทำให้แบรนด์โดดออกมาจากทะเลคู่แข่ง แทนที่จะจ่ายงบไปแข่งในสนามเดียวกับคนอื่นที่พูดเหมือนกันหมด

Campaign Timeline รวม Prompt วางไทม์ไลน์และโครงแคมเปญ

พอได้ไอเดียแล้ว กลุ่มที่สองคือการแปลงไอเดียให้กลายเป็นแผนที่ลงมือทำได้จริง เครื่องปรุงที่ทำงานหนักในกลุ่มนี้คือ Instruction และ Criteria เพราะงานกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนของโครงสร้างคำตอบมาก ไม่งั้นได้แผนที่อ่านแล้วทีมเอาไปทำต่อไม่ได้

5. สร้าง Campaign Timeline พร้อมเฟสและผู้รับผิดชอบ

ปัญหาคือมีแคมเปญในหัวแล้ว แต่พอจะลงมือกลับไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ใครรับผิดชอบอะไร สุดท้ายงานชนกันตอนใกล้เดดไลน์ Prompt นี้ช่วยแปลงแคมเปญให้เป็นปฏิทินที่ทีมเดินตามได้จริง

(S) Situation แบรนด์เราคือ [ขายอะไร] กำลังจะทำแคมเปญ [เป้าหมายแคมเปญ] เริ่ม [วันเริ่ม] จบ [วันจบ]
ทีมที่มีคือ [ตำแหน่งในทีม] งานหลักที่นึกออกตอนนี้คือ [ลิสต์งานที่รู้แล้ว]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Project Manager สายการตลาดที่เคยคุมแคมเปญมาหลายร้อยตัว
(I) Instruction จัดทุกอย่างเป็นไทม์ไลน์ แบ่งเป็นเฟส และช่วยเติมงานที่เรายังนึกไม่ถึงแต่จำเป็นเข้าไปด้วย
(C) Criteria ตอบเป็นตารางเรียงตามเวลา บอกช่วงเวลา ผู้รับผิดชอบ และเส้นตายของแต่ละงาน
(E) Example อยากได้แบบที่เผื่อเวลา Buffer ก่อนวันปล่อยจริง ไม่ใช่อัดงานชนเดดไลน์เป๊ะจนไม่มีที่ให้แก้

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ครีมกันแดด)

(S) Situation แบรนด์เราคือครีมกันแดดออร์แกนิกสำหรับคนผิวแพ้ง่าย กำลังจะทำแคมเปญเปิดตัวสูตรใหม่กันเหงื่อ เริ่ม 1 ตุลาคม จบ 30 พฤศจิกายน ทีมที่มีคือคอนเทนต์ 1 คน ดีไซน์ 1 คน ดูแลยิงแอด 1 คน งานหลักที่นึกออกตอนนี้คือ ถ่ายรูปสินค้า เขียนคอนเทนต์ หา KOL รีวิว และยิงแอด
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Project Manager สายการตลาดที่เคยคุมแคมเปญมาหลายร้อยตัว
(I) Instruction จัดทุกอย่างเป็นไทม์ไลน์ แบ่งเป็นเฟส และช่วยเติมงานที่เรายังนึกไม่ถึงแต่จำเป็นเข้าไปด้วย
(C) Criteria ตอบเป็นตารางเรียงตามเวลา บอกช่วงเวลา ผู้รับผิดชอบ และเส้นตายของแต่ละงาน
(E) Example อยากได้แบบที่เผื่อเวลา Buffer ก่อนวันปล่อยจริง ไม่ใช่อัดงานชนเดดไลน์เป๊ะจนไม่มีที่ให้แก้

ผลลัพธ์คือไทม์ไลน์ที่พร้อมแปะลงปฏิทินทีมได้เลย และ ChatGPT มักจะเตือนงานที่เราลืมนึกถึง เช่นการขออนุมัติงบหรือเวลารอ Approve ซึ่งเป็นจุดที่แคมเปญชอบสะดุด พอได้แล้วสั่งต่อได้อีก เช่นให้แตกเฉพาะเฟสแรกเป็น Checklist รายวัน

6. แตกแคมเปญใหญ่เป็น Task ย่อยพร้อมระบุคนทำ

ปัญหาคือแคมเปญใหญ่จนมองไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหน พอแตกงานเองก็มักตกหล่น Prompt นี้ช่วยซอยงานก้อนใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กที่มอบหมายได้

(S) Situation แคมเปญของเราคือ [อธิบายแคมเปญ] ทีมมีคนทำงานคือ [บอกตำแหน่ง เช่น คอนเทนต์ 1 คน ดีไซน์ 1 คน]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Operations Lead ที่เชี่ยวชาญการบริหารงานการตลาดให้ทีมเล็ก
(I) Instruction แตกแคมเปญนี้เป็น Task ย่อยทั้งหมดที่ต้องทำ จัดกลุ่มตามประเภทงาน และเสนอว่าควรเป็นของตำแหน่งไหน
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง บอกระดับความสำคัญและงานที่ต้องทำก่อนถึงจะเริ่มงานนั้นได้
(E) Example อยากได้ละเอียดระดับที่หยิบไปสร้างเป็น Task ในแอปจัดการงานได้เลย ไม่ใช่หัวข้อกว้างๆ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกาย)

(S) Situation แคมเปญของเราคือเปิดตัวคอลเลกชันชุดออกกำลังกายหน้าร้อนของแบรนด์ FitFlow ทีมมีคนทำงานคือคอนเทนต์ 1 คน ดีไซน์ 1 คน และแอดมินเพจ 1 คน
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Operations Lead ที่เชี่ยวชาญการบริหารงานการตลาดให้ทีมเล็ก
(I) Instruction แตกแคมเปญนี้เป็น Task ย่อยทั้งหมดที่ต้องทำ จัดกลุ่มตามประเภทงาน และเสนอว่าควรเป็นของตำแหน่งไหน
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง บอกระดับความสำคัญและงานที่ต้องทำก่อนถึงจะเริ่มงานนั้นได้
(E) Example อยากได้ละเอียดระดับที่หยิบไปสร้างเป็น Task ในแอปจัดการงานได้เลย ไม่ใช่หัวข้อกว้างๆ

ผลลัพธ์คือ Task List ที่พร้อมกระจายงานในทีม เห็นภาพว่าใครโหลดงานหนักช่วงไหน ช่วยกันงานกระจุกที่คนเดียวจนคอขวด และทำให้คนใหม่ในทีมเห็นภาพรวมงานได้ทันที

7. วาง Channel Plan แบ่งงบลงแต่ละช่องทาง

ปัญหาคืองบมีจำกัด แต่ช่องทางมีให้เลือกเต็มไปหมด เลยลงทุกที่อย่างละนิดจนไม่เห็นผลสักที่ Prompt นี้ช่วยตัดสินใจว่าควรเทงบไปตรงไหน

(S) Situation แคมเปญมีเป้าหมาย [เป้าหมาย] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] งบรวม [งบ] บาท ช่องทางที่เราพอทำได้คือ [ลิสต์ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Media Planner ที่เข้าใจค่าโฆษณาและพฤติกรรมคนไทยบนแต่ละแพลตฟอร์ม
(I) Instruction เสนอแผนแบ่งงบลงแต่ละช่องทางที่เหมาะที่สุด พร้อมเหตุผล และบอกด้วยว่าช่องทางไหนควรตัดทิ้งถ้างบไม่พอ
(C) Criteria ตอบเป็นตารางพร้อมเปอร์เซ็นต์การแบ่งงบ และระบุว่าแต่ละช่องทางควรคาดหวังผลแบบไหน
(E) Example ขอแผนที่กล้าเทงบไปช่องทางที่ได้ผลจริง ไม่ใช่หารเท่ากันทุกช่องทางเพื่อความสบายใจ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้)

(S) Situation แคมเปญมีเป้าหมายเพิ่มยอดขายโซฟาและโต๊ะไม้รุ่นใหม่ กลุ่มเป้าหมายคือคนวัยทำงานที่เพิ่งแต่งคอนโด งบรวม 120,000 บาท ช่องทางที่เราพอทำได้คือ Facebook, Instagram, TikTok และ Google
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Media Planner ที่เข้าใจค่าโฆษณาและพฤติกรรมคนไทยบนแต่ละแพลตฟอร์ม
(I) Instruction เสนอแผนแบ่งงบลงแต่ละช่องทางที่เหมาะที่สุด พร้อมเหตุผล และบอกด้วยว่าช่องทางไหนควรตัดทิ้งถ้างบไม่พอ
(C) Criteria ตอบเป็นตารางพร้อมเปอร์เซ็นต์การแบ่งงบ และระบุว่าแต่ละช่องทางควรคาดหวังผลแบบไหน
(E) Example ขอแผนที่กล้าเทงบไปช่องทางที่ได้ผลจริง ไม่ใช่หารเท่ากันทุกช่องทางเพื่อความสบายใจ

ผลลัพธ์คือแผนแบ่งงบที่มีเหตุผลรองรับ เอาไปเสนอหัวหน้าหรือลูกค้าได้เลย และช่วยให้กล้าตัดช่องทางที่ไม่เวิร์กออก แทนที่จะเสียงบเลี้ยงทุกช่องทางไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอันไหนดีพอ

8. ทำ Pre-mortem หาจุดที่แคมเปญอาจพังก่อนปล่อยจริง

ปัญหาคือเรามักมองแผนตัวเองในแง่ดีเกินไป จนมองไม่เห็นจุดที่จะพัง แล้วไปเจอปัญหาตอนปล่อยจริงซึ่งแก้ไม่ทันแล้ว Prompt นี้ให้ ChatGPT ช่วยมองในมุมที่เราไม่อยากมอง

(S) Situation นี่คือแผนแคมเปญของเรา [แปะแผนทั้งหมด]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์ที่มองโลกในแง่ร้าย สมมติว่าแคมเปญนี้ล้มเหลวไปแล้ว
(I) Instruction ไล่ว่าอะไรคือ 5 สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ทำให้มันพัง และเสนอวิธีป้องกันแต่ละข้อล่วงหน้า
(C) Criteria เรียงสาเหตุจากที่มีโอกาสเกิดมากไปน้อย แต่ละข้อบอกสัญญาณเตือนที่ควรจับตา
(E) Example อยากได้สาเหตุที่เป็นไปได้จริงในบริบทไทย ไม่ใช่ความเสี่ยงทั่วไปแบบในตำรา

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านชาบูบุฟเฟต์เปิดสาขาใหม่)

(S) Situation นี่คือแผนแคมเปญของเรา เปิดสาขาใหม่ร้านชาบูบุฟเฟต์ ใช้โปรเปิดร้านลด 50 เปอร์เซ็นต์ 2 สัปดาห์แรก ดันผ่าน TikTok และ KOL สายกิน ตั้งเป้าคิวเต็มทุกวันในเดือนแรก
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์ที่มองโลกในแง่ร้าย สมมติว่าแคมเปญนี้ล้มเหลวไปแล้ว
(I) Instruction ไล่ว่าอะไรคือ 5 สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ทำให้มันพัง และเสนอวิธีป้องกันแต่ละข้อล่วงหน้า
(C) Criteria เรียงสาเหตุจากที่มีโอกาสเกิดมากไปน้อย แต่ละข้อบอกสัญญาณเตือนที่ควรจับตา
(E) Example อยากได้สาเหตุที่เป็นไปได้จริงในบริบทไทย ไม่ใช่ความเสี่ยงทั่วไปแบบในตำรา

ผลลัพธ์คือคุณจะเห็นหลุมพรางของแผนตั้งแต่ก่อนเสียเงินจริง ทำให้เตรียมแผนสำรองหรืออุดช่องโหว่ได้ทัน นี่คือ Prompt ที่คุ้มค่าที่สุดตัวหนึ่ง เพราะป้องกันความเสียหายได้ก่อนที่มันจะเกิด

Creative Brief รวม Prompt เขียนบรีฟให้ทีมและเอเจนซี

งานบรีฟคือจุดที่แคมเปญดีๆ มักตายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะสื่อสารกับทีมหรือเอเจนซีไม่ชัด เครื่องปรุงที่ทำงานหนักในกลุ่มนี้คือ Situation และ Criteria เพราะบรีฟที่ดีต้องให้บริบทครบและกำหนดสิ่งที่ต้องส่งมอบให้ชัด

9. เขียน Creative Brief ฉบับเต็มให้ทีมหรือเอเจนซี

ปัญหาคือเวลาส่งงานให้คนอื่นทำต่อ ถ้าบรีฟไม่ครบ งานที่ได้กลับมาก็ไม่ตรง ต้องแก้กันหลายรอบจนเสียเวลาทั้งสองฝ่าย Prompt นี้ช่วยร่างบรีฟที่ครบทุกหัวข้อตั้งแต่ครั้งแรก

(S) Situation แคมเปญคือ [ชื่อแคมเปญ] เป้าหมาย [เป้าหมาย] กลุ่มเป้าหมาย [กลุ่ม] สิ่งที่อยากสื่อสาร [Message] งบและไทม์ไลน์ [บอกคร่าวๆ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Account Planner ที่เขียนบรีฟให้เอเจนซีระดับมืออาชีพมานาน
(I) Instruction ร่าง Creative Brief ที่ครบถ้วน พร้อมเติมส่วนที่เรายังไม่ได้คิดถึงแต่บรีฟที่ดีควรมี
(C) Criteria จัดให้มีหัวข้อ วัตถุประสงค์ Insight กลุ่มเป้าหมาย โทนการสื่อสาร ชิ้นงานที่ต้องส่งมอบ และตัวชี้วัด
(E) Example อยากได้บรีฟที่คนอ่านแล้วเริ่มงานได้ทันทีโดยไม่ต้องโทรกลับมาถามเพิ่ม

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์นมอัลมอนด์)

(S) Situation แคมเปญคือเปิดตัวนมอัลมอนด์สูตรไม่เติมน้ำตาลของแบรนด์ Almova เป้าหมายคือสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิง 25-40 ที่คุมน้ำหนัก สิ่งที่อยากสื่อสารคืออร่อยได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด งบและไทม์ไลน์คือ 150,000 บาท ภายใน 2 เดือน
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Account Planner ที่เขียนบรีฟให้เอเจนซีระดับมืออาชีพมานาน
(I) Instruction ร่าง Creative Brief ที่ครบถ้วน พร้อมเติมส่วนที่เรายังไม่ได้คิดถึงแต่บรีฟที่ดีควรมี
(C) Criteria จัดให้มีหัวข้อ วัตถุประสงค์ Insight กลุ่มเป้าหมาย โทนการสื่อสาร ชิ้นงานที่ต้องส่งมอบ และตัวชี้วัด
(E) Example อยากได้บรีฟที่คนอ่านแล้วเริ่มงานได้ทันทีโดยไม่ต้องโทรกลับมาถามเพิ่ม

ผลลัพธ์คือบรีฟพร้อมส่งที่ลดรอบการแก้งานไปได้มาก เพราะทีมเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น จากที่เคยส่งงานไปแล้วได้กลับมาผิดทาง เสียเวลาเป็นสัปดาห์ ก็เหลือแค่ปรับนิดหน่อย

10. เขียน Brief สั้นสำหรับ Production House หรือช่างภาพ

ปัญหาคือเวลาคุยกับทีมโปรดักชัน เรารู้ว่าอยากได้อารมณ์แบบไหนแต่อธิบายเป็นคำไม่ถูก พอถ่ายออกมาเลยไม่ตรงใจ Prompt นี้ช่วยแปลงความรู้สึกในหัวให้เป็นบรีฟที่ทีมเข้าใจ

(S) Situation เราต้องการถ่าย [ชิ้นงาน เช่น ภาพนิ่งสินค้า หรือวิดีโอสั้น] สำหรับแคมเปญ [ชื่อ] อารมณ์ที่อยากได้คือ [อธิบายความรู้สึก]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Art Director ที่สื่อสารกับทีมโปรดักชันจนเห็นภาพตรงกัน
(I) Instruction เขียน Brief สั้นที่ครอบคลุมมู้ด โทนสี องค์ประกอบภาพ และสิ่งที่ต้องห้าม
(C) Criteria เขียนให้กระชับพอที่ทีมโปรดักชันอ่านจบใน 2 นาทีแล้วเห็นภาพตรงกัน พร้อมแนะคำค้นหา Reference
(E) Example อยากได้โทนอบอุ่นแบบแสงธรรมชาติยามเช้า ไม่ใช่แสงสตูดิโอแข็งๆ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านดอกไม้)

(S) Situation เราต้องการถ่ายภาพนิ่งช่อดอกไม้คอลเลกชันวาเลนไทน์ สำหรับแคมเปญ Bloom of Love อารมณ์ที่อยากได้คือหวานละมุนแบบโรแมนติกอบอุ่น
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Art Director ที่สื่อสารกับทีมโปรดักชันจนเห็นภาพตรงกัน
(I) Instruction เขียน Brief สั้นที่ครอบคลุมมู้ด โทนสี องค์ประกอบภาพ และสิ่งที่ต้องห้าม
(C) Criteria เขียนให้กระชับพอที่ทีมโปรดักชันอ่านจบใน 2 นาทีแล้วเห็นภาพตรงกัน พร้อมแนะคำค้นหา Reference
(E) Example อยากได้โทนอบอุ่นแบบแสงธรรมชาติยามเช้า ไม่ใช่แสงสตูดิโอแข็งๆ

ผลลัพธ์คือบรีฟที่ทำให้กองถ่ายเข้าใจตรงกับที่คุณคิดตั้งแต่วันแรก ลดความเสี่ยงที่จะต้องถ่ายซ้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดในงานโปรดักชัน

11. แปลง Brief ที่ลูกค้าให้มาแบบกำกวมให้กลายเป็น Brief ที่ทำงานได้

ปัญหาคลาสสิกคือลูกค้าให้โจทย์มาว่าขออะไรปังๆ หรือขอให้ดูพรีเมียม แต่ไม่บอกอะไรที่จับต้องได้ Prompt นี้ช่วยแปลงโจทย์ลอยๆ ให้เป็นบรีฟที่ลงมือทำได้

(S) Situation ลูกค้าให้โจทย์มาว่า [แปะสิ่งที่ลูกค้าพูดมาแบบกำกวม] ธุรกิจของลูกค้าคือ [ระบุธุรกิจ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการตีโจทย์ลูกค้าให้ชัด
(I) Instruction แปลงโจทย์นี้ให้เป็น Brief ที่ทำงานได้จริงโดยเติมส่วนที่ขาด และทำรายการคำถามที่ควรถามลูกค้ากลับ
(C) Criteria แยกให้ชัดว่าส่วนไหนคือสิ่งที่ลูกค้าบอกมา และส่วนไหนคือสิ่งที่เราตีความเพิ่มและต้องไปยืนยัน
(E) Example เช่นคำว่าปัง ควรถามกลับว่าวัดจากยอดขาย ยอด Engagement หรือการรับรู้แบรนด์

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์น้ำหอมไทย)

(S) Situation ลูกค้าให้โจทย์มาว่าอยากได้แคมเปญที่ทำให้แบรนด์ดูพรีเมียมและขายดีขึ้น ธุรกิจของลูกค้าคือแบรนด์น้ำหอมไทยราคาเข้าถึงได้
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการตีโจทย์ลูกค้าให้ชัด
(I) Instruction แปลงโจทย์นี้ให้เป็น Brief ที่ทำงานได้จริงโดยเติมส่วนที่ขาด และทำรายการคำถามที่ควรถามลูกค้ากลับ
(C) Criteria แยกให้ชัดว่าส่วนไหนคือสิ่งที่ลูกค้าบอกมา และส่วนไหนคือสิ่งที่เราตีความเพิ่มและต้องไปยืนยัน
(E) Example เช่นคำว่าพรีเมียม ควรถามกลับว่าหมายถึงภาพลักษณ์ ราคา หรือประสบการณ์การใช้

ผลลัพธ์คือคุณจะได้ทั้งบรีฟตั้งต้นและชุดคำถามที่ทำให้ดูเป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้า และกันปัญหางานไม่ตรงที่มักจบลงด้วยการโทษกันไปมาว่าใครเข้าใจผิด

12. ทำรายการคำถามที่ต้องถามก่อนเริ่มแคมเปญ

ปัญหาคือเริ่มงานไปแล้วค่อยมารู้ทีหลังว่ามีข้อมูลสำคัญที่ลืมถาม ทำให้ต้องรื้องานใหม่ Prompt นี้ช่วยถามให้ครบตั้งแต่แรกเพื่อกันงานแก้

(S) Situation เรากำลังจะเริ่มแคมเปญ [ประเภทแคมเปญ] ให้ลูกค้าในธุรกิจ [ระบุธุรกิจ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Strategic Planner ที่ขึ้นชื่อเรื่องการถามคำถามที่คนอื่นมองข้าม
(I) Instruction ทำรายการคำถามสำคัญทั้งหมดที่ควรถามลูกค้าหรือทีมก่อนเริ่มงาน
(C) Criteria จัดกลุ่มตามหัวข้อ เช่น เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย งบ ข้อจำกัด และตัวชี้วัดความสำเร็จ
(E) Example อยากได้คำถามที่เจาะลึกกว่าคำถามพื้นฐาน เช่นถามถึงสิ่งที่ลูกค้ากลัวที่สุดถ้าแคมเปญไม่สำเร็จ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นโรงเรียนสอนทำขนม)

(S) Situation เรากำลังจะเริ่มแคมเปญโปรโมตคอร์สเรียนทำขนมระยะสั้น ให้ลูกค้าในธุรกิจโรงเรียนสอนทำเบเกอรี
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Strategic Planner ที่ขึ้นชื่อเรื่องการถามคำถามที่คนอื่นมองข้าม
(I) Instruction ทำรายการคำถามสำคัญทั้งหมดที่ควรถามลูกค้าหรือทีมก่อนเริ่มงาน
(C) Criteria จัดกลุ่มตามหัวข้อ เช่น เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย งบ ข้อจำกัด และตัวชี้วัดความสำเร็จ
(E) Example อยากได้คำถามที่เจาะลึกกว่าคำถามพื้นฐาน เช่นถามถึงสิ่งที่ลูกค้ากลัวที่สุดถ้าแคมเปญไม่สำเร็จ

ผลลัพธ์คือ Checklist คำถามที่หยิบไปใช้ในมีตติ้งแรกได้เลย ช่วยให้เก็บข้อมูลครบในรอบเดียว ไม่ต้องกลับไปถามซ้ำจนดูไม่เป็นมือโปร และกันการรื้องานที่เสียทั้งเวลาและความเชื่อใจ

Messaging Framework รวม Prompt วาง Message และจุดยืน

แคมเปญจะคมหรือไม่ อยู่ที่สารที่สื่อออกไป เครื่องปรุงที่ทำงานหนักในกลุ่มนี้คือ Situation และ Example เพราะต้องให้ ChatGPT เห็นทั้งบริบทแบรนด์และมาตรฐานของสารที่เราต้องการ ไม่งั้นได้ข้อความสวยแต่ไม่ตรงตัวตนแบรนด์

13. สร้าง Messaging Framework สามเสาหลัก

ปัญหาคือพูดเรื่องแบรนด์ทีไรก็พูดไม่เหมือนกันสักครั้ง แล้วแต่ใครพูด ทำให้สารแบรนด์เบลอ Prompt นี้ช่วยวางสารหลักให้ทุกคนในทีมพูดไปทางเดียวกัน

(S) Situation สินค้าของเราคือ [สินค้าและจุดเด่น] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] คู่แข่งมักพูดเรื่อง [จุดขายคู่แข่ง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Brand Strategist ที่เชี่ยวชาญการวางสารแบรนด์
(I) Instruction สร้าง Messaging Framework 3 เสาหลัก ที่แตกต่างจากที่คู่แข่งพูด
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แต่ละเสามีประโยชน์หลักที่ลูกค้าได้ หลักฐานที่ทำให้น่าเชื่อ และอารมณ์ที่อยากให้รู้สึก
(E) Example หลักฐานควรเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง เช่นรีวิวลูกค้าหรือตัวเลข ไม่ใช่แค่คำโฆษณาว่าดีที่สุด

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อาหารเสริมผู้สูงวัย)

(S) Situation สินค้าของเราคืออาหารเสริมบำรุงข้อเข่าสำหรับผู้สูงวัย จุดเด่นคือมีงานวิจัยรองรับและทานง่าย กลุ่มเป้าหมายคือลูกหลานวัยทำงานที่ซื้อให้พ่อแม่ คู่แข่งมักพูดเรื่องเดินคล่องไม่ปวดเข่า
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Brand Strategist ที่เชี่ยวชาญการวางสารแบรนด์
(I) Instruction สร้าง Messaging Framework 3 เสาหลัก ที่แตกต่างจากที่คู่แข่งพูด
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แต่ละเสามีประโยชน์หลักที่ลูกค้าได้ หลักฐานที่ทำให้น่าเชื่อ และอารมณ์ที่อยากให้รู้สึก
(E) Example หลักฐานควรเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง เช่นผลวิจัยหรือรีวิวลูกค้าจริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณาเกินจริง

ผลลัพธ์คือโครงสารที่ทุกคนในทีมหยิบไปใช้เขียนคอนเทนต์ ตอบลูกค้า หรือทำสื่อได้ตรงกัน ทำให้แบรนด์พูดเป็นเสียงเดียว ซึ่งเป็นจุดที่สร้างการจดจำในระยะยาว

14. หา Value Proposition ที่ต่างจากคู่แข่ง

ปัญหาคือไม่รู้จะวางจุดยืนตรงไหนถึงจะไม่ทับคู่แข่ง พอชูจุดขายเดียวกับคนอื่นก็เลยต้องไปแข่งกันที่ราคา Prompt นี้ช่วยหาช่องที่เรายืนได้คนเดียว

(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์และจุดเด่น] คู่แข่งหลักในหมวดมักชูเรื่อง [จุดขายที่คู่แข่งใช้]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางตำแหน่งแบรนด์ที่เก่งเรื่องการหาช่องว่างในตลาด
(I) Instruction เสนอ Value Proposition 3 แบบที่เราวางจุดยืนได้โดยไม่ทับคู่แข่ง
(C) Criteria แต่ละแบบบอกว่าเหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน มีความเสี่ยงอะไร และคู่แข่งจะตามได้ยากแค่ไหน
(E) Example จุดยืนที่ดีคือจุดที่ลูกค้าให้คุณค่าและคู่แข่งทำตามยาก ไม่ใช่แค่จุดที่ว่างแล้วไม่มีใครอยู่เพราะมันไม่มีคนต้องการ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์กระเป๋าผ้ารักษ์โลก)

(S) Situation แบรนด์เราคือกระเป๋าผ้าทำมือจากเศษผ้าเหลือใช้ จุดเด่นคือทุกใบลายไม่ซ้ำและช่วยลดขยะสิ่งทอ คู่แข่งหลักในหมวดมักชูเรื่องราคาถูกและดีไซน์มินิมอล
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางตำแหน่งแบรนด์ที่เก่งเรื่องการหาช่องว่างในตลาด
(I) Instruction เสนอ Value Proposition 3 แบบที่เราวางจุดยืนได้โดยไม่ทับคู่แข่ง
(C) Criteria แต่ละแบบบอกว่าเหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน มีความเสี่ยงอะไร และคู่แข่งจะตามได้ยากแค่ไหน
(E) Example จุดยืนที่ดีคือจุดที่ลูกค้าให้คุณค่าและคู่แข่งทำตามยาก ไม่ใช่แค่จุดที่ว่างแล้วไม่มีคนต้องการ

ผลลัพธ์คือทางเลือกจุดยืน 3 แบบที่เอาไปถกกับทีมต่อได้ ช่วยให้แบรนด์หลุดจากสงครามราคา ไปอยู่ในช่องที่แข่งด้วยคุณค่าแทน ซึ่งทำกำไรได้ยั่งยืนกว่า

15. ปรับสารเดียวให้พูดกับลูกค้าหลายกลุ่ม

ปัญหาคือแคมเปญเดียวต้องสื่อสารกับคนหลายแบบ พอใช้สารเดียวกับทุกคนก็เลยไม่โดนใครเลย Prompt นี้ช่วยปรับสารให้เข้ากับแต่ละกลุ่มโดยไม่หลุดแก่นเดิม

(S) Situation สารหลักของแคมเปญเราคือ [Message หลัก] เรามีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มคือ [อธิบายแต่ละกลุ่มสั้นๆ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เข้าใจว่าคนแต่ละกลุ่มถูกกระตุ้นด้วยอะไรต่างกัน
(I) Instruction ปรับสารหลักนี้ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม โดยคงแก่นเดิมไว้แต่เปลี่ยนมุมเล่าและคำที่ใช้
(C) Criteria ตอบเป็นตารางแยกตามกลุ่ม บอกด้วยว่าแต่ละกลุ่มควรสื่อสารผ่านช่องทางไหน
(E) Example เช่นกลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเน้นความสนุกและความเป็นตัวเอง ส่วนกลุ่มผู้ปกครองเน้นความปลอดภัยและความคุ้มค่า

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นฟิตเนส)

(S) Situation สารหลักของแคมเปญเราคือเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ทุกวัย เรามีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มคือ วัยทำงานที่อยากลดพุง คนสูงวัยที่อยากแข็งแรง และวัยรุ่นที่อยากหุ่นดี แบรนด์คือฟิตเนส FitZone
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เข้าใจว่าคนแต่ละกลุ่มถูกกระตุ้นด้วยอะไรต่างกัน
(I) Instruction ปรับสารหลักนี้ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม โดยคงแก่นเดิมไว้แต่เปลี่ยนมุมเล่าและคำที่ใช้
(C) Criteria ตอบเป็นตารางแยกตามกลุ่ม บอกด้วยว่าแต่ละกลุ่มควรสื่อสารผ่านช่องทางไหน
(E) Example เช่นกลุ่มวัยรุ่นอาจเน้นความสนุกและความมั่นใจ ส่วนกลุ่มสูงวัยเน้นสุขภาพและความปลอดภัย

ผลลัพธ์คือชุดข้อความที่พูดกับแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด แทนที่จะใช้สารกลางๆ ที่ปลอดภัยแต่ไม่จับใจใคร ช่วยให้แคมเปญเดียวทำงานได้กับหลายกลุ่มพร้อมกัน

16. ทำแท็กไลน์และ Key Message หลายเวอร์ชันให้เลือก

ปัญหาคือคิดแท็กไลน์เองได้ไม่กี่อันก็ตัน แล้วก็วนอยู่กับคำเดิมๆ Prompt นี้ช่วยระดมตัวเลือกให้เยอะพอที่จะมีของไปเทสต์จริง

(S) Situation แคมเปญต้องการสื่อสารว่า [สิ่งที่อยากบอก] โทนแบรนด์เป็นแบบ [อธิบายโทน] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Copywriter ที่เก่งเรื่องการเล่นคำภาษาไทย
(I) Instruction เขียนแท็กไลน์ภาษาไทย 10 เวอร์ชัน แบ่งเป็นแนวจริงจัง แนวสนุก และแนวกระตุ้นให้ลงมือ
(C) Criteria แต่ละอันบอกว่าเล่นกับอารมณ์ไหน และเหมาะกับใช้ที่ไหน เช่นเป็นพาดหัวโฆษณาหรือเป็นแฮชแท็ก
(E) Example อยากได้แท็กไลน์ที่จำง่ายและพูดต่อได้ ไม่ใช่ประโยคยาวที่อ่านแล้วลืมทันที

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านไอศกรีมโฮมเมด)

(S) Situation แคมเปญต้องการสื่อสารว่าไอศกรีมของเราทำจากผลไม้ไทยแท้ไม่แต่งสี โทนแบรนด์เป็นแบบสดใสเป็นกันเอง กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวและวัยรุ่น แบรนด์คือ JaiYen Ice Cream
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative Copywriter ที่เก่งเรื่องการเล่นคำภาษาไทย
(I) Instruction เขียนแท็กไลน์ภาษาไทย 10 เวอร์ชัน แบ่งเป็นแนวจริงจัง แนวสนุก และแนวกระตุ้นให้ลงมือ
(C) Criteria แต่ละอันบอกว่าเล่นกับอารมณ์ไหน และเหมาะกับใช้ที่ไหน เช่นเป็นพาดหัวโฆษณาหรือเป็นแฮชแท็ก
(E) Example อยากได้แท็กไลน์ที่จำง่ายและพูดต่อได้ ไม่ใช่ประโยคยาวที่อ่านแล้วลืมทันที

ผลลัพธ์คือตัวเลือกแท็กไลน์ที่หลากหลายพอจะคัดไปเทสต์กับกลุ่มเป้าหมายจริง แทนที่จะฝากความหวังไว้กับไอเดียเดียวที่คิดออกตอนตีสาม การมีตัวเลือกเยอะคือจุดเริ่มของงานที่ดี

Customer Journey รวม Prompt ออกแบบเส้นทางลูกค้า

กลุ่มสุดท้ายคือการมองภาพรวมว่าลูกค้าเดินทางมาเจอแบรนด์เราอย่างไรตั้งแต่ต้นจนซื้อ เพื่อวางแคมเปญให้ครบทุกจุด เครื่องปรุงที่ทำงานหนักในกลุ่มนี้คือ Situation อีกครั้ง เพราะ Journey ที่ดีต้องอิงกับลูกค้าจริงของเรา ไม่ใช่ลูกค้าในตำรา

17. สร้าง Customer Journey Map ฉบับเต็ม

ปัญหาคือเรามักโฟกัสแค่ตอนปิดการขาย แต่ลืมดูแลจังหวะก่อนหน้าที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ Prompt นี้ช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งเส้นทางว่าลูกค้าผ่านอะไรบ้าง

(S) Situation สินค้าหรือบริการของเราคือ [สินค้า] ลูกค้าทั่วไปของเราคือ [อธิบายลูกค้า] ช่องทางที่เรามีคือ [ลิสต์ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น CX Strategist ที่เชี่ยวชาญการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า
(I) Instruction สร้าง Customer Journey Map แบ่งเป็นสเตจตั้งแต่รู้จักจนซื้อและบอกต่อ
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แต่ละสเตจบอกเป้าหมายของลูกค้า Touchpoint ที่เจอแบรนด์ และจุดที่อาจทำให้ลูกค้าหงุดหงิดหรือเลิกไป
(E) Example อยากได้ Journey ที่อิงพฤติกรรมจริงของลูกค้าไทย เช่นการทักไลน์มาถามก่อนตัดสินใจซื้อ

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านต้นไม้ออนไลน์)

(S) Situation สินค้าหรือบริการของเราคือต้นไม้ฟอกอากาศขายออนไลน์ ลูกค้าทั่วไปของเราคือคนเมืองที่อยากมีต้นไม้ในห้องแต่กลัวเลี้ยงไม่รอด ช่องทางที่เรามีคือ Facebook, Instagram, LINE และ Shopee
(P) Persona สวมบทบาทเป็น CX Strategist ที่เชี่ยวชาญการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า
(I) Instruction สร้าง Customer Journey Map แบ่งเป็นสเตจตั้งแต่รู้จักจนซื้อและบอกต่อ
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แต่ละสเตจบอกเป้าหมายของลูกค้า Touchpoint ที่เจอแบรนด์ และจุดที่อาจทำให้ลูกค้าหงุดหงิดหรือเลิกไป
(E) Example อยากได้ Journey ที่อิงพฤติกรรมจริงของลูกค้าไทย เช่นการทักไลน์มาถามวิธีดูแลก่อนตัดสินใจซื้อ

ผลลัพธ์คือแผนที่เส้นทางลูกค้าที่ทำให้เห็นว่าควรวางคอนเทนต์หรือโปรโมชันตรงจุดไหน แทนที่จะทุ่มงบแค่ตอนปิดการขาย ช่วยให้ดูแลลูกค้าได้ครบทั้งเส้นทางจนเขาตัดสินใจง่ายขึ้น

18. หา Touchpoint ที่หล่นหายในเส้นทางลูกค้าปัจจุบัน

ปัญหาคือรู้สึกว่าลูกค้าหายไปกลางทาง มีคนสนใจเยอะแต่ปิดการขายได้น้อย แต่ไม่รู้ว่าตกหล่นตรงไหน Prompt นี้ช่วยหาจุดรั่วในเส้นทางที่มีอยู่

(S) Situation นี่คือเส้นทางลูกค้าปัจจุบันของเรา [อธิบายตั้งแต่ลูกค้ารู้จักจนซื้อ] ปัญหาที่เจอคือ [เช่น คนทักเยอะแต่ซื้อน้อย]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการหาจุดรั่วใน Funnel การขาย
(I) Instruction วิเคราะห์ว่ามี Touchpoint ไหนที่เราน่าจะหล่นหายหรือดูแลไม่ดีพอ และเสนอว่าควรเพิ่มหรือปรับจุดไหน
(C) Criteria เรียงข้อเสนอจากจุดที่น่าจะส่งผลมากไปน้อย พร้อมบอกว่าแต่ละจุดแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ อะไรก่อน
(E) Example เช่นถ้าลูกค้าทักมาแล้วตอบช้า จุดนั้นคือ Touchpoint ที่ทำให้คนเปลี่ยนใจไปซื้อเจ้าอื่น

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ที่นอนเพื่อสุขภาพ)

(S) Situation นี่คือเส้นทางลูกค้าปัจจุบันของเรา ลูกค้าเห็นแอดที่นอนเพื่อสุขภาพบน Facebook ทักมาถามราคาทางอินบ็อกซ์ แล้วส่วนใหญ่เงียบหายไป ปัญหาที่เจอคือคนทักเยอะแต่ปิดการขายได้น้อย แบรนด์คือที่นอนยางพารา SleepWell
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการหาจุดรั่วใน Funnel การขาย
(I) Instruction วิเคราะห์ว่ามี Touchpoint ไหนที่เราน่าจะหล่นหายหรือดูแลไม่ดีพอ และเสนอว่าควรเพิ่มหรือปรับจุดไหน
(C) Criteria เรียงข้อเสนอจากจุดที่น่าจะส่งผลมากไปน้อย พร้อมบอกว่าแต่ละจุดแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ อะไรก่อน
(E) Example เช่นถ้าลูกค้าทักมาแล้วตอบช้า จุดนั้นคือ Touchpoint ที่ทำให้คนเปลี่ยนใจไปซื้อเจ้าอื่น

ผลลัพธ์คือรายการจุดรั่วที่น่าจะทำให้เสียลูกค้า พร้อมวิธีแก้ที่ทำได้ก่อน ช่วยให้อุดรูรั่วที่ทำให้ปิดการขายไม่ได้ ซึ่งมักได้ผลคุ้มกว่าการทุ่มงบหาลูกค้าใหม่เพิ่ม

19. ออกแบบคอนเทนต์ตามแต่ละสเตจของ Journey

ปัญหาคือทำคอนเทนต์ขายของอย่างเดียว เลยได้แต่คนที่พร้อมซื้อแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ไม่เคยถูกดึงเข้ามา Prompt นี้ช่วยวางคอนเทนต์ให้ครบทุกช่วงการตัดสินใจ

(S) Situation สินค้าของเราคือ [สินค้า] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] ตอนนี้คอนเทนต์เราเน้น [เช่น โพสต์ขายของอย่างเดียว]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจการวางคอนเทนต์ตาม Funnel
(I) Instruction เสนอแนวคอนเทนต์สำหรับแต่ละสเตจ ตั้งแต่ช่วงสร้างการรับรู้ ช่วงพิจารณา ไปจนถึงช่วงตัดสินใจซื้อ
(C) Criteria สเตจละ 3 แนว ตอบเป็นตาราง บอกด้วยว่าแต่ละแนวควรลงช่องทางไหนและวัดผลด้วยอะไร
(E) Example คอนเทนต์ช่วงสร้างการรับรู้ควรให้คุณค่าหรือความบันเทิงก่อน ไม่ใช่ยัดขายตั้งแต่โพสต์แรก

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ของใช้เด็กอ่อน)

(S) Situation สินค้าของเราคือผ้าอ้อมและของใช้เด็กอ่อนออร์แกนิก กลุ่มเป้าหมายคือคุณแม่มือใหม่ ตอนนี้คอนเทนต์เราเน้นโพสต์ขายของและโปรโมชันอย่างเดียว แบรนด์คือ BabySoft
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจการวางคอนเทนต์ตาม Funnel
(I) Instruction เสนอแนวคอนเทนต์สำหรับแต่ละสเตจ ตั้งแต่ช่วงสร้างการรับรู้ ช่วงพิจารณา ไปจนถึงช่วงตัดสินใจซื้อ
(C) Criteria สเตจละ 3 แนว ตอบเป็นตาราง บอกด้วยว่าแต่ละแนวควรลงช่องทางไหนและวัดผลด้วยอะไร
(E) Example คอนเทนต์ช่วงสร้างการรับรู้ควรให้คุณค่าหรือความบันเทิงก่อน เช่นทริกดูแลลูก ไม่ใช่ยัดขายตั้งแต่โพสต์แรก

ผลลัพธ์คือแผนคอนเทนต์ที่ดึงคนตั้งแต่ยังไม่รู้จักแบรนด์ ค่อยๆ พาเขาเดินมาจนพร้อมซื้อ ช่วยให้ไม่ต้องพึ่งแต่การยิงแอดหาคนที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว ซึ่งมีจำกัดและแพงขึ้นเรื่อยๆ

20. สร้าง Persona ลูกค้าเป้าหมายไว้ใช้ตั้งต้นทั้งแคมเปญ

ปัญหาคือเวลาวางแคมเปญ เรามักนึกถึงลูกค้าแบบลอยๆ ทำให้งานที่ออกมาไม่เจาะจงพอ Prompt นี้ช่วยปั้นภาพลูกค้าให้ชัดก่อนเริ่มวางทุกอย่าง

(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] ข้อมูลลูกค้าที่เรารู้คือ [แปะข้อมูลที่มี เช่น ช่วงอายุ พฤติกรรม สิ่งที่เคยซื้อ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Consumer Insight Researcher ที่เข้าใจผู้บริโภคไทย
(I) Instruction สร้าง Persona ลูกค้าหลัก 2 แบบ เพื่อใช้เป็นตัวตั้งต้นในการวางแคมเปญ
(C) Criteria แต่ละ Persona บอกชื่อสมมติ อายุ ไลฟ์สไตล์ ปัญหาที่อยากแก้ เหตุผลที่จะเลือกเรา และสิ่งที่ทำให้ลังเล
(E) Example อยากได้ Persona ที่เหมือนคนจริงที่เดินสวนเราในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาพลูกค้าในอุดมคติที่สวยเกินจริง

ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อาหารสุนัขพรีเมียม)

(S) Situation แบรนด์เราคืออาหารสุนัขเกรดพรีเมียมสูตรเนื้อแท้ ข้อมูลลูกค้าที่เรารู้คือ เจ้าของสุนัขในเมืองอายุ 25-45 ที่เลี้ยงหมาเหมือนลูก ยอมจ่ายแพงเพื่อสุขภาพที่ดีของหมา แบรนด์คือ PawFood
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Consumer Insight Researcher ที่เข้าใจผู้บริโภคไทย
(I) Instruction สร้าง Persona ลูกค้าหลัก 2 แบบ เพื่อใช้เป็นตัวตั้งต้นในการวางแคมเปญ
(C) Criteria แต่ละ Persona บอกชื่อสมมติ อายุ ไลฟ์สไตล์ ปัญหาที่อยากแก้ เหตุผลที่จะเลือกเรา และสิ่งที่ทำให้ลังเล
(E) Example อยากได้ Persona ที่เหมือนคนจริงที่เดินสวนเราในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาพลูกค้าในอุดมคติที่สวยเกินจริง

ผลลัพธ์คือภาพลูกค้าที่จับต้องได้ ซึ่งทำให้ทุกการตัดสินใจในแคมเปญมีคนจริงให้นึกถึง ตั้งแต่เลือกคำที่ใช้ไปจนถึงเลือกช่องทาง ช่วยให้งานที่ออกมาเจาะจงและโดนใจกว่าการเดาเอาเองว่าลูกค้าน่าจะชอบอะไร

Context สรุปบทเรียนการวางแผนแคมเปญด้วย ChatGPT ที่นักการตลาดต้องรู้

ถ้าให้ผมรวบทุกอย่างในตอนนี้ให้เหลือคำเดียว คำนั้นคือ Context หรือในภาษาไทยคือ บริบท เพราะสิ่งที่แยกคนที่ใช้ ChatGPT ได้งานออกจากคนที่บ่นว่ามันตอบกลางๆ ไม่ใช่ความสามารถของ AI และไม่ใช่ความยาวของ Prompt แต่คือปริมาณบริบทของแบรนด์ที่เรายอมป้อนเข้าไปก่อนสั่งงาน

ลองสังเกต 20 Prompt ที่ผมแจกไปดีๆ จะเห็นว่าบรรทัดที่คุณต้องเปลี่ยนเป็นของตัวเองมากที่สุดคือบรรทัด Situation นั่นแหละคือเครื่องปรุงพระเอกของงานวางแผน ส่วนอีก 4 เครื่องที่เหลือคือ Persona, Instruction, Criteria และ Example ผมใส่โครงไว้ให้แล้วเพื่อให้คุณเห็นว่า Prompt ที่ปรุงครบหน้าตาเป็นยังไง พอใช้ไปสักพักจนจับทางได้ คุณจะปรุงเองได้โดยไม่ต้องเปิดสูตร และจะรู้ทันทีว่างานไหนขาดเครื่องปรุงตัวไหนไม่ได้

ในตอนหน้าของซีรีส์นี้ เราจะไปเจาะหมวด Competitive Research การใช้ ChatGPT ส่องคู่แข่งและหา Insight ตลาด ซึ่งจะได้เล่นกับโหมด Deep Research ที่ทรงพลังมาก และจะเป็นตอนที่เครื่องปรุง Criteria เริ่มแสดงฝีมือเต็มที่

คำถามที่ผมอยากฝากไว้ให้คิดต่อก่อนปิดตอนนี้คือ Prompt ที่คุณพิมพ์ใส่ ChatGPT ครั้งล่าสุด คุณปรุงเครื่องให้มันครบกี่อย่าง ถ้าคำตอบคือใส่ไปแค่คำสั่งเปล่าๆ ลองกลับไปเติมบริบทแบรนด์เข้าไปดูสักครั้ง แล้วคุณจะเห็นว่า ChatGPT ที่เคยตอบกลางๆ กลับกลายเป็นผู้ช่วยที่เข้าใจแบรนด์คุณได้อย่างน่าทึ่งครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *