อัปเดทเทรนด์ 6 Gen Consumer Insight 2026 ทุก Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Y, Z, Alpha และ Beta ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

อัปเดท 6 Gen Consumer Insight 2026 ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Y, Z, Alpha และ Beta จบในที่เดียว

กลับมาอีกครั้งกับบทความสรุป 6 Consumer Insight 2026 รวมอินไซท์ทุก Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือ Millennials, Gen Z, Alpha และ Beta จากรายงานเจาะเทรนด์โลกของ TCDC โดย CEA มาอัปเดทพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ทุกเพศ ทุกวัย ไปด้วยกันครับ

Insight Baby Boomer 2026

#YoungOld #ผู้สูงอายุตอนต้น #61ล้านคน #พบมากในประเทศเจริญแล้ว #ใช้เงิน60%ในจีนและสหรัฐ #ใช้เงิน79%ในยุโรป #ใช้เงินกับการออกกำลังกาย #BlueZones #ทริปเพื่อสุขภาพสูงวัย #แฟชั่นที่ยั่งยืน #TimelessDesign

สรุปแบบแฮชแท็ก

Baby Boomer คือคนที่เกิดในช่วงปี 1946-1964 ถ้านับอายุจริงในปีนี้ก็คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 62-80 ปี คนวัยเกษียณเต็มตัวมาสองปีแล้ว หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งของพวกเขาคือ “ผู้สูงอายุตอนต้น” คุณอาจสงสัยว่ายังมีคนที่สูงอายุกว่านี้อีกหรอ มีครับ

สำหรับคนที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปที่แก่กว่าเบบี้บูมเมอร์จะมีชื่อเรียกว่า Silent Generation ที่มีชื่อเรียกว่า “ผู้สูงอายุที่แก่ที่สุด” คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประมาณ 9 ล้านคนทั่วโลก ส่วนสำหรับ Baby Boomer เองในปี 2026 น่าจะมีจำนวนประมาณ 61 ล้านคนทั่วโลก

ต้องบอกก่อนว่าแม้เบบี้บูมเมอร์จะแก่แต่หัวใจยังคงหนุ่มสาวยิ่งกว่าคนรุ่นใหม่ พวกเขาชอบเที่ยว ชอบออกกำลังกาย แถมยังมีความใส่ใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย

แต่สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของสุขภาพกาย แน่นอนด้วยวัยที่ทำให้ร่างกายเสื่อมถอย ทำให้พวกเขาต้องดูแลสุขภาพมากกว่าคนทุกเจนเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความพร้อมทางด้านการเงินมากที่สุดเจนเนอเรชั่นหนึ่ง พร้อมจ่ายได้ถ้าถูกใจ แต่ในขณะเดียวกันถ้าธุรกิจไหน หรือสินค้าแบรนด์ใดมีชื่อเสียงที่ไม่ดีในด้านสิ่งแวดล้อม อย่าหวังจะได้เงินจากพวกเขาง่ายๆ แบบวันวานอีกต่อไป

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีกลุ่ม Baby Boomer เยอะมากเป็นพิเศษ เพราะประเทศเหล่านั้นมักมีจำนวนการเกิดของประชากรรุ่นใหม่ๆ ที่ต่ำจนแทบติดดิน แถมตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมากลุ่มคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปก็กลายเป็นกำลังหลักของการจับจ่ายใช้สอยเงินทั่วโลก คาดการณ์ว่ากว่า 60% อยู่ในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา และอีก 79% อยู่ในยุโรป

ในประเทศจีนเองกลุ่ม Baby Boomer กว่า 2 ใน 3 ใช้เงินกับเรื่องการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การกินดีอยู่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญสำหรับคนที่อยากเจาะกลุ่มนี้ให้ได้ก็คือคำว่า Blue Zones ครับ

เทรนด์การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ที่ตั้งใจจับกลุ่มผู้สูงอายุในโซนน้ำเงินทั่วโลกกำลังมาแรงอย่างมาก อย่าง Bluceira บริการดูแลสุขภาพความฟิตของร่างกายในประเทศโปรตุเกศ ที่ตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยเป็นหลัก

Bluceira ต้องการให้คนสูงวัยที่มีเงินได้มีอายุที่ยืนยาวและสุขภาพดีไปนานๆ ด้วยโปรแกรมการพักผ่อนแบบองค์รวมที่อ้างอิงจาก Blue Zones ทั้ง 5 ทั่วโลก ตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดี การทำกิจกรรมอย่างเดินป่า ทำสวน เป็นต้น

หรือบริษัทด้านการท่องเที่ยวอย่าง Saga ก็ได้ทำการออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวสำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ โดยพาไปทั้งสเปน โครเอเชีย อินเดีย หรือออสเตเลีย เราจะเห็นธุรกิจท่องเที่ยวที่ปรับตัวเข้ากับกลุ่มสูงวัย Baby Boomer มากขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่ได้ดูเป็นทัวร์แบบคนแก่สมัยก่อน ต้องดูทันสมัยเก๋ไก๋ แต่อาจปรับลดการเดินลงให้เหมาะสมกับสุขภาพร่างกายพวกเขาเท่านั้นเอง

และอย่างที่บอกครับว่าแม้พวกเขาจะแก่ตัว แต่หัวใจไม่ได้แก่ตาม พวกเขายังคงชอบช้อปปิ้งโดยเฉพาะในส่วนของเสื้อผ้าแฟชั่น แต่การใส่ก็จะเป็นเพื่อเน้นให้ตัวเองสามารถออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น

หนึ่งในแบรนด์ที่ทำได้ถึงและถูกใจพวกเขาคือ HOKA ที่ได้ Collaboration กับแบรนด์แฟชั่นด้านความยั่งยืนอย่าง Reformation ด้วยการเปิดตัวคอลแลคชั่นรองเท้าออกกำลังกายที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% พร้อมกับคอนเซปว่า “นักกีฬาทุกวัย” ก็เรียกได้ว่าถูกใจทั้งดีไซน์ และฟังก์ชั่นการใช้งานครับ

เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่ากลุ่มคนสูงวัยวันนี้ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผิดกับคนสูงวัยสมัยก่อน พวกเขาจะพยายามมองหาแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลงดีเทลถึงกระบวนการผลิตเลยด้วยซ้ำว่าดีจริงตั้งแต่ต้นน้ำ หรือแค่เอามาทำ PR ฟอกเขียว Green Washing เฉยๆ

สินค้าที่ผลิตมาก็ต้องทนทานใช้ได้นานปี บวกกับต้องมีบริการซ่อมแซมหลังการขายให้อุ่นใจด้วย ไม่ใช่เพราะงก แต่เพราะรู้สึกว่าการไม่ซื้อโดยไม่จำเป็นนั้นส่งผลดีต่อโลกในระยะยาวมากกว่า แม้พวกเขาอาจไม่ได้ใช้จนพังหรือเอาไปซ่อม แต่การมีสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจว่าได้ช่วยโลกให้ดีขึ้นอีกทาง

วัตถุดิบที่ใช้ต้องไม่ส่งผลต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ดังนั้นต้องมีข้อมูลให้พวกเขาสามารถอ่านเองได้บนหน้าจอ แล้วก็อย่าลืมปรับขนาดฟอนต์ตัวหนังสือให้เหมาะกับสายตาของพวกเขาด้วยนะครับ

Timeless Design กลยุทธ์ปิดท้ายเพื่อได้ใจเบบี้บูมเมอร์ นั่นคือการออกแบบให้ดูดีแบบไม่ล้าสมัย ผ่านไปอีกกี่สิบปีก็ยังดูดีอยู่เหมือนเดิม พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการวิ่งตามแฟชั่นสีสันฉูดฉาดดีไซน์จัดจ้านแบบคนหนุ่มสาว หรือวัยรุ่น แต่พวกเขาต้องการดูดีอยู่เสมอไม่ได้ต้องการดูเชย ดูแก่

สรุป Insight Baby Boomer 2026 เจาะลึกพฤติกรรมกลุ่มผู้สูงอายุตอนต้น

จากภาพรวมจะเห็นว่าในปีนี้พวกเขาใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าทุกปี ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ปรับตัวหาพวกเขามากขึ้น ในประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วก็จะมีพวกเขาเยอะที่สุด แฟชั่นก็ต้องการแต่ไม่ต้องการความฉูดฉาด ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้งานจริงได้ดีเหมาะกับสภาพร่างกายพวกเขาด้วย

ดูเหมือนปีนี้จะเป็นปีแห่งความเงียบ สงบ แต่มั่นคงของบูมเมอร์มากที่สุด แบรนด์ไหนกำลังสนใจเจาะตลาดกลุ่มสูงวัยเป็นพิเศษ ลองเอาไปปรับใช้กับสินค้าและบริการ หรือกลยุทธ์ธุรกิจของตัวเองดูดีนะครับ

Insight Gen X 2026

#เครียดสุด #เมเนจเก่ง #ผู้นำโลก #CEO #Mindful #EarthTone #ExclusiveExperience #HNWIs #UNWIs #MissMarketing #TikTokXers #ClearinessCommunication

สรุปแบบแฮชแท็ก

Gen X หรือ Xers คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1965-1980 ถ้านับอายุในปี 2026 ก็คือคนที่มีอายุระหว่าง 46-61 ปี เรียกว่าเป็นช่วงวัยสุดท้ายของการทำงาน ไปจนถึงบางคนก็หลุดเข้าสู่วัยเกษียณเรียบร้อย จากรายงานของ LinkedIn พบว่าคนกลุ่มนี้มีความเครียดสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกเจน

เหตุก็เพราะพวกเขาต้องแบกรับทั้งบริษัท หน้าที่การงาน ที่ต้องดูแลคนอีกมากมายหลายเจน ไปจนถึงแบกรับภาระหัวหน้าครอบครัวแบบเต็มตัว ทั้งลูกวัยรุ่น ไปจนถึงพ่อแม่ที่สูงวัยอย่างมาก ยังไม่นับว่าต้องแบกรับความต้องการในชีวิตตัวเองไปพร้อมกัน แล้วไหนจะต้องวางแผนเกษียณอย่างจริงจังในช่วงเวลานี้

มีรายงานว่าเจนเอ็กซ์ 22% บอกว่าต่อสู้กับความเครียดทุกวัน ส่วนเจนวายกลับมีแค่ 17% ที่ตอบแบบนั้น และเจนซีก็มีแค่ 14% ที่ตอบแบบเดียวกัน ส่วนเบบี้บูมเมอร์กลับมีแค่ 8% ที่รู้สึกแบบนั้นครับ

แต่อย่างไรก็ตามแม้ Gen X จะบอกว่าตัวเองเครียดมาก พวกเขาก็ยังสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ดีที่สุด ด้วยประสบการณ์ที่เคยผ่านโลกมา บวกกับพวกเขาเกิดมาในยุคที่ต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ มากที่สุด

ดังนั้นความยืดหยุ่นในการปรับตัวจึงเป็นเอกลักษณ์ของคนเจนนี้อย่างมาก จนดูเหมือนว่าแม้พวกเขาจะบอกว่าตัวเองเครียดที่สุด แต่ก็ยังสามารถรับมือกับความเครียดได้ดีที่สุดยิ่งกว่าทุกเจน

ในปัจจุบันนี้คน Gen X มีจำนวนไม่ได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจนอื่น แต่กลับมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก เพราะบรรดาเหล่า CEO ในบริษัทชั้นนำทั้งหลายล้วนเป็นคนวัย Gen X ที่กุมบังเหียนอยู่ทั้งนั้น อย่าง Jeff Bezos, Elon Musk, Satya Nadella, Larry Page และ Sergey Brin เองก็ล้วนเป็นคนวัยเจนเอ็กซ์ทั้งนั้น

พวกเขาคือผู้นำโลกในยุคปฏิวัติดิจิทัล ส่วนคนยุค Silence อาจเป็นคนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เหล่าเจนเอ็กซ์นี่แหละคือผู้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างธุรกิจกับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของไลฟ์สไตล์คนทั่วโลกในทุกวันนี้

คน Gen X มีสัดส่วน 31% จากประชากรทั้งโลก และมีการใช้จ่ายเงินอยู่ที่ 27% ของการจับจ่ายใช้สอยทั่วโลก วันนี้พวกเขากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอีกครั้ง แน่นอนว่าสภาวะจิตใจของพวกเขากำลังได้รับผลกระทบหนักมาก นั่นหมายความว่าถ้าแบรนด์ใดสามารถช่วยพวกเขาในเรื่องนี้ได้ก็จะกลายเป็น Top of Mind นำหน้าคู่แข่งไปไกลครับ

อีกแง่มุมหนึ่งของคนเจนเอ็กซ์คือมีความปราณีต ละเอียดละออ ใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าที่หลายคนคิด ดูเหมือนโทนสีอิร์ธโทนจะได้รับความนิยมในคนกลุ่มนี้ และในขณะเดียวกันพวกเขาก็มองหา Luxury Experience หรือ Exclusive Experimence ประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนเจนอื่นสำหรับ Gen X ที่มีรายได้ดี

Photo: https://www.investopedia.com/terms/h/hnwi.asp

ในกลุ่ม Gen X ที่เป็นคนรวยมากๆ ที่เราเรียกกันว่า HNWIs ย่อมากจาก High-Net-Worth Individuals มีการเติบโตมากถึง 59.8% และกลุ่มคนที่รวยกว่านั้นที่เรียกว่า UHNWIs ที่ย่อมาจาก Ultra High-Net-Worth Individuals ก็มีการเติบโตมากถึง 32.7% ครับ

เรียกได้ว่ากลุ่ม Gen X นี่แหละขุมทรัพย์แห่งความมั่นคั่งของโลกใบนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่รวยแล้วก็จะยิ่งรวยขึ้นไปอีก ดังนั้นต้องทำความเข้าใจพวกเขาดีๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้อยากเป็นลูกค้าเราไปนานๆ

แต่นักการตลาดกลับไม่ค่อยใส่ใจ Gen X ผู้มั่งมี

พวกเขารู้สึกว่าบรรดาการตลาดทั้งหลายที่เห็น โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียกลับมีแค่ 13% เท่านั้นที่ดูใช้ภาษาและตั้งใจสื่อสารกับพวกเขา เพราะนักการตลาดส่วนใหญ่มักให้ความสนใจและสำคัญกับกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ที่เป็น Gen Z โดยส่วนใหญ่ ก็เหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อนเราก็ถูกสั่งว่าต้องพิชิตใจ Gen Y ให้ได้เท่านั้นพอ

ดังนั้นถ้าอยากได้เงินจากคนกลุ่มนี้ต้องรู้จักเลือกใช้ภาษาให้ดี เลือกใช้รูปภาพที่ใช่ หรือไม่ก็ทำการตลาดตาม Segmentation แยกออกไปชัดเจน เพราะทุกวันนี้สินค้าเดียวกัน บริการเดียวกัน เราสามารถทำ Personalization สื่อสารตามช่วงวัยได้ผ่านการตั้งค่าในระบบโฆษณาของแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างง่ายดายครับ

แล้วก็ขอให้จำไว้ว่า Gen X ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ค่อนไปทางสูงวัยนั้นก็ชอบเล่น TikTok ไม่แพ้เด็กๆ คนรุ่นใหม่เหมือนกัน เพราะวันนี้ TikTok เป็นโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มสำหรับคนทุกเจนเรียบร้อยแล้ว ทำให้บรรดา Creator Gen X เติบโตมากในแพลตฟอร์มนี้ ถ้าจะทำการตลาดกับเจนเอ็กซ์ก็ต้องทำความเข้าใจพวกเขาให้ดีรอบด้านครับ

ท้ายที่สุดสิ่งที่คนเจนเอ็กซ์ให้ความสำคัญคือ การสื่อสารที่เรียบง่าย ชัดเจน ตรงไปตรงมา อะไรได้ก็บอกว่าได้ อะไรไม่ได้ก็บอกให้ชัดๆ ว่าไม่ได้ พวกเขาไม่ชอบความเซอร์ไพรส์ตอนท้าย พวกเขาเป็นคนมีเหตุผลมาพอจะทำความเข้าใจหลายๆ เรื่องได้

สรุปง่ายๆ ได้ว่าถ้าอยากได้เงินพวกเขาต้องซื่อสัตย์ ชัดเจน ไม่ลูกเล่นเยอะ แล้วเงินในกระเป๋าเจนเอ็กซ์จะไหลเข้ามาหาคุณ

สรุป Insight Gen X 2026 เจาะลึกพฤติกรรมกลุ่มรุ่นใหญ่ เริ่มสูงวัย แต่มั่งคั่ง

มีทั้งอำนาจในหน้าที่การงาน และก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มผู้มั่งคั่งร่ำรวยของโลกใบนี้ แม้จะเป็นเจนที่เครียดสุดแต่ก็รับมือกับปัญหาได้ดีที่สุด หลายคนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกใบนี้ นี่คือเจนที่สร้างพื้นฐานของโลกยุคปัจจุบัน สร้างสะพานพาโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

ด้วยความเป็นผู้ใหญ่มากประสบการณ์ เลยใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าคนเจนอื่น พร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์ที่แตกต่างและหรูหรา แต่นักการตลาดส่วนใหญ่กลับมองข้ามหัวไปเน้นสื่อสารแบบวัยรุ่น แทนที่จะชัดเจน เรียบง่าย ตรงไปตรงมากับพวกเขาแทน

Insight Gen Y หรือ Millennials 2026

#วัยกลางคน #BNPL #SocialInflu #Y2K #Nostalgia #Minimalism #Ozempic #Health #NCD #MillennialParent #TravelLover #AiPlanner

สรุปแบบแฮชแท็ก

Gen Y หรือ Millennials คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1981-1995 ถ้านับอายุในปี 2026 ก็จะมีอายุตั้งแต่ 31-45 ปี (ตัวผมเอก็อยู่ในกลุ่มเจนวาย) ต้องบอกว่าปีนี้ชาวเจนวายทุกคนอายุเข้าเลข 3 เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นพวกเขาจะไม่นับว่าเป็นวัยรุ่นอีกต่อไป

ทำให้พวกเขาจะถูกนิยามด้วยคำใหม่นั่นก็คือ “วัยกลางคน” แบบเต็มตัว คาดการณ์ว่าพวกเขามีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยมากถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และกว่า 62% ก็เป็นการใช้จ่ายบนออนไลน์หรือ Ecommerce มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 พวกเขาจะใช้เงินมากถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และหนึ่งในรูปแบบการใช้เงินที่โตมากสำหรับคนกลุ่มนี้ก็คือ BNPL Buy Now, Pay Later ครับ

คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจผิดคิดว่ากลุ่มวัยรุ่นอย่าง Gen Z เท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนกระแสหรือเทรนด์โซเชียลมีเดียโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วเหล่า Gen Y ก็มีอิทธิพลไม่แพ้กัน เพราะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเทรนด์ยุค 90 และ 2000 หรือ Y2K ที่กลับมาฮิตกันได้แบบงงๆ ก็เพราะเหล่า Gen Y หรือ Millennials นี่แหละที่เป็นคนจุดกระแสเทรนด์นี้ขึ้นมาจนเหล่า Gen Z เอาไปแผยแพร่ต่อด้วยความสนใจ

ถ้าเราสังเกตุอีกนิดจะเห็นว่าพวกภาพยนต์ ซีรีส์ รายการทีวี ไปจนถึงดนตรี ศิลปินต่างๆ ที่เคยดังในอดีตกลับมาดังอีกครั้งได้ก็เพราะเหล่า Gen Y นี่แหละครับ

เพลงใน TikTok เองที่ได้รับความนิยมมากๆ ก็เป็นเพลงยุค 70-90 ช่วงที่ Gen Y เริ่มเป็นวัยรุ่น กระแสโหยหายความอบอุ่นทางใจเป็นที่นิยมขึ้นมาก็เพราะเหล่า Gen Y นี่แหละที่ต้องการกำลังใจให้สู้ต่อไปได้ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องยาวนานแบบทุกวันนี้

อย่าลืมว่าพวกเขากลายเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนเต็มตัว แต่กลับรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยประสบความสำเร็จแบบคนยุคก่อน หรือตามมาตรฐานสังคมทุกวันนี้เท่าไหร่ จะมีบ้านสักหลังในเมือง หรือใกล้เมืองเป็นเรื่องยากเกินฝันไปมาก แค่คอนโดติดรถไฟฟ้าเดินทางสะดวกก็ยังอาจถือว่ายากเกินเอื้อมสำหรับ Gen Y หลายคนในวันนี้

เจนนี้เป็นผู้ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ Subscription Model ขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าถ้าเป็นเจ้าของมันยาก งั้นก็ขอเช่าใช้แค่ชั่วคราวแล้วกัน ทั้งบ้าน ทั้งรถ และก็ค่อยๆ แตกแขนงไปสู่การเช่าสิ่งอื่นๆ มากมาย

Minimalism สไตล์ขวัญใจชาว Millennials

หนึ่งในเทรนด์ที่ชาวมิลเลนเนียลสนใจคือการแต่งบ้าน หรือของใช้สไตล์มินิมอล พวกเขาพยายามค้นหาสินค้าของตกแต่งสไตล์นี้มากเป็นพิเศษ สีก็ต้องมีความมินิมอล การแต่งตัวก็มินิมอล อีกด้านนึงพวกเขามองว่า Minimal is new Luxury ความหรูหราดูดีคือความเรียบงายเท่าที่จำเป็น

Photo: https://www.sfgate.com/shopping/article/July-luggage-review-16499101.php

อย่างแบรนด์กระเป๋าเดินทางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานนี้ก็คือ July มาจากประเทศออสเตรเลีย ที่สามารถให้ผู้ซื้อสามารถปรับแต่งให้ตรงจริตหรือสไตล์ของตัวเองได้ แม้จะมินิมอลในดีไซน์แต่ก็ยังสร้างความยูนีคแตกต่างในสไตล์ตัวเอง

เทรนด์ลดน้ำหนักเพราะสุขภาพมากกว่ารูปร่างของ Gen Y

บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า Ozempic หนึ่งในหัวข้อ Health & Wellness Trends 2026 ที่การตลาดวันละตอนเคยเขียนไว้ (อ่านต่อได้ที่ลิงก์นี้ https://everydaymarketing.co/marketing-trends/10-health-and-wellness-trends-2025-2026/ ) นั่นก็คือการลดน้ำหนักด้วยปากกาเบาหวานที่ได้รับความนิยมอย่างมากไปทั่วโลก

ส่วนหนึ่งเพราะแพทย์สั่งให้ Gen Y ที่เข้าสู่วัยกลางคนที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพทั้งความดัน เบาหวาน โรคหัวใจโผล่มาให้เห็นชัดๆ จากเอาปากกา Ozempic จิ้มพุงเพื่อลดเบาหวานกลายเป็นว่าน้ำหนักลดลงฮวบฮาบ ส่งผลให้เกิดกระแสการซื้อไปจิ้มลดน้ำหนักกันเองเยอะมากจนเริ่มถูกจับตาในหลายประเทศ

จากการลดน้ำหนักด้วย Ozempic นี้แน่นอนว่ามีผลค้างเคียงมาถึงพฤติกรรมการกิน ที่ลดความอยากกินแป้งลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็มาถึงผิวพรรณที่เปลี่ยนไปจากการกินที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง หรือคลินิกการดูแลตัวเองต่างๆ อย่างเห็นได้ชัดในวันนี้

Millennial Parent พ่อแม่เจนวายที่มีลูกเจนอัลฟ่า

ดูเหมือนว่ากลุ่มพ่อแม่ชาวเจนวายจะมีทัศนคติการเลี้ยงลูกที่ต่างจากคนรุ่นก่อนหน้ามาก พวกเขาเปิดกว้างเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างมาก หาความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกจากโซเชียลมีเดียเยอะขึ้น ไม่เข้มงวดเรื่องโทรศัพท์หรือเทคโนโลยีมากนักเมื่อเทียบกับเจนเอ็กซ์

แต่ในขณะเดียวกันก็มีการควบคุมดูแลติดตามว่าลูกตัวเองกำลังเล่นหรือคุยกับใครอยู่ ทำให้บรรดาแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เปิดฟีเจอร์การควบคุมแอคเคาท์ของลูกเพื่อให้พ่อแม่วางใจที่จะให้ลูกตัวเองใช้แพลตฟอร์มนั้น

ในขณะเดียวกันก็มีการหาแอปที่จะช่วยส่งเสริมสติปัญญาไปจนถึงทักษะของลูกตัวเอง ก็ในเมื่อพวกเขาต้องใช้หน้าจออยู่เป็นประจำทั้งในการทำการบ้าน การเรียน ไปจนถึงการสอบ ยังไม่นับถึงจบไปก็ต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการทำงาน สู้ให้รู้จักใช้และมีภูมิต้านทานไปพร้อมกัน ดีกว่าการปิดกั้นโอกาสแบบพ่อแม่เจนก่อนหน้าชอบทำกันครับ

และอีกหนึ่งประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของการท่องเที่ยว ดูเหมือนว่ากลุ่มพ่อแม่เจนวาย Millennial Parent จะชอบพาลูกออกไปเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์อย่างมาก ช่วงวันหยุดมีมากกว่า 89% ที่วางแผนว่าจะพาลูกไปเที่ยวไหนดี และ 45% ก็ชอบเลือกสถานที่เที่ยว ที่พัก โรงแรมที่สามารถใช้คะแนนในบัตรเครดิตลดหรือแลกได้

น่าสนใจกว่านั้นคือมีมากถึง 44% ของ Millennial Parent ที่ใช้ AI ช่วยวางแผนการเที่ยวให้ ไปจนถึงคำนวนงบประมาณค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน หรือแม้แต่การเที่ยวตามกระแสที่เห็นบนโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

สรุป Insight Gen Y พฤติกรรมผู้บริโภควัยกลางคนและพ่อแม่สมัยใหม่ในวันนี้

Gen Y กลายเป็นวัยกลางคนเต็มตัวที่เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามมา ไปจนถึงกลายเป็นพ่อแม่ของ Alpha อย่างเต็มที่ที่เปิดใจรับเทคโนโลยี แล้วก็วางแผนเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาต้องการสิ่งที่คุ้นเคยในวัยเด็กจนเกิดเป็นกระแส Y2K อีกครั้ง

พวกเขายังคงมีอิทธิพลต่อเทรนด์โลกหรือโซเชียลมีเดียอย่างมาก หลายครั้ง Gen Z ก็หยิบเอาสิ่งที่ Gen Y โพสไปกระจายต่อจนกลายเป็นเทรนด์ Nostalgia ในท้ายที่สุด ทำให้อะไรที่เคยหายกลับมาฮิตได้อีกครั้ง ลองคิดหาสินค้าย้อนวัยหรือบริการแบบวันวานมาทำยอดขายกับกลุ่มคนทั้ง 3 เจนอย่าง Gen Y, Gen Z และ Alpha ดู

สไตล์มินิมอล ความเรียบง่าย กลายเป็นความหรูหราใหม่สำหรับมิลเลนเนียล คงพอเห็นแนวทางการตลาดกับไอเดียธุรกิจสำหรับคนที่ต้องการจับกลุ่ม Gen Y วัยกลางคนเต็มตัวในวันนี้แล้วนะครับ

Insight Gen Z 2026

#OIYK #OnlyIfYouKnow #DoubleSideSocial #4CforGenZ #Content #Culture #Commerce #Community #Socialable #TikTokable #ContentFood #หางานยาก #RaiseOfPartTime #GiGconomy #Travel4Activity

สรุปแบบแฮชแท็ก

Gen Z จะเรียกว่าวัยรุ่นก็ไม่เชิง เพราะพวกเขาโตขึ้นกว่าที่เราคุ้นเคยมากจนเริ่มกลายเป็น Senior หรือ Manager ในที่ทำงานไปก็เยอะแล้ว เจนซีคือคนที่เกิดในช่วงปี 1996-2011 ถ้านับอายุในปีนี้ก็จะอยู่ที่ 15-30 ปี (ก็ยังมีที่วัยรุ่นเยอะแหละเนอะ)

มาลองทำความเข้าใจอินไซท์พฤติกรรมของพวกเขาดูว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีตั้งแต่วัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน ไปจนถึงวัยเริ่มผู้จัดการว่าพวกเขาใช้ชีวิตและมีความต้องการอย่างไรกันบ้างครับ

Double Side Lifestyle เจนซีผู้จัดการชีวิตดิจิทัลได้ดีเยี่ยม

คนเจนก่อนหน้าไม่ว่าจะ Gen X หรือ Gen Y มักจะใช้ออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างจริงจัง คือมีชีวิตอย่างไรก็โพสออนไลน์อย่างนั้น แต่กับ Gen Z นั้นไม่เหมือนกันพวกเขามีชีวิตออนไลน์สองด้านอย่างจริงจังครับ

OIYK (Only If You Know) ชีวิตที่แชร์ให้เฉพาะเพื่อนสนิทเห็นเท่านั้น เวลาพวกเขาไปทำกิจกรรมออฟไลน์ในชีวิตจริงแบบสุดๆ หรือทำอะไรแบบส่วนตัวแบบสุดๆ ไปจนถึงเวลาไปใช้ชีวิตสุดพิเศษหรูหรา พวกเขาไม่เน้นอวดชีวิตทุกอย่างลงโซเชียลแบบ Gen Y แต่พวกเขาเลือกที่จะเก็บโพสเหล่านั้นเอาไว้ให้แค่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่ได้เห็น

ส่วนชีวิตออนไลน์อีกด้านของ Gen Z เรียกว่า Chronically Online ก็คือตะโกนแบบสุดขั้ว ตั้งใจป่าวประกาศให้โลกรู้แบบสุดทุกด้าน ถ้าจะโพสก็จะโพสแบบจัดเต็มไม่มีคำว่าเขินอาย เพราะทุกอย่างคือคิดมาแล้วว่าแบบนี้แชร์ได้ ก็เลยตั้งใจแชร์มันออกไป ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเห็นโพสของเจนซี วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ที่คิดว่าสุดโต่ง ดูไร้ความคิด พึงรู้ไว้ซะว่าพวกเขาคิดมาดีแล้วก่อนจะโพสทุกครั้ง

Spend Z หนึ่งในพฤติกรรมการใช้เงินของเจนซีที่อยู่ในรายงานของ NielsenIQ บอกให้รู้ว่าภายในปี 2030 คนกลุ่มนี้จะใช้เงินรวมกันมากถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกระจุกอยู่ในสินค้าสองกลุ่มอย่าง FMCG ในชีวิตประจำวัน กับสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก

ดังนั้นถ้าแบรนด์ไหนสามารถเข้าใจพวกเขาได้ดีตั้งแต่วันนี้ ก็มีโอกาสที่เจนซีจะ Loyalty กับแบรนด์เหล่านั้นไปอีกนานเมื่อเวลาผ่านไป

4C Strategy เพื่อพิชิตใจ Gen Z โดยเฉพาะ

จากรายงานของ WGSN เผยว่าบริษัทหรือแบรนด์ไหนที่จะพิชิตใจ Gen Z ได้ต้องคำนึงถึง 4C ดังนี้ Content, Culture, Commerce และ Community ต้องทำให้สินค้าหรือบริการดูแปลกใหม่ สดใหม่ สนุกสดใสมากขึ้น ถ้าทำเองไม่ได้ก็ต้องไปหา Partner มา Collaboration เหมือนที่เราเริ่มเห็นกันเยอะมากในวันนี้ คอลแลปข้ามขั้ว ข้ามค่าย ข้ามอุตสาหกรรมจนงงไปหมด

อย่าง Starface แบรนด์แผ่นแปะสิวลายการ์ตูนเองก็ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z บนช่องทาง Discord หรือ Heineken เองก็จับมือกับร้านสะดวกซื้อ Bodege ออกโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนไลว์เทคที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากโทรเข้า โทรออก และส่งข้อความเท่านั้น ที่ชื่อว่า The Boring Phone แต่กลับเป็นที่ถูกใจ Gen Z มาก เพราะทำให้พวกเขาสามารถใช้เวลาในการปาร์ตี้สังสรรค์พูดคุยกับเพื่อนทุกคนได้เต็มที่โดยไม่ต้องมีโซเชียลมีเดียมาขัดขวาง

Insight Gen Z กับอาหารการกิน

เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z กลับชื่นชอบการทำอาหารด้วยตัวเองพอสมควร ในแง่หนึ่งเพราะพวกเขาจะได้สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจเรียก Engagement ตัวเองในโซเชียลมีเดียควบคู่กัน สิ่งที่พวกเขาชอบทำก็คืออาหารที่ทำด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน หรือขนมขบเคี้ยวสูตรพิเศษที่อาจไม่เน้นรสชาติความอร่อยมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับหน้าตาความสวยงามของขนมที่ทำเพื่อโพสลงโซเชียล

ดูเหมือนจะเป็นโอกาสของแบรนด์เครื่องครัวแบบง่ายๆ ให้ Gen Z สามารถทำคอนเทนต์ลงโซเชียลให้กลับมาเป็น Free PR ของแบรนด์ครับ

แต่ถ้าเมื่อไหร่พวกเขาจะออกไกินข้าวนอกบ้าน ก็พบว่า Gen Z ชาวอเมริกันและยุโรปกว่า 93% วางแผนการเงินสำหรับการกินอย่างจริงจังให้ไม่เกินงบ พวกเขาคิดตั้งแต่ความคุ้มค่าในแง่ของประสบการณ์ รสชาติความอร่อย ไปจนถึงถ้าไปกินร้านนั้นจะสามารถทำคอนเทนต์ลงโซเชียลได้หรือไม่

ดังนั้นร้านอาหารที่จะได้ใจ Gen Z ต้องมีการออกแบบและตกแต่งร้านให้กลายเป็นหนึ่งในจุดขายจริงๆ แค่อร่อยถือว่าธรรมดา ดีไซน์ของร้านต้องจัดจ้านให้ดูพร้อมจะ Instagramable และ TikTokable ได้ด้วย

อย่าลืมว่า Gen Z ไปจนถึงคนทุกเจนใช้ TikTok กันเป็นปกติแล้ว และพวกเขาก็มักเจอร้านใหม่ๆ ที่ดูน่าไปก็จากคลิปบน TikTok เป็นหลักนี่แหละครับ

ตลาดอสังหาดูท่าจะโตยากกับกลุ่มเจนซี

จากข้อมูลพบว่า Gen Z คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะอยู่บ้านเดียว หรือบ้านเดิมของครอบครัว แม้ว่าจะทำงานมีรายได้ของตัวเองมากสักระยะแล้วก็ตาม เรื่องนี้ก็ดูจะตอบสนองกับกระแสราคาอสังหาที่พุ่งสูงสทะยานทั่วโลก บวกกับพ่อแม่ของ Gen Z ก็อาจกัดฟันซื้อหรือสร้างบ้านแล้ว

ก็ในเมื่อบ้านเดิมยังอยู่ได้แล้วจะต้องไปดินรนหาบ้านใหม่ทำไม แต่นั่นหมายถึงโอกาสของตลาดการรีโนเวทตกแต่งบ้านเก่าให้ดูเก๋ ดูโมเดิร์น ที่น่าจะเติบโตกับกลุ่ม Gen Z ได้เป็นอย่างดีในอนาคต

จากบ้านมาสู่การจัดการคนในบ้าน น่าสนใจกว่า Gen Z กว่า 87% รับหน้าที่เป็นหัวเรือวางแผนการท่องเที่ยวของครอบครัวในช่วงวันหยุดเป็นหลัก ตั้งแต่เป็นคนเลือกโรงแรมว่าคนในบ้านควรไปพักที่ไหนดี ควรไปทำกิจกรรมอะไรด้วยกันบ้าง ไปจนถึงจัดสรรคอนเทนต์ให้ว่าแต่ละคนควรโพสแบบไหนบ้างลงโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ

อีกแง่อินไซท์นึงที่น่าสนใจของเจนซีคือพวกเขาชอบโรงแรมที่อยู่ใกล้งานคอนเสิร์ต หรือพวกพื้นที่จัดงานกิจกรม สาธารณะต่างๆ ดังนั้นเพื่อนๆ คนไหนอยู่ในธุรกิจโรงแรมก็ลองหาข้อมูลสถานที่เหล่านี้เป็นจุดขายเพิ่มเติมไป บอกให้รู้ว่านอกจากห้องพักจะสวยงามน่าโพสลงโซเชียล ยังเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกแค่เดินหรือเช่ารถไปในระยะเวลาสั้นๆ ได้ด้วย

Insight Gen Z ในเรื่องเงินและเรื่องงาน

วัยรุ่น คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เพิ่งเรียนจบเข้าสู่ตลาดแรงงาน กำลังเผชิญกับปัญหางานหายาก หรือภาวะตกงานกันในหลายประเทศ อย่างที่ประเทศจีนเองเราจะเห็นข่าวแบบนี้จำนวนไม่น้อย เรียนจบมหาวิทาลัยมาอย่างดีแต่สุดท้ายต้องมาขับรถส่งอาหารเพราะหางานดีๆ ทำไม่ได้

เจนซีในญี่ปุ่นเองก็มีทัศนคติการทำงานที่เเปลี่ยนไป มีแค่ 21% เท่านั้นที่ยังยึดถือค่านิยมการทำงานบริษัทเดียวจนเกษียณ หลายคนหันไปทำงานพาร์ทไทม์กันเยอะขึ้น หรือโอเคที่จะเป็นพนักงานชั่วคราวในบริษัทต่างๆ

ส่วนเรื่องเงินเองเจนซีกว่า 93% ก็วางแผนการเงินและวันลาเพื่อไปร่วมกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบในต่างประเทศ ไม่ว่าจะในฐานะแฟนด้อมศิลปิน หรือเข้าร่วมแข่งกีฬากิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศตัวเองเป็นหลัก

สรุป Insight Gen Z 2026 เจาะลึกพฤติกรรมวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ต้องการอะไรจากแบรนด์

พวกเขามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก บางคนก็เริ่มก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ พวกเขาจัดการดิจิทัลไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี แยกแยะได้ว่าอะไรควรโพสแค่โคลสเฟรน อะไรควรพับลิกให้โลกรู้

เลือกใช้เงินกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยเฉพาะต้องสามารถทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียได้ ชอบทำอะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองมีคอนเทนต์ ถ้าจับจุดนี้ได้ไวก็จะสามารถทำเงินกับเจนซีได้นาน

ตลาดบ้านน่าจะซบเซาไปอีกนาน แต่ตลาดรีโนเวทตกแต่งบ้านน่าจะไปได้ดี ส่วนตลาดการท่องเที่ยวก็ดูจะเติบโตกับพวกเขาได้ดี โดยเฉพาะถ้าหากิจกรรมดีๆ ให้พวกเขาได้ออกไปทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์

สุดท้ายเรื่องงาน เรื่องเงิน ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขายอมรับว่างานดีๆ หายาก ทำให้พวกเขาก็กล้ายอมรับกับเงื่อนไขใหม่ที่คนเจนอื่นไม่เคยเจอได้ง่ายกว่า

แต่อย่าลืมว่าพวกเขาคือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงสุดในปี 2030 ด้วยเม็ดเงินกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่พร้อมจะจ่ายให้กับแบรนด์ที่เข้าใจพวกเขาตั้งแต่วันนี้ครับ

Insights Generation Alpha 2026

#เด็กรุ่นใหม่ #GenCovid19 #GeniPad #ชอบออกไปเล่น #เด็กหดธุรกิจหาย #LGBTQ+ #ยอมรับความหลากหลาย #เปิดกว้างกับทุกเรื่อง #BookTok #2.2พันล้านคน #ชอบกีฬา #เกมกีฬา #อยากเป็นนักกีฬา

สรุปแบบแฮชแท็ก

มาทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่หรือที่เราเรียกกันว่า Generation Alpha กันครับ อัลฟ่าคือคนที่เกิดในช่วงปี 2012-2024 ถ้านับอายุในปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่ 2-14 ปี เราสามารถเรียกคนเจนนี้ว่า “เด็กรุ่นใหม่” ได้เต็มปากเต็มคำ เพราะพวกเขาอยู่ในช่วงวัยเด็กเล็ก เด็กโต ไปจนถึงวัยรุ่นตอนต้น ครบถ้วนทุกวัยเด็ก

และด้วยจำนวนของอัลฟ่าที่มีมากถึง 2.2 พันล้านคนในปี 2025 ทำให้พวกเขาถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นเจนที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากถึง 5.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 หรืออีกแค่ไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง

เด็กรุ่นใหมเจนอัลฟ่าเปิดกว้างกับทุกสิ่งรอบตัว เพราะพวกเขาเกิดมาในยุคดิจิทัลแบบเต็มที่ ยุคที่อยากรู้อะไรก็หาดูใน YouTube ได้ทันที แถมพวกเขายังเกิดมาในยุค Covid-19 ยิ่งส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วย iPad จนบางทีก็ถูกเรียกว่า Gen iPad ไปแล้ว

แต่กลายเป็นว่าเมื่อพวกเขาได้ออนไลน์อย่างเต็มลิมิต พวกเขากลับรู้สึกอยากใช้ชีวิตออฟไลน์มากขึ้นแทน พวกเขาชอบอยู่ ชอบเล่นกับเพื่อนมากกว่าเล่นเกมบนหน้าจอ ดังนั้นแบรนด์ที่จะได้ใจเด็กรุ่นใหม่ Gen Alpha ต้องสนับสนุนให้พวกเขาได้ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

Photo: https://www.ikea.com/us/en/cat/baby-kids-bc001/

อย่าง Ikea ที่มีการสร้างเฟอร์นิเจอร์จากมุมมอของเด็กๆ แทนมุมมองของผู้ใหญ่คนซื้อ ก็ยิ่งทำให้แบรนด์นี้ได้ใจอัลฟ่าไปมาก และนั่นก็ส่งผลถึงเงินในกระเป๋าของพ่อแม่ Millennial Parent อย่างปฏิเสธไม่ได้

แถมเด็กรุ่นใหม่เจนนี้ยังเก่งในการสร้างมีม Meme ต่างๆ ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา แบรนด์ไหนจับกระแสเอา Meme ที่อัลฟ่าสร้างมาต่อยอดในเชิงการตลาดได้ไวก็น่าจะได้ใจอัลฟ่าไปไม่น้อยครับ

แต่หนึ่งในปัญหาที่ตามมาของ Gen Alpha คือเด็กเกินน้อยลงมาก ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มปรับลดจำนวนโรงเรียนรัฐลง ประเทศไทยบ้านเราก็มีปัญหานี้ผ่านข่าวโรงเรียนดังหลายแห่งเริ่มประกาศปิดตัวไปเพราะไม่สามารถหาเด็กมาเรียนได้เท่าเดิม

เนื้อหาในโรงเรียนก็ถูกปรับให้อัลฟ่าได้รู้จักโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในแง่ของสิทธิเท่าเทียม การยอมรับสภาพเพศที่หลากหลาย เรื่อง LGBTQ+ คือเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องประหลาดแบบเด็กรุ่นก่อน แล้วไหนจะเรื่องของสภาพแวดล้อมสังคมที่เรียกว่าเด็กรุ่นก่อนไม่เคยได้เรียนอะไรแบบนี้ในห้องเรียนแน่ๆ

#BookTok กับ Alpha

อีกหนึ่งอินไซท์ที่น่าสนใจของเด็กรุ่นใหม่อัลฟ่าคือจากกระแส #BookTok ที่แบรนด์ต่างๆ หันมาทำคอนเทนต์ให้ความรู้สาระลงช่องทาง TikTok มากขึ้น และเด็กๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้เอาแต่ดูการ์ตูนหรือเกมเท่านั้น แต่พวกเขาชอบดูความรู้สาระที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน เข้าใจง่าย

ถ้าแบรนด์อย่างเล่าเรื่องตัวเองให้อัลฟ่าจำ ก็ลองไปศึกษาเทรนด์ Edutainment ใน TikTok ดูนะครับ

ข้อมูลสุดท้ายเด็กรุ่นใหม่ Generation Alpha 2026 ปีนี้คือกว่า 91.4% ในอเมริกาชอบเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน จากรายงานการสำรวจของ KidSay ปี 2023 ก็บอกว่าเด็กช่วงอายุ 8-11 ปีในประเทศจีนกว่า 92% ก็ชอบดู ชอบติดตามเรื่องของกีฬา หรือถ้าจะเล่นเกมก็จะเป็นเกมกีฬา

ทำให้หนึ่งในเป้าหมายความฝันของเด็กรุ่นใหม่คืออยากเป็นนักกีฬาอาชีพ มากกว่าหมอ ตำรวจ ทหาร พยาบาลแบบเด็กวันวาน และก็ไม่ได้อยากเป็น YouTuber มากเท่ากับเด็ก Gen Z ที่ผ่านมาครับ

ลองคิดหาทางว่าจะสร้างกิจกรรมทางการตลาดที่สนับสนุนเรื่องกีฬาสำหรับแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็น Alpha และ Millennial Parent อย่างไรได้บ้างในปีนี้

สรุป Insight Generation Alpha 2026 พฤติกรรมผู้บริโภคเด็กรุ่นใหม่เจนอัลฟา

มีมากถึง 2.2 พันล้านคน มีความหลากหลากหลายและเปิดกว้างกับทุกเรื่องมากที่สุด เจนที่ยอมรับเรื่องความแตกต่างในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเพศไปจนถึงเรื่องการเมือง เชื้อชาติ

ในขณะเดียวกันก็เกิดมาในยุคโควิด 19 ที่มีไอแพดเป็นพี่เลี้ยงอย่างเต็มที่ แต่ก็ชอบกิจกรรมออฟไลน์กลางแจ้งมากกว่าเล่นเกมบนหน้าจอเพราะอยากออกจากบ้านมากกว่า

ชอบดูคอนเทนต์ความรู้ไม่น้อยกว่า การ์ตูน หรือเกม เมื่อเทียบกับเด็กเจนก่อนหน้า ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับกับปัญหาเด็กลดลงจนส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจรอบด้าน ซึ่งเริ่มต้นจากโรงเรียนก่อน

ความฝันอยากเป็นนักกีฬาแทน YouTuber หรือ หมอ ทหาร ตำรวจ พยาบาล และวิศวกรไปแล้ว

Insight Generation Beta

#GenBeta #เกิดน้อยมากเป็นประวัติการณ์ #เกิดยุคเศรษฐกิจถดถอย #เกิดมาประหยัด #งดหน้าจอจริงจัง #โตมาในบ้านปู่ย่า #MultiGeneration #เคร่งครัดความPrivacyของลูก #ลดการโพสรูปลูกลงโซเชียล #GenerationAI #พี่เลี้ยงAI #เพื่อนเล่นAI #AIoT

สรุปแบบแฮชแท็ก

มาถึงอินไซท์พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ในปีที่แล้ว นั่นก็คือ Generation Beta ครับ เด็กเจนนี้เกิดระหว่างปี 2025-2039 เอาง่ายๆ ในปี 2026 นี้พวกเขามีอายุหนึ่งขวบนิดๆ เท่านั้นเอง

ดังนั้นข้อมูลทั้งหลายจึงเป็นการคาดการณ์จากสภาพแวดล้อมและความน่าจะเป็นโดยส่วนใหญ่ เริ่มจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่าเด็กกลุ่มนี้น่าจะเกิดน้อยลงกว่าเดิมมากจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและตกต่ำทั่วโลก

ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำก่อนหน้าจำนวนการเกิดของ Gen Alpha ยังไม่ลดต่ำลงเท่ากับ Gen Beta เลย บวกกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ภาวะหนี้สินครัวเรือนที่ไม่มีท่าที่ว่าจะลดลง ทำให้พ่อแม่หลายคนเริ่มสอนและเลี้ยงลูกตามเงื่อนไขทางการเงินที่ตัวเองเจอ

เด็กเจนนี้ถูกสอนให้ประหยัดยิ่งกว่าเด็กทุกเจน แถมพ่อแม่ของ Generation Beta หลายคนก็ยังอาศัยอยู่บ้านของพ่อแม่เดิม หรือปู่ย่าด้วยซ้ำ ข้อดีคือเด็กเจนนี้จะได้เรียนรู้การอยู่กับคนหลากหลายเจน ผิดกับคนเจนก่อนหน้าที่อาจจะแยกบ้านไปอยู่ส่วนตัวทำให้ห่างเหินกับคนแก่มากกว่า อาจจะเรียกว่าเป็นการเติบโตแบบ Multigeneration ครับ

กลุ่มคนที่เป็นพ่อแม่ของ Generation Beta ก็จะมีสองกลุ่มหลักคือไม่เป็น Millennials Parent บ้างก็เป็น Gen Z Parent แล้ว

ความน่าสนใจคือยิ่งพ่อแม่อายุน้อยเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเข้มงวดเรื่องดิจิทัลหรือออนไลน์กับลูกมากเท่านั้น พยายามลดการใช้หน้าจออย่างเห็นได้ชัด งดการถ่ายรูปลูกลงโซเชียลอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการศึกษาดี

ถ้าอยู่กับลูกเจนเบต้าพ่อแม่กลุ่มนี้จะพยายามงดการใช้โทรศัพท์มือถือให้มากที่สุด ผิดกับพ่อแม่ของเด็กวัยก่อนหน้าที่อาจเล่นมือถือไปพร้อมกับลูก หรือเลี้ยงลูกไปไถหน้าจอไปอย่างไม่รู้สึกผิดแปลกอะไร

Photo: https://aibusiness.com/ml/ai-powered-app-deciphers-baby-cries-boosts-parent-child-communication

Generation Beta เองเกิดมาในยุคของ AI แบบเต็มตัว ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าหนึ่งในเพื่อนหรือพี่เลี้ยงของเด็กเจนนี้จะเป็น AI แทนมนุษย์ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ ตัวพ่อแม่เองก็ใช้ AI ในการช่วยเลี้ยง ช่วยสอน ช่วยให้คำแนะนำเรื่องลูกอย่างเต็มที่ และนั่นหมายความว่า Data ของ Beta จำนวนมากจะอยู่กับแพลตฟอร์มเอไอที่ให้คำแนะนำเรื่องลูก และนั่นก็หมายถึงขุมทรัพย์ทางการตลาดขนาดใหญ่ การเข้าถึงพฤติกรรมความรู้สึกนึกคิดในแบบที่ยุคดิจิทัลกลายเป็นเด็กๆ ไปเลย

บรรดาอุปกรณ์ IoT ภายในบ้านเริ่มมีการปรับตัวตาม Generation Beta มากขึ้น อย่างลำโพงอัจฉริยะ Alexa ของ Amazon ที่แทบทุกบ้านในอเมริกาต้องมีก็ถูกนำไปรีดีไซน์ใหม่ให้มีความน่ารักมากขึ้น ดูเหมาะจะเป็นเพื่อนเล่นหรือพี่เลี้ยงของเจนเบต้าแทนที่จะเป็นแค่ลำโพงทั่วไปแทน

ด้วยความที่เด็กเจนเบต้าเกิดมาในยุค AI ก็ต้องบอกว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่มาด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนเราจะได้ AI เป็นพี่เลี้ยงที่พร้อมช่วยลดภาระเราได้มากมาย แต่ในขณะเดียวกันเราจะรู้ได้อย่างไรว่า AI ของบริษัทที่เราใช้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการตลาด หรือกำไรของบริษัทมากกว่าจะช่วยพัฒนาเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ ของเราแทน

สรุป Insight Generation Beta 2026 อนาคตของเด็กเจนใหม่จะมีหน้าตาแบบไหนบ้าง

ทั้งหมดทั้งมวลจะยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกมากนัก ส่วนใหญ่เป็นการคาดการณ์จากสิ่งที่เห็นในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคืออัตราการเกิดต่ำลงกว่าเดิมมาก จนส่งผลต่อรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ยุคคนเกิดใหม่น้อยอย่างแน่นอน

แล้วเด็กเจนนี้ก็เกิดมาในสภาพเศรษฐกิจที่ดูยังไม่มีวี่แววดีขึ้น การสอนให้ประหยัดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขหลักของพ่อแม่ยุคใหม่นับจากนี้

และพ่อแม่ของพวกเขากดจำกัดหรือเข้มงวดการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในการเลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ แต่อีกความน่าสนใจคือเด็กเจนนี้เกิดมาในยุค AI แทนดิจิทัล หรือโซเชียล แบบเด็กเจนอัลฟ่า หรือเจนซีครับ

เมื่อ AI กลายเป็นสิ่งที่ Generation Beta จะคุ้นเคยนับจากนี้ไป ก็คงต้องรอติดตามกันว่าโลกใบใหม่ที่มีเจนเบต้ามากขึ้นจะมีหน้าตาอย่างไรในปีถัดๆ ไปครับ

สรุป Consumer Insight 6 Generation 2026

จากรายงานเจาะเทรนด์โลกของ TCDC โดย CEA บอกให้รู้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้ง 6 Generation ประจำปี 2026 ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z, Alpha ไปจนถึง Beta นั้นมีทิศทางเป็นอย่างไร

เราอยู่ในยุคที่มีผู้บริโภคหลากเจนมากที่สุดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยังไม่นับถึงกลุ่ม Silence Generation วัย 80+ ที่ก็มีจำนวนหลายล้านคนบนโลกทุกวันนี้

นักการตลาดที่ดีต้องรู้จักเลือกกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะ ต้องสำรวจว่าสินค้าหรือบริการเราเหมาะจะขายใครมากที่สุด เพราะด้วยงบประมาณจำกัดทำให้เราต้องเลือกสื่อสารไปยังกลุ่มคนที่ใช่ ปรับสินค้าหรือบริการให้ตรงกับใจ พร้อมกับไม่หยุดทำความเข้าใจพวกเขาตลอดเวลา

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักการตลาดในการตลาดวันละตอนไม่มากก็น้อย ถ้าใครอยากทำความเข้าใจ Consumer Insight แต่ละ Generation ในปีก่อนหน้าก็สามารถกดอ่านได้ตามลิงก์นี้เลยครับ

สนใจอ่านข้อมูลรายงานฉบับเต็ม Trends 2026: Maze of Echoes จาก TCDC ได้ที่ลิงก์นี้ครับ https://www.tcdc.or.th/th/all/service/resource-center/e-book/35030-Trend-2026

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *