Consumer Trends 2026: The Autonomist เทรนด์ผู้บริโภ Gen Z ที่เน้นบริโภคเพื่อส่วนรวม สังคม สิ่งแวดล้อม มากกว่าการเน้นตัวตนอวดรวยแบบ Gen Y

Consumer Trends 2026: The Autonomists บริโภคเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

บทความวันนี้จะพามารู้จัก Consumer Trends 2026 กับ Insight ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีชื่อว่า The Autonomist หรือกลุ่มคนที่เน้นบริโภคเพื่อส่วนรวมมากกว่าปัจเจกบุคคลของตัวเอง ให้ความสำคัญกับสังคมหรือคอมมูนิตี้ของตัวเองเป็นหลัก ในแง่หนึ่งก็คล้ายๆ กับแนวคิด “นิยมสังคม” หรือสังคมนิยด้านการตลาดในโลกเสรีนิยมทั่วไป ลองมาทำความเข้าใจผู้บริโภคกลุ่มนี้กันว่าพวกเขามีที่มาอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อที่เพื่อนๆ นักการตลาดจะได้รู้เท่าทันและไปปรับแผนการตลาดได้ตรงใจพวกเขามากขึ้นครับ

จุดเริ่มต้นของผู้บริโภคกลุ่มบริโภคเพื่อส่วนรวม The Autonomists

ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม ของมันต้องมีมากมาย นักการตลาดทั้งหลายๆ พยายามสร้างภาพชีวิตสูตรสำเร็จมาตรฐาน เช่น อายุเท่านี้ควรมีอะไรบ้าง เรียนจบต้องมีรถ สักพักต้องมีบ้าน ต้องบินไปต่างประเทศ ต้องกินอาหารหรูหรา แบรนด์เนมควรมีสักชิ้น ถึงจุดหนึ่งควรมีครอบครัว สักพักต้องรู้จักลงทุน แล้วก็ต้องหารถที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ธุรกิจพยายามทำให้ผู้คนกลายเป็นหนูถีบกงจักรมานานมาก มากจนผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเหนื่อยล้ากับการตามล่าความสำเร็จที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้

ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่โดยเฉพาะ Gen Z รู้สึกว่าเหนื่อยหน่ายกับกระแส FOMO จนกลายเป็นเทรนด์ JOMO ก่อนหน้า อารมณ์แบบขอปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวไม่ต้องรับรู้โลกภายนอกบ้างจะดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็คือมนุษย์ เรายังคงเป็นสัตว์สังคมต้องกินต้องใช้ จนทำให้เกิดวิวัฒนาการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีชื่อว่า The Autonomists หรือผมอาจนิยามว่าเป็นผู้บริโภคกลุ่มสังคมนิยม ที่เป็นคนละขั้วกับปัจเจกนิยมที่นักการตลาดพยายามสร้างมาครับ

จากข้อมูลระบุว่า 80% ของกลุ่มคนอายุ 13-39 ปีในสหภาพยุโรปบอกว่า พวกเขาไม่ได้อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตอะไรแบบคนรุ่นก่อนหน้า ไม่อยากมีบ้าน ไม่อยากมีรถ ไม่อยากร่ำรวย อยากแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขไปเรื่อยๆ ก็พอ

กลุ่ม Gen Z ในประเทศอเมริกาเองก็เริ่มมีกระแสต่อต้านทุนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มหันมาสนับสนุนธุรกิจที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยม (ไม่ใช่เผด็จการ) ธุรกิจที่ไม่ได้มองแค่ตัวเองเป็นหลัก แต่เน้นการทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นผ่านการทำธุรกิจหรือสิ่งที่ตัวเองทำได้

Consumer Trend 2026 กลุ่มนี้บอกให้รู้ว่าเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมกำลังเสื่อมมนต์ขลังไป และธุรกิจที่มีแนวคิดแบบสนับสนุนสังคม หรือสังคมนิยมกำลังจะก้าวขึ้นมาในกลุ่ม Gen Z มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแบรนด์ไหนที่เน้นความเสมอภาค เน้นเรื่องสังคม หรือส่วนรวมมากกว่าแค่ยอดขายหรือผลกำไรตัวเองจะได้รับการสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้มากขึ้น

หากแบรนด์ไหนหรือธุรกิจใดดันทำธุรกิจแบบไม่แคร์สังคม ไม่สนสิ่งแวดล้อม ฉวยโอกาสทำกำไรจากช่องว่างทางกฏหมาย บอกได้เลยว่าคุณจะไม่มีที่ยืนสำหรับผู้บริโภคกลุ่ม The Autonomists แน่

ถ้าอย่างนั้นลองมาดูกันดีกว่าว่าการตลาดแบบไหน หรือธุรกิจแบบใดที่จะทำให้ผู้บริโภคกลุ่ม The Autonomists สนใจจนอยากสนับสนุนผ่านเงินในกระเป๋ามากที่สุดครับ

4 กลยุทธ์พิชิตใจกลุ่ม The Autonomists ผู้บริโภคเพื่อส่วนรวม

1. Responsibility แบรนด์ที่ดีต้องมีความรับผิดชอบ

ทำอะไรไว้ต้องกล้ารับ หรือถ้าจะให้ดีตั้งแต่เนิ่นคือต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก อย่าคิดทำธุรกิจแบบหมกเม็ด หรือทำการตลาดแบบมีดอกจันทร์ตัวเล็กๆ มุมขวาล่าง ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการแบรนด์ที่มีความโปร่งใส ชัดเจน ตรงไปตรงมา

อะไรผิดก็ออกมายอมรับ แม้จะโดนตำหนิต่อว่าในตอนแรก แต่ในระยะยาวคุณจะได้ใจผู้คนอย่างมากครับ แต่ย้ำว่าอย่าทำผิดเรื่องเดิมซ้ำสอง และที่สำคัญคือถ้าพูดแล้วต้องทำ ห้ามแก้ตัวไปวันๆ เหมือนแบรนด์สมัยก่อนที่เน้น PR แถลงข่าว แต่ไม่สนใจการลงมือทำแต่อย่างไร

เช่น ถ้าคุณเป็นธุรกิจยาดมสมุนไพร แล้วมีข่าวไม่ดีว่าพบสารปนเปื้อนอะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะมาประกาศว่าจะปรับปรุงแก้ไขลอยๆ ไม่พอ ต้องประกาศแผนการเลยว่าจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้การแก้ไขในระยะยาวเกิดขึ้นจริงๆ

2. Push ผลักและดันให้เกิด

การจะหยิบประเด็นทางการเมือง หรือกระแสทางสังคมขึ้นมาชูทำการตลาดหรือการสร้างแบรนด์ในวันนี้ จะทำแบบครั้งเดียวเลิก หรือทำเอา PR แบบวันวานไม่ได้อีกต่อไป

เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เขาจับตามองทุกฝีก้าว ทุกโพสของแบรนด์แบบแคปเก็บลง Cloud ไว้มีมีหาย ถ้าแบรนด์คุณบอกว่าจะจริงจังเรื่องอากาศสะอาด เน้นการลดฝุ่น PM 2.5 อาจจะด้วยจุดขายของสินค้าเป็นเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องฟอกอากาศก็แล้วแต่ คนจะติดตามดูว่าจากวันแรกที่โพสออกมาคุณได้ทำอะไรไปแล้วจริงๆ บ้าง

หรือถ้าคุณประกาศว่าสนับสนุนเรื่อง LGBTQ+ ถึงเวลาจริงคุณได้ลงมือทำอะไรเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้นจริงจังหรือเปล่า

ถ้าไม่พร้อมทำอย่าพูด หรืออย่าโพส สู้อยู่เงียบๆ ขายของอย่างเดียวยังจะดีกว่าครับ Digital Footprint จะได้ไม่กลับมาทำร้ายตัวเอง

3. Prepare เตรียมพร้อมรับมือการสิ้นสุดของยุคบริโภคนิยม

เมื่อกระแสการบริโภคนิยมเริ่มเสื่อมในกลุ่ม Gen Z ผู้บริโภคยุคใหม่ การแข่งกันซื้อ แข่งกันมี แข่งกันอวดจะเริ่มมลายหายไป เราต้องเตรียมพร้อมการซื้อเพราะ “ประโยชน์” หรือ “ความจำเป็น” หรือ “คุ้มค่าทุกบาท” ที่จ่ายออกไป

จากยุคอวดสุข มาสู่อวดฉลาด เมื่อผู้คนมีเงินในกระเป๋าเท่าเดิม การใช้เงินที่มีเท่าเดิมได้ดีกว่าคือเทรนด์ใหม่ของผู้บริโภคกลุ่ม The Autonomists ครับ

จากแบรนด์เนมอาจมาสู่ กระเป๋าหนังที่ทนทานมือสอง หรือกระเป๋าหนังที่เน้นความทนทานจริงๆ แทนมากกว่าต้องมีโลโก้แบรนด์ตัวใหญ่ๆ ไว้อวดกัน จากอวดราคามาสู่การอวดความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป เราจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้สึกว่า “คนฉลาดถึงซื้อสิ่งนี้” กับสินค้าหรือบริการเราให้ได้ครับ

4. Perspective มุมมองต่อสังคมที่เปลี่ยนไป

เมื่อเทนด์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ปฏิเสธสิ่งที่ผู้คนเคยทำกันมายาวนานในอดีต การมีเพื่ออวดไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตอีกต่อไป การจะต้องมีตามสูตรสำเร็จในชีวิตเริ่มใช้ไม่ได้ พวกเขาไม่ได้ให้ค่ากับ “ความมั่งมี” เท่ากับวันวานเพราะมันอาจยากเกินเอื้อมสำหรับคนทุกวันนี้

พวกเขาจึงหันมาให้ค่ากับ “ความยุติธรรม” ระหว่างธุรกิจตัวใหญ่ กับผู้บริโภคตัวเล็กมากขึ้น จะมาเอารัดเอาเปรียบแบบวันวานไม่ได้ ถ้าจะขึ้นราคาก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไม ถ้ามีเหตุผลที่ดีพอพวกเขาก็ยินยอมพร้อมจ่าย

จาก 4 กลยุทธ์แนวทางพิชิตใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ ลองมาดูเพิ่มเติมว่าแล้วนักการตลาดควรปรับตัวอย่างไรให้ได้เงิน และได้ใจพวกเขามากขึ้น

Political Branding แบรนด์เพื่อส่วนรวม

ภาพจาก: GQ

แบรนด์ในวันนี้จะทำตัวนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้ายไม่ได้ โดยเฉพาะในวันที่มีประเด็นทางสังคมมากมาย ผู้บริโภครุ่นใหม่ก็คาดหวังว่าในฐานะภาคธุรกิจที่มีทรัพยากรมากกว่าคนทั่วไป จะลงมือทำอะไรสักอย่างบ้าง

เราจะเห็นกระแสแบรนด์ที่มีจุดยืนทางการเมืองว่าเอาหรือไม่เอาเรื่องไหน หรือแบรนด์ที่ลงมือทำในบางประเด็นทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมบางเรื่องอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนั้นก็บังเอิญสอดคล้องกับแบรนด์

อย่าง Patagonia ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ก็ออกมาทำการตลาดทั้งผ่านการรณงรงค์ให้ซ่อมมากกว่าซื้อ หรือแม้แต่ประกาศชวนคนมาลงชื่อฟ้องประธานาธิบดีก็ทำมาแล้ว

แบรนด์นับจากนี้ไปจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างที่มากกว่าแค่การตั้งหน้าตั้งตาขาย แต่แบรนด์ที่ดีสามารถทำให้สังคมดีขึ้นได้ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาวกับผู้บริโภคกลุ่มนี้

หรือที่ง่ายสุดคือไปจับมือกับหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรไม่แสวงกำไร เป็นต้น เรียกได้ว่ามีทั้งแนวทางการทำเอง หรือไปทำร่วมกับคนที่มีจุดยืนชัดเจนก็ได้ครับ

Yelle Belle ครีเอเตอร์เพื่อส่วนรวม The Autonomists Creator

ภาพจาก TikTok: Yelle Belle

Yelle Belle เป็นกลุ่ม Content Creator ใน TikTok ที่ทำคอนเทนต์สไตล์ Brand Green Screen ใช้พื้นหลังเขียวเป็นชื่อ หรือโลโก้ของแบรนด์ ที่พยายามสื่อสารไปยังแบรนด์ต่างๆ ให้รู้ว่าแต่ละแบรนด์สามารถทำธุรกิจให้เขียว หรือดีต่อสังคม ผู้คน และโลกนี้มากกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง

หรือถ้าแบรนด์ไหนทำไม่ถูกก็จะออกมาทำคอนเทนต์เพื่อชี้แนะแนวทางว่าควรแก้ไขอย่างไร จากแนวคิดที่พวกเขาเหล่านี้เชื่อว่าไม่มีแบรนด์ไหนทำเรื่องความยั่งยืนได้สมบูรณ์ 100% หรอก ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทำแค่คลิปต่อว่า แต่จะเสนอแนวทางควบคู่กันเพื่อให้สังคมดีขึ้นในระยะยาว

ความน่าสนใจของผู้บริโภคกลุ่มนี้คือแม้วันนี้พวกเขาจะเป็นแค่วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ Gen Z แต่ก็อย่าลืมว่าพวกเขากำลังจะมีครอบครัวแล้วในบางคน หรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเขาก็จะกลายเป็นพ่อแม่คนแล้ว

ดังนั้นพวกเขาจะส่งต่อความจริงจังในเรื่องสังคม ผู้คน กฏหมาย การเมือง สิ่งแวดล้อม ไปยังคนรุ่นใหม่ที่เป็น Generation Beta ลูกหลานพวกเขาสืบไปในอนาคต เช่น การสร้างความเท่าเทียมในที่ทำงาน สวัสดิการพนักงาน หรือความเท่าเทียมทางรายได้ระหว่างเพศที่ยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำอยู่แบบเงียบๆ

