ทุกวันนี้เวลาไปเดินเล่นแถวสยาม หรือนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่ เรามักจะเห็นภาพคนรุ่นใหม่ใส่กางเกงเลกกิ้ง แมตช์กับสปอร์ตบรา แล้วทับด้วยเบลเซอร์สวย ๆ ภาพจำของการใส่ชุดกีฬาเพื่อไป “ออกกำลังกาย” เพียงอย่างเดียว มันได้เปลี่ยนเข้าสู่เทรนด์ Athleisure 2026 อย่างเต็มตัวแล้วครับ
ในยุคที่การทำงานแบบ Hybrid กลายเป็นเรื่องปกติ บวกกับสภาพอากาศบ้านเราที่ค่อนข้างร้อนและต้องการความคล่องตัว “ความสบายแต่ดูดี” เลยกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาครับ นิยามของคำว่า “Everyday wear” ถูกเขียนขึ้นใหม่ และเสื้อผ้าสไตล์ Athleisure (Athletic + Leisure) ก็ก้าวข้ามจากตลาดเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็น “ยูนิฟอร์มแห่งยุค” ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับคนทำแบรนด์หรือนักการตลาดที่อยากคว้าโอกาสนี้ เราต้องปรับตัวกันยังไงบ้าง? วันนี้เรามาเจาะลึกอินไซต์เรื่องนี้กันครับ
Athleisure Market ตลาดระดับแสนล้านดอลลาร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค ผมอยากพาทุกคนมาดูตัวเลขที่น่าสนใจกันก่อนครับ ข้อมูลประเมินตลาดทั่วโลกระบุว่า มูลค่าตลาดของเสื้อผ้าสไตล์ Athleisureในปี 2025 นั้นสูงถึง 422.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งทะยานไปถึง 892.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2026-2033 อยู่ที่ 9.9% เลยทีเดียวครับ
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตัวเลขมหาศาลนี้ มาจากการที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและความฟิตกันมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้ความต้องการเสื้อผ้าที่ทั้งใส่สบายและดูดีพุ่งสูงตามไปด้วย บวกกับการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ไลฟ์สไตล์การแต่งตัวที่ Flexible และ Casual มากขึ้น เสื้อผ้าสไตล์นี้เลยตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สามารถสลับโหมดจากการเสียเหงื่อในยิม ไปสู่การทำกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้ครับ
Beyond Gen Z ลบภาพจำเดิม ๆ สายเปย์ตัวจริงคือ ‘วัยทำงาน’
ถ้าพูดถึงแฟชั่นตามเทรนด์ หลายคนอาจจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มน้อง ๆ Gen Z ใช่ไหมครับ แต่สำหรับตลาดนี้มีข้อมูลจากการทำแบบสำรวจที่พบว่า กลุ่มที่หยิบเสื้อผ้าสไตล์นี้มาใส่เป็นประจำทุกสัปดาห์คือชาวมิลเลนเนียล (39%) และ Gen X (33%) ซึ่งก็คือกลุ่มคนวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงนั่นเองครับ
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ คนไม่ได้ซื้อแค่ฟังก์ชันของเสื้อผ้าครับ แต่พวกเขากำลังซื้อ “คอมมูนิตี้” ลองมองภาพในบ้านเราดูสิครับ เทรนด์การเข้าคลาส Pilates, โยคะ หรือการรวมตัวของ Run Club ตามสวนสาธารณะกำลังมาแรงสุด ๆ แบรนด์ไหนที่สามารถสร้าง Community ของตัวเองได้ เช่น จัดคลาสพิเศษ หรือมีอีเวนต์เวิร์กชอปสนุก ๆ ก็จะสามารถเข้าไปนั่งในใจและดึงดูดเม็ดเงินจากคนวัยทำงานกลุ่มนี้ได้เลยครับ
Quiet Luxury สปอร์ตที่มาพร้อมกับความหรูหราแบบไม่ตะโกน
ในขณะที่ผู้บริโภคฝั่งตะวันตกอาจจะมองเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลัก แต่นักช้อปในฝั่งเอเชียรวมถึงไทยเรา กลับมองว่าเสื้อผ้า Luxury Athleisure คือ “การลงทุนระยะยาว” มากกว่าจะเป็นแค่การซื้อตามเทรนด์ชั่วคราวครับ
ซึ่งก็มาสอดคล้องกับเทรนด์แฟชั่นแบบ Quiet Luxury หรือความหรูหราแบบไม่ต้องมีโลโก้ตะโกน กำลังเติบโตอย่างมากในไทย ผู้บริโภคต้องการเสื้อผ้าที่มีคัตติ้งเนี้ยบ วัสดุพรีเมียม และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องใส่ไปได้ทุกที่” ครับ คือสามารถใส่ไปยิมตอนเช้า เสร็จแล้วแวะทาน Omakase หรือไปนั่งทำงานต่อที่คาเฟ่ได้เลยโดยไม่รู้สึกเคอะเขิน
เราเลยเห็นแบรนด์ระดับโลกอย่าง Lululemon ที่กำลังมาแรงในไทย รวมถึงแบรนด์ไทยเก๋ ๆ อย่าง Wakingbee หรือ V Activewear ที่เน้นดีไซน์ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ ก็ได้รับความนิยมมาก ๆ เพราะมันตอบโจทย์พฤติกรรมการแต่งตัวแบบเรียบหรูที่คนไทยกำลังอินนั่นเองครับ
Short-form Content & Discovery Journey สมรภูมิคอนเทนต์สั้น และศาสตร์แห่งการ ‘ป้ายยา’
เรื่องพฤติกรรมคนไทยกับโซเชียลมีเดียนี่เป็นของคู่กันเลยครับ โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอสั้น แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram Reels คือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าสักชุด
บน TikTok แบรนด์สามารถสร้างกระแสผ่านแฮชแท็กชาเลนจ์สนุก ๆ หรือใช้ระบบ Affiliate ให้เหล่าครีเอเตอร์ช่วย “ป้ายยา” แบบรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และดูเป็นธรรมชาติครับ ส่วนบน Instagram จะเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างแรงบันดาลใจผ่านภาพถ่ายสวย ๆ หรืองานอาร์ตเวิร์กคุมโทน
เพราะฉะนั้น กลยุทธ์การสื่อสารของเราไม่ควรไปยัดเยียดขายแต่ฟังก์ชันซับเหงื่อ หรือระบายอากาศขั้นเทพเพียงอย่างเดียวแล้วนะครับ แต่ต้องใช้ไลฟ์สไตล์มาเป็นตัวนำ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าฉันใส่ชุดนี้ ฉันจะดูดีและมีชีวิตแบบนี้” ครับ
Collab Marketing คว้าโอกาสจากกระแสบูมของ Athleisure
อีกหนึ่งเทรนด์ที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ “การคอลแลปส์” ครับ ตอนนี้เสื้อผ้าออกกำลังกายกลายเป็นหมวดหมู่ที่ผู้บริโภคอยากเห็นแบรนด์หรูมาร่วมงานด้วยมากที่สุด แซงหน้าหมวดหนังหรือเกมไปแล้ว ตัวอย่างระดับโลกที่ทำเอาฮือฮาก็อย่าง Marni x HOKA หรือแฟชั่นเฮาส์ที่หันมาจับมือกับแบรนด์สายสปอร์ตครับ
@marni_official Conceptual kicks. MARNI x HOKA is now available online and in stores. Creative Director: Francesco Risso Art Director: Sergio Cattivelli Video: Andrea Piu Make-up: Andrea Sailis Hair: Massimo Gamba Talents: Sasha Dom, Aya Fellaini, Massaer Seck MARNIxHOKA
♬ original sound – MARNI – MARNI
นี่คือโอกาสของแบรนด์แฟชั่น แบรนด์สตรีทแวร์ หรือศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวไทย ที่จะดึงเอาเอกลักษณ์ของตัวเองมาผสมกับแบรนด์ชุดออกกำลังกาย การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสดใหม่ แต่ยังกระตุ้นต่อม FOMO (Fear Of Missing Out) ของคนไทย ที่มักจะใจอ่อนให้กับคำว่า “สินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน” เสมอครับ
สรุป ส่องอินไซต์ Athleisure 2026 เมื่อแฟชั่นชุดสปอร์ตกลายเป็น Everyday Look
มาถึงตรงนี้ คงเห็นภาพชัดเจนแล้วนะครับว่า ตลาด Athleisure 2026 ไม่ใช่สงครามของการแข่งกันว่า “ใครผลิตผ้าซับเหงื่อได้ดีกว่ากัน” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ใครเข้าใจไลฟ์สไตล์และเข้าถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้มากกว่ากัน” ครับ
แบรนด์ต้องเลิกตีกรอบตัวเองเป็นแค่ ‘อุปกรณ์กีฬา’ แต่ต้องวาง Positioning ตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ชีวิตประจำวัน’ นำเสนอแคมเปญที่เน้นประสบการณ์ ให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้ และเข้าใจพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทย
Source: Gwi , Grand View Research
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่