บทความนี้จะพาเพื่อนๆ นักการตลาดมารู้จักหนึ่งในเทรนด์การตลาดใหญ่ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม นั่นก็คือ Loneliness Marketing Trend 2026 การตลาดคนเหงา เมื่อผู้คนจำนวนมากรู้สึกโดดเดี่ยวกันเยอะขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นักการตลาดที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนก็จะโอกาสต่อยอดทางธุรกิจได้ก่อนใครครับ
เทรนด์การตลาดยุคคนเหงา เมื่อความเหงากลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมระดับโลกที่คนส่วนใหญ่มองข้าม และนักการตลาดเองก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่านี่คือ Mega Consumer Insight แห่งศตวรรษ และนั่นก็นำมาสู่คำถามว่าแบรนด์ยุคใหม่จะทำการตลาดอย่างไรในวันที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ตัวคนเดียว อ้างว้างโดดเดียวมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
มันดูเป็นเรื่องย้อนแย้งมากเลยนะครับถ้าเราจะบอกว่าในวันที่โลกเต็มไปด้วยการติดต่อสื่อสาร เราสามารถคอนเนคกับทุกสิ่งและทุกคนได้ในไม่กี่วินาที แถมเรายังสามารถติดต่อสื่อสารกันแบบ HD ไปจนถึง 3D ยังไม่นับถึงการติดต่อสื่อสารแบบ Virtual Reality ในอนาคตอันใกล้นี้จากนิยามของคำว่า Metaverse
ดูเหมือนว่าในวันที่อะไรก็คอนเนคใกล้กันมากเหมือนย่อโลกทั้งใบให้อยู่ในมือเล็กๆ ของเราได้จริงๆ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่บนโลกกลับรู้สึกเต็มไปด้วยความเหงา ความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยวในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนกับคำว่ายิ่งใกล้ก็เหมือนไกลในความรู้สึก
และความรู้สึกเหงา อ้างว้าง โดดเดียวนี้ก็สามารถแพร่กระจายได้เสมือนโรคระบาดชนิดหนึ่งทางอารมณ์ จากปัญหาของปัจเจกบุคคลที่รู้สึกเหงา กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมไปจนถึงนโยบายทางการเมืองระดับชาติไปแล้ว
67% ของผู้คนรู้สึกว่าความเหงาคือโรคระบาดทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ถ้าเราเห็นคนอื่นเหงา อ้างว้าง โดดเดี่ยวผ่านโซเชียลมีเดีย พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกแบบเดียวกันตามไปด้วย และกว่า 70% ก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่ต้องการเข้าสังคมพบปะผู้คนอื่นต่อไป ก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมากขึ้นไปอีก
ในประเทศไทยเราเองก็เคยมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรื่อง Lonely Economy ที่บอกว่าคนไทยเองก็รู้สึกเหงาสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z และในกลุ่มผู้สูงอายุ Baby Boomer ที่สะท้อนผ่านพฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียอย่างมากเพื่อทดแทนความอ้างว้างในชีวิตจริง หรือสะท้อนผ่านการเลี้ยงสัตว์ เลยทำให้กระแส Pet Humanization การเลี้ยงสัตว์เป็นลูกบูมมากในบ้านเรา ส่งผลให้คอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้บูมขึ้นมา ในพื้นที่ต่อตารางเมตรเท่ากันกลับสามารถขายได้ราคาแพงกว่าอย่างง่ายดาย
อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนผ่านกระแสกล่องสุ่ม Pop Mart ในไทยที่สะท้อนถึงความสุขเล็กๆ และการได้เข้าไปอยู่ในคอมมูนิตี้ของกลุ่มเพื่อนรักนักสะสมเพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยว
และจากกระแสเทรนด์ความเหงานี้เองก็ทำให้แบรนด์ในต่างประเทศก็ได้ปรับตัว ปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างเข้าใจ Mega Consumer Insight นี้อย่างมากเพราะนั่นคือโอกาสทางธุรกิจที่จะทำเงินจากคนกลุ่มนี้ได้
อย่างแบรนด์ช็อคโกแลต Milka เองก็ได้จับมือกับสภากาชาดต่างประเทศทำหนังสั้นเรื่อง Tenderness Against Loneliness ที่นำเสนอเรื่องราวคนจริงๆ ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สึกโดดเดี่ยวให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับคนที่อาจไม่เข้าใจ หรือคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเหงาอยู่แค่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ อย่างน้อยก็ทำให้รับรู้ว่ายังมีกลุ่มคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกับเราอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ดีไม่ดีอาจใกล้ตัวมากก็ได้
VIDEO
ทางแบรนด์ระดับโลกอย่าง Niveaเองก็ได้เปิดโปรเจค Nivea Connect ในเดือนกันยายน 2024 ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าว่าจะต่อสู่กับปัญหาการแยกตัวทางสังคมของผู้คน ด้วยการให้ทุนวิจัยเพื่อให้ผู้คนมีความเข้าใจเรื่องนี้กันมากขึ้น และก็ใช้ช่องทางการสื่อสารของแบรนด์เพื่อกระจายข่าวบอกต่อปัญหานี้ให้ผู้คนได้รับรู้ในวงกว้างอย่างจริงจังมากกว่านี้ และโปรเจคนี้ก็เริ่มไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลกในปี 2026
หรือแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อย่าง Beavertown ก็ได้ออกแบบเก้าอี้นั่งแบบพิเศษไปวางไว้ในผับ 9 แห่งทั่วเกาะอังกฤษ บอกให้รู้ว่าที่เก้าอี้ตัวนี้คุณสามารถนั่งพูดคุยกับคนแปลกหน้าได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน เรียกได้ว่าสร้าง Connectivity ให้เพิ่มขึ้นแถมยังกระตุ้นยอดขายเบียร์ตัวเองควบคู่กัน
เครือข่ายโทรศัพท์มือถืออย่าง Vodafone ในประเทศฮังการีก็ได้เปิดตัวแคมเปญการตลาดชื่อ Granny Office ด้วยการเชิญชวนกลุ่ม Baby Boomer หรือคุณตา คุณยาผู้สูงวัยที่รู้สึกเหงา อ้างว้าง โดดเดี่ยวอยู่บ้านคนเดียวมานานเกินไป ให้ทำการอัปเกรดระบบอินเทอร์เน็ตที่บ้านให้เป็นแบบความเร็วสูงปรี๊ดไร้สาย ทั้งนี้ก็เพื่อจะกระตุ้นลูกหลานคนรุ่นใหม่ให้กลับมานั่งทำงานที่บ้านเจอคุณตา คุณยายบ้างก็ยังดี
VIDEO
ดูเหมือนว่านับจากนี้ไปจุดขาย โปรโมชั่นการตลาดของแบรนด์ในยุคคนเหงา จะไม่ใช่แค่ส่วนลด ของแถม หรือส่งฟรี แต่จะกลายเป็นการประกาศว่าแบรนด์คุณ สินค้าหรือบริการคุณจะช่วยทำให้ผู้คนรู้สึกเหงาลดลงกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง
จนอาจก่อให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ที่แบรนด์เองก็ไม่คาดคิดมาก่อน อย่างธุรกิจ Startup ในต่างประเทศที่ชื่อว่า Papa Pal แอปที่จะช่วยจับคู่ผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยให้มีเพื่อนคุย ช่วยทำธุระ ไปจนถึงช่วยเรื่องการเดินทางไปไหนมาไหน
ในบ้านเราเองก็มีบริการชื่อ Joyride บริการพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ทำหน้าที่คล้ายลูกหลาน จากนั้นก็ขยายไปยังการช่วยพาไปทำธุระต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นบริการที่จับกลุ่มคนสูงวัย ดีไม่ดีคนจ่ายค่าบริการให้ก็คือลูกหลานที่ไม่ว่างนี่แหละครับ
อีกหนึ่งแอปที่ชื่อว่า Sati เป็นธุรกิจ On-demand Listening ที่ทำให้คนที่รู้สึกเหงาหรือเครียดสามารถโทรคุยกับอาสาสมัครที่จะมาช่วยรับฟังเรื่องต่างๆ จากใจคุณออกไป เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่อง Mental Health ได้เป็นอย่างดี
Meg Elkins นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและอาจารย์มหาวิทยาลัยจาก RMIT University บอกกับ VML Intelligence ว่า ผู้คนโหยหาการเชื่อมต่อระหว่างกัน และแบรนด์ที่สร้าง Caring Connection หรือการเชื่อมต่อที่ใส่ใจ จะเข้าถึงใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดีกว่า อย่างแบรนด์ Strava ก็ใช้คอนเซปสร้างชุมชนผู้รักการวิ่งก่อนค่อยสร้างสินค้าขึ้นมา นี่คืออนาคตของการตลาดยุคใหม่ ถ้าอยากจะสำเร็จได้นานและไปได้ไกล ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจกลุ่มคนที่มีความเป็น Community คล้ายๆ กัน
สรุปเทรนด์ Brand Belonging ดูเหมือนว่าท่ามกลางกระแสความเหงา ความโดดเดี่ยวของผู้คนจำนวนมากที่อาศัยกันอยู่อย่างแอดอัดตามเมืองหลวงทั่วโลก นักการตลาดที่ฉลาดต้องเริ่มมองหาโอกาสที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหงาและโดดเดี่ยวของผู้คนให้ได้
เหมือนที่ครั้งนึงเราเคยแก้ปัญหาเรื่องความเครียด เรื่องความหลากหลายทางเพศ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องความยั่งยืน และตอนนี้ก็คือเรื่อง “ความโดดเดี่ยวของคนเมือง” ที่กลายเป็น Mega Consumer Insight ใหม่ที่ถ้าใครปรับตัวก่อนก็จะได้ใจและได้เงินจากผู้บริโภคที่กำลังเหงาและโดดเดี่ยวก่อนใคร
ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ได้เป็นส่วนหนึ่ง” ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “อยู่กับแบรนด์เราไม่โดดเดี่ยว” ถ้าทำแค่นี้ได้คุณจะสร้าง Revenue กำไรได้มหาศาลเลยหละครับ
สรุปเทรนด์การตลาดคนเหงา Loneliness Marketing
โลกกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม นั่นก็คือ Epidemic of Loneliness โรคระบาดแห่งความเหงา เพราะแม้เทคโนโลยีจะทำให้การเชื่อมต่อทั้งง่ายและไว แถมยังราคาถูก แต่ผู้คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกวัน แถมยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแบบคนยุคเดิมอีกต่อไป แถมยังมีถึง 70% ที่บอกว่าทุกวันนี้ความเป็นชุมชนได้หายไปแล้ว
โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤตนี้ก็คือแบรนด์ไหนสามารถเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ขายสินค้า แต่ในฐานะ The Connector ตัวกลางสร้างความสัมพันธ์ เปลี่ยนจากการมอบส่วนลดเป็นการมองความเป็นพวกพ้อง และการได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคน จะเป็นการสร้าง Loyalty ชั้นดีที่สุดยิ่งกว่าการตลาดแบบไหนๆ
คิดถึงภาพกลุ่มคนขับ Harley-Davidson ที่หลายคนไม่ได้ซื้อเพราะมันคือมอเซอร์ไซค์ แต่มันคือการซื้อสังคมของคนชอบขับรถฮาเลย์ด้วยกัน
3 Key Success Factor ถ้าอยากเป็นผู้ชนะในเทรนด์การตลาดคนเหงาต้องทำสามสิ่งนี้
Community-First สร้างชุมชนกลุ่มคนก่อน แล้วสินค้าหรือบริการคุณจะขายได้เอง
Shared Values เชื่อมโยงคนที่มีค่านิยมและความสนใจเหมือนกันเข้าด้วยกัน
Active Intervention แบรนด์ต้องลงมือทำกิจกรรม หรืออะไรสักอย่างที่จะช่วยลดความเหงาได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ทำหนังโฆษณาปังๆ แล้วจบไป
ถ้าที่สุดถ้าคุณอยากเป็นผู้ชนะในยุคการตลาดคนเหงา นี่คือ 4 Lonliness Marketing Strategy
1. The Third Place สร้างพื้นที่ที่สามทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์
เพราะคนไทยใช้โซเชียลมีเดียเยอะติดอันดับโลก ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกช่วยคลายเหงา ลดความโดดเดี่ยว นักการตลาดที่ฉลาดต้องเข้ามาใช้โอกาสนี้อย่างสร้างสรรค์ เช่น อย่างใช้ Facebook แค่โพสขายของ แต่ให้สร้าง Facebook Group หรือ LINE OpenChat เพื่อรวมกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน
จากนั้นแบรนด์ต้องหันมาทำหน้าที่เป็น Admin ผู้ประสานงานที่คอยอำนวยความสะดวกให้ลูกเพจ หรือแฟนแบรนด์ได้พูดคุยกันเองเป็นหลัก เช่น กลุ่มคนรักการแต่งบ้าน จากสินค้าของ IKEA หรือกลุ่มคนชอบทำครัวมือใหม่ จากแบรนด์เครื่องครัว หรือแบรนด์เครื่องปรุงอาหาร
2. Bridge the Gap ลดช่องว่างระหว่างวัย
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมาพักใหญ่แล้ว ดังนั้นความเหงาในคนกลุ่มนี้จึงมีจำนวนมาก ในวันที่คนในครอบครัวแยกกันอยู่ ยังไม่นับรวมถึงครอบครัวส่วนใหญ่มีขนาดลดลง และมีมากที่ไม่มีลูกหลานต่อให้ปู่ย่าช่วยเลี้ยงแบบวันวาน แล้วไหนคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงวัยทำงานก็กำลังเจอกับปัญหาการทำงานที่ทั้งหนัก เครียด และเต็มไปด้วยความกดดันจนเกิดภาวะ Burnout
สิ่งที่แบรนด์ควรทำในประเด็นนี้คือทำแคมเปญการตลาดที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ข้ามรุ่น Intergeneration Bonding เช่น โปรโมทชั่นที่ไม่ได้ลดราคาให้เฉยๆ เหมือนเดิม แต่เป็นโปรโมชั่นที่จะได้รับก็ต่อเมื่อพาคนสองรุ่นมาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน
หรือการพัฒนาสินค้าหรือบริการในกลุ่มที่ทำให้ลูกหลานได้ดูแลพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น Caring Economy ทำให้ลูกหลานที่ไม่มีเวลากลับบ้านเกิดได้รู้สึกผิดน้อยลง ทำให้พ่อแก่แม่เฒ่าก็รู้สึกไม่เหงาโดดเดี่ยวจนห่อเหี่ยวอีกต่อไป
3. Empathy over Discounts ความเข้าอกเข้าใจนั้นมีมูลค่าทางใจสูงกว่าส่วนลด
ในยุคที่คนเหงาและเครียดทั่วเมือง การขายตรงแบบ Hard Sell จะถูกมองข้ามได้ง่าย แบรนด์ที่ดีต้องทำตัวเป็น “เพื่อน” ให้พวกเขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว เริ่มจากการปรับ Brand Voice ให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น รับฟังเสียงลูกค้ามากขึ้นด้วย Social Listening และก็พูดคุยด้วยความเข้าอกเข้าใจ
ทำการตลาดแบบ CSR ที่จับต้องได้ในเรื่องของ Mental Health อาจร่วมมือกับแอปเพื่อปรึกษาจิตแพทย์ หรือจัด Talk ที่ช่วยฮีลใจลูกค้าโดยไม่ต้อง Tie-in สินค้าจนรู้สึกอยากขายมากกว่าอยากช่วย
4. Fandom & Tribe Marketing การตลาดแบบกลุ่มด้อม
คนไทยเราชอบรวมกลุ่มกันเมื่อมีความชอบเหมือนกัน หรือที่เราเรียกกันคุ้นปากมานานว่าแฟนด้อม หรือพลังด้อมนั่นเองครับ การจะทำเรื่องนี้ได้ต้องเริ่มต้นจากการ Shared Value แสดงจุดยืนของแบรนด์ให้ชัด เช่น รักษ์โลก รักสัตว์ รักคนเดินป่า รักคนกิจชาเขียว แล้วดึงลูกค้าที่มีจริตตรงกันให้มารวมกลุ่มกัน
มอง Exclusive Badge เพื่อทำให้สมาชิกในกลุ่มรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ มีตัวตน และมีความสำคัญกับกลุ่มคนที่ชอบอะไรเหมือนกันจริงๆ เมื่อเราทำให้พวกเขารู้สึกว่าที่นี่คือที่ของเขา พวกเขาจะไม่มีวันหนีไปหาคู่แข่งตราบใดที่คุณไม่ละเลยความสำคัญของพวกเขาไป
ผมขอปิดท้ายด้วย 3 คำถามสำคัญสำหรับนักการตลาดที่อยากพิชิตเทรนด์ตลาดคนเหงาให้ได้
Purpose แบรนด์ของคุณมีจุดยืนอะไร ?
Platform แบนด์ของคุณมีพื้นที่ให้ลูกค้าได้พบปะพูดคุยกันเองหรือยัง ?
Pain แบรนด์ของคุณกำลังแก้ปัญหาเรื่องความเหงาให้ลูกค้าจริงๆ หรือแค่ทำการตลาดฉาบฉวยแล้วยัดเยียดการขายของมากกว่า ?
ในยุคที่เต็มไปด้วยความเหงา ความอ้างว่างโดดเดี่ยว แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้ไม่ใช่แบรนด์ที่มีงบการตลาดเยอะสุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่ต้องนั่งอยู่ข้างๆ ให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว พวกเขาไม่ได้ตัวคนเดียวเมื่ออยู่กับแบรนด์เรา