หรือแม้แต่ประเด็นเรื่อง Shecovery สวัสดิการหรือบริการสุขภาพสำหรับผู้หญิงที่ถูกเรียกร้องมากขึ้น ทั้งหมดที่พวกเขาเหล่านี้ทำไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองในวันนี้ แต่จะเป็นการปูรากฐานใหม่ไปยังกลุ่มคนรุ่นถัดไปทั้ง Alpha และ Beta ที่จะกลายมาเป็นพนักงานในบริษัทแบบพวกเขาทุกวันนี้

เรียกได้ว่าเป็นเจนเพื่อสังคมและส่วนรวมจริงๆ ครับ

Bugaboo บริษัทที่คิดถึงส่วนรวมก่อนยอดขาย

ภาพจาก: Bugaboo

อีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจของเทรนด์ผู้บริโภคนี้ก็คือบริษัท Bugaboo ที่จำหน่ายสินค้าสำหรับเด็กได้ประกาศปิดทำการช่วงวันที่ 18 มีนาคม 2024 เพื่อผลักดันให้รัฐสภาสหรัฐผ่านกฏหมายให้ทุกคนสามารถลางานแบบได้รับค่าจ้างได้

การที่บริษัทออกมาประกาศหยุดงานแบบนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่อย่างไร แต่ในแง่การสื่อสาร PR หรือ Branding นั้นอิมแพคชัดมากเมื่อสื่อต่างๆ เล่นข่าวบริษัทนี้ที่สะท้อนถึงความจริงจัง ไปพร้อมกับองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง Paid Leave of All ที่ก็ร่วมผลักดันเรื่องนี้ควบคู่ไปกับเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาลสำหรับคนทุกงานทุกคนก็ออกมาแอคชั่นเรื่องนี้ด้วย

สรุป Consumer Insight 2026 The Autonomist เมื่อ Gen Z คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวแบบ Gen Y

ท่ามกลางโลกที่หมุนด้วยความเร็วยิ่งกว่าทุกยุคสมัย เราถูกเร่งเร้าให้ต้องแข่งขันการเติบโตในทุกด้าน แต่ผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะ Gen Z กลับรู้สึกเหนื่อยล้าจนเริ่มปฏิเสธค่านิยมที่ยึดถือกันมานาน

นิยามความสำเร็จในชีวิตที่เคยเป็นสูตรสำเร็จกันมานาน อายุเท่านี้ต้องมีรถ อายุเท่านั้นต้องมีบ้าน ผ่านไปสักพักต้องมีครอบครัว มีลูก ทั้งหมดนี้ทำให้ Gen Z เหนื่อยหน่ายจนเริ่มปฏิเสธแบรนด์ที่พยายามกระตุ้นให้พวกเขาต้องมี ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องมี

จากเดิมผู้บริโภคคิดถึงตัวเองเป็นหลัก เน้นการบริโภคนิยม ชีวิตต้องใช้ ใช้เงินไปเรื่อยๆ หาเงินไปเรื่อยๆ เป็นหนี้ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นการหยุดคิดก่อนใช้จ่าย และทุกครั้งที่ใช้จ่ายพวกเขาก็จะตั้งคำถามลงไปว่า สิ่งนี้ต้องมีจริงไหม และสำคัญกว่านั้นคือถามว่า ธุรกิจนี้ดีต่อสังคม ผู้คน การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือว่าโลกเราจริงมั้ย

ธุรกิจนี้จริงใจหรือหมกเม็ด กล้าทำกล้ารับ หรือดีแต่แถลงข่าวแถไปวันๆ ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาโลกที่หมุนช้าลงเพื่อเพิ่มความสุขให้ตัวเองมากขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่กลุ่มนี้เริ่ม “กลัวการใช้จ่าย” “ไม่อยากจะใช้เงิน” ก่อให้เกิดอีกกระแสหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า Loud Budgeting หรือ อวดประหยัดให้โลกรู้

คนยุค Gen Y อาจเน้นอวดรวยลงโซเชียล แต่กับ Gen Z นั้นกลับไปคนละด้าน ประหยัดกว่า = ฉลาดกว่า น่าอิจฉามากกว่า อ่านถึงตรงนี้แล้วเพื่อนๆ นักการตลาดคงพอรู้แล้วว่าตัวเองต้องปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างไรในปี 2026 กับผู้บริโภคกลุ่มนิยมสังคม คิดก่อนใช้ทุกบาท ตั้งคำถามว่าเงินทุกบาทจะถูกส่งต่อไปไหน และจะกลับคืนสู่สังคมที่พวกเขาอยู่อย่างไรได้บ้างครับ

อ่านบทความ 6 Gen Consumer Insight 2026 ต่อ

อ่านรายงานเจาะเทรนด์โลกฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์นี้ครับ https://www.tcdc.or.th/th/all/service/resource-center/e-book/35030-Trend-2026

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